ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 360 จากนี้ไปย่อมมีแต่ข่าวดี ไม่คิดลืมเลือนผู้พเนจรท่องยุทธภพกว้างใหญ่
- Home
- ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
- บทที่ 360 จากนี้ไปย่อมมีแต่ข่าวดี ไม่คิดลืมเลือนผู้พเนจรท่องยุทธภพกว้างใหญ่
บทที่ 360 จากนี้ไปย่อมมีแต่ข่าวดี ไม่คิดลืมเลือนผู้พเนจรท่องยุทธภพกว้างใหญ่
……………
“น่าสนใจดีนี่…”
จอมยุทธ์หญิงอู๋ก้มลงหยิบเหรียญทองแดงจากมือเขาขึ้นมาดูใกล้ๆ ไม่ใช่เหรียญสองด้านพิเศษอะไรเลย แต่ถึงกระนั้นแววตาของนางกลับส่องประกาย พลันเอ่ยปากพึมพำกับตนเอง “จะว่าไป ชีวิตนี้ข้ามีแต่ออกพเนจรในยุทธภพ ฆ่าคนไปไม่มากหรอก แต่ถ้าจะต้องแบกรับบาปกรรมไว้มากมายถึงเพียงนี้ก็ดูไม่คุ้ม แต่จะปล่อยให้พวกมันทั้งตระกูลลอยนวลไปเฉยๆ ก็ดูจะง่ายเกินไป… โชคดีที่ตลอดหลายปีที่คอยสืบสาวเรื่องราวมา ข้าได้เก็บรวบรวมหลักฐานความผิดในอดีตของพวกมันไว้แล้ว เห็นว่าท่านอวี๋เป็นขุนนางผู้ซื่อตรง ซ้ำยังเคยเป็นอดีตผู้ว่าราชการอี้โจวด้วย ให้เขาได้สร้างผลงานขึ้นหน่อยก็ดี”
“จอมยุทธ์หญิงมีจิตใจเมตตา”
“…”
นางมองเขา ไม่เอ่ยปากโต้แย้งใดๆ เพียงกำเหรียญไว้ในมือก่อนเก็บลงในอกเสื้อแล้วพูดต่อ
“ข้าจะไปจัดการเรื่องราว แล้วจะเดินทางพรุ่งนี้ หลังจากนั้นไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร ข้าจะไม่กลับมาที่ฉางจิงอีก หากโชคดี ก็อย่างที่ข้าเคยว่าไว้ อีกสิบกว่าปีข้างหน้า ตอนเจ้ากลับไปอี้โจวแล้ว ข้าจะไปเยี่ยมเจ้าพร้อมไก่ตัวโตๆ นะ”
“จอมยุทธ์หญิงต้องระวังให้มาก” ซ่งโหยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ข้าเตือนในฐานะสหาย”
“วางใจเถิด มาอยู่ฉางจิงตั้งหลายปี วิทยายุทธ์แม้ไม่ถดถอย แต่ก็ไม่ก้าวหน้าสักเท่าไร แต่กลับรู้จักระมักระวังตัวมากขึ้น” จอมยุทธ์หญิงอู๋เหยียดริมฝีปากขึ้น “ด้วยฝีมือของข้า แม้ไม่อาจอวดอ้างว่าทั่วใต้หล้ามีศัตรูสักกี่คน แต่ในหมู่ขุนนางและชาวยุทธ์ คนที่จะเอาชีวิตข้าได้ คงมีแต่ซูอี้ฝานแห่งกวงโจวเท่านั้น ส่วนเฉินจื่ออี้ผู้ไร้เทียมทานในสนามรบ หากไม่มีเกราะกำบัง แล้วบังเอิญพบกันในยุทธภพ ก็ใช่ว่าจะเอาชนะข้าได้ แต่ถึงสวมเกราะมา ก็วิ่งตามข้าไม่ทันหรอกนะ”
“ข้าเชื่อมือจอมยุทธ์หญิง”
ซ่งโหยวระลึกถึงคราที่ได้พบซูอี้ฝานเป็นครั้งแรก ที่งานประชันยุทธ์หลิ่วเจียง คนผู้นั้นก็วางตนเป็นหนึ่งในใต้หล้า แต่ถึงกระนั้นจอมยุทธ์หญิงอู๋กลับเอ่ยว่า ‘ก็ไม่แน่ว่าจะชนะได้’ เสียอย่างนั้น
