ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 362 ร่วมทางไปเยือนเฟิงโจว
“เดิมทีหากจะไปหยางโจวด้วยเส้นทางนี้ ก็ต้องผ่านเฟิงโจวอยู่แล้ว” แม่นางหว่านเจียงเอ่ยด้วยท่าทีสงบนิ่งและจริงใจ “ได้ยินว่าช่วงนี้ราชครูฉวยจังหวะช่วงกำลังเรืองอำนาจ สร้างเมืองผีขึ้นบนเขาเยี่ยซาน เกรงว่านั่นจะเป็นเค้าลางของเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างโลกคนเป็นและคนตายในอนาคต นอกจากวิมานสวรรค์แล้ว ยังจะมีแดนนรกเพิ่มขึ้นมาอีก นับว่ายิ่งใหญ่มากเลยทีเดียว ไม่ขอปิดบัง แท้จริงแล้วข้าเองก็อยากไปชมด้วยตาตนเองอยู่เหมือนกัน”
“ท่านนักพรตดูระแวงพวกเรายิ่งนัก” สาวใช้เอ่ยเสียงเศร้า “ข้าก็นึกว่ากินข้าวร่วมโต๊ะกันมาตั้งหลายมื้อ จะถือว่าเป็นสหายกันแล้วเสียอีก”
“บางทีที่นั่นอาจมีสหายเก่าของพวกเราด้วย” แม่นางหว่านเจียงกล่าวเสริม
“แต่เหตุผลสำคัญที่พวกข้าต้องไปเฟิงโจวอีกประการก็คือ องค์หญิงถูกเนรเทศให้ไปใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนเหยาโจว ครานั้นนางด่วนจากฉางจิงไป ผู้คนมากมายต่างไปมุงดู พวกข้าจึงไม่มีโอกาสไปส่ง คราวนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ไปเยี่ยมเยียนนางและกล่าวคำอำลา เป็นการตอบแทนบุญคุณอย่างหนึ่ง” สาวใช้เอ่ยเสียงจริงจังตามนายหญิง “ตามที่นายหญิงว่าไว้ ทำการสิ่งใดควรทำโดยคำนึงถึงต้นสายปลายเหตุ เช่นเดียวกับเมื่อครานั้นที่คืนภาพวาดบนเขาฉางซานให้พวกท่านนั่นเอง”
“หากท่านนักพรตไม่ประสงค์ให้ปีศาจเช่นพวกข้าตามไปสอดส่องที่เมืองผี พวกข้าก็จะอ้อมไปอีกทาง” แม่นางหว่านเจียงกล่าวอีก “ได้ยินว่าทางนั้นมีด่านเฝ้าระวังเข้มงวด ราชครูย่อมเตรียมการไว้แล้ว ใช่ว่าพวกข้าจะผ่านเข้าไปได้”
“ใช่แล้ว ต่อให้ไม่มีท่านนักพรต พอไปถึงที่นั่นพวกข้าก็อาจจะเข้าไปเหยียบเขาเยี่ยซานไม่ได้ คงได้แต่สนทนากับสหายเก่าอยู่ที่จือจวิ้น”
“…”
เป็นกลวิธีการโน้มน้าวที่แยบยลนัก
ผู้อื่นพูดแทรกพวกนางไม่ได้เลยสักคำ
ซ่งโหยวฟังแล้วก็จ้องพวกนางด้วยสายตาอันนิ่งเฉย พอทั้งสองกล่าวจบ จึงเอ่ยถามขึ้นบ้าง “สหายเก่าที่พวกท่านว่าคือ…”
“ข้าบอกท่านไปแล้วมิใช่หรือ จอมมารจากเย่ว์โจวกำลังอพยพลงใต้ หาทางเอาตัวรอดในยุคที่วิถีสวรรค์ผันแปรเช่นนี้” สาวใช้ตอบ
