ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 344 ล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว
หัวหน้าขันทีในตำหนักหลุบตาลง มองตามเจ้าแมวสามสีที่วาดหางคดเคี้ยวไปมาบนพื้นอย่างเกียจคร้าน นางค่อยๆ คลานไปข้างเท้าของขันทีชั้นสูง แหงนหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็คลานต่อไป ระหว่างที่ผ่านหน้าแข้งของขันทีผู้นั้น ก็ไปเฉี่ยวโดนชายแขนเสื้อเบาๆ ทำให้ชายแขนเสื้อพลิ้วไหว ซึ่งดูเหมือนจะดึงดูดความสนใจของนางไว้ได้ เจ้าแมวพลันชูอุ้งเท้าขึ้นตะปบใส่ชายเสื้อในทันใด
จากนั้นนางก็เลี้ยวอ้อมเสาไป เดินวนหนึ่งรอบ ก่อนจะเดินทอดน่องผ่านกลางท้องพระโรงด้วยท่าทีเบื่อหน่าย คล้ายไม่รู้จะทำอะไรดี
นางเดินโงนเงนไปมา ราวกับแมวเมาเหล้า
ครั้นสวนกับเหล่านางกำนัลที่กำลังยกสำรับอาหารเข้ามา นางก็รีบหดตัวลง ตั้งท่าระวัง แหงนหน้าสังเกตพวกนางอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็วิ่งเหยาะๆ หลบไปให้พ้นระยะการเดินของนางกำนัลเหล่านั้น
ฮองเฮาเองก็โปรดปรานแมว และทรงเลี้ยงแมวไว้เหมือนกัน
แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เคยเห็นแมวตัวใดสง่างามและฉลาดเฉลียวถึงเพียงนี้
ค่ำคืนนี้ฮ่องเต้ทรงจัดงานเลี้ยงในตำหนัก มีผู้อยู่ในเหตุการณ์ไม่มากนัก ทว่าหากบทสนทนาที่เกิดขึ้นในตำหนักฉางเล่อแห่งนี้รั่วไหลออกไป เกรงว่าวงศ์ตระกูลใหญ่ทั้งหลายในแผ่นดินคงยอมทุ่มทรัพย์มหาศาลเพื่อแย่งกันซื้อข่าวนี้เป็นแน่
ทว่าผู้ที่มีโอกาสได้ยินกลับมีอยู่น้อยนิดนัก
อัครมหาเสนาบดีประจำราชวงศ์นี้ มิได้มีอำนาจนักมาแต่เดิม อำนาจล้วนตกอยู่ในมือของราชครูทั้งสิ้น ผู้ที่ได้ขึ้นเป็นอัครเสนาบดีนั้น ล้วนมิใช่ผู้มีความสามารถมากล้น หากแต่เป็นผู้จงรักภักดีต่อฝ่าบาท สามารถถ่วงดุลอำนาจของราชครูได้ก็เท่านั้น บัดนี้ราชครูออกจากราชสำนักไปเพราะกิจธุระสำคัญ อัครเสนาบดีกลับไร้ความสามารถพอจะรับช่วงอำนาจ จึงต้องกลับไปว่าราชการให้ทั้งหกกรมดังเดิม ที่ยังคงดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดีต่อไปได้ ก็เป็นเพียงเพราะความจงรักภักดีต่อฝ่าบาทเท่านั้น
และบทสนทนายามค่ำคืนนี้ อัครเสนาบดีย่อมไม่มีวันแพร่งพรายออกไป
ตรงกันข้าม กลับมักมีคนพยายามลอบติดสินบนบรรดาขันทีเหล่านี้มากกว่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหนึ่งถึงสองปีมานี้
