ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 346 มนุษย์ผู้เลียนแบบแมวและแมวผู้เลียนแบบมนุษย์
“นั่นอะไรน่ะ”
“แมวหรือ”
“เหตุใดแมวของฮองเฮาถึงมาเพ่นพ่านแถวนี้อีกแล้ว”
“แมวพวกนั้นล้วนไม่ธรรมดา ปีนหลังคากระโดดกำแพงเป็นเรื่องปกติ!”
“จะจับมันกลับไปให้ฮองเฮาหรือไม่ มิเช่นนั้นถ้าพระนางรู้เข้าว่าแมวหายไปตัวหนึ่ง อีกประเดี๋ยวกลางดึกก็สั่งให้พวกเราออกตามหาทั่ววังหลวงอีกเป็นแน่”
ระหว่างที่พวกองครักษ์พูดคุยกันก็ถือโคมไฟไปส่องดูให้ชัด แสงสว่างก็สาดทับเงาแมวบนพื้น
แมวสามสีนั่งตัวตรงเรียบร้อย พร้อมกับกำลังเอียงคอมองมาทางพวกเขา
นางตัวสะอาดสะอ้าน รูปร่างอ่อนช้อยงดงาม หน้าตาจิ้มลิ้ม แววตาฉลาดเฉลียว เห็นนางเอียงคอเช่นนี้ ยิ่งดูเหมือนจะพูดออกมาว่า ‘มัวซุบซิบอะไรกัน เจ้ามนุษย์’
“แมวสามสีรึ ไม่ยักจะรู้ว่าฮองเฮาเลี้ยงแมวสามสีด้วย!”
“แมวตัวนี้สวยยิ่งนัก!”
“แถมยังดูฉลาดนัก อากาศหนาวเช่นนี้ คงมานอนรับไออุ่นจากเสาโคมไฟกระมัง”
“ได้ยินมาว่าวันนี้ฝ่าบาทเสด็จไปรับรองแขกที่ตำหนักฉางเล่อ และเซียนผู้ถูกเชิญมาในฐานะแขกคนสำคัญของฝ่าบาทก็พาแมวมาด้วยหนึ่งตัว อาจจะเป็นแมวตัวนี้ก็ได้”
“แมว? แขกคนสำคัญ?”
พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เช่นนั้น เจ้าแมวสามสีก็เอียงคอมากขึ้นเรื่อยๆ ตามหัวข้อสนทนาของพวกเขา ดูแววตานางแล้ว เหมือนยิ่งฟังก็ยิ่งฉงนหนักเข้าไปใหญ่
ทันใดนั้นเองพลันมีเสียงดังมาจากด้านหลัง
“ไปกันเถิดแม่นางสามสี”
“!”
ทว่าแมวสามสีกลับดูเหมือนจะฟังเข้าใจอย่างถ่องแท้ นางยืดตัวบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะกระโดดลงจากเสาโคมไฟอย่างคล่องแคล่ว เหลียวหลังกลับมามองเหล่าองครักษ์เพียงปราดเดียว แล้ววิ่งตรงไปหานักพรตผู้นั้น
นักพรตทอดสายตามองเหล่าองครักษ์แล้วพยักหน้าเป็นเชิงทักทาย ก่อนจะก้าวเดินต่อไป โดยมีขันทีและแมวตัวนั้นคอยตามหลัง
เสียงสนทนาแว่วมาจากทางโน้น เห็นได้ชัดว่านักพรตกำลังพูดคุยกับแมวจริงๆ
“แม่นางสามสีมาทำอะไรแถวนี้หรือ”
“ก็ข้างในนั้นมันน่าเบื่อนี่นา”
“แล้วข้างนอกมีอะไรน่าสนุกกว่าหรือ”
“ตรงนี้มีแมว! แล้วก็มีหนู!”
“สถานที่กว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ ต้องมีหนูเยอะมากแน่”
“คนที่นี่เก่งกาจยิ่งนัก!”
“เก่งกาจอย่างไรหรือ”
“มีบ้านหลังใหญ่หลายหลัง เสาบ้านก็ใหญ่มากด้วย อลังการจริงๆ!”
“เป็นมรดกตกทอดจากบรรพชน”
“เป็นมรดกตกทอดจากบรรพชน~”
“ใช่แล้ว”
“คนพวกนั้นคุยกันตลกมาก”
“ตลกอย่างไร”
“ดูโง่เง่า”
“พูดเช่นนี้เสียมารยาทนะ”
“อืม!”