“อย่าเสียมารยาท” แม่นางหว่านเจียงหันไปปราม ค้อมกายให้ซ่งโหยวทีหนึ่งแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แท้จริงแล้วพวกข้าก็ยังไม่แน่ใจ เพียงแต่คำนึงถึงเรื่องเผ่าจระเข้อพยพลงใต้ บัดนี้ราชครูอาศัยยามที่อำนาจกำลังล้นมือและจังหวะที่วิถีสวรรค์กำลังเปลี่ยนแปลง สร้างเมืองผีขึ้นที่เฟิงโจว ซึ่งนี่อาจจะเป็นจุดกำเนิดของยมโลก หากข้าเป็นจอมมารเผ่าจระเข้ ย่อมไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ไป พวกข้าจึงคาดเดาและคิดจะไปเยี่ยมชมดู เผื่อว่าอาจพบสหายเก่าเมื่อหลายปีก่อน”
ซ่งโหยวพยักหน้า ใคร่ครวญอยู่ในใจ
“ท่านนักพรตคิดเช่นไร”
“ร่วมทางกันได้หรือไม่”
“หากไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร พวกข้าจะล่องเรือไปตามแม่น้ำอวี้ฉวี่และแม่น้ำอิ่นเจียงไปทางใต้ แวะไปเยี่ยมองค์หญิงแล้วจึงมุ่งสู่หยางโจว” แม่นางหว่านเจียงเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ท่านไม่ต้องเกรงใจหรอก”
“แม่นางเข้าใจผิดแล้ว ข้าแค่ถามเอง” ซ่งโหยวยิ้ม “บัดนี้เป็นคราวฤกษ์งามยามดี เส้นทางก็ตรงกัน อีกทั้งยังบังเอิญพบกันเช่นนี้ ได้ร่วมทางกันย่อมถือเป็นเรื่องดี เพียงแต่พวกข้ามักออกพเนจรตามใจชอบ เส้นทางไม่แน่นอน อีกทั้งยังมักจะพักแรมกลางแจ้งอยู่เสมอ ไม่รู้ว่าสองแม่นางจะรับได้หรือไม่”
“ท่านก็เข้าใจพวกข้าผิดไป หว่านเจียงหาได้คิดเล็กคิดน้อย คราอยู่ในฉางจิงก็แค่สวมบทบาทเท่านั้น”
“อย่าลืมสิ พวกข้าเป็นพวกจิ้งจอก แต่เดิมก็อาศัยในป่า อาศัยผืนดินเป็นฟูกนอน ท้องนภาเป็นผ้าห่ม แค่เอนกายนอนใต้ร่มเงากันฝนก็หลับสบายแล้ว”
“เช่นนั้นก็ดี”
ซ่งโหยวเองไม่รู้ว่าพวกนางคิดสิ่งใด ทว่าสิ่งที่อยู่ในสายตาตน ย่อมดีกว่าสิ่งที่มองไม่เห็น
“พวกท่านจะพักก่อนไหม”
“นั่งในรถม้าก็ถือว่าได้พักแล้ว”
“ท่านไม่ต้องสนใจพวกข้า เดินไปตามทางของท่านเถิด พวกข้าจะคอยตามหลัง หาได้คิดจะรบกวนกัน เพียงหวังให้ต่างฝ่ายต่างเดินทางอย่างสบายใจ”
“เช่นนั้นก็ดีเลย”
ซ่งโหยวจึงเริ่มออกเดินทาง
โดยมีเด็กน้อยและม้าเดินตามหลัง
ทั้งหมู่คณะเดินกันไม่เร็วไม่ช้า รถม้าของแม่นางหว่านเจียงแล่นตามมาด้วยความเร็วเท่ากับเดินเท้า ตัวรถโยกคลอนไปมา ล้อไม้กระทบแกนจนเกิดเสียงตลอดเวลา นางนั่งอยู่หลังผ้าม่าน ย่อมมองไม่เห็นอิริยาบถ มีเพียงสาวใช้ที่นั่งข้างสารถี คอยส่งเสียงพูดคุยยิ้มแย้มกับพวกเขา
“แม่นางสามสีอยากขึ้นรถม้าไหม”
“อยากขึ้นอีกหรือไม่”
“แม่นางสามสีเดินเองได้!”
“เดินเองจะเหนื่อยเอาน้า…”
“พวกข้าก็มีม้า!”