ทว่าถึงมังกรจะแก่ชรา แต่เดชะอำนาจยังคงมีอยู่ เบื้องหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ แม้พระองค์จะมีพระชนม์มากแล้ว แต่ในสายตาของเหล่าขันทีผู้ติดตามรับใช้พระองค์มานาน พระบารมีก็ยังสูงส่งเหลือคณา พวกเขาติดตามฮ่องเต้มาผ่านร้อนผ่านหนาวมานักต่อนัก คลื่นลมทั้งหลายล้วนมาสิ้นฤทธิ์ลงใต้พระบาทของพระองค์ทั้งสิ้น แม้ถึงวันนี้ ก็ยังเชื่อว่าพระองค์สามารถควบคุมทุกสิ่งได้อยู่ และแน่นอนว่า ไม่มีผู้ใดกล้าก่อเรื่องลับลมคมในเบื้องพระพักตร์ได้ง่ายๆ
“เช่นนั้นก็คงต้องทูลถามฝ่าบาทก่อนแล้วกระมัง”
“โอ้”
“สามปีก่อนฝ่าบาทเคยสนทนากับกระหม่อม ทรงตรัสกับกระหม่อมด้วยพระองค์เอง ทรงทราบดีว่าเฉินจื่ออี้หาได้คิดกบฏไม่ ไม่ทราบว่าบัดนี้ฝ่าบาทยังทรงคิดเห็นเช่นเดิมอยู่หรือไม่”
อัครเสนาบดีที่กำลังรับประทานอาหารอยู่เงียบๆ พลันชะงักไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะหันไปมองนักพรตหนุ่มตรงข้าม
เหล่าขันทีต่างก็ก้มหน้า ทำทีราวมิได้ยินสิ่งใด
หัวหน้าขันทียังคงจับตามองเจ้าแมว
นางเดินทอดน่องมาจนถึงโต๊ะเสวยของฮ่องเต้ เมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวผิดแผกไป ก็หันไปมองคนทั้งท้องพระโรงอย่างแปลกใจ เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติใด ก็ส่ายหัวแล้วเดินต่อไป ไม่นานก็เดินหยุดอยู่ตรงเบื้องพระบาทฮ่องเต้ เหล่าขันทีไม่มีผู้ใดเข้าไปขวาง หาใช่เพราะรู้ว่าแมวตัวนี้ไม่ธรรมดา หากแต่เป็นเพราะมิใช่สถานการณ์ตึงเครียดอันใด แม้จะเป็นเพียงแมวธรรมดาจากตำหนักของใครสักคน หากมันเผลอเดินมาเบื้องพระพักตร์ ก็มิใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
ฮ่องเต้ชราทรงเงยพระพักตร์มองนักพรตหนุ่มเบื้องหน้า แล้วตรัสตอบ
“ใต้หล้านี้ยังมีผู้ใดกล้ายกกองทัพกบฏขึ้นต่อสู้กับข้าได้อีกหรือ”
หากเป็นพระองค์เมื่อสามปีก่อน คงตรัสด้วยท่าทีแข็งกร้าวกว่านี้
แต่กระนั้นน้ำเสียงในวันนี้ก็หาได้ลดทอนความมั่นพระทัยลงแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น หลังได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่จากทางเหนือ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นผลงานเกริกก้องสะเทือนแผ่นดิน อัครเสนาบดีและเหล่าขันทีกลับได้ยินพระองค์กล่าวถ้อยคำนั้นด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น
ทว่านักพรตหนุ่มกลับเพียงเม้มริมฝีปาก ไม่ได้กล่าวอันใดต่อ เพียงถามกลับ
“หรือว่าฝ่าบาททรงกริ่งเกรงว่าเขามีใจคิดกบฏ เพียงแต่เพราะถูกพระบารมีกดทับ จึงยังไม่กล้าเผยท่าทีออกมาเท่านั้น”
“อา…”
ฮ่องเต้ทอดถอนพระทัย
