ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 345 ขอให้ท่านรีบตัดสินใจ
ทั่วลานกว้างภายในพระราชวังและทางเดินยาวล้วนประดับโคมไฟสว่างไสว
ใต้ชายคาและตามแนวระเบียงยาวแขวนโคมกระดาษเรียงรายต่อกันเป็นสาย แสงโคมทาบทับเสาสีแดง บนลานด้านหน้ามีเสาโคมศิลาสลักรูปเรือนหลังน้อยสูงไม่ถึงเอว แต่ละต้นส่องแสงสว่างพร่างพรายราวหมู่ดาวพร่างพราวบนพื้น เหล่านางกำนัลและทหารองครักษ์ที่ถือโคมเดินผ่านเบื้องหน้า ล้วนย่างกรายไปอย่างแผ่วเบาไร้สุ้มเสียง
นี่คือวังหลวงในสายตาของเจ้าแมวน้อย
นางเกาะอยู่บนธรณีประตู พร้อมกับคอยแหงนหน้าขึ้นมอง
คนในโถงด้านหลังดูเหมือนจะรับประทานกันอิ่มแล้ว ล้วนวางตะเกียบลง ไม่ได้แตะต้องจอกสุราอีก เพียงสนทนากันต่อไป
“ยังมีเรื่องหนึ่งที่ทำให้ข้าหนักใจอยู่”
ฮ่องเต้ประทับอยู่บนที่นั่งประธานโน้มพระวรกายมาข้างหน้าเล็กน้อย หรี่พระเนตรมองไปยังนักพรต สีพระพักตร์ฉายแววขอคำปรึกษา
“ฝ่าบาทยังมีความกังวลใดอยู่อีกหรือพ่ะย่ะค่ะ” นักพรตเอ่ยถาม แล้วเว้นช่วงเล็กน้อย “เป็นเรื่องที่กระหม่อมพอจะไขข้อข้องใจให้ได้หรือ”
“เรื่องนี้กวนใจข้ามานานนักแล้ว”
“เรื่องการแต่งตั้งรัชทายาทหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ก็ใช่” ฮ่องเต้หาได้ประหลาดพระทัยที่อีกฝ่ายมองออก เพียงกล่าวอย่างเรียบง่าย “น่าเสียดาย เหล่าผู้มีความสามารถรายล้อมข้ามากมาย แต่พอเจอเรื่องนี้เข้า ต่างก็ล้วนเป็นติดอยู่ในวังวนแห่งอำนาจ ต่างมีฝักมีฝ่ายของตน ครั้นเปิดปากสนทนากันทีไรล้วนเต็มไปด้วยกลอุบายส่วนตนทั้งสิ้น มีเพียงท่านเท่านั้นที่ครองตนเหนือโลกีย์ ข้าจึงอยากขอคำชี้แนะจากท่าน อยากรู้ว่าท่านคิดเห็นเช่นไรบ้าง”
“เพียงสนทนากันในงานเลี้ยง หาใช่ขอคำชี้แนะไม่”
“ก็ได้” ฮ่องเต้ทรงปรบพระหัตถ์เบาๆ “ข่าวเรื่องการแต่งตั้งองค์รัชทายาทสร้างความปั่นป่วนในวังหลวงไม่น้อย แม้แต่ผู้คนในฉางจิงยังล่วงรู้ ท่านเองก็คงได้ยินมาบ้างแล้วกระมัง”
“กระหม่อมได้ยินมานานแล้ว” ซ่งโหยวยังคงตอบอย่างตรงไปตรงมาเช่นเคย
“ชาวบ้านพูดกันเช่นไรเล่า เขาว่าตามธรรมเนียมต้องตั้งโอรสโดยชอบธรรมก่อน มิใช่ตั้งตามลำดับความอาวุโส แต่ข้าเองกลับโปรดปรานกุ้ยเฟย จึงเอ็นดูองค์ชายรองมากกว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้เรื่องราวยืดเยื้อมาจนบัดนี้ใช่หรือไม่”
ฮ่องเต้เอนพระวรกายเล็กน้อย แล้วสรวลออกมาเบาๆ
