ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 363 เยี่ยมเยียนเทพเจ้าที่อารามชิงเซียว
“นักพรต แม่นางสามสีรู้สึกเหมือนโดนวางยาพิษเลย”
“เหล้าข้าวหมักน่ะ ถ้าดื่มเยอะเกินไปก็เป็นพิษนะ”
“หา แล้วทำไมครั้งก่อนเจ้าไม่บอกข้าเล่า”
“แม่นางสามสีไปนอนเถิด”
ซ่งโหยวก้มลงคว้าร่างนางขึ้นมาอย่างง่ายดาย ฝ่ายแม่นางสามสีก็ว่าง่าย ปล่อยแขนขาให้ห้อยลงตามธรรมชาติ ยกหางขึ้นปกปิดส่วนสำคัญอย่างเรียบร้อย ยอมให้นักพรตอุ้มกลับไปอยู่ในถุงใส่ผ้า
เพียงโผล่ศีรษะกลมๆ ออกมามองไปรอบๆ อย่างซุกซน
นกนางแอ่นบอกว่าอารามชิงเซียวอยู่ไม่ไกลนัก ครั้นถึงยามโพล้เพล้ ขบวนของพวกเขาก็เดินทางมาถึงแล้ว
ด้านหน้าปรากฏเนินเขาทรงกลมลูกหนึ่ง รอบเนินเป็นผืนนาข้าว ครานี้ไม่ได้หว่านเมล็ด หากแต่มีน้ำขังเต็มแปลง ผืนน้ำเรียงรายสะท้อนแสงอาทิตย์ยามอัสดง เงาเมฆแดงปลั่งสะท้อนทาบไปทั่ว งดงามดังภาพวาดชนบทที่สวรรค์บรรจงวาด
“งามเหลือเกิน…”
เสียงอุทานของสาวใช้ดังขึ้นจากเบื้องหลัง
ครั้นเห็นซ่งโหยวหันมามอง นางก็ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “ก่อนมาที่ฉางจิง พวกข้าก็เคยเห็นทิวทัศน์งดงามเช่นนี้ แม้ต่างออกไป แต่ก็สวยงามไม่แพ้กัน เสียดายพอมาถึงฉางจิงกลับเหมือนถูกขังอยู่ในนั้น ไม่ได้เห็นทุ่งกว้างเช่นนี้มานานแล้ว”
“บัดนี้ทั้งท่านทั้งสองเป็นอิสระแล้ว”
“หวังว่าจะได้เป็นอิสระเนิ่นนาน”
สาวใช้ยิ้มสดใส นั่งแกว่งเท้าเบาๆ อยู่บนรถม้าต่อไป
ซ่งโหยวละสายตาแล้วเดินหน้าต่อ
ถนนสายหนึ่งพาดผ่านท้องนา มุ่งสู่เนินเขา ม้าและรถม้าเดินตามทางนั้นไป ผืนน้ำข้างทางสะท้อนภาพท้องฟ้าและเมฆยามพลบค่ำ ราวกับกำลังเดินอยู่บนฟ้าก็ปานนั้น
รถม้าต้องหยุดอยู่ที่ตีนเขา นายหญิงและสาวใช้ลงมาเดินตามซ่งโหยวขึ้นไป
ทั้งสองฝั่งมีกลอนคู่ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามอารามเต๋า
‘สายพิรุณจากฟากฟ้า ทุกหยาดล้วนรดสู่ยอดหญ้า
วิถีแห่งเต๋ากว้างใหญ่ไพศาล ย่อมชี้ทางให้แก่ผู้ศรัทธา’
ซ่งโหยวยืนพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง
ตลอดหกปีเศษที่ลงเขามา เขาเคยแวะอารามเต๋าน้อยใหญ่จำนวนมาก ย่อมเคยเห็นกลอนคู่เนื้อหาทำนองนี้คู่อยู่หลายครั้ง เพียงแต่ตัวอักษรและระยะเวลาที่มันถูกสลักลงบนหน้าประตูของแต่ละแห่งล้วนแตกต่างกันไป ย่อมมีกลิ่นอายไม่เหมือนกัน
ประตูเปิดอ้าไว้ คล้ายยังต้อนรับผู้มาเยือน
ซ่งโหยวสะพายย่ามก้าวเข้าไป
ในอารามไม่กว้างนัก พอเข้าไปก็พบนักพรตอายุน้อยผู้หนึ่ง ครั้นคนผู้นั้นเห็นซ่งโหยวและแม่นางทั้งสองผู้งดงามประหนึ่งเทพอัปสรด้านหลัง ก็ถึงกับตะลึงไปชั่วครู่
“ท่านนักพรต…”