เด็กหญิงน้อยคอยติดตามนักพรตไป เอาแต่ขยำก้อนน้ำตาลในมือเล่นพร้อมกับหันมามองพวกนางอย่างระแวดระวัง
นางเรียนรู้ท่าทีเช่นนี้มาจากนักพรต
จิตใจเด็กน้อยย่อมแบ่งความดีความชั่วชัดเจน หากรู้ว่านักพรตไม่ชอบผู้ใด นางก็จะเอาแต่เดินตามหลังนักพรต ซึ่งแม้เขาจะสงวนท่าทีไว้อย่างไร แต่นางก็จะเผยท่าทีนั้นออกมาอย่างเปิดเผย
“เหตุใดท่านนักพรตต้องระแวงพวกข้าด้วยเล่า”
สาวใช้นั่งอยู่บนแผ่นไม้หน้าตัวรถ ร่างของนางโยกไปตามแรงสะเทือนจากถนนที่ขรุขระ เสมือนตัวเบาหวิวยิ่งนัก แต่ถึงกระนั้นเจ้าตัวกลับไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย นางเอาแต่แกว่งขาไปมาแล้วหันมายิ้มให้นักพรต
“ท่านคงไม่ได้ระแวงเพราะพวกข้าบอกท่านไว้ล่วงหน้าหรอกกระมัง หากพวกข้าไม่เอ่ยว่าจะเดินทางลงใต้หลังปีใหม่ ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องระวังเรา”
“มีเหตุผล”
ซ่งโหยวตอบพลางก้าวเดินต่อไป
แม้ผู้พูดจะเป็นเพียงสาวใช้ แต่เขากลับถือว่าตนกำลังสนทนาอยู่กับร่างจริง
“ท่านเป็นเช่นนี้ดูไม่สบายใจเอาเสียเลย เหตุใดถึงปฏิบัติต่อพวกข้าไม่เหมือนตอนอยู่ที่ฉางจิงเลยเล่า” รถม้าสะเทือนรุนแรงเสียจนร่างของสาวใช้ลอยขึ้น “นายหญิงของข้าอยากผูกมิตรกับท่านจริงๆ ไม่คิดอำพรางเลยสักนิด มิเช่นนั้นนางจะเด็ดกิ่งเหมยแรกแย้มบานมาให้ท่านหรือ”
“แท้จริงแล้วแม่นางทั้งสองก็เป็นคนเด็ดกิ่งเหมยมาให้ข้านี่เอง…”
“ใช่แล้ว” สาวใช้เอ่ย “ก่อนปีใหม่พวกข้าไปเยี่ยมท่านอีกครั้ง ท่านไม่ถามอะไรเลยสักคำ พวกข้าก็นึกว่าท่านรู้แล้วเสียอีก ที่แท้ยังมิรู้นี่เอง”
“แม่นางทั้งสองชำนาญการซ่อนตัวถึงเพียงนั้น ข้าจะล่วงรู้ได้อย่างไร”
“ท่านพูดเล่นแล้ว ตั้งแต่พวกข้าสำเร็จวิชาเร้นกาย ก็มีเพียงท่านเท่านั้นที่มองทะลุได้ตั้งแต่ครั้งแรกเห็น”
“ข้านึกว่าเป็นปัญญาชนสักคนในฉางจิง” ซ่งโหยวตอบตามตรง
“ท่านเอานายหญิงของข้าไปปะปนกับเหล่าบุรุษไว้หนวดเคราในฉางจิงได้อย่างไร” สาวใช้ทำทีเจ็บใจ ก่อนยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ “แต่ก็ดีแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ใช่สตรี”
“…”
ซ่งโหยวถึงกับพูดไม่ออก “ที่คุยกับข้าอยู่ตอนนี้ เป็นหางหรือร่างจริงของแม่นางกันแน่”
“จะแตกต่างอันใดหรือ”
“…”
แม่นางสามสีกินน้ำตาลจนหมด ไม้ไผ่ถูกเลียจนสะอาด ไม่เหลือรสหวานเลยสักนิด ระหว่างเดินก็ก้มมองไม้อยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ตัดใจได้ นางยืดแขนขึ้นสูงแล้วโยนไม้ทิ้งไปยังพุ่มหญ้าข้างทาง จากนั้นก็ก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แปลงร่างกลับเป็นแมว แล้วกระโจนปราดไปข้างหน้า แต่วิ่งไปได้ครู่หนึ่งก็หยุดรอพวกเขา
นางกวาดสายตามองผ่านสารถีอยู่เนืองๆ
“ท่านนักพรตอยากฟังพิณหรือไม่”
“ตามอัธยาศัยเถิด”
“ท่านนักพรตอยากดื่มหรือไม่”
“ข้ามิได้ชอบดื่ม ยามเดินทางยิ่งไม่ดื่ม”
“แล้วแม่นางสามสีเล่า”
“อื้ม! แม่นางสามสีก็ไม่ดื่ม!”
“ถ้าเป็นเหล้าข้าวหมักล่ะ”
“เหล้าข้าวหมัก!”