“ฝ่าบาทย่อมมีเหตุผลของพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ ขุนนางในราชสำนักก็เช่นกัน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดก็ล้วนแล้วแต่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตน” อัครมหาเสนาบดีผู้นั่งอยู่ตรงข้ามกับซ่งโหยวกล่าวขึ้นบ้าง “น่าเสียดาย ครั้นท่านเซียนฝูหยางช่วยปูรากฐานราชวงศ์ให้จักรพรรดิองค์แรกแห่งต้าเยี่ยน ท่านเคยกล่าวไว้ว่า องค์จักรพรรดิทรงเปรียบดั่งดุจพญามังกรในหมู่มนุษย์ ยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง ต้าเยี่ยนย่อมกลายเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่ว่าจะด้วยตัวมันเองหรือด้วยเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งราชวงศ์ก็ตาม ล้วนถูกสรวงสวรรค์ริษยา ยากจะสืบทอดความเจริญนี้ต่อไปได้ สุดท้ายก็เป็นเช่นนั้นจริง สองร้อยปีให้หลัง ทายาทราชวงศ์ต่างสืบสายกันมาอย่างไม่ยั่งยืนนัก”
“พญามังกรในหมู่มนุษย์ ถูกสรวงสวรรค์ริษยาอะไรกัน กล่าวให้ถูกคือเลือดเนื้อเชื้อไขนั้นไม่บริสุทธิ์พอ จึงทำให้กำเนิดทายาทยาก บุตรหลานมักมีอายุขัยไม่ยืนยาว”
ฮ่องเต้รับคำอย่างไม่ถือสานัก
กว่าจะได้ครองตำแหน่งนี้ พระองค์ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ใครจะกล่าวอย่างไรก็หาได้ทรงหวั่นเกรง จะหยิบคำของท่านเซียนฝูหยางหรือซ่งโหยวมากล่าวอ้าง ก็ไม่ใช่ปัญหา ทว่าเมื่ออัครมหาเสนาบดีได้ยินเช่นนั้น ก็ถึงกับตกใจหน้าถอดสี
“เช่นนั้นเอง”
ซ่งโหยวพยักหน้าเบาๆ
ราชวงศ์ต้าเยี่ยนมีปัญหาเรื่องทายาทจริง ดังที่เล่าสืบต่อกันมา พระราชบิดาของฮ่องเต้ทรงมีพระโอรสสามพระองค์ แต่ต่างก็สิ้นพระชนม์ไปหมด จึงถึงคราวของฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ ในอดีตก็เคยมีกรณีต้องรับพระญาติเลี้ยงเป็นรัชทายาท เพราะขาดผู้สืบสายโลหิตตรงหลายครั้งหลายครา แม้ความวุ่นวายในเหตุการณ์ ‘กบฏองค์หญิงฉางผิง’ รวมไปถึงการที่เคยมีจักรพรรดินีขึ้นครองบัลลังก์ ก็ล้วนมีสาเหตุมาจากปัญหาทายาททั้งสิ้น
คำว่า ‘สายเลือดไม่บริสุทธิ์’ นั้น น่าจะหมายถึงโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง
“ข้าโปรดปรานกุ้ยเฟยจริง เทียบกับองค์ชายสามผู้อ่อนโยนแล้ว องค์ชายรองย่อมเข้าตาข้ามากกว่า แต่ข้าก็คิดเช่นกันว่า มีข้าเป็นจักรพรรดิคลั่งศึกเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว ต้าเยี่ยนทำศึกสงครามมาไม่รู้ตั้งเท่าไร หากผู้ได้เป็นฮ่องเต้หลังจากข้ายังยึดมั่นแต่การรบราฆ่าฟัน ก็เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องดีนัก” ฮ่องเต้เว้นช่วงไป