ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 361 พวกท่านคงไม่ได้จะไปเยือนภูเขาเยี่ยซานกระมัง
บทที่ 361 พวกท่านคงไม่ได้จะไปเยือนภูเขาเยี่ยซานกระมัง
……………
วันเทศกาลโคมไฟ
คาดไม่ถึงเลยว่าแม่ทัพเฉินจะเป็นฝ่ายมากล่าวอำลาก่อน ทั้งที่ซ่งโหยวยังไม่ได้จากไปเสียอย่างนั้น
“เดิมข้าตั้งใจจะอยู่ส่งท่านด้วยตนเอง ทว่าฝ่าบาททรงมีพระราชโองการให้ข้ากลับไปประจำการดินแดนตอนเหนือ ไม่อาจทำสิ่งใดได้ดังใจ จึงต้องมาลาท่านล่วงหน้า” แม่ทัพเฉินเอ่ยประสานกำปั้นคารวะ “ขอบคุณท่านที่เมตตากล่าววาจาต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้แทนข้า ช่วยรักษาชีวิตข้าไว้ได้”
“ท่านแม่ทัพวางหมากไว้ล่วงหน้าแล้ว ตัวข้าเพียงถ่ายทอดถ้อยคำนั้นแทนท่านเท่านั้น” ซ่งโหยวว่า “ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่าบาทก็ทรงตัดสินพระทัยไว้แล้ว เรื่องนี้แทบไม่เกี่ยวกับข้าเลย”
“แต่ก็ต้องเป็นท่านเท่านั้น”
แม่ทัพเฉินยังคงประสานกำปั้นอยู่ สีหน้าก็ยังคงหนักแน่น
แท้จริงนั้น ภายหลังเขาได้ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้อีกครั้ง ฮ่องเต้ตรัสถึงเรื่องราวคืนนั้น ทำให้เขารู้ว่า แม้ซ่งโหยวจะมิได้เอ่ยปากขอให้ไว้ชีวิตเขาออกไปตรงๆ เพียงแค่ชี้แจงความจริงและผลดีผลร้ายไปตามตรง ทว่าเหตึผลพรรค์นั้นย่อมมีเพียงซ่งโหยวเท่านั้นที่กล่าวได้ หากเป็นผู้อื่น ฝ่าบาทย่อมไม่เชื่อโดยง่าย และคงไม่รับฟังด้วยจิตใจอันสงบเช่นนั้น
ว่ากันตามตรงก็ถือเป็นการคุ้มครองเขา
ยิ่งตอนที่ฮ่องเต้ตรัสถามประโยคสุดท้าย ชัดเจนว่าซ่งโหยวกำลังปกป้องเขา
หากไม่ใช่คำกล่าวจากปากของซ่งโหยว อารามฝูหลงคงไม่อาจมองเห็นหายนะครั้งใหญ่ที่ทั่วหล้าจะต้องเผชิญเพราะเรื่องเล็กน้อย และคงไม่ยอมปล่อยเขากลับไปแดนเหนืออย่างง่ายดาย ต่อให้ไม่ประหาร ก็คงกักขังเขาไว้ในรั้ววังหลวง
“ท่านแม่ทัพไม่จำเป็นต้องมากพิธี” ซ่งโหยวเอ่ยพลางรินสุราให้สองจอก “ท่านต้องออกจากฉางจิงก่อนข้า เช่นนั้นข้าขอคารวะท่านหนึ่งจอกแทนการอำลา”
เขายื่นจอกสุราให้แม่ทัพ ส่วนอีกจอกถือไว้เอง
แม่นางสามสีกลับกลายเป็นไม่สนใจสุราอีกแล้ว
ทั้งคู่ยกจอกคารวะกันแล้วดื่มจนหมด
“ข้าเชื่อมั่นในตัวท่านแม่ทัพ อย่าทำให้ข้าผิดหวังก็พอ” ซ่งโหยวลดจอกสุราลง แล้วกล่าวเสียงจริงจัง “ความสงบสุขนั้นได้มายากยิ่ง ท่านคือวีรบุรุษผู้พิทักษ์ความสงบแก่ใต้หล้า”