“ข้าจะเก็บกวาดไม่ให้เหลือร่องรอย จากนี้ไปในยุทธภพจะไม่มีชื่ออู๋สั่วเว่ยอีก… แม้แต่ชื่อหร่วนเจินก็ด้วย ส่วนชื่อใหม่จะเป็นอะไรนั้น ข้ายังไม่ได้คิด เอาไว้อีกสิบกว่าปีข้างหน้าค่อยบอกเจ้า”
“ตามนั้น”
ไม่กี่ก้าวก็ออกจากประตูไปแล้ว
แม่นางสามสีก็ได้แต่นั่งจ้องนางอยู่บนโต๊ะ
คืนนั้นจอมยุทธ์หญิงอู๋กลับมาชวนกินข้าวมื้อสุดท้ายกันที่หออวิ๋นชุน ใช้เงินไม่น้อยไปกับสำรับอาหารหรูหรา จากนั้นก็เก็บสัมภาระเล็กน้อย พวกของใช้ในบ้านอย่างไม้กวาด, หม้อ, ถ้วย, ชาม, น้ำมัน, เกลือและเครื่องปรุงต่างๆ ก็แจกให้เพื่อนบ้านข้างเคียง ของที่ขายได้ก็เปลี่ยนเป็นเงิน ส่วนผ้าห่มที่นอน นางก็เอาไปให้บรรดาขอทานที่หัวมุมถนน ซ่งโหยวกับแม่นางสามสีก็ได้แต่เดินตามนางไปเงียบๆ คอยมองนางทำทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ
ได้ยินว่านางไปขอค่าเช่าบ้านอีกครึ่งเดือนคืนจากเจ้าของคนก่อนหน้ามาแล้ว
นางทั้งห้าวหาญและรอบคอบในเวลาเดียวกัน
รุ่งเช้าที่ประตูเมืองฝั่งตะวันตก
เป็นจุดที่จอมยุทธ์หญิงอู๋ยืนรอเขาเมื่อครั้งก่อน แต่คราวนี้กลับเป็นซ่งโหยวที่มาส่งนาง
เห็นนางสะพายสัมภาระ แขวนดาบยาวไว้ข้างอานม้า เจ้าม้าขนเหลืองร่างแคระแกร็นที่ติดตามนางมาหลายปีที่ถูกนางจูงไว้ก็หันมามองซ่งโหยวเช่นเดียวกัน
“ข้าบอกตามตรง เมื่อก่อนตอนข้าลองจินตนาการถึงภาพวันที่ออกจากฉางจิงหลังเรื่องราวทั้งหมดคลี่คลายแล้ว ไม่เคยคิดว่าจะมีคนมาส่งเลยด้วยซ้ำ ข้าคิดว่าคงมาที่นี่ตัวคนเดียวแล้วจากไปเงียบๆ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าข้าเคยมาที่นี่ ต่อให้มีคนรู้ ก็ไม่รู้ว่ามาทำอะไร และไม่รู้ว่าข้าจากไปเพราะเหตุใด แบบนั้นก็ดูสุดยอดไม่น้อยเลย” นางยิ้มกว้าง “แต่แบบนี้ก็สงบดีเหมือนกัน”
ซ่งโหยวสัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวในถ้อยคำนั้น
“ส่งแค่นี้ก็ได้ ไม่ต้องตามข้าไปหรอก หากไม่มีอะไรผิดพลาด ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ตอนเจ้าออกจากฉางจิง ข้าคงอยู่บนทางกลับอี้โจวแล้ว”
นางก้มลงมองแม่นางสามสีที่ยืนอยู่ข้างซ่งโหยว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปล่อยบังเหียนแล้วคารวะอย่างจริงจัง
“ขอบคุณแม่นางสามสีที่ชี้แนะ ข้าว่างขึ้นเมื่อไร จะตั้งใจเรียนหนังสือ”
“ไม่เป็นไร~”
“บางทีคราวหน้าที่พบกัน ข้าอาจเขียนกลอนเป็นแล้วก็ได้”
“! เช่นนั้นเจ้าก็คงเก่งมากเลยน่ะสิ!”
