ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 359 ปรับเปลี่ยนกลอุบาย
บทที่ 359 ปรับเปลี่ยนกลอุบาย
……………
“นั่นขบวนเสด็จของผู้ใดกัน เหตุใดขบวนยาวเหยียดเช่นนี้ ถึงไม่มีขุนนางเดินเปิดทางเล่า”
“มีแต่รถม้าเต็มไปหมดเลย…”
“นี่! ข้าได้ยินว่าเป็นขบวนเสด็จขององค์หญิงฉางผิงล่ะ!”
“องค์หญิงฉางผิง?”
ซ่งโหยวเห็นว่าแถวนี้พลุกพล่านดี ซ้ำยังมีแต่ผู้คนพูดคุยเสียงดังเซ็งแซ่ด้วยความฉงน จึงเลือกเข้าไปยืนใกล้กลุ่มนักปราชญ์ โดยไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงตั้งใจฟังบทสนทนาเท่านั้น
เจ้าแมวสามสีก็นั่งยองๆ เลียอุ้งเท้า แสร้งว่าไม่สนใจความวุ่นวายรอบข้าง ทว่าหูของนางกลับตั้งตรงคอยรับฟัง
“ไม่ใช่ว่าองค์หญิงฉางผิง…” นักปราชญ์รูปร่างสูงผอมเอ่ยเสียงเบา เพราะไม่กล้าเอ่ยคำว่า ‘ก่อกบฏ’ ออกมา
“เหตุใดจึงยังออกจากฉางจิงได้”
“เฮ้อ…อย่างไรเสียนางก็เป็นพระราชธิดาแท้ๆ อีกทั้งเป็นองค์หญิงใหญ่แห่งต้าเยี่ยน ตลอดหลายปีนี้ช่วยดูแลงานราชการไม่น้อย ความรุ่งเรืองที่ได้ประจักษ์กันในวันนี้ก็เป็นฝีมือของนางเช่นกัน ฮ่องเต้ย่อมผ่อนปรนให้ ปลดยศนางลงเป็นสามัญชน แต่ยังทรงอนุญาตให้มีบริวารติดตามและมอบทรัพย์สินบางส่วนให้ เพียงแต่ห้ามอาศัยอยู่ในฉางจิงเท่านั้น” นักปราชญ์แต่งกายสมภูมิฐานเอ่ย “ได้ยินว่าเพิ่งมีพระบัญชาเมื่อวานนี้เอง เห็นว่าขุนนางในราชสำนักต่างไม่พออกพอใจกันใหญ่”
“ข้าคิดว่าเพราะฝ่าบาททรงชราภาพแล้ว คนแก่มักใจอ่อนเป็นธรรมดา” อีกคนเอ่ย “เกรงว่าอาจทรงเปลี่ยนพระทัย หรือถูกโน้มน้าวโดยขุนนาง เพราะทรงปล่อยนางออกมาคืนนั้นเลย ซ้ำยังสั่งให้ออกจากเมืองไปตั้งแต่เช้าตรู่วันนี้”
“ฝ่าบาทได้ขึ้นครองราชย์ก็เพราะมีนางคอยหนุนหลังนั่นแล”
“ข้าเคยได้ยินว่าครานั้นที่องค์หญิงขึ้นว่าราชการแทนฝ่าบาทเป็นครั้งแรก ฝ่าบาททรงสัญญาไว้ว่าต่อให้นางจะเป็นเช่นไร จะทรงปกป้องนางไม่ให้พบเจอภัยอันตรายใดตลอดชีวิต”
“ข่าวลือทั้งนั้น ทรงเห็นแก่สายโลหิตและคุณความดีในอดีตเท่านั้น”
“ไม่ใช่ข่าวลือเสียหน่อย!”