“…”
แม่ทัพเฉินพลันมีสีหน้าขึงขังขึ้นมาทันที เขาเพิ่งได้ชีวิตคืนมาแท้ๆ อีกทั้งตั้งใจมาขอบคุณอีกฝ่ายโดยเฉพาะ จะมีเหตุผลใดให้ลังเล เขายกจอกที่ว่างเปล่าขึ้น แล้วเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น
“ถ้อยคำที่คุณชายกล่าวต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาท ทำให้ชีวิตข้าได้รับการละเว้น เช่นนั้นข้าก็ขอตอบแทนท่านด้วยปณิธานหนึ่ง…”
เขาหยุดไปชั่วครู่
“นักรบเช่นข้าย่อมมีหน้าที่พิทักษ์แผ่นดิน เป็นสิ่งที่ข้าพึงกระทำ ตราบใดที่ฝ่าบาทไม่ประหารข้า ข้าย่อมอุทิศทุกสิ่งให้แผ่นดินต้าเยี่ยน หากวันหนึ่งข้าผิดคำสัตย์สาบาน นำหายนะมาสู่ราษฎร ขอให้ท่านจงชักกระบี่ขึ้นสะบั้นคอข้าให้ขาด ข้าจะไม่มีวันโกรธแค้นเป็นอันขาด และไม่ใช่เพียงข้า แม้แต่บุตรหลานของข้าจากรุ่นสู่รุ่นก็เช่นเดียวกัน”
“ท่านพูดเกินไปแล้ว ข้าไม่ใช่คนใช้กระบี่เสียหน่อย” ซ่งโหยวยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ “ว่าแต่เรื่องแต่งตั้งองค์รัชทายาท ฝ่าบาททรงมีพระราชดำริอย่างไรหรือ”
“เรื่องนั้น…”
แม่ทัพเฉินขมวดคิ้ว ดูอึดอัดไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงได้แต่กล่าวว่า “ฝ่าบาทยังไม่ได้ตัดสินพระทัย”
“อย่างนั้นหรือ…”
ซ่งโหยวหรี่ตาลงเล็กน้อย
เห็นทีคำเตือนที่เขากล่าวกับฮ่องเต้ในวันนั้น จะยังไม่เป็นผล พระองค์ยังคงไม่อาจตัดสินพระทัย บางทีเรื่องนี้คงหนักหนานัก หรืออาจทรงมีแผนการอื่นอยู่แล้ว
ซ่งโหยวส่ายศีรษะเบาๆ ไม่รู้ว่าเป็นลาภหรือเป็นลางกันแน่
ไม่นานนักแม่ทัพเฉินก็จากไป เห็นว่ามีกำหนดออกเดินทางวันนี้
เมืองปราการทางตอนเหนือทั้งห้า บัดนี้เขาคืนอำนาจให้ราชสำนักไปสามแห่ง ตนเหลือเพียงสองแห่งคือที่เมืองหย่วนจื่อและเมืองซั่วเฟิง เพื่อแลกกับบรรดาศักดิ์อู่อันโหว ซ้ำแล้วฝ่าบาทยังมีรับสั่งให้เขากลับขึ้นเหนือ บุกเข้าไปยังเขตแดนของศัตรูเพื่อรวบรวมผืนดินส่วนใหญ่ของแดนนั้นไว้ภายใต้นามของอาณาจักรต้าเยี่ยน ทำให้บัดนี้ต้าเยี่ยนรุ่งเรืองถึงจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ในที่สุด
ซ่งโหยวก็หันกลับไปจัดสัมภาระ