แมวเดินเคียงข้างนักพรต ยามเขาก้มลงมามอง นางก็เงยหน้าขึ้นตอบ พูดคุยหยอกล้อไปพลางราวกับเป็นสหายรักกันมานาน
นักพรตตอบโดยเลียนแบบคำพูดของเจ้าแมวเมื่อครู่
“ข้างนอกน่าสนุกกว่าหรือ”
“อากาศข้างนอกดีกว่า”
“อากาศข้างนอกดีกว่า~”
“แสงข้างนอกก็สวยกว่า”
“แสงข้างนอกก็สวยกว่า~”
“เลียนแบบมนุษย์เก่งจริงๆ”
“เจ้าก็พูดตามแม่นางสามสี! เจ้ามันพวกชอบเลียนแบบแมว”
“…”
นักพรตส่ายหน้าเล็กน้อย พลางแหงนหน้ามองท้องฟ้าราตรี วันนี้เขาไม่ได้อยู่ในวังเนิ่นนานนัก สีสันยามสนธยายังไม่จางหาย ปลายหลังคามุงกระเบื้องของหมู่ตำหนักกลายเป็นเงาดำทาบทับผืนนภา ดวงดาราเริ่มทอแสงระยิบระยับ งดงามดุจห้วงฝัน สายลมยามราตรีพัดผ่าน พลันปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์เล็กน้อย ก่อนจะหันไปคุยกับเจ้าแมวต่อ ค่อยๆ เดินห่างออกไปเรื่อยๆ
หัวหน้าขันทีเอาแต่เดินตัวสั่น ก้มหน้าไม่พูดไม่จา ส่วนขันทีชั้นสูงอีกสองคนที่เดินตามกลับดูเหมือนจะซึมซับความไร้เดียงสาในบทสนทนา คล้ายกับว่ามันทำให้ดวงใจที่ถูกวังหลวงแห่งนี้คุมขังไว้เนิ่นนานพลอยสงบลงไปด้วย
กระทั่งพ้นเขตวังหลวงแล้ว ซ่งโหยวปฏิเสธรถม้าที่ขันทีจัดหามาให้ แล้วเลือกเดินเท้ากลับบ้านไปพร้อมเจ้าแมว
ท่ามกลางความเดียวดายและความเงียบงัน คนย่อมมองเห็นตัวตนของตนเองได้ชัดเจนขึ้น เพราะเหตุนี้ การเดินเล่นยามค่ำคืนจึงกลายเป็นความรื่นรมย์อย่างหนึ่ง
เมื่อกลับถึงบ้าน ซ่งโหยวคิดจะบอกให้แม่นางสามสีพักผ่อนสักหน่อย ทำตัวเกียจคร้านเช่นแมวในวังบ้างก็ยังดี ทว่านางกลับไม่ยอม จะออกไปจับหนูบ้าง จะจุดตะเกียงอ่านหนังสือค้างคืนบ้าง
ไม่กี่วันต่อมา ก็เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของฮ่องเต้แล้ว
ทั่วทั้งเมืองฉางจิงพลันคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันใด
วันประสูติขององค์จักรพรรดิ ปวงชนทั่วหล้าร่วมสรรเสริญแซ่ซ้อง กล่าวว่ารื่นเริงกันทั่วใต้หล้าก็ดูจะเกินไปนัก แต่หากกล่าวว่าทั่วนครหลวงร่วมเฉลิมฉลองนั้นก็หาใช่เรื่องแปลกอันใด
การทำให้ราษฎรสัมผัสได้ถึงความเมตตากรุณา ย่อมต้องลงมือทำจริง ส่วนใหญ่มักเป็นการลดหย่อนค่าเช่า อีกทั้งทางการยังตั้งโรงทานแจกจ่ายโจ๊กช่วยเหลือผู้ยากไร้อย่างถึงที่สุด
ในแคว้นต้าเยี่ยน ผู้คนต่างเช่าที่อยู่อาศัยกันอย่างแพร่หลาย แม้แต่ขุนนางจำนวนมากก็ต้องเช่าบ้านอยู่ นอกจากบ้านที่เช่าจากหน่วยงานบ้านเรือนแล้ว ก็ล้วนต้องผ่านนายหน้าทั้งนั้น แม้ว่าจะเช่าบ้านเรือนธรรมดาก็ตาม และจะต้องนำสัญญาไปฝากไว้กับทางการ เท่ากับว่าต้องไปเดินเรื่องที่ศาลากลางด้วย ดังนั้นเมื่อถึงเทศกาลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของฮ่องเต้ วันประสูติของพระโอรส หรือเกิดเหตุภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว หิมะตกหนัก อากาศร้อนจัด ฯลฯ ก็มักจะมีการประกาศลดหย่อนค่าเช่า เพื่อบรรเทาความทุกข์ร้อนและปลอบขวัญประชาชน ซึ่งทางการย่อมจัดการได้ง่าย และประชาชนก็ได้รับประโยชน์จริง