“อี้ตูเจริญรุ่งเรืองลือไปทั่ว อาจได้ยินเรื่องราวของพวกเจ้าดังขจรไปถึงที่นั่น หากได้ยินเมื่อไร ข้าย่อมรู้ได้ทันทีว่าเป็นเรื่องของเจ้า ให้ดีเจ้าก็ส่งข่าวมาบอกข้าบ้าง ข้าจะได้เอาไปคุยโวว่ารู้จักเซียนผู้นั้น ซ้ำยังเคยเป็นเพื่อนบ้านข้าด้วย”
“ข้าจะพยายามแล้วกัน”
“ข้าไปก่อน”
นางเหยียบโกลนขึ้นม้า ใช้แส้ตีมันเบาๆ มันก็ออกเดินทันที แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังคงหันมาเอ่ยประโยคสุดท้าย
“เจ้าออกพเนจรไปทั่วหล้า แต่อย่าลืมว่าในยุทธภพกว้างใหญ่นี้ เจ้ายังมีข้าเป็นสหาย”
“ดูแลตัวเองด้วย”
“เจ้าก็เช่นกัน”
สายลมและหิมะพัดกระหน่ำเข้ามายังหน้าประตูเมืองฉางจิง จอมยุทธ์หญิงผู้องอาจห้าวหาญบนหลังม้า ค่อยๆ เดินลับไป เห็นเพียงเงาหลังกับดาบเล่มยาวกลางหิมะ นักพรตพเนจรและแมวสามสีตัวน้อยคอยยืนมองส่งนางอยู่เงียบๆ ไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้พบกันอีกหรือไม่
ท่ามกลางความพร่าเลือนนั้น กลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายหนักแน่นแห่งยุทธภพ
นึกถึงเรื่องราวที่ทำให้ได้พบกับนาง เห็นได้ชัดว่าเป็นความบังเอิญ มิตรภาพหลังจากนั้นล้วนดำเนินไปโดยไม่มีผลประโยชน์ใดๆ มาเกี่ยวพัน แม้ตอนที่พวกเขามาเยือนฉางจิงเป็นคราแรก จอมยุทธ์หญิงอู๋จะช่วยเช่าบ้านให้มีแหล่งตั้งตัว หรือแม้ต่อมาจะช่วยไปรับงานปราบปีศาจแล้วนำเงินรางวัลมาแบ่งกันก็ตาม ล้วนแทบไม่ต่างอะไรจากเมื่อวานที่ซ่งโหยวช่วยนางแก้ปัญหาเลย เป็นเพียงความช่วยเหลือเล็กๆ ระหว่างสหายเท่านั้น
แต่ความสัมพันธ์แบบนี้ หากลองพิจารณาดูให้ดี จะไม่รู้สึกว่าเป็นภาระเลย แท้จริงแล้วมันช่างใสสะอาดดั่งน้ำมากกว่า
เมื่อถึงคราวต้องแยกจาก จึงไม่อาลัยอาวรณ์มากนัก เพียงแต่รู้สึกว่ากาลเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ไม่นานก็ผ่านมาหกปีแล้ว
“กลับบ้านกันเถิด” ซ่งโหยวก้มลงเอ่ยกับแม่นางสามสี “ข้างนอกลมแรง หิมะก็ตกหนัก”
“ได้เลย”
“แม่นางสามสีอยากถามอะไรไหม”
“กลอนเขียนอย่างไรหรือ”
“นี่ยากหน่อยนะ” ซ่งโหยวตอบ “จะเขียนกลอนให้ดี ไม่ใช่แค่ต้องรู้วิธีเขียน แต่ต้องอ่านตำราเก่าๆ ไว้อ้างอิงตำราเก่า ชำนาญการเปรียบเทียบ ต้องมีความรู้กว้างขวางพอสมควรจึงจะเขียนกลอนดีๆ สักบทได้ แม่นางสามสีต้องเรียนอีกเยอะเลย”
แมวน้อยเดินเข้าตัวเมือง พลางหันมามองซ่งโหยวอย่างระแวดระวัง เพื่อจะคอยดูว่าเขาหลอกหรือไม่ แต่คิดไปคิดมา ที่เขาพูดก็คงเป็นจริง
ครั้นกลับมาถึงบ้าน แม่นางสามสีก็ยังคงตั้งใจเรียน
นางคิดว่าศิษย์ของนางคงไม่ได้เรียนด้วยแล้ว แม้กลับไปอี้ตูช่วงสั้นๆ ก็คงหาอาจารย์ดีๆ ไม่ได้ แต่ต่อไปก็คงไปเจออาจารย์ที่ดีกว่า นางต้องอาศัยช่วงเวลานี้เรียนนำหน้าไปให้เยอะๆ จะปล่อยให้อีกฝ่ายไล่ตามทันไม่ได้
ซ่งโหยวว่างจากงานแล้วก็หยิบ ‘คัมภีร์แพทย์ไช่’ ขึ้นมาดู
ช่วงนี้อากาศในฉางจิงหนาวจัด ฟ้าครึ้ม หิมะตกหนัก นอกจากออกไปซื้อของทุกวันแล้ว ซ่งโหยวก็ไม่อยากออกไปไหนอีก จึงได้แต่อยู่บ้าน จุดเตาไฟ ต้มน้ำ ชงชา อ่านหนังสือ