“ข้านามซ่งโหยว มาจากอี้โจว เคยมีวาสนาได้พบนักพรตมู่อวิ๋นจื่อแห่งอารามชิงเซียว บัดนี้เดินทางผ่านมาพอดี จึงตั้งใจมาเยี่ยมคารวะ”
เจ้าแมวในย่ามโผล่หัวออกมาจ้องนักพรตตาแป๋ว
“ท่านรู้จักอาจารย์ข้าหรือ”
“เมื่อสองสามเดือนก่อน ที่หมู่บ้านดอกท้อนอกเมืองฉางจิง ศิษย์น้อยของข้าได้รับคำเชิญจากทางการให้ไปปราบปีศาจ จึงได้พบกับอาจารย์ท่าน” ซ่งโหยวยิ้มบาง “ชื่อเสียงของนักพรตมู่อวิ๋นจื่อเลื่องลือไปทั่ว ข้าเคยได้ยินมาจากที่อื่นเช่นกัน ว่าท่านเป็นผู้ทรงธรรม มีความเมตตากรุณา ซ้ำยังเชี่ยวชาญศาสตร์ศิลป์”
นักพรตหนุ่มได้ฟังก็อึ้งไปทันที
นกนางแอ่นตัวพลันหนึ่งโผลงมาเกาะอยู่บนชายกระเบื้องหลังซ่งโหยวไร้สุ้มเสียง
“เป็นท่านจริงๆ…”
นักพรตหนุ่มถึงค่อยแน่ใจ เขารีบตั้งสติแล้วโค้งคำนับอย่างเคารพ “ท่านเซียนโปรดรอสักครู่ ข้าจะรีบไปเชิญอาจารย์มาพบ”
“ไม่จำเป็นต้องมากพิธี ข้ามาที่นี่เพราะชื่นชมในชื่อเสียง ต้องการมาพบเพื่อสืบวาสนา และขอมาแวะกินอาหารพักแรมที่นี่สักคืน”
สาวใช้ด้านหลังกลับหัวเราะ
“ท่านนักพรตช่างมีเกียรติยิ่งนัก…”
“อย่าเสียมารยาท”
หญิงสาวผู้เป็นนายเอ่ยปรามเบาๆ
ซ่งโหยวแสร้งว่าไม่ได้ยิน เพียงกวาดสายตามองสำรวจอารามเงียบๆ
หน้าอารามมีลานขนาดใหญ่ อันเป็นที่ตั้งของวิหารบูชาบรรดาเทพตามธรรมเนียมเต๋า ที่ฝั่งซ้ายมีศาลแยกขนาดใหญ่ ไม่ด้อยไปจากวิหารหลักนัก เป็นศาลบูชาเทพสายฟ้า นำโดยโจวเหลยกง บ่งบอกว่าอารามแห่งนี้นับถือเทพสายฟ้าเป็นใหญ่ ส่วนฟากขวาก็มีศาลเล็กๆ สูงแค่ครึ่งตัวคน เป็นศาลบูชาเทพประจำถิ่น
ซ่งโหยวก้าวไปชมศาลเทพสายฟ้าทางซ้าย
หน้าประตูศาลก็มีกลอนคู่เช่นกัน
‘ใจคิดบิดเบี้ยว เผากำยานให้ล้นก็ไร้ผล
กายตั้งมั่นในธรรม แม้มิกราบไหว้ก็หามีโทษไม่’
ภายในมีรูปเทพสายฟ้าทั้งเก้าองค์ ทั้งที่เดิมควรมีสิบ นั่นคือรวมฟู่เหลยกงด้วย ทว่าบัดนี้ฟู่เหลยกงถูกประหารไปแล้ว จึงเหลือเพียงเก้าองค์ ตรงกลางคือรูปเคารพโจวเหลยกงร่างใหญ่อลังการ ประทับนั่งเหนือแท่นด้วยท่วงท่าองอาจ สายตาดุดัน เปี่ยมด้วยอิทธิฤทธิ์
เห็นได้ชัดว่าหลังได้เลื่อนตำแหน่งเป็นจ้าวอัสนี อารามเต๋าต่างๆ ก็ได้สร้างรูปเคารพใหม่ขึ้นบูชา
กลอนคู่นี้ก็คงเพิ่งเปลี่ยนใหม่เช่นกัน
ซ่งโหยวเงยหน้ามองรูปเคารพองค์เทพ
ในจังหวะนั้นเอง นักพรตมู่อวิ๋นจื่อก็นำศิษย์สองคนออกมาต้อนรับ
“ข้าไม่รู้ว่าท่านผู้สูงส่งมาเยือน จึงมิได้ออกมาต้อนรับแต่ไกล เสียมารยาทนัก”
“มิกล้า มิกล้า” ซ่งโหยวรีบละสายตา หันกลับมาคารวะตอบ มิกล้าละเลยแม้แต่น้อย “เป็นข้านี่เองที่บุ่มบ่าม ควรเป็นฝ่ายขออภัยท่าน”
“ท่านผู้สูงส่งมาเยือน ยิ่งทำให้อารามเล็กๆ แห่งนี้มีเกียรติขึ้นมาก”
“แน่นอนว่าสะดวก! เพียงแต่ห้องพักและอาหารในอารามของเราธรรมดายิ่ง หวังว่าท่านผู้สูงส่งจะไม่รังเกียจ!”