“แล้วถูกเนรเทศไปที่ใดเล่า”
“องค์หญิงฉางผิงมีทั้งทรัพย์ทั้งคน แม้จะถูกถอนยศถาบรรดาศักดิ์ในราชสำนักจนหมด แต่ชื่อเสียงของนางยังอยู่ นอกเมืองก็มีขุนนางจำนวนมากเคยไปคารวะนางถึงตำหนัก บางคนถึงกับเรียกตนเองว่าเป็นแขกเหรื่อของนาง อีกทั้งฝ่าบาทก็เห็นแก่ไมตรีครั้นวันวาน ไม่ว่านางจะไปอยู่ที่ใดย่อมเอาตัวรอดได้ทั้งนั้น ทว่า… ถึงอย่างไรก็ไม่อาจสร้างคลื่นลมใดๆ ได้แล้ว”
ซ่งโหยวฟังบทสนทนาพลางมองขบวนรถม้าที่แล่นผ่านไป
กลางขบวนมีรถคันหนึ่งเพิ่งถูกตกแต่งใหม่ เปลี่ยนเครื่องประดับหรูหราและตราบ่งบอกฐานะเป็นผ้ามันธรรมดา คล้ายรถม้าของเศรษฐีทั่วไป
สายลมพัดพามาพอดี ทำให้ชายผ้าม่านถูกเลิกขึ้นเล็กน้อย
มองเข้าไปยังหน้าต่างบานน้อย จะเห็นสตรีวัยสี่สิบปลายๆ ผู้หนึ่ง ใบหน้าของนางเริ่มมีริ้วรอย มีผมหงอกขึ้นประปราย นางโน้มตัวลงไอเบาๆ โดยใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากไว้ ครั้นสัมผัสได้ว่าผ้าม่านถูกเลิกขึ้นโดยสายลม ก็มองออกมายังเบื้องนอก
สายตาทอดมองเหล่าผู้คนริมทาง
รวมถึงซ่งโหยวด้วย
ซ่งโหยวรู้สึกประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง
เคยได้ยินนางจิ้งจอกแห่งหอเซียนกระเรียนเล่าว่า องค์หญิงฉางผิงเคยคิดจะมาเยี่ยมเขากับแม่นางสามสี แต่ถูกขัดขวางไว้ ครานั้นองค์หญิงยังเรืองอำนาจ ห้าวหาญยิ่งนัก ถือหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแผ่นดินต้าเยี่ยน ใครเล่าจะคิดว่าจะได้พบกันในสภาพเช่นนี้
ทั้งสองสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ครั้นนางกำนัลข้างกายเห็นม่านไหว ก็รีบปิดม่านลง ย่อมไม่อยากให้ผู้คนเห็นความตกต่ำขององค์หญิง
องค์หญิงเองก็ไม่รู้ว่าเขาคือใคร
หากซ่งโหยวไม่ได้ฟังนักปราชญ์เหล่านั้น ก็คงไม่รู้ว่านางคือใครเช่นนั้น
อนิจจัง สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง แม้นเป็นหอสูงก็มีวันทลายลง
“พวกเจ้าเลิกพูดกันได้แล้ว พวกเราไปกันเถิด ไปชมทิวทัศน์ยามเหมันต์ ดูเสียผู้ใดจะร่ายบทกวีออกมาได้” นักปราชญ์ร่างสูงผอมกล่าว “ท่านอวี๋หลงใหลในบทกวี เมื่อสิบปีก่อนได้เป็นถึงหนึ่งในยอดนักปราชญ์แห่งฉางจิง เห็นทีคงหนีไม่พ้นตำแหน่งมหาเสนาบดีกระมัง หากวันนี้ใครแต่งออกมาดี ก็นำไปมอบให้เขาด้วยกันเถิด”
ขบวนส่งองค์หญิงเคลื่อนออกไปไกล
เหล่านักปราชญ์ก็ทยอยจากไป
ทั้งสองกลับมาที่ถนนต้นหลิว
“เหมียว?”
เจ้าแมววิ่งนำหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงน ครั้นเร่งฝีเท้าจนถึงหน้าบ้านก็แหงนหน้ามองนักพรต พร้อมกับใช้เท้าเขี่ยประตูเบาๆ
นางยังคงเขี่ยประตูอยู่เช่นนั้น คิดไปคิดมาก็หันกลับมามองซ่งโหยวอีกครั้ง
“เมี้ยว!”
ซ่งโหยวเพียงเดินผ่านนางไปหยิบบางสิ่งที่ถูกเหน็บไว้กับประตู
กิ่งเหมยถูกเสียบคาไว้กับแม่กุญแจ ดูท่าคงเพิ่งนำมาเสียบเมื่อไม่นาน ลักษณะคล้ายเพิ่งเด็ดมาจากต้นเหมยสักต้น มีทั้งที่ยังเป็นดอกตูมและที่แย้มบานแล้ว กลีบดอกยังไม่มีร่องรอยเหี่ยวแห้งใดๆ
“ดอกเหมยนี่นา”
“เหมียว!”