นับตั้งแต่ซ่งโหยวกลับเข้ามาอาศัยที่บ้านในฉางจิง ก็ยังต้องไปจ่ายค่าเช่าทุกเดือน แต่ทางหน่วยงานบ้านเรือนไม่ได้มารับเงินถึงบ้าน เขาจึงต้องเป็นฝ่ายนำไปส่งเอง
ช่วงลดหย่อนค่าเช่าบ้านเช่นนี้ทำให้เขาประหยัดเงินไปได้ไม่น้อยเลย
ล่วงเลยเข้าสู่ฤดูเหมันต์
อากาศหนาวขึ้นทุกวัน โชคดีที่ได้กลับมาแวะพักในฉางจิง หากยังต้องเดินทางต่อ คงลำบากแสนเข็ญ
ร่ำลือกันว่าดินแดนทางใต้มีหลายแคว้น แม้ในยามเหมันต์ก็ยังสัมผัสได้ถึงไออุ่นดุจยามคิมหันต์ หาได้หนาวเย็นไม่ ทว่าสถานที่เหล่านั้นล้วนถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน ไม่เจริญรุ่งเรืองสักเท่าไร ผู้ที่ถูกย้ายไปประจำการมักไม่ชินสภาพดินฟ้าอากาศ ทั้งไม่รู้ว่าทิวทัศน์ที่นั่นจะเป็นเช่นไร
วันนี้ซ่งโหยวตื่นเช้ากว่าปกติ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องยากสำหรับเขา เขาไปซื้อปลามาจากตลาด แล่เป็นแผ่นบาง ต้มโจ๊กไว้หนึ่งหม้อ ตั้งใจจะเลี้ยงแม่นางสามสีเป็นรางวัลแทนความเหน็ดเหนื่อย ที่เมื่อคืนนางเอาแต่ไปยุ่งกับอะไรก็ไม่รู้
โจ๊กเพิ่งสุก กลิ่นหอมก็ลอยคลุ้งไปทั่วพร้อมกับไอความร้อนที่แผ่ซ่าน
ซ่งโหยวตักโจ๊กใส่ถ้วยสองใบ กำลังจะขึ้นไปเรียกเสาหลักของบ้านให้ลงมารับประทาน แต่ไม่ทันไรก็เห็นเจ้าแมวเดินตาปรือออกมาตรงมุมบันได นางมองมาทางเขาแล้วเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
“นักพรต เจ้าต้มอะไรอยู่หรือ…”
“กำลังคิดจะขึ้นไปเรียกแม่นางสามสีให้ลงมากินพอดี แต่เจ้ากลับลงมาเองเสียแล้ว”
“แม่นางสามสีได้กลิ่นแล้ว…”
“แม่นางสามสีจมูกไวเหลือเกิน”
“โจ๊กปลา”
“โจ๊กปลา…”
“ลงมากินสิ”
“อืม…”
เจ้าแมวเงยหน้ามองเขา แล้วก้มมองขั้นบันไดเบื้องล่าง ลุกขึ้นเดินไปข้างหน้าตามสัญชาตญาณเพียงสองก้าว ก่อนจะชะงักไป คล้ายเพิ่งนึกออกว่าไม่อยากเดิน จึงเอนตัวกลิ้งลงไปทั้งอย่างนั้น ร่างนุ่มนิ่มของนางไถลลงมาตามขั้นบันไดเรื่อยๆ
ประหนึ่งสายน้ำไหลจากบันไดลงสู่พื้น
จนเมื่อแตะพื้นชั้นล่าง จึงรู้สึกถึงพื้นผิวที่แตกต่างไปจากบันไดไม้ นางจึงลุกขึ้น ส่ายหัวเล็กน้อย สะบัดตัวไปมา แล้วแสร้งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาเขาด้วยท่วงท่าสง่างาม
นางกระโดดขึ้นโต๊ะด้วยฝีเท้าบางเบา