ก่อนจะตรัสต่อ “แต่เมื่อมองตามความจริง บรรดาบรรพกษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควร มักมีร่างกายอ่อนแอ ทว่าเจ้ารองกลับแข็งแรงกำยำ เยี่ยงบุรุษนักรบ ส่วนเจ้าสามแม้ไม่ถึงกับป่วยไข้เรื้อรัง แต่ก็กำยำสู้พี่รองไม่ได้ ที่สำคัญที่สุดคือ ขณะนี้เจ้ารองมีทายาทแล้ว เจ้าสามแม้มีพระชายามานาน ทว่ากลับยังไร้วี่แววสืบสายเลือด”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ที่เรียกคลาดเคลื่อนไปหนึ่งลำดับ ก็เพราะองค์ชายใหญ่ที่แท้จริงสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ครั้นเยาว์วัยนั่นเอง
ซ่งโหยวได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ “ฝ่าบาททรงยกให้กระหม่อมเป็นปรมาจารย์อ่านชะตาฟ้าดินเสียแล้ว”
“ข้ากลัดกลุ้มอยู่ตลอด บางครั้งถึงกับอยากปล่อยให้เป็นไปตามวาสนา ปล่อยให้พวกเขาแย่งชิงกันเอง” ฮ่องเต้ตรัสเช่นนั้น ทำเอาอัครมหาเสนาบดีกับเหล่านักนอบน้อมต่างพากันหน้าถอดสี แต่ถึงกระนั้นฮ่องเต้ก็ตรัสต่อด้วยน้ำเสียงอันละมุน “ในเมื่ออย่างไรก็ต้องเลือก ข้าจึงอยากฟังความเห็นของท่านสักหน่อย ข้าคิดว่าท่านอาจมองเห็นมุมที่ข้าและเสนาบดีทั้งหลายมองไม่เห็น”
“กระหม่อมมิอาจหยั่งรู้ดวงชะตา ไม่อาจรู้ได้ว่าองค์ชายพระองค์ใดเหมาะกับราษฎรยิ่งกว่ากัน ยิ่งไม่รู้ว่าจะทรงมีพระชนมายุยืนยาวเพียงเท่าใด จะทรงมีโอรสธิดาหรือไม่ กระหม่อมย่อมไม่อาจคาดเดา อีกทั้งกระหม่อมไม่เชี่ยวชาญวิชาแพทย์ ถึงจะมีเคล็ดวิชาเล็กน้อย ทว่าในเมื่อแม้แต่บรรพจารย์ฝูหยางและบรรพจารย์เทียนซ่วนยังไม่อาจแก้โรคสืบสายเลือดของราชวงศ์ได้ กระหม่อมก็ยิ่งมิอาจแก้ได้เช่นกัน” ซ่งโหยวเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “เพียงแต่ในการตัดสินใจแต่ละครั้ง ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ความแตกต่างของผลลัพธ์ กลับอาจไม่เลวร้ายเท่าการยืดเยื้อต่อไป”
“หืม ท่านกำลังเตือนให้ข้าด่วนตัดสินใจอย่างนั้นหรือ”
“ใต้หล้านี้ หากกล่าวถึงศาสตร์พยากรณ์แล้ว ราชครูย่อมเป็นอันดัยหนึ่ง หากพูดถึงกลศึกปัญญายุทธ ฝ่าบาทเองก็ทรงมีพระปรีชาสามารถไม่ธรรมดา หากแม้แต่ท่านทั้งสองยังไม่อาจตัดสินได้ เช่นนั้นก็ยิ่งไร้ผู้ใดตัดสินได้อีกต่อไป แทนที่จะปล่อยให้เรื่องราวคาราคาซังอยู่เช่นนี้ เหตุใดไม่ตัดสินเสียแต่เนิ่นๆ หากเลือกถูกย่อมเป็นผลดี หากสวรรค์กลั่นแกล้งให้เลือกผิด ก็ยังมีเวลาแก้ไขสถานการณ์มากกว่า” ซ่งโหยวเว้นไปครู่หนึ่ง “ยิ่งยืดเยื้อ ราชสำนักยิ่งสั่นคลอน สายธารในเงามืดยิ่งเชี่ยวกราก เกรงว่าหากปล่อยไว้นานไป อาจก่อเกิดหายนะใหญ่ ด้วยเหตุนั้นความลังเลไม่กล้าตัดสินใจ ย่อมเป็นหนทางที่เลวร้ายที่สุด”