“โลกปุถุชนแท้จริงแล้วซับซ้อนนัก หลายสิ่งหลายอย่าง ใช่ว่าเขาเพียงคนเดียวจะกำหนดได้เสียเมื่อไร เหมือนกับราชการบ้านเมืองทั้งปวง แม้แต่ข้าเอง ยังรู้สึกอับจนหนทางอยู่บ่อยครั้ง นับประสาอันใดกับเหล่าฮ่องเต้ในอดีตเล่า แม้แต่ฮ่องเต้องค์ก่อนซึ่งเป็นผู้สร้างตำหนักหลังนี้ ยังไม่อาจชี้นิ้วสั่งอิฐหรือหินได้เลย แล้วข้าผู้เพียงนั่งอยู่ในตำหนักนี้เล่า จะกำหนดทุกอย่างได้เชียวหรือ”
ซ่งโหยวฟังแล้วก็พอจะเข้าใจได้ ว่าฮ่องเต้ยังคงเชื่อว่าเฉินจื่ออี้มิได้คิดกบฏ
“เช่นนั้นฝ่าบาทยังทรงประสงค์จะถามสิ่งใดอีกหรือ กระหม่อมรู้เท่าไร ย่อมกราบทูลตามนั้น ไม่คิดปิดบังพ่ะย่ะค่ะ”
“ใต้หล้านี้ หากกล่าวถึงผู้ที่ข้าวางพระทัยได้ที่สุดแล้ว ก็เห็นจะไม่มีผู้ใดเกินท่านแล้ว”
“ฝ่าบาทได้โปรดตรัสมาเถิด”
“ท่านเคยไปเยือนค่ายที่แดนเหนือ ย่อมทราบดีว่าในกองทัพนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”
“บัดนี้แผ่นดินต้าเยี่ยนรุ่งเรืองมั่นคง ราษฎรต่างภาคภูมิที่ได้เกิดในแผ่นดินต้าเยี่ยน ทหารกล้าแห่งกองทัพแดนเหนือก็เช่นกัน” ซ่งโหยวตอบอย่างตรงไปตรงมา “ตามที่กระหม่อมเห็น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้กล้าผู้ภักดีต่อบ้านเมือง”
“ได้ยินว่าไม่มีผู้ใดในกองทัพกล้าขัดขืนคำสั่งของเฉินจื่ออี้จริงหรือ”
“แม่ทัพเฉินมีบารมีในหมู่ทหารสูงส่งยิ่ง” ซ่งโหยวยังคงตอบตามจริง “อีกทั้งแม่ทัพเฉินยังคัดเลือกยอดฝีมือจากสำนักยุทธ์แถบพรมแดนเหนือเข้าร่วมกองทัพเป็นจำนวนมาก เพื่อถ่วงดุลอำนาจของบรรดาหัวหน้าตระกูลขุนศึกในทัพ หลังจากผ่านศึกมาอย่างต่อเนื่อง กองทัพนี้ได้กลายเป็นกองทัพกล้าแกร่งที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ทุกผู้ล้วนฝากชีวิตไว้ได้ แม่ทัพเฉินจึงเป็นศูนย์รวมใจของทั้งกองทัพอย่างแท้จริง”
อัครเสนาบดีเงยหน้าขึ้นมองพวกเขา
กองทัพเช่นนี้หากผู้บัญชาการจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ ย่อมเป็นพลังอำนาจสูงสุดของราชบัลลังก์
แต่หากหันปลายหอกลงใต้เมื่อใด ผลลัพธ์ย่อมน่าสยดสยองเกินจะคาดเดา
ฮ่องเต้ตรัสถามต่อ
“ท่านพอจะทราบหรือไม่ ว่าเมื่อเฉินจื่ออี้กลับเมืองหลวงแล้ว ใครจะขึ้นเป็นแม่ทัพรักษาการณ์ที่ชายแดนเหนือแทน”
“เป็นน้องชายร่วมตระกูล ‘เฉินอี้’ หรือ ‘เฉินปู๋คุ่ย’ โดยมีกุนซือจางคอยช่วยเหลือ”
“เฉินปู๋คุ่ยเป็นคนเช่นไร”
“ห้าวหาญ จงรักภักดี บารมีในหมู่ทหารก็ใกล้เคียงกับแม่ทัพเฉิน ทว่าไม่เท่าแม่ทัพเฉิน”
“ท่านรู้หรือไม่ ว่าข้าเรียกเฉินจื่ออี้กลับฉางจิงมาคราวนี้ แท้จริงแล้ว ข้าเรียกพวกเขามาสองคน”
“ผู้ใดเล่าจะเต็มใจเดินเข้าหาความตาย”