“ข้านามซ่งโหยว ยังไม่มีฉายาทางเต๋า ท่านอาวุโสกว่า ข้าเป็นผู้น้อย” ซ่งโหยวเอ่ย “วิถีแห่งเต๋าไม่มีพิธีรีตองมากนัก เรียกว่าสหายบำเพ็ญก็พอ”
“ข้านามมู่อวิ๋นจื่อ”
“ครานี้ข้าพาศิษย์น้อยติดตามมาด้วย พร้อมทั้งนกนางแอ่นของข้า” ซ่งโหยวเอื้อมมือไปแตะหัวเล็กๆ ที่โผล่พ้นถุงใส่ผ้าออกมา “และสหายอีกสองท่านด้านหลัง…คือ…”
เขาหันไปมองพวกนาง
“หว่านเจียง คารวะท่านนักพรตเจ้าค่ะ”
“ซานซาน ฝากตัวด้วยเจ้าค่ะ…”
“เชิญด้านใน เชิญด้านใน”
มู่อวิ๋นจื่อเชื้อเชิญกลุ่มคนเข้ามาในอาราม แล้วรีบสั่งให้ศิษย์ทั้งสองไปทำอาหาร ส่วนตัวเองอยู่เป็นเจ้าภาพต้อนรับ
เพียงแต่เมื่อเผชิญหน้ากับซ่งโหยว เขากลับไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดก่อน
ซ่งโหยวเป็นฝ่ายเปิดปากขึ้นก่อน
“เมื่อสี่ปีก่อน ข้าเดินทางจากจิ้งโจวไปยังอั๋งโจว จุดหมายคือไปเยือนฉางจิง ก็บังเอิญผ่านอำเภอตงเหอมาเช่นกัน ตอนนั้นเคยได้ยินว่าที่นี่มีอารามแห่งหนึ่งศักดิ์สิทธิ์นัก แต่ฝนตกหลายวันติดต่อกัน อีกทั้งข้ายังต้องรีบไปให้ทันนัดหมายกับสหายในเมืองหลวง บัดนี้ถึงนี้เพิ่งได้มาเยี่ยมเยียน”
“ท่านออกพเนจรใต้หล้าหรือ”
“ถูกต้อง”
“แล้วหลังจากนี้จะไปที่ใด”
“ลงใต้”
ทั้งสองสนทนากันอย่างผ่อนคลาย
แม่นางหว่านเจียงเพียงนั่งนิ่งๆ อยู่ข้างกาย ตั้งใจฟังอย่างสำรวม บางคราก็ยกยิ้มเบาบางให้คนทั้งสอง ดุจเป็นผู้ฟังที่มีแสนจะสุภาพ ทว่าสาวใช้ด้านหลังกลับเอาแต่ก้มลง จ้องตาเจ้าแมวสามสีที่โผล่หัวออกมาจากถุงใส่ผ้าของซ่งโหยว เอาแต่แลกเปลี่ยนสายตากันไปมา
เวลาล่วงสู่ยามโพล้เพล้ อารามจุดโคมสว่างไสว มื้ออาหารค่ำสุดเรียบง่ายก็พร้อมแล้ว ทั้งคณะล้วนได้เข้าพักผ่อนในห้องที่มู่อวิ๋นจื่อจัดไว้ให้
รุ่งเช้าวันถัดมา มีผู้คนทยอยขึ้นเขามากขึ้นเรื่อยๆ
หลังรับประทานอาหารเสร็จ ซ่งโหยวก็ไปยืนพลิกดูสมุดรายนามเทพตรงประตูอาราม
เทพบนสวรรค์มีมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ ทั้งตำแหน่งเล็กใหญ่ แม้แต่อารามที่ใหญ่ที่สุดในใต้หล้าก็ไม่อาจบูชาได้ครบทุกองค์ อารามแต่ละแห่งจึงเลือกบูชาตามความเชื่อและความจำเป็น บ้างตั้งแท่นบูชาไว้ข้างองค์เทพประธาน บ้างสร้างศาลแยกให้ ดังเช่นอารามชิงเซียวที่สร้างศาลให้เหล่าเทพสายฟ้า
เทพเหล่านั้นคือผู้คุ้มครองอารามโดยแท้ และยังเป็นเหล่าเทพที่อารามสามารถติดต่อได้เมื่อต้องประกอบพิธีหรือร้องขอความช่วยเหลือ