ฮ่องเต้นิ่งไปครู่หนึ่ง ครุ่นคิดอย่างหนัก สีพระพักตร์เผยให้เห็นว่าทรงติดอยู่ในความลังเลนี้มานานเพียงใด
ผ่านไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยด้วยสุรเสียงทุ้มต่ำว่า
“ช่วงนี้ข้าทดสอบพวกเขาอยู่หลายครั้ง หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับประชาชนและบ้านเมือง องค์ชายสามย่อมทำได้ดีกว่า แต่หากเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจ องค์ชายสามกลับสู้องค์ชายรองไม่ได้เลย”
“ฝ่าบาททรงตั้งโจทย์อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องนี้ให้เสนาบดีเล่าให้ท่านฟังเถิด”
ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์เล็กน้อย แล้วประทับลงดังเดิม แววพระเนตรแฝงประกายครุ่นคิด คล้ายกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของพระองค์เอง
“ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เรื่องขององค์หญิงฉางผิงก่อคลื่นลมในราชสำนักไว้ไม่น้อย ภายนอกวังยังมีคำเล่าลือกระจายออกไป ในหมู่ราษฎรนั้น หากเพียงพูดคุยกันก็ไม่เป็นไร แต่หากมีผู้ตั้งใจบิดเบือนเรื่องราว ปล่อยข่าวหวังให้ราชสำนักปั่นป่วน เช่นนั้นย่อมมิอาจปล่อยผ่านได้ หน่วยอู่เต๋อพบว่าต้นตอข่าวลือมาจากตลาดมืดนอกเมือง ดังนั้นฝ่าบาทจึงออกพระบัญชาให้องค์ชายทั้งสองพระองค์ไปสืบสวน ในขณะเดียวกันก็มีพระบัญชาให้หน่วยอู่เต๋อไม่ต้องขึ้นต่อคำสั่งของสองพระองค์ หวังทอดพระเนตรว่าทั้งสองจะมีวิธีรับมืออย่างไร”
เสนาบดีหยุดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ
“องค์ชายสามตรากตรำใช้ความคิด พลิกแพลงสารพัด อาศัยคนช่วยเหลือไปทั่ว แม้พอได้ผลอยู่บ้าง ทว่าท้ายที่สุดก็ยังมิอาจเทียบองค์ชายรองผู้เฉียบขาดเด็ดเดี่ยวได้”
“หืม” ซ่งโหยวเกิดความสนใจ “แล้วองค์ชายรองทรงทำเช่นไร”
“องค์ชายรองชักกระบี่ฟันคอหัวหน้าหน่วยอู่เต๋อผู้นั้นขาดทันที เพียงต่อว่า เอ่ยพระนามฝ่าบาทไปก็ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว หน่วยอู่เต๋อล้วนไม่กล้าขัดขืน คืนนั้นพระองค์จึงนำคนบุกตลาดมืด จับกุมผู้ปล่อยข่าวลือได้หมดสิ้น” พอเล่าถึงตรงนี้เสนาบดีก็อดชมมิได้ “ช่างมีท่วงท่าเสมือนฝ่าบาทเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์”
“…”
ซ่งโหยวได้ฟังก็ถึงกับนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนค่อยๆ เงยหน้ามองเสนาบดี