ซ่งโหยวเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ชราเบื้องหน้า
“อา…”
“เหตุใดฝ่าบาทจึงทอดถอนพระทัยเช่นนั้นเล่า”
“ข้ารู้ดีว่าเฉินจื่ออี้กล้าหาญชาญชัยไร้ผู้ต้าน ความจงรักภักดีของเขาก็มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าความกล้าหาญนั้น แต่ข้าก็แก่ชราเต็มที ต่อให้ยังฝืนประคองต่อไป ก็ประคองได้อีกไม่นานนัก น้ำใจของคนข้าเปลี่ยนแปลงได้ง่ายดาย เฉินจื่ออี้เพิ่งวัยสามสิบกว่า ทุกวันนี้เขาหลงใหลในกลิ่นคาวเลือดยามสงครามและความเร้าใจยามได้รับชัยชนะ เขาอาจไม่มีใจคิดกบฏในวันนี้ แต่อนาคตเล่าจะยังคงเหมือนเดิมหรือไม่” ฮ่องเต้มองนักพรตพลางตรัสต่อ “วันนี้ข้าอาจเชื่อใจเขา ไม่หวั่นเกรงเขา และไม่จำต้องสังหารเขา แต่รัชทายาทและทายาทรุ่นหลังของข้าจะสามารถทำได้เช่นข้าไหม และเมื่อถึงวันนั้น เฉินจื่ออี้จะเป็นอย่างไร”
“คำถามนี้ยากเกินไป บางทีอาจารย์ทวดของกระหม่อมอาจทราบคำตอบ แต่กระหม่อมนั้นไม่อาจตอบได้” ซ่งโหยวเว้นไปเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “แต่เรื่องที่กระหม่อมล่วงรู้ ฝ่าบาทก็ทรงรู้เช่นกัน”
“พูดมาเถิด”
“บัดนี้แผ่นดินต้าเยี่ยนกำลังอยู่ในช่วงเจริญรุ่งเรืองที่ไม่เคยมีมาก่อน พระบารมีของฝ่าบาทเกริกก้องไปทั้งสี่ทิศ แม้แต่กองทัพชายแดนก็ยังยำเกรง แต่หากแม่ทัพเฉินไม่อาจกลับขึ้นเหนือได้ กองทัพชายแดนเหนือที่ภักดีต่อเขา ย่อมบีบให้เฉินปู๋คุ่ยและกุนซือต้องยกทัพลงใต้ แม้กองทัพหัวเมืองอื่นจะไม่ขานรับ ทว่าทางเหนือย่อมปั่นป่วนวุ่นวาย กองทัพกล้าแกร่งที่สุดของแผ่นดินย่อมดับสิ้น” ซ่งโหยวกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “เมื่อถึงครานั้น ต้าเยี่ยนจะเผชิญกับหายนะ โลหิตหลั่งไหลดั่งสายธาร ซากศพกองพะเนินดั่งภูผา”
“…”
สีพระพักตร์ของฮ่องเต้แปรเปลี่ยนเล็กน้อย
เรื่องนี้พระองค์ทรงคิดมาก่อนแล้ว แต่สิ่งที่คิดอยู่ลึกๆ กับสิ่งที่ถูกผู้อื่นเอ่ยออกมาตรงๆ นั้นย่อมแตกต่างกัน ยิ่งเมื่อคนผู้นั้นคิดเห็นตรงกับตน ยิ่งปฏิเสธไม่ได้
“เมื่อครู่ท่านเอ่ยถึงประวัติศาสตร์ กล่าวถึงความเป็นไปของราชวงศ์ในอดีต นับว่าน่าสนใจทีเดียว”
“น่าสนใจอย่างไร”
“บางทีสิ่งที่สืบทอดต่อกันมาก็ดูมีชีวิตขึ้นมา” ซ่งโหยวเอ่ย “เช่นราชวงศ์ก่อนที่เริ่มต้นอย่างไม่ราบรื่น วุ่นวายเพราะศึกแย่งชิงราชบัลลังก์ สายเลือดเดียวกันล้างผลาญกันเอง คนรุ่นหลังจึงพากันเลียนแบบราวกับเป็นคำสาป กระทั่งราชวงศ์ดับสูญ เลือดที่ใช้สังเวยราชบัลลังก์ไม่เคยเหือดแห้ง ราชวงศ์เหว่ยเคยนิยมความเสเพลฟุ้งเฟ้อ ทำให้ผู้คนทั้งแผ่นดินกลายเป็นคนวิปลาสไปทั้งยุค ส่วนราชวงศ์เหยาช่วงแรกก็นับว่าดี แต่ต่อมากลับให้ความสำคัญแต่ขุนนางฝ่ายบุ๋น กดขี่นักรบ ทำให้กองทัพอ่อนแอ จึงพ่ายแพ้เรื่อยมาไม่รู้จบ”