เขาไม่เข้าใจตำรายาอะไรนัก แต่คัมภีร์ครึ่งเล่มนี้ก็ไม่ได้เขียนสูตรยามากมายสักเท่าไร ส่วนใหญ่เป็นตัวอย่าง อธิบายแนวคิดเรื่องยาและโรคต่างๆ หมอเทวดาไช่ได้รวบรวมความรู้ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตไว้ในคัมภีร์นี้ เขียนได้ละเอียดและชวนคิดยิ่งนัก หากเผยแพร่ให้หมอคนอื่นอ่าน ก็อาจเกิดผลอย่างที่เขาว่า
คนเป็นแพทย์ล้วนต้องอ่านตำราของหมอเทวดาไช่ควบคู่ไปด้วยจึงจะเกิดผล
ปีศาจจิ้งจอกแห่งหอเซียนกระเรียนกลับมาเยี่ยมเยียนเขาอีกครั้ง
หลังจากแม่นางหว่านเจียง ‘ลาลับไป’ หางของนางก็คล้ายจะละทิ้งตัวตนเดิม ปลดเปลื้องตัวตนจากความกังวลทั้งปวง กลายเป็นซุกซน ขี้เล่น เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว สมกับที่เป็นจิ้งจอก
ตัวนางนั้นเปลี่ยนไปไม่มาก แต่ก็มีอิสระมากขึ้น กลายเป็นปีศาจธรรมดาสามัญ
อาจเป็นเพราะนางสวมบทบาทนั้นมานานนับสิบปี ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมมนุษย์มาก หรืออาจปล่อยให้หางได้ไปพบกับความอิสรเสรีแทนตัวนางที่ยังเก็บซ่อนตัวตนเดิมเอาไว้ จึงรู้สึกสนุกสนานไปกับความเปลี่ยนแปลงนัก
ยังมีคนคุ้นเคยอีกคนมาเยี่ยมเยียน
‘ชุยหนานซี’ ผู้เคยพิชิตยอดเขาอวิ๋นติ่งด้วยกันนั่นเอง
ซ่งโหยวใช้เวลาทั้งช่วงเช้าไปกับการสนทนา
ไม่กี่วันต่อมา ก็เป็นปีใหม่ครั้งที่สองในฉางจิงของซ่งโหยวและแม่นางสามสีแล้ว
เข้าสู่รัชศกหมิงเต๋อปีที่แปด
ไม่รู้ว่าจะใช้ชื่อรัชศกนี้ไปได้อีกสักกี่ปี
หลังฤดูใบไม้ผลิ ฉางจิงมีแดดแรงติดต่อกันเกือบครึ่งเดือน ตอนฤดูหนาวก็ไม่มีหิมะทับถมมากนัก บัดนี้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก
ซ่งโหยวอาศัยจังหวะตอนแดดกำลังดีมานั่งตากแดดบนม้านั่งหน้าบ้าน พลางนำเข็มกับด้ายมาร้อยเย็บผ้าของแม่นางสามสี
เด็กหญิงนั่งบนม้านั่งตัวเล็กกว่า นางเหยียดขาตรง มือทั้งสองก็ถือหนังสือมาวางไว้บนตัก แต่ท่าทางดูไม่ได้สนใจอ่านเลยสักนิด เพียงพิงประตูในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น แสดงให้เห็นว่าตนนั้นเพลิดเพลินกับแสงแดดมากกว่าการอ่าน
แมวย่อมชอบแสงแดดเป็นธรรมดา แม่นางสามสีแทบจะหลับอยู่แล้ว
เพียงแต่นางยังคงคอยหรี่ตามองซ่งโหยวและผ้าที่เขากำลังเย็บ ขณะเดียวกันก็จ้องไปที่หนังสือ ถึงแม้ไม่ได้อ่าน ก็ถือว่าได้ ‘ดู’ หนังสือแล้ว
“อากาศอุ่นลงแล้วนะแม่นางสามสี” ซ่งโหยวพูดขณะเย็บ “อีกไม่กี่วันเราก็จะออกจากที่นี่แล้ว”
“อือ…”
“อีกสองวันจะเป็นเทศกาลโคมไฟ แม่นางสามสีจะถือโคมม้าออกไปเดินเล่นกันสักรอบก็ได้นะ หลังจากนั้นเราค่อยออกเดินทางกัน”
“ก็ได้”
“อย่างไรพวกเราก็ต้องกลับมาที่นี่อีกสักครั้ง”
“อือ…” แม่นางสามสีตอบเสียงแผ่วเบา ผงกศีรษะที่โน้มลงมาเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาพริ้ม
หนังสือก็ยังคงวางอยู่บนตักโดยมีมือทั้งสองข้างกุมไว้เช่นนั้น
……………