ฮ่องเต้ให้เสนาบดีเป็นผู้เล่าเรื่องนี้ เห็นทีประสงค์จะทอดพระเนตรท่าทีของเสนาบดีผู้นี้เช่นกัน
คราแรกซ่งโหยวคิดว่าเสนาบดีคงมองนิสัยตนออก จึงยกเรื่องที่องค์ชายรองกระทำการโหดเหี้ยมมาเล่า เพื่อให้ตนรู้ว่าองค์ชายรองอำมหิต ไม่เห็นค่าชีวิตผู้อื่น ทว่าเมื่อพินิจดูละเอียดกลับพบว่าเสนาบดีหาได้คิดลึกถึงเพียงนั้นไม่ เขาเพียงกล่าวชื่นชมความกล้าเด็ดเดี่ยวขององค์ชายรองเท่านั้น ส่วนหัวหน้าหน่วยอู่เต๋อผู้ถูกสังหาร ทั้งยังฝ่าฝืนพระราชโองการที่ไม่ให้ขึ้นต่อคำสั่งขององค์ชายนั้น ก็เป็นเพียงการจัดฉากขึ้นเท่านั้น
ซ่งโหยวหันไปมองฮ่องเต้อีกครั้ง
แน่นอนฮ่องเต้เองก็คิดเช่นนั้น
และยังทรงมองว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่ ‘สมควรแล้ว’
“คุณชายซ่ง คุณชายซ่ง”
“หืม”
“เหตุใดท่านถึงไม่ออกความเห็นเล่า”
“คุณชายเป็นผู้บำเพ็ญพรต มีจิตใจเมตตา นับว่าคุณธรรมยิ่ง ทว่าอย่างไรท่านก็ควรทราบว่า ใต้หล้านี้ ฮ่องเต้คือผู้กุมชะตาฟ้าดิน ทุกกิริยาหรือคำพูดล้วนเกี่ยวพันกับชีวิตขอวงประชาราษฎร์ บางครั้งเพียงหนึ่งวาจาที่เอื้อนเอ่ย ก็อาจนำพาโชคลาภมาสู่แผ่นดิน หรือคร่าชีวิตผู้คนเป็นล้านได้ ความหนักเบาย่อมแตกต่างกันเป็นธรรมดา” เสนาบดีเอ่ยเตือนอย่างละมุนละม่อม “องค์ชายรองแม้อารมณ์ร้อนและบุ่มบ่ามอยู่บ้าง ชีวิตของหัวหน้าหน่วยผู้นั้นก็น่าเสียดาย แต่เรื่องบางอย่างย่อมมี ‘ผู้ต่ำผู้สูง มีเบามีหนัก’ เมื่อเทียบกับใต้หล้าแล้ว ชีวิตหัวหน้าหน่วยเพียงคนเดียวนั้น…หาใช่เรื่องใหญ่อันใด ยิ่งกว่านั้นราชสำนักยังได้จัดพิธีศพให้อย่างสมเกียรติ ทั้งยังดูแลครอบครัวของเขาเป็นอย่างดี ภายใต้สถานการณ์จำเป็น เช่นนี้ย่อมถือเป็นการชดเชยแล้ว”
“ข้าเข้าใจดี…”
ซ่งโหยวฟังแล้ว ย่อมเข้าใจความหมายโดยไม่ยาก
พูดอย่างไม่อ้อมค้อมก็คือ ‘ชีวิตคนเราล้วนมีค่าไม่เท่ากัน’
แต่สิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวก็มีส่วนถูกอยู่ไม่น้อย ในยุคสมัยนี้ฮ่องเต้คือผู้กำหนดความเป็นตายให้สรรพชีวิตนับหมื่นแสน ทรงอยู่เหนือทุกสิ่ง ถึงจะไม่มีพลังดุจทวยเทพ ไม่มีชีวิตยืนยาวเป็นอมตะ แต่ไม่แน่ว่าพระองค์อาจจะดูเหมือนเทพยิ่งกว่าเทพจริงๆ เสียอีก
หากเลือกฮ่องเต้ผิดคน อาจมีคนตายมากกว่านี้ไม่รู้เท่าไร ดังนั้นสำหรับเสนาบดีและฮ่องเต้แล้ว การตายของหัวหน้าหน่วยอู่เต๋อก็หาใช่เรื่องสำคัญอันใด