เปลือกตายังคงปรือลงตามเดิม แอบชำเลืองนักพรตอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นเห็นเขายกถ้วยโจ๊กขึ้น นางก็ยกสองอุ้งเท้าขึ้นหมายจะยกถ้วยตาม แต่เมื่อพบว่าตนยังเป็นแมว มีเพียงอุ้งเท้าเล็กๆ จับต้องอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ก่อนยื่นหน้าเข้าไปเลีย
“เมื่อคืนแม่นางสามสีไปขโมยวัวมาหรือไม่”
“แม่นางสามสีไม่ได้ขโมยวัวเสียหน่อย” เจ้าแมวตอบทั้งที่ยังเลียโจ๊กในถ้วย
“เหตุใดข้าถึงรู้สึกเหมือนว่าเมื่อคืนแม่นางสามสีไปก่อกำแพงเมืองมาเล่า”
“แม่นางสามสีไม่ใช่คน” นางตอบทั้งที่ไม่เงยหน้า “แม่นางสามสีสร้างกำแพงเมืองไม่เป็นเสียหน่อย”
“คงไม่ได้อ่านหนังสือตลอดทั้งคืนหรอกกระมัง”
“!”
เจ้าแมวทำหูตั้งขึ้นทันใด นางหยุดเลียโจ๊กไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วตอบเสียงอู้อี้
“แม่นางสามสีไปจับหนูมา”
“เช่นนั้นเอง”
ซ่งโหยวแหย่นางต่อเล็กน้อย บอกว่านางยังไม่ตื่นดี สงสัยคงอ่านหนังสือทั้งคืน ไม่รู้ว่าเพราะอยากพิสูจน์ว่าตนไม่ง่วงหรืออยากแสดงให้เห็นว่าไม่ได้อดหลับอดนอนอ่านหนังสือกันแน่ แต่หลังกินเสร็จ นางก็ยังยืนกรานจะเอาถ้วยไปล้าง ทั้งที่ดูง่วงจนเดินเซไปเซมา ครั้นเขาเอ่ยห้ามปรามก็ยังดื้อดึงไม่ยอมขึ้นไปพัก จะฝืนนั่งข้างล่างต่อไปให้ได้ ไม่รู้เวลาผ่านไปเท่าไร ในที่สุดนางก็พึมพำขึ้นกับตนเอง
“ไหนๆ ข้าก็ไม่มีอะไรทำแล้ว ข้านอนก็ได้…”
แล้วก็ฟุบหลับคาโต๊ะไป
ซ่งโหยวหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมา เปิดกางคลุมร่างนางไว้พอดี
นางหลับไปพร้อมกลิ่นหมึกบนกระดาษ ไม่รู้ในความฝันจะยังอ่านหนังสืออยู่อีกหรือไม่
ในขณะนั้นเอง ข้างนอกก็มีแขกมาเยือนพอดี
ซ่งโหยวเงยหน้ามอง ก่อนจะนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
ผู้เดินนำหน้าเป็นบุรุษวัยราวหกสิบปี ใบหน้าคุ้นตายิ่งนัก เพียงแต่มีริ้วรอยแห่งความชรามากกว่าครั้งก่อน เห็นได้ชัดว่าเขาเริ่มมีผมหงอกขึ้นแซมแล้ว แต่ยังคงแต่งกายพิถีพิถันเช่นเดิม เกล้าผมเรียบร้อย ท่วงท่าสำรวมสมกับเป็นขุนนาง ทั้งยังแฝงความสง่างามตามแบบฉบับนักปราชญ์ เพียงไร้ปิ่นดอกไม้ประดับ ดูสุขุมขึ้น แต่ถึงกระนั้นความอ่อนช้อยก็ลดลงตามไปด้วย
ส่วนอีกคนที่ตามหลังมา ดูอายุยังน้อยกว่าอยู่มาก
คนแรกคือ ‘อวี๋เจียนไป๋’ เจ้าเมืองอี้โจว บัดนี้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีผู้ตรวจงานราชการ[1] ส่วนอีกคนคือผู้พิพากษาแห่งเมืองอี้ตู ซึ่งคราได้พบกับซ่งโหยวที่เหอโจว ก็ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองที่ผู่จวิ้นแล้ว
“แขกผู้ทรงเกียรติเสียนี่…”
ทั้งสองฝ่ายสบตากันหน้าประตู คราวนี้นักพรตเป็นฝ่ายชิงเอ่ยขึ้นก่อน