พระองค์เพิ่งได้ฟังมุมมองนี้เป็นครั้งแรก
แท้จริงยิ่งโครงสร้างอำนาจเกี่ยวพันกับผู้คนมากเพียงใด ก็ยิ่งหวาดกลัวความผิดพลาดมากเท่านั้น ราชวงศ์และตระกูลใหญ่ล้วนจมปลักอยู่กับธรรมเนียมเดิม คิดจะเปลี่ยนแปลงสักครั้งกลับกลายเป็นเรื่องยากเยี่ยงพลิกผืนฟ้า บรรพชนเพียงลงมือทำสิ่งใดครั้งหนึ่ง อาจก่อให้เกิดธรรมเนียมที่สืบทอดไปชั่วกาล ทั้งยังส่งผลต่อผู้สืบทอดรุ่นหลังเกินคาด
แต่ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นเพียงการเดิมพันอย่างหนึ่งเท่านั้น
ซ่งโหยวทอดสายตามองฮ่องเต้อย่างสงบนิ่ง เขารู้ว่าฮ่องเต้มิใช่ผู้ตัดสินใจด้วยวาจาเพียงไม่กี่ประโยคคำทัดทานล้วนเป็นเพียงแรงผลักดันให้ตราชูในพระทัยโน้มไปอีกด้านหนึ่งเล็กน้อยเท่านั้น
และเขาก็มองออกว่าฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัยได้ตั้งแต่ก่อนค่ำคืนนี้แล้ว เพียงยังไม่ออกคำสั่งก็เท่านั้น
ถ้าเร่งให้พระองค์ตกผลึกความคิดเร็วขึ้น ก็เท่ากับได้ลดทอนความไม่แน่นอนลงแล้ว
นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ดี
“ฟังดูแล้ว ท่านซ่งนี่ชื่นชมแม่ทัพเฉินไม่น้อยนะ” อัครเสนาบดีผู้เฝ้าดูอยู่นานยกถ้วยสุราขึ้น ก่อนจะเอ่ยอย่างยิ้มๆ “แม่ทัพเฉินคือแม่ทัพเอกของแผ่นดิน ผู้สร้างคุณูปการท่วมท้น ไม่ว่าเป็นคนในยุคไหน หากได้ฟังเรื่องราวของเขา ย่อมอดชื่นชมไม่ได้ทั้งสิ้น ข้าได้ยินมาว่า แม้แต่ที่ทุ่งหญ้าพรมแดนเหนือห่างออกไปพันลี้ หรือแม้แต่ศัตรูที่มีคุณธรรมก็ยังให้ความนับถือเขาอย่างมาก” ซ่งโหยวยกจอกสุราขึ้นตอบ “ข้าหาใช่คนชอบพูดปด สิ่งที่กล่าววันนี้ ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น”
อัครเสนาบดีแย้มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะวางถ้วยลง
หางตาเหลือบเห็นแววตาขุ่นมัวของฮ่องเต้เข้าโดยบังเอิญ ถึงกับสะดุ้งวูบ แล้วรีบก้มหน้าลง
นักพรตเพียงส่ายหน้าไปมาทั้งรอยยิ้ม
ฮ่องเต้ก็ทอดพระเนตรกลับมาด้วยสีพระพักตร์แห่งความผิดหวัง
ผ่านไปเนิ่นนาน พระองค์จึงตรัสถามขึ้น
“ทายาทแห่งอารามฝูหลงรุ่นนี้ จะยอมปล่อยให้แผ่นดินล่มสลาย โลหิตหลั่งไหลดั่งสายธาร ซากศพกองพะเนินดั่งภูผาหรือ”
“คิดว่าแม้ทายาทผู้นั้นจะมีนิสัยเย็นชา ปลีกตัวไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องราวบนโลกปุถุชนเพียงใด แต่หากได้เห็นภาพหายนะเช่นนั้น ก็คงไม่อาจนิ่งเฉยได้พ่ะย่ะค่ะ” ซ่งโหยวยังคงตอบไปด้วยความสัตย์จริง