ต่างยุคสมัยย่อมมีค่านิยมและแนวคิดที่แตกต่าง ซ่งโหยวจึงไม่วิจารณ์ ไม่โต้แย้งถูกผิด เพียงแต่ก่อนลงจากเขา นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ชอบโลกใบนี้นัก ครั้นได้มาฟังด้วยตนเอง แม้มิได้รู้สึกโกรธ แต่หลังจากนั้นก็คล้ายจะจับใจความจากคำพูดของเสนาบดีไม่ได้อีก
“เย็นมากแล้ว กระหม่อมเองก็เริ่มเหนื่อยล้า เช่นนั้นก็ทูลลาฝ่าบาทแต่เพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านจะไปแล้วหรือ”
“ฝ่าบาททรงเตรียมการแสดงร้องรำยามราตรีให้ท่านชม เป็นคณะระบำจากพรมตะวันตกเชียวนะ”
“ขอไม่ชมดีกว่า”
“หรือว่ามีสิ่งใดทำให้ท่านไม่พอใจ”
“ข้าแค่เหนื่อยล้าเท่านั้น”
“เช่นนั้นข้าก็ขอไม่รั้งท่านไว้” ฮ่องเต้เสด็จขึ้นยืน ทรงมีท่าทีลังเลเล็กน้อยก่อนตรัสว่า “อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาเจ็ดสิบสองปีของข้าแล้ว ข้าเตรียมจัดงานเลี้ยงใหญ่แก่ขุนนางทั่วทั้งราชสำนัก ไม่ทราบว่าคุณชายพอจะสละเวลามาร่วมงานได้หรือไม่…”
“กระหม่อมเป็นนักพรต ย่อมรักความสงบมากกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
“ไปจากฉางจิงครั้งนี้ ท่านจะเดินทางไปที่ใดอีก”
“ยังไม่รู้ชัด”
“ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีท่านจะกลับมาอีก”
“กระหม่อมก็คิดเช่นนั้น”
“คุณชายพอมองหรือไม่ ว่าข้ายังมีอายุขัยเหลือเท่าใด”
“ตามที่กระหม่อมเห็น หากฝ่าบาททรงดูแลพระวรกายให้ดี งดสุรา อย่าโหมพระราชกรณียกิจ ก็พออยู่ได้อีกสักหนึ่งถึงสามพรรษาพ่ะย่ะค่ะ”
เสนาบดีได้ยินแล้วถึงกับอึ้งไป
ในความทรงจำของเขา เรื่องเช่นนี้ต่อให้เป็นราชครูเอง หากฮ่องเต้เอ่ยถาม ก็ยังไม่กล้าตอบอย่างตรงไปตรงมานัก ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะตอบออกไปโดยไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย
ฮ่องเต้หาได้ทรงพิโรธไม่ มีเพียงความเสียดายปรากฏบนพระพักตร์
“เช่นนั้นครั้งหน้าหากได้พบกันอีก เกรงว่าข้าคงสิ้นชีพไปแล้ว หลงเหลือแต่เพียงดวงวิญญาณกระมัง”
“…”
ซ่งโหยวมองพระองค์อย่างไร้อารมณ์
จู่ๆ ความรู้สึกหนึ่งพลันผุดขึ้นมา หากพบกันอีกครั้ง ฮ่องเต้ผู้นี้คงสิ้นพระชนม์และกลายเป็นวิญญาณแล้ว
เวลานั้นฮ่องเต้จะเป็นเช่นไร
หลังจากนิ่งไปเนิ่นนาน นักพรตจึงเอ่ยขึ้นต่อ
“ย่อมเป็นไปได้”
กล่าวขอบพระทัยแล้วก็ก้าวออกจากท้องพระโรงไปทันที
แมวสามสีวิ่งออกไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว เห็นได้ชัดว่าการเจรจาเรื่อยเปื่อยเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับนาง ไม่รู้ว่าบัดนี้นางหนีไปที่ใดแล้ว
……………