แล้วเทพองค์อื่นเล่า ก็มีสมุดรายนามเทพที่ใช้จดชื่อและหน้าที่ของเทพบนวิมานสวรรค์ทั้งปวง ล้วนอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักเต๋าและกรมพิธีการแห่งราชสำนัก หากผู้ใดมาไหว้เทพแล้วหารูปเคารพไม่พบ ก็เปิดสมุดรายนามขึ้นมาไล่หาชื่อเทพที่ต้องการ แล้วตั้งโต๊ะบูชาขึ้นเองก็เป็นอันสำเร็จ
ซ่งโหยวเปิดอ่านทีละหน้าอย่างใจเย็น
บางหน้ามีภาพประกอบ บางหน้ามีเพียงชื่อและประวัติสั้นๆ
ผู้คนเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ไปสักการะศาลเทพสายฟ้า แต่ก็มีบางคนแวะเข้ามาไหว้เทพในศาลหลัก ทว่ามักอยู่เพียงครู่เดียวแล้วก็ออกไป
กลิ่นธูปลอยมาตามลม เสียงอธิษฐานอันแผ่วเบาแว่วเข้ามาในโสตประสาท
“เทพสายฟ้าแสดงอิทธิฤทธิ์แล้ว…”
“ข้าจะไปเริ่มต้นกิจการที่จิ้งโจว ขอท่านอำนวยให้ปลอดภัยจากภูตผีปีศาจ…”
“ขอให้ท่านช่วยคุ้มครองบุตรข้าให้หายป่วยไวๆ เถิด…”
ดูเหมือนจะมีผู้คนมากมายมาอธิษฐาน ซ้ำยังมีผู้ขอพรให้อำนวยความปลอดภัยและพ้นจากโรคภัยอีกไม่น้อย
ผู้คนยุคนี้ล้วนสักการเทพอย่างมีจุดประสงค์ เพราะรู้ดีว่าเทพองค์ใดคุมด้านใด แต่ละองค์ก็มักถูกเพิ่มหน้าที่เข้าไว้เพื่อให้คนมาไหว้มากขึ้น
หากหาเทพที่เกี่ยวข้องไม่ได้ ก็ไปไหว้เทพประธานแทน
เช่นอารามชิงเซียวในตอนนี้ไม่มีเทพรักษาโรคโดยเฉพาะ มีเพียงเทพคุมดวงชะตา ผู้คนจึงไปพรกับองค์จักรพรรดิชื่อจินแทนนั่นเอง
ซ่งโหยวพลิกอ่านต่อด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“ท่านผู้เฒ่ากระเซียน แซ่เฮ่อ นามฟา นามรองซินไหล เดิมเป็นผู้คุมดวงดาวทางทิศเหนือที่ลงมาจุติบนโลกหล้า ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีแห่งราชวงศ์ต้าเยี่ยน เป็นเทพผู้ซื่อตรง ไม่เอารัดเอาเปรียบ รักราษฎรดุจบุตรหลาน ช่วยเหลือผู้คนมากมาย สุดท้ายได้รับความดีงามและกลับคืนสู่สวรรค์ เป็นเทพผู้ประทานโชควาสนาทางตอนเหนือ”
ต้องเป็นมหาเสนาบดีเฮ่อผู้นั้นแน่นอน
กล่าวอ้างว่าเป็นดาวลงมาจุติ พอตายแล้วก็กลับขึ้นสวรรค์ แท้จริงล้วนเป็นเพียงถ้อยคำหลอกลวงชาวบ้าน แม้เขาจะได้ขึ้นเป็นเทพจริงก็เถิด
เหตุใดถึงเรียกว่าท่านผู้เฒ่ากระเรียน
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นแค่เซียนจึงมียศถาบรรดาศักดิ์เช่นนั้น คำว่า ‘ประทานโชค’ ก็เป็นเพียงคำกล่าวสรรเสริญเท่านั้น จะไหว้หรือไม่ก็มิได้มีผลอะไรนัก
ซ่งโหยวพลิกไปอีกหน้า
ผู้คนด้านนอกศาลเทพสายฟ้ากลับแน่นขนัดขึ้นเรื่อยๆ และยังมีผู้คนทยอยมาไม่ขาดสาย จนเขาอดไม่ได้ที่จะหันไปสนใจ
……………