ตอนที่เพิ่งกลับถึงฉางจิงได้ไม่นาน ซ่งโหยวและแม่นางสามสีไปเอาภาพวาดทั้งสองคืนมาจากศาลเทพารักษ์ และแขวนไว้ที่ชั้นบนนานถึงสามเดือน เมื่อเตรียมสัมภาระเสร็จแล้ว เขาก็นำภาพทั้งสองไปไว้ที่ศาลดั่งเดิม พร้อมปิดผนึกบันทึกการเดินทางเล่มหนาที่บรรจงเขียนมาตลอดหลายปี ฝากไว้กับท่านเทพารักษ์ และนัดหมายว่าครั้งหน้ากลับมาเมื่อไรจะมารับคืน เพื่อไม่ให้เจ้าม้าต้องแบกของหนัก
ไม่รู้ว่าครั้งหน้าที่กลับมาเยือนฉางจิง ราชบัลลังก์จะตกอยู่ในมือองค์ชายใด ไม่รู้เมืองฉางจิงจะสงบสุขหรือปั่นป่วน ไม่ว่าผู้ใดล้วนไม่อาจคาดเดาอนาคตได้ ตอนนี้ดูท่าตำแหน่งเทพารักษ์แห่งฉางจิงจะมั่นคงเสียยิ่งกว่าตำแหน่งใด
ฝากไว้ที่ท่าน ย่อมดีต่อทั้งสองฝ่าย
ราตรีเคลื่อนคล้อย แสงโคมบนถนนส่องแสงพร่างพราว ดุจเป็นธารแสงไฟ คล้ายค่ำคืนวันไหว้พระจันทร์เมื่อครานั้น
ซ่งโหยวมากับแม่นางสามสี นางถือโคมม้า ส่วนเขาถือโคมที่ผีน้อยจากผิงโจวมอบให้ แสงโคมส่องไสวอยู่เคียงข้างกัน ไม่นานก็กลืนไปกับบรรยากาศรอบข้าง
รุ่งเช้าวันที่สิบหก เดือนหนึ่ง รัชศกหมิงเต๋อปีที่แปด
ท้องถนนฉางจิงชุ่มไปด้วยน้ำค้าง
ป้ายผ้าหน้าเรือนเล็กถูกปลดลงและเก็บเข้าด้านในเรียบร้อย หน้าบ้านมีม้าแดงยืนอยู่หนึ่งตัว แบกสัมภาระไว้เต็มหลัง พร้อมกับมีแมวสามสียืนเคียงข้าง เทียบกับม้าแล้ว นางช่างดูตัวเล็กจ้อยยิ่งนัก บัดนี้นางเอาแต่คอยแหงนหน้ามองบ้านอย่างครุ่นคิด
ส่วนนักพรตก็กำลังลงกลอนประตูบ้านให้แน่นหนา
ลงกลอนประตูเรียบร้อยแล้ว เขาก็แหงนหน้าขึ้นเดินถอยหลังไปสองก้าว พร้อมกับเหลือบมองขึ้นไปยังชั้นสองของบ้านข้างๆ ตามความเคยชิน คล้ายกับว่ายามนี้หน้าต่างบานนั้นควรถูกเปิดออก เผยให้ร่างของคนผู้หนึ่งที่มักจะยิ้มให้เขาเสมอ
ทว่ามันเป็นเช่นนั้นไม่ได้แล้ว
บางทีครั้งหน้าที่กลับมาฉางจิงอาจเป็นครั้งสุดท้ายของเขาแล้ว เกรงว่าจะไม่ได้เห็นภาพเช่นนั้นอีก
“ไปเถิด”
นักพรตเก็บกุญแจใส่ถุงแล้วก้าวเดินออกไป
อาจเพราะเหน็ดเหนื่อยมาจากงานโคมไฟเมื่อคืน ประกอบกับธรรมเนียมของฉางจิงที่ร้านรวงมักจะปิดทำการในวันถัดจากเทศกาลโคมไฟ ทำให้ทั่วทั้งเมืองฉางจิงแทบไม่มีร้านใดเปิด แม้แต่พ่อค้าแม่ค้าข้างถนนก็มีเพียงหยิบมือ ถนนต้นหลิวทั้งสายสงบเงียบผิดจากปกติ มีเพียงเสียงกีบม้าดังก้องอยู่ในความเงียบ ค่อยๆ ย่างกรายไปอย่างผ่อนคลาย ท่ามกลางละอองน้ำค้างยามเช้า
ดีว่ายังมีคนมาส่งซ่งโหยว
และจำนวนมากกว่าครั้งก่อนที่ออกจากฉางจิงและเมื่อคราวออกจากอี้ตู