“มีคนเอามาเสียบไว้”
“เหมียว…”
ซ่งโหยวหยิบก้านเหมยขึ้นมา ส่วนอีกมือก็ไขกุญแจ ก่อนจะผลักประตูเข้าไป พลางเหลียวมองไปยังบ้านข้างๆ แล้วย่างเท้าเข้าไป
ไม่นาน หน้าต่างบ้านข้างๆ ก็เปิดออก
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง จอมยุทธ์หญิงอู๋ก็เดินมาหาเขาแล้ว
ซ่งโหยวกำลังจัดคัมภีร์แพทย์ที่พกมาไว้ในถุงใส่ผ้า โดยใส่ไว้ด้านใต้สุดคู่กับบันทึกการเดินทางของตน ครั้นลงมาชั้นล่าง ก็เห็นว่าจอมยุทธ์หญิงอู๋กำลังคุยกับเจ้าแมวอยู่ ทั้งคนทั้งแมวต่างตั้งใจเรียนรู้กันดั่งเคย
ครั้นเห็นเขาเดินมา นางถึงเอ่ยปากทัก
“ผู้ใดเอาดอกสาลี่มาเสียบไว้หน้าประตูบ้านเจ้าหรือ”
“นี่คือดอกเหมย มีสีขาวเหมือนกัน” ซ่งโหยวตอบ “คนรู้จักกระมัง คงมาที่นี่แล้วไม่เจอใคร จึงเสียบทิ้งไว้ให้รู้ว่ามาเยือนแล้ว”
“คงเป็นพวกนักปราชญ์ช่างสาละวนพวกนั้นกระมัง”
“จอมยุทธ์หญิงกลับมาเมื่อใดหรือ”
“ไม่กี่วันเอง”
“ไม่กี่วันมานี้? แสดงว่าแก้แค้นสำเร็จแล้วหรือ”
“ยังหรอก แค่ไปตรวจสอบเป็นครั้งสุดท้าย ชีวิตคนทั้งคน ใช่เรื่องล้อเล่นเสียเมื่อไร” นางกล่าวพลางค้อมกายคารวะ “มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากมาขอให้เจ้าช่วยไขข้อข้องใจ”
“จอมยุทธ์หญิงใจกว้างนัก มีเรื่องใดที่อยากให้นักพรตปลอมเช่นข้าช่วยไขข้อข้องใจหรือ” ซ่งโหยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงแววสนใจ
เจ้าแมวเองก็เหลียวมองมาเช่นกัน
นางอยากรู้เหลือเกินว่าศิษย์มีข้อสงสัยใดอยากถามนักพรตมากกว่าอาจารย์
“มีสิ!”
จอมยุทธ์หญิงอู๋มีสีหน้าสงบนิ่ง นางเหลือบมองรอบๆ ก่อนจะลุกไปปิดประตู แล้วนั่งกลับลงมา
“ข้าสืบจนรู้แน่ชัดแล้วว่าผู้ใดเป็นคนวางแผนสังหารบิดาข้า ทำให้ครอบครัวข้าถูกสังหารจนหมดเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว แต่เวลาก็ผ่านมานานนัก บางคนตายไปแล้ว เหลือแต่ครอบครัวของเขา บางคนยังอยู่ ก็ร่ำรวยเงินทอง มีตำแหน่งใหญ่โต” นางเอ่ยเสียงเยือกเย็น “เจ้าเป็นนักพรต เช่นนั้นจงบอกข้ามาเถิด ข้าควรแก้แค้นให้พ่อ ตัดรากถอนโคนให้สิ้น หรือว่าผิดก็ว่าไปตามผิด ปล่อยให้คนทำได้รับกรรมที่ตนก่อ…”
ซ่งโหยวได้ฟังก็เช่นนั้นก็รู้สึกหวิวในใจ
เหมือนได้ย้อนกลับไปยังค่ำคืนในบ้านโลงศพเมื่อห้าหกปีก่อน…
ซ่งโหยวกล่าวกับนางอย่างตรงไปตรงมา แสดงจุดยืนชัดเจนว่า
“ข้าเป็นนักพรต ย่อมไม่อยากเห็นชีวิตอันสดใสต้องดับสูญ และไม่อยากเห็นมือของจอมยุทธ์หญิงเปื้อนเลือด” เขามองนาง พลางสังเกตเห็นว่าแม้สีหน้าของนางจะนิ่งสงบ แต่แววตากลับวูบไหว ราวกับกำลังลังเล จึงได้แต่ยกยิ้มบางๆ “ทว่าความแค้นนั้นก็ฝังลึกในใจ ข้าไม่อาจตัดสินแทนจอมยุทธ์หญิงได้ เรื่องนี้เลือกเองจะดีกว่า ข้าคิดว่าจอมยุทธ์หญิงเองก็คงมีคำตอบอยู่แล้วกระมัง”
