ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 364 องค์เทพโปรดดลบันดาลให้ข้าบำเพ็ญตนสำเร็จเป็นจิ้งจอกเก้าหาง
- Home
- ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
- บทที่ 364 องค์เทพโปรดดลบันดาลให้ข้าบำเพ็ญตนสำเร็จเป็นจิ้งจอกเก้าหาง
“นักพรตซ่งยังหาเทพที่ต้องการบูชาไม่เจอหรือขอรับ” ศิษย์เอกของมู่อวิ๋นจื่อเดินเข้ามาถามไถ่
“เพียงเปิดดูเล่นเท่านั้น” ซ่งโหยวเงยหน้าขึ้นยิ้ม ก่อนจะมองไปด้านหน้าแล้วถามต่อ “วันนี้เหตุใดจึงมีคนมาสักการะท่านเทพสายฟ้ามากถึงเพียงนี้”
“ท่านนักพรตคงไม่ทราบ ที่อารามชิงเซียวของพวกข้านี้บูชาเหล่าเทพสายฟ้าเป็นหลัก ชื่อเสียงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของเทพสายฟ้านั้นเลื่องลืออยู่แล้ว ปกติก็มีผู้คนขึ้นมาจุดธูปบูชามากกว่าที่วิหารหลักอยู่เสมอ ส่วนใหญ่ล้วนมาขอให้องค์เทพคุ้มครอง ขับไล่สิ่งอัปมงคลทั้งปวง”
นักพรตหนุ่มกล่าวอย่างสำรวม “เมื่อไม่นานมานี้ ที่อำเภอตงเหอเกิดเหตุปีศาจอาละวาด คอยล่อลวงเด็กนอกหมู่บ้านไปกิน เด็กๆ จากหลายหมู่บ้านล้วนไม่กล้าออกไปวิ่งเล่น จะไปเลี้ยงวัว ถางหญ้า ก็ต้องมีผู้ใหญ่ตามไปด้วย แต่ไม่กี่วันมานี้ ปีศาจตนนั้นกลับถูกสายฟ้าฟาดตาย ชาวบ้านรู้ข่าวจึงพากันขึ้นเขามาสักการะเทพสายฟ้าแทนการขอบคุณ”
“อ้อ เป็นปีศาจตนใดหรือ”
“เป็นภูตจิ้งจอกในภูเขาน่ะ”
“ปีศาจจิ้งจอกหรือ…”
“ปีศาจจิ้งจอกช่างน่ารังเกียจ ข้าน่ะเกลียดปีศาจจิ้งจอกเป็นที่สุด!” สาวใช้ของแม่นางหว่านเจียงเดินเข้ามาขัดจังหวะ “ท่านเทพสายฟ้าทำได้ดีนัก!”
“ใช่ๆ…” นักพรตหนุ่มพยักหน้า แต่ไม่กล้าจ้องนางตรงๆ
ซ่งโหยวเพียงละสายตากลับไปยังสมุดรายนามเทพ
“ท่านกำลังอ่านอะไร”
“ท่านตามหาใครหรือ”
“หาไปเพื่ออะไรกัน”
ถามออกมาทีเดียวสามคำถาม ราวกับไม่คิดจะปิดบังความใคร่รู้
ซ่งโหยวทำได้เพียงปิดสมุดลงแล้วถอนใจเบาๆ ก่อนจะหันไปมองวิหารเทพอีกครา
เพียงเห็นแม่นางหว่านเจียงกำลังคุกเข่าอยู่หน้ารูปเคารพเทพประธานอย่างสงบเสงี่ยม ศีรษะก้มต่ำ สองมือประสานแนบแน่นดุจผู้ศรัทธาไม่ไหวติง ราวกับไม่สนใจเสียงของสาวใช้ตนเองเลยแม้แต่น้อย
ภาพนั้นช่างงดงาม รูปเคารพสูงศักดิ์ ละอองควันธูปลอยคลุ้ง หญิงสาวรูปโฉมงดงามล่มเมืองก้มลงหมอบกราบอยู่เบื้องหน้า เส้นผมดำขลับยาวสลวยร่วงปรกลำคอขาวราวหยก ไร้ผู้ใดล่วงรู้ฐานันดรแท้จริงของนาง
นางยกธูปสามดอกขึ้นสักการะ แล้วปักลงในกระถางอย่างนอบน้อม
ราวกับรู้สึกถึงสายตาที่จับจองมาทางนี้ นางหันกลับมา ริมฝีปากงามรอยยิ้มบาง แววตาอันเร้นลึกประสานกับซ่งโหยว ทั้งงดงาม ทั้งน่าหวั่นใจ แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงด้วยความเย่อหยิ่งเย็นชา ซ่อนเขี้ยวเล็บใต้แพรไหม
นางมั่นใจนักว่าตนซ่อนกลิ่นอายปีศาจได้แนบเนียน ต่อให้เป็นเทพบนฟากฟ้าก็ไม่อาจล่วงรู้ จึงกล้าเหยียบย่างเข้ามาไหว้ทวยเทพในอารามเช่นนี้
ซ้ำยังไม่ได้แค่จุดธูป แต่ยังเอ่ยคำอธิษฐานออกมาด้วย ไม่รู้ว่าคันปาก หรือคิดดูแคลนองค์เทพบนสวรรค์และเหล่านักพรตทั่วใต้หล้า
สวรรค์ยุคนี้หาได้เมตตาเหล่าปีศาจเลยสักนิด