ขณะนั้นฉางจิงเริ่มอบอวลไปด้วยกลิ่นอายต้นฤดูใบไม้ผลิ ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศอุ่นสบาย แม้สวมเสื้อผ้าบางเบาเดินกลางแดดก็ไม่ร้อน ดอกท้อผลิบานพร่างพราวตลอดสองข้างทาง
เส้นทางนี้คือทางที่เขาใช้เดินทางเข้าฉางจิงเป็นครั้งแรก และเป็นเส้นทางที่เคยจูงม้าแดงขึ้นเขาถึงสองครา เมื่อพ้นประตูเมืองออกมา ก็เห็นว่ายังพอมีร้านน้ำชาตอนเช้าตามหมู่บ้านและตลาดตลอดสองข้างทาง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่พิถีพิถันเท่าในเมืองนัก เขาซื้อหมั่นโถวติดตัวไว้เป็นเสบียง แล้วซื้อขนมน้ำตาลให้แม่นางสามสีกิน
เมื่อเดินพ้นเขตชุมชนเมืองนอกมา ร้านค้าและโรงสุราก็ค่อยๆ หายไป ซ่งโหยวนั่งพักตรงก้อนหินใหญ่บนเนินเตี้ยริมทาง พลิกอ่านตำรา ‘อวี่ตี้จี้เซิ่ง’ ท่ามกลางแสงแดด
ถนนสายนี้ทอดลงทิศใต้ ส่วนมากเป็นถนนในแคว้นอั๋งโจวที่เขาเคยเดินผ่านมาแล้วหลายร้อยลี้
คราวก่อนก็มาตอนต้นฤดูใบไม้ผลิ
ต่างที่ครั้งนั้นเป็นขาไป ส่วนครั้งนี้เป็นกลับ แม้เป็นเส้นทางเดียวกัน แต่สิ่งที่เห็นย่อมต่างออกไป
เดินต่ออีกไม่กี่ร้อยลี้ก็ถึงเฟิงโจวแล้ว
เพียงแต่จือจวิ้นนั้นตั้งอยู่ใต้สุดของเฟิงโจว
แผนที่ในหนังสือเล่มนี้ถูกวาดขึ้นอย่างคร่าวๆ ซ่งโหยวพิจารณาแล้ว เห็นว่ามาตราส่วนในหนังสือนี้ไม่น่าเชื่อถือสักเท่าไร จึงไม่อาจคำนวณระยะทางที่แม่นยำได้
เขาพลิกอ่านไปครุ่นคิดไป
แม่นางสามสียังคงนั่งเคียงข้างเขา นางถือก้านไม้ไผ่ชโลมด้วยน้ำตาลเหนียวหนืดสีแดง กวัดแกว่งไปมาให้น้ำตาลพันตัวไม้เล่น แลบลิ้นเลียพลางหลับตาพริ้ม สำราญใจเสียจนไม่สนใจท่าทีครุ่นคิดของนักพรตเลยแม้แต่น้อย
ทว่ากินไปครู่หนึ่ง นางก็หันขวับไปมองเส้นทางที่เดินมา
รถม้าและผู้คนไม่น้อยล้วนสัญจรไปตามถนนดินเหลืองที่ทอดตัวยาวเบื้องล่าง
แม่นางสามสีสูดจมูก แล้วย้ายไม้ไผ่ในมือซ้ายไปรวมกับแท่งที่อยู่ในมือขวา สายตายังคงจ้องไปด้านหน้า ส่วนมือข้างที่ว่างนั้นก็ยื่นไปจับชายเสื้อของนักพรตไว้
“มีอะไรหรือ”
ซ่งโหยวเอี้ยวศีรษะถาม
ซ่งโหยวหันมองตามนางไป
ผู้คนส่วนมากล้วนมุ่งหน้าเข้าฉางจิง มีเพียงรถม้าคันหนึ่งวิ่งสวนออกมา คนขับก็คือลูกจ้างปีศาจกบตนนั้นนั่นเอง
รถม้ายังไม่ทันมาถึง ผ้าม่านก็ถูกเลิกขึ้น เป็นสาวใช้ที่ชะโงกหน้าออกมามองก่อน
“หยุด…”
รถม้าหยุดลงบนเส้นทางด้านล่าง
สาวใช้ลงมาก่อน จากนั้นจึงเลิกม่านให้ผู้เป็นนายเดินลงจากรถ
ซ่งโหยวยืนรออยู่ริมทางแล้ว