คนทั้งสองเบื้องหน้าเหลียวมองกันเล็กน้อย สีหน้าแฝงอารมณ์หลากหลาย ก่อนจะประสานมือคารวะนักพรต
“ผู้แซ่หลิวขอคารวะคุณชาย”
“จากกันไปเนิ่นนาน ไม่รู้ว่าท่านยังจำข้าได้หรือไม่”
“ข้าย่อมจำท่านอวี๋ได้” ซ่งโหยวพยักหน้าอย่างจริงใจ ค้อมกายคารวะตอบแล้วกล่าวต่อ
“ข้ายังคงใช้ผ้าขนสัตว์ผืนใหญ่ที่ท่านมอบให้เมื่อครั้งจากลามาจนถึงทุกวันนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาราวหกปีแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าร่อนเรพเนจรผ่านภูเขาแม่น้ำสักเท่าไร ต้องผ่านค่ำคืนอ้างว้างไปสักกี่หน มีผ้าขนสัตว์ของท่านคอยช่วยมอบความอบอุ่นให้ข้ายามหนาวเหน็บ ต้องขอบคุณท่านเป็นอย่างมาก”
ว่าจบก็รีบเชื้อเชิญทั้งสองเข้ามาด้านใน แล้วจัดเตรียมชามาต้อนรับแขก
ระหว่างสนทนาจึงทราบว่า หลังจากซ่งโหยวออกจากอี้ตูไปไม่นาน เจ้าเมืองอวี๋ก็ได้วางนโยบายปฏิรูปอย่างกว้างขวาง ทำให้บ้านเมืองในอี้โจวรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งในรัชศกหมิงเต๋อปีที่สาม เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่อี้โจว เจ้าเมืองอวี๋ก็บรรเทาภัยร้ายนี้อย่างเข้มแข็งจนได้รับคำสรรเสริญจากทั่วทั้งราชสำนัก
แม้อี้โจวจะเป็นแคว้นใหญ่ เจ้าเมืองอี้โจวก็ถือเป็นขุนนางชั้นสูงในพื้นที่ แต่เดิมทีท่านอวี๋นั้นก็เป็นขุนนางระดับสูงในราชสำนักอยู่แล้ว ถูกส่งมาอี้โจวก็เพราะถูกลดตำแหน่งลงมา ดังนั้นเมื่อชื่อเสียงกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง ก็ยิ่งเป็นที่กล่าวขานมากขึ้น ผู้คนต่างรู้กันดีว่าอวี๋เจียนไป๋ผู้นี้ต้องมีอนาคตไม่ธรรมดาแน่นอน
อย่างไรก็ดีสาเหตุที่เขาถูกเรียกตัวกลับฉางจิงอย่างกะทันหัน ทั้งยังได้รับตำแหน่งสำคัญนั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับราชครูทั้งสิ้น
หลังจากซ่งโหยวออกจากฉางจิงไปเมื่อคราวก่อน ราชครูก็ออกเดินทางสู่แคว้นเฟิงโจวเช่นกัน ไม่คิดแทรกแซงการเมืองอีก และเนื่องจากอัครมหาเสนาบดีไร้ความสามารถพอจะรับภาระใหญ่แทน ราชครูจึงผลักดันอวี๋เจียนไป๋กลับเข้าสู่ราชสำนัก และให้ดำรงตำแหน่งรองมหาเสนาบดี
เมื่อได้มาพบกันในวันนี้ ซ่งโหยวมองเพียงปราดเดียวก็รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอวี๋เจียนไป๋ได้ในทันที
ดุจเมื่อครั้งแรกพบที่ลานบันเทิง ครานั้นซ่งโหยวเองก็สัมผัสได้ในทันทีว่าชายผู้นี้ต้องมีอนาคตก้าวไกลแน่นอน และอีกหกปีให้หลังหรือในวันนี้ ชายผู้มีอนาคตสว่างไสวก็ได้มายืนอยู่เบื้องหน้าเขาแล้ว
[1] ตำแหน่งเสนาบดีตรวจงานราชการ (御史大夫) มีหน้าที่สอดส่องพฤติกรรมของขุนนางและทักท้วงการทำงานของทางการ
……………