“มีคำตอบแล้วหรือ หากข้ามีคำตอบอยู่แล้ว ข้าจะมาถามเจ้าทำไมกัน” จอมยุทธ์หญิงอู๋เคาะนิ้วลงกับโต๊ะเบาๆ “นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ามาขอให้เจ้าชี้แนะ เจ้าอย่าทำเป็นเล่นตัวหน่อยเลย”
“จอมยุทธ์หญิงพูดผิดแล้ว บางครั้งผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อาจติดอยู่ในวังวนเสียเอง กลับเป็นคนนอกที่มองเห็นทุกอย่างแจ่มแจ้ง” ซ่งโหยวก้มศีรษะลงเล็กน้อย “ข้าไม่คิดดูแคลนเรื่องของจอมยุทธ์หญิง หากลังเลอยู่จริง ข้าก็พอมีวิธีให้ตัดสินใจได้ง่ายๆ”
ซ่งโหยวค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วหยิบเหรียญทองแดงออกมาเหรียญหนึ่ง
ทันใดนั้น ทั้งจอมยุทธ์หญิงอู๋และแมวสามสีก็จ้องมองไปที่เหรียญนั้น
“นี่คือเหรียญหมิงเต๋อ[1] ด้านหนึ่งสลักคำว่า ‘หมิงเต๋อ’ ข้าจะกำหนดให้เป็นด้านหน้า ส่วนอีกด้านสลักลายตะวันจันทรา กำหนดให้เป็นด้านหลัง กำหนดสิ่งที่จอมยุทธ์หญิงลังเลอยู่ไว้บนเหรียญนี่สิ ด้านหน้าแทนความคิดหนึ่ง ด้านหลังแทนอีกความคิด แล้วดูว่าเหรียญจะพลิกขึ้นด้านใด” ซ่งโหยวกล่าว “เป็นอย่างไร”
“ให้สวรรค์ตัดสินหรือ”
“ก็ใช่…แต่ก็ไม่ใช่”
“อย่างไรเล่า”
“เพียงให้สวรรค์ช่วยเปิดทางเลือกให้เท่านั้น”
“พูดเหมือนพวกเล่นคุณไสยเลย…” จอมยุทธ์หญิงอู๋ขมวดคิ้ว แต่เพราะเชื่อใจนักพรต จึงยอมทำตาม“ถ้าขึ้นด้านหน้า ข้าออกจะจับคนผิดตัวจริงเท่านั้น หากขึ้นด้านหลัง…ก็จะตอบแทนความโหดร้ายด้วยความโหดร้าย ตัดรากถอนโคนให้สิ้น”
“ตามนั้น”
ซ่งโหยวยิ้ม ก่อนจะดีดนิ้วเบาๆ
ติ๋ง
เหรียญลอยขึ้นกลางอากาศ
จอมยุทธ์หญิงอู๋กับแมวต่างเงยหน้ามองตาไม่กะพริบ
แมวเบิกตากว้าง
จอมยุทธ์หญิงก็เพ่งสายตาเช่นกัน
เหรียญหมุนอยู่ในอากาศ พลิกขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตกลงบนฝ่ามือของซ่งโหยว
เพียงครู่เดียวเท่านั้น
เจ้าแมวก็หันไปมองผู้เป็นศิษย์ทันที
จอมยุทธ์หญิงอู๋กลับมีสีหน้าเปลี่ยนไป
สายตาของแมวมองเห็นเหรียญที่หมุนด้านหน้าหลังสลับกันไปอย่างรวดเร็ว เป็นเหมือนกับภาพช้า นางมองเห็นชัดทุกด้าน จอมยุทธ์หญิงผู้ฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่ครั้นเยาว์วัยก็เช่นกัน
ก่อนที่เหรียญจะตกสู่มือเขา ด้านที่หงายขึ้นคือด้านหลัง
ซ่งโหยวเพียงยกยิ้ม แล้วถามว่า “อยากให้ขึ้นด้านไหนเล่า”
“ข้าเห็นแล้ว”
“อย่าบอกว่าเห็น ให้บอกว่า ‘หวังว่า’ ” ซ่งโหยวถามต่อ “นี่ไม่ใช่การฝากชะตาไว้กับสวรรค์ แค่ยืมมือสวรรค์มาช่วยชี้ทางเท่านั้น เหรียญตกลงมาเมื่อใด ถึงจะรู้ใจตนเองว่าต้องการสิ่งใดกันแน่”
“…”
จอมยุทธ์หญิงอู๋เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปาก
“…จริงๆ ข้าก็ไม่ค่อยอยากให้เป็นด้านหลังเท่าไร…”
ซ่งโหยวจึงแบมือให้นางดู
ด้านที่หงายขึ้นคือด้านที่เขียนว่า ‘หมิงเต๋อ’ ชัดเจน
[1] 明德通宝 (เหรียญหมิงเต๋อ) เป็นชื่อเงินตราในยุคโบราณ ซึ่งคำว่า 明德 (หมิงเต๋อ) นั้นยังมีความหมายว่าคุณธรรมอันกระจ่าง
……………