“ครานั้นท่านถึงบอกว่าหากถึงฤกษ์งามยามดีจะออกจากฉางจิงพร้อมกัน แล้วร่วมทางกันไปสัก ไฉนเลยถึงจากไปเงียบๆ เช่นนี้เล่า” แม่นางหว่านเจียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเสียจนแทบฟังไม่ออกว่ากำลังขุ่นเคืองหรือไม่
“ท่านนี่ช่างไม่เห็นแก่ไมตรีเอาเสียเลย” สาวใช้เสริมขึ้น
ซ่งโหยวรู้ดีว่านิสัยของทั้งสองเป็นเช่นไร
ดูเหมือนมีเพียงสาวใช้ที่ผิดแผกไป แต่แท้จริงทั้งคู่ล้วนมีท่าทีผิดแผกไปจากเดิม เพียงแต่คนหนึ่งผิดแผกชัดเจน หรืออาจเป็นเพราะคนหนึ่งสงวนท่าทีเก่ง ส่วนอีกคนนั้นไม่เลย ซ้ำแล้วยังชอบแบ่งแยกบทบาทกัน ซ่งโหยวจึงไม่ตอบรับคำประชดประชันนั้น เพียงยิงคำถามออกไปเลย
“แม่นางทั้งสองรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะออกเดินทางวันนี้”
“ท่านว่าหลังฤดูใบไม้ผลิมาเยือนจะไปจากฉางจิง บัดนี้อากาศอบอุ่น เหมาะแก่การเดินทางยิ่งนัก ขุนนางปัญญาชนล้วนออกไปเชยชมธรรมชาติ ข้าจึงคาดว่าท่านคงออกเดินทางช่วงนี้” แม่นางหว่านเจียงยิ้มบางๆ “เมื่อคืนมีงานเทศกาลโคมไฟฉลองความรุ่งโรจน์แห่งยุคทอง งดงามที่สุดในรอบหลายปี คาดว่าท่านย่อมอยู่ชมจนจบก่อนออกเดินทาง”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” สาวใช้ยิ้มร่า “พวกข้าส่งองค์หญิงเรียบร้อยแล้วแล้วก็ตั้งใจจะอยู่ฉลองปีใหม่ ผ่านปีใหม่ไปก็คิดจะรอให้ถึงวันฟ้าเปิดเสียก่อน แต่พอรอแล้วก็พบว่าอีกไม่กี่วันจะมีเทศกาลโคมไฟ พอวันงานมาถึงย่อมอยากชมจนจบ โชคดีที่หลังจากนั้นไม่มีธุระอันใด มิเช่นนั้นคงต้องคลาดกันเป็นแน่”
“เช่นนั้นเองหรือ”
ซ่งโหยวพยักหน้า
แม่นางสามสียังคงยืนเล่นขนมน้ำตาลพลางจ้องมองแม่นางทั้งสองตาไม่กะพริบอยู่ข้างนักพรต
“ท่านจะลงใต้ พวกข้าก็เช่นกัน ท่านจะไปเฟิงโจว พวกข้าจะไปหยางโจวล้วนต้องผ่านเฟิงโจวทั้งนั้น ไม่ทราบว่าจะร่วมทางไปกับท่านได้หรือไม่” หว่านเจียงกล่าว “ร่วมทางไปพร้อมสหาย สุราดี และเพลงพิณ”
“อีกทั้งพวกข้าเองก็ตั้งใจจะเอาอย่างท่าน ฝากดวงใจไว้กับภูเขาแม่น้ำ ท่องโลกหล้าเสาะแสวงสิ่งวิจิตร ดื่มด่ำภูมิทัศน์ จึงอยากเรียนรู้ว่ายามออกพเนจร ท่านใช้ชีวิตเยี่ยงไรบ้าง” สาวใช้ว่าอย่างอารมณ์ดี
ซ่งโหยวเพียงหัวเราะเบาๆ
“แม่นางทั้งสอง…” เขาหันไปมองพวกนางทั้งรอยยิ้ม “ข้าจะไปที่จือจวิ้นทางตอนใต้ของเฟิงโจว ไปเยือนเมืองผีแห่งเขาเยี่ยซาน พวกท่านคงไม่ได้จะไปด้วยกระมัง”