นกนางแอ่นบินเฉียดเหนือศีรษะไปเกาะบนต้นไม้ด้านหน้า เริ่มสางขนอย่างเกียจคร้านพลางจ้องมองกลุ่มคนเบื้องล่าง
จนเมื่อพวกเขาเดินผ่านหน้าไป เจ้านกก็ยังไม่รีบร้อน เพียงเฝ้ามองพวกเขาเดินลับสายตาไป แล้วจึงกางปีกบินตามไปอีกที
ทันใดนั้นก็มีเสียงพิณแว่วมาจากในรถม้า
เพียงแต่คราวก่อนฟ้ามัวหม่นด้วยหมอกฝน ครานี้ท้องฟ้าแจ่มใส หนทางปลอดโปร่ง เสียงพิณคลอตามหลังมา กลายเป็นความสบายใจอย่างหนึ่ง
ไม่ทันไร เวลาก็ผ่านเลยไปถึงยามบ่ายแล้ว
“คุณชาย”
นางแอ่นบินมาเกาะกิ่งไม้ตรงหน้า “ข้างหน้าเป็นเขตอำเภอตงเหอแล้ว”
คราวนี้เดินทางเร็วกว่าคราวก่อนมาก
เพราะว่าถนนหนทางแห้งเหือด
“ไม่รู้ว่าอารามชิงเซียวอยู่ส่วนใดของอำเภอตงเหอ”
“อารามชิงเซียวถือว่าโด่งดังในอำเภอตงเหอนักขอรับ” นกนางแอ่นคุ้นชื่ออารามนี้ตั้งแต่อยู่ฉางจิง เขาเว้นไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ห่างออกไปราวห้าถึงหกลี้มีร้านน้ำชา หากคุณชายอยากไปเยือนอารามชิงเซียวล่ะก็ ข้าจะแปลงร่างไปถามให้”
“รบกวนเจ้าแล้ว”
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
นางแอ่นสยายปีกบินจากปลายกิ่งสู่ฟากฟ้า
โผบินแล่นไปตามสายลมดุจก้อนหินกระทบผิวน้ำ เพียงพริบตาเดียวก็บินห่างออกไปหนึ่งลี้แล้ว
ซ่งโหยวหันกลับไปมองรถม้า เห็นว่าสาวใช้กำลังเอียงศีรษะยิ้มให้เขา
“ข้าก็จะไปอารามชิงเซียวเช่นกัน”
“เช่นนั้นพวกข้าคงได้กินอาหารในอารามกับท่านแล้ว”
“หากไม่ขัดใจแม่นางทั้งสองก็ดี”
“ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าให้ท่านทำตัวตามสบาย หากพวกข้าไม่อยากพักในอาราม ก็ไปหาแหล่งอื่นได้ หากท่านเดินทางช้ากว่า พวกข้าย่อมไปรอท่าน แต่หากท่านถึงเร็วกว่าแล้วพวกข้าอยากหยุดชมทิวทัศน์ ก็จะตามท่านไปทีหลัง เช่นนี้ถึงจะเรียกว่าอิสระ” สาวใช้หัวเราะ
เสียงพิณดังแทรกขึ้นมาจากในตัวรถ
เสมือนว่าเห็นพ้องต้องกัน ทว่าพอสิ้นเสียงนั้น ทำนองที่แว่วตามมาก็เปลี่ยนไปอีก
“เช่นนั้นก็ดี”
ซ่งโหยวได้ฟังแล้วก็รู้สึกคลายใจไปมาก ไม่ใส่ใจการตามติดของพวกนางอีก
เดินเรื่อยไปตามถนนหลวงจนมาถึงร้านขายชา เห็นหนุ่มชุดดำขาวที่แต่ก่อนจะทำอะไรมักลังเลอยู่เป็นประจำมาถึงก่อนหน้าแล้ว ซ้ำยังถามไถ่เส้นทางให้เรียบร้อย ครั้นหันมาสบตากันก็รีบเดินเข้ามาแจ้ง
“อารามชิงเซียวอยู่ไม่ไกลแล้ว ตั้งอยู่ทางตะวันตกของตัวอำเภอ ข้าจะไปดูลู่ทาง ต้องไปถึงที่นั่นก่อนฟ้ามืดแน่นอน”
“ดี”
เด็กหนุ่มวิ่งออกไป พอถึงที่ลับตาคนก็กลายร่างเป็นนกนางแอ่นทะยานขึ้นฟ้า
“ท่านนักพรตรู้หรือไม่ แท้จริงตอนที่ปีศาจเพิ่งแปลงร่างได้จะรู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งนัก หาได้เหมือนมนุษย์หรือสัตว์ทั่วไป เช่นนกนางแอ่นตนนี้ แม้จะมีฝูงแต่ก็โดดเดี่ยว เขาได้พบท่านถือว่าโชคดีนัก หากพวกข้าได้พบผู้บำเพ็ญพรตเช่นท่านตั้งแต่ครั้นวัยเยาว์ เส้นทางการเติบโตคงงดงามยิ่งกว่านี้มากโข”
“…”
ซ่งโหยวเหลียวมองนาง “ตอนนี้เสียงของท่านคล้ายเสียงของร่างจริงมากขึ้นกว่าเดิมอีก”
“ท่านนี่สนใจอะไรแปลกๆ”
“ชมเกินไปแล้ว”
เขาก้าวเดินต่อ
แมวน้อยยังคงเดินข้างเขา ทว่าท่าทางของนางกลับแปลกไป ราวกับว่าขาทั้งสี่ข้างไม่คุ้นเคยกับร่างใหม่ ยกขาขึ้นตัวก็ลอยสูงเกินไปจนเดินกะเผลกไปมาเหมือนแมวธรรมดาที่เพิ่งสวมรองเท้า เดินไปสองสามก้าวก็เอนไปข้างทาง ต้องตั้งหลักใหม่กว่าจะเดินได้ตรง
……………