“ท่านกล่าวเช่นนี้ ข้าก็เบาใจขึ้นไม่น้อย” ฮ่องเต้ตรัสก่อนจะทอดถอนพระทัยอีกครั้ง “ข้าย่อมไม่ทำร้ายเฉินจื่ออี้ และจะให้เขากลับขึ้นแดนเหนือ แต่ข้ามีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ถึงหายนะในอนาคต”
“บ้านเมืองสงบสุขเช่นนี้ เหตุใดคนอย่างเฉินจื่ออี้ต้องคิดกบฏ หากราชสำนักไม่บีบให้เขาจนตรอกเสียก่อน” ซ่งโหยวกล่าวตอบ “ที่ฝ่าบาททรงมีพระปรีชาญาณเช่นนี้ ช่างหาได้ยากยิ่ง หากองค์รัชทายาทผู้สืบราชสมบัติต่อไปยังคงสืบทอดพระราชวิสัยนี้ไว้ได้ จนเกิดเป็นความไว้วางใจระหว่างองค์จักรพรรดิและขุนนางแม่ทัพ ย่อมเป็นคุณมหาศาลต่อแผ่นดิน”
“จะฝากทุกอย่างไว้กับความเชื่อใจกันอย่างนั้นหรือ”
“ฝ่าบาททรงมีพระทัยกว้างขวาง แม่ทัพเฉินก็หาใช่ผู้หมกมุ่นใฝ่หาอำนาจลาภยศไม่” ซ่งโหยวกล่าว “ไม่กี่วันก่อน แม่ทัพเฉินเพิ่งมาหากระหม่อมอีกครั้ง กล่าวว่าศึกทางเหนือสงบแล้ว เขาควบคุมกองทัพทั้งห้าหัวเมืองไว้ผู้เดียว นับว่าผิดธรรมเนียมยิ่งนัก เขาประสงค์จะคืนอำนาจการควบคุมกองทัพสามหัวเมือง คิดว่าอีกไม่กี่วัน คงจะมาทูลฝ่าบาทด้วยพระองค์เอง”
“ควบคุมกองทัพห้าหัวเมืองไว้คนเดียว ก็หนักเกินไปจริงๆ ให้เขาลดภาระบ้างก็ดี” ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์
“ความรุ่งเรืองยากถือกำเนิด หวังเพียงจะคงอยู่ยืนนาน”
“ท่านช่างห่วงใยแผ่นดินเสียเหลือเกิน”
“ข้าเป็นเพียงนักพรตพเนจรในป่าเขา ขอเพียงใต้หล้านี้สถิตอยู่ในพระทัยของฝ่าบาทก็พอแล้ว” ซ่งโหยวส่ายหน้าเบาๆ “เพียงก่อนหน้านี้ยามเดินทางผ่านแดนเหนือ พบเห็นผู้คนล้มตายจำนวนมาก ซากศพของเหยื่อจากภัยสงครามกระจัดกระจายไปทั่ว แม้แต่ที่เย่ว์โจวตอนนี้เองก็มีแต่ซากร่างไร้วิญญาณนอนเกลื่อน ตลอดรัศมีพันลี้ไม่มีแม้แต่เสียงไก่ขัน ข้าไม่อยากเห็นแผ่นดินอื่นกลายเป็นเช่นนั้นอีก”
อัครเสนาบดีได้แต่ก้มหน้ามิกล่าวสิ่งใด
หัวหน้าขันทียังคงก้มมองเจ้าแมวเงียบๆ
เจ้าแมวเมื่อครู่เพิ่งเดินอ้อมพระวรกายฮ่องเต้หนึ่งรอบ มองสำรวจอยู่นาน คล้ายกำลังพิจารณาว่า ‘นี่หรือคือผู้ทรงอำนาจที่สุดภายใต้หล้า’ แต่ครั้นผ่านไปครู่หนึ่งนางก็เบือนหน้าหนี คงรู้สึกว่าไม่น่าสนใจนัก ตอนนี้นางเดินมาถึงหน้าประตู สองเท้าหน้าพาดลงบนธรณีประตู คอยชะโงกหน้ามองออกไปเป็นระยะๆ บางคราได้ยินเสียงซ่งโหยว ก็หันกลับไปมองเขาแวบหนึ่ง ท่าทางนั้นราวกับไม่ได้อยู่วังหลวงยามค่ำคืน ไม่ได้อยู่ในงานเลี้ยงของฮ่องเต้ หากแต่เป็นเพียงบ้านหลังเล็กของนาง และบัดนี้นักพรตก็แค่เชิญสหายมานั่งสนทนาด้วยก็เท่านั้น
……………