คราแรกที่อาณาจักรต้าเยี่ยนถูกก่อตั้งขึ้น เริ่มตั้งแต่ตอนที่เทพยดาปีศาจผีสางถูกล้างผลาญ จักรพรรดิชื่อจินย่อมได้รับผลกระทบเต็มๆ
นักพรตทั่วหล้าก็ใช่ว่าจะมองปีศาจดีงามนัก แต่อารามฝูหลงกลับต่างออกไป เพราะสืบทอดทายาทมาตั้งแต่คราที่มนุษย์และอสูรอยู่ร่วมกัน อีกทั้งบรรพจารย์หลายท่านก็เคยผูกวาสนากับปีศาจผีสาง จึงมิได้ถืออคติอันใด
“เหตุใดท่านนักพรตจึงจ้องข้าเช่นนั้นเล่า”
ซ่งโหยวสบตาอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ
“ไม่กลัวผู้อื่นได้ยินหรือ”
หญิงงามหัวเราะ
“จักรพรรดิชื่อจินเป็นถึงองค์เทพสูงสุด มีหน้าที่ควบคุมทั้งสรวงสวรรค์ วิหารบูชาพระองค์มีตั้งกี่หมื่นกี่แสนแห่ง ซ้ำยังมีภาพเขียนรูปเคารพตั้งประดับอยู่ทั่วหล้า ท่านว่าพระองค์จะมานั่งฟังคำอธิษฐานของมนุษย์หรือ”
สาวใช้เสริม “ต่อให้ได้ยินแล้วอย่างไร ผู้ใดบัญญัติว่าปีศาจกราบไหว้เทพไม่ได้”
ซ่งโหยวพยักหน้าเล็กน้อย “มีเหตุผล…”
แล้วถามต่อ “แต่เหตุใดไม่ไปไหว้ศาลเทพสายฟ้าด้านนอกเล่า”
“คนเยอะเกินไป ข้าเบียดขึ้นไปไม่ไหว” หว่านเจียงยืนขึ้น ชายผ้าทอดตัวลงเสมือนบุปผาผลิบาน “อีกทั้งสิ่งที่หว่านเจียงอธิษฐานนั้นยิ่งใหญ่เกินตัว แม้เทพสายฟ้าจะเลื่องชื่อในหมู่อสูร แต่หาได้มีอิทธิฤทธิ์มากพอจะบันดาลให้ข้าบำเพ็ญตนสำเร็จได้”
“แม่นางทั้งสองช่างมีวิชาล้ำเลิศ…”
ซ่งโหยวหรี่ตาลงเล็กน้อย
“สายเลือดจิ้งจอกเก้าหางย่อมไม่ธรรมดา” สาวใช้หัวเราะ ครั้นได้ยินฝีเท้าใกล้มา ก็รีบเงียบปากแล้วถอยไปพิงประตู คอยจ้องคนที่เดินเข้ามาด้วยแววตาอันเปล่งประกาย
ซ่งโหยวเพียงเม้มริมฝีปาก ไม่เอ่ยสิ่งใด
ต่อให้จักรพรรดิชื่อจินเป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ ไฉนเลยจะดลบันดาลให้ปีศาจจิ้งจอกฝึกตนสำเร็จแล้วกลายเป็นจิ้งจอกเก้าหาง
ที่อารามฝูหลงก็มีบันทึกเกี่ยวกับจิ้งจอกเก้าหางเช่นกัน
กลียุคครั้นบรรพกาล มีปีศาจผุดขึ้นดารดาษ จิ้งจอกเก้าหางก็เป็นหนึ่งในนั้น
เพราะการมีอยู่ของท่านผู้นั้น ทำให้จนบัดนี้ เมื่อใดที่ผู้คนในจงหยวนกล่าวถึงปีศาจจิ้งจอก ไม่ว่าจะเป็นปีศาจจิ้งจอกรูปแบบใด มีอิทธิฤทธิ์อย่างไร หรือเป็นอสูรเก่งกล้าเพียงใด ตราบใดถ้าได้บำเพ็ญตนจนกลายเป็นปีศาจ ชาวบ้านก็ย่อมแบ่งแยกจิ้งจอกออกจากปีศาจทั้งปวง
ครานั้นการขึ้นเป็นเทพโดยอาศัยแรงศรัทธายังเป็นเพียงวิถีทางเล็กๆ
ได้ยินว่าท่านผู้นั้นเมตตามนุษย์นัก หลายร้อยปีให้หลัง จิ้งจอกจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และสิริมงคล โดยเฉพาะจิ้งจอกเก้าหาง ที่ถูกกล่าวขานให้เป็นสัตว์มงคล
ชื่อเสียงของจิ้งจอกเพิ่งมาหม่นหมองลงเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง ส่วนใหญ่เป็นเพราะปากนักเล่าเรื่องและพวกบัณฑิตทั้งหลาย
กล่าวว่าจิ้งจอกมีรูปโฉมงดงาม ปัญญาชนทั้งหลายก็พากันใส่ร้าย ยิ่งโดยเฉพาะผู้มีจิตใจต่ำช้าหยาบโลน ชอบแต่งเรื่องราวไร้แก่นสารเพราะอยากมีขื่อเสียง เหมือนอย่างเทพธิดาแห่งทะเลสาบจิ้งเต่าใต้เขาอวิ๋นติ่ง ผู้งดงามและมีจิตใจบริสุทธิ์ แต่กลับถูกเหล่าปัญญาชนที่ไปล่องเรือข้ามคืนเอามาเล่าต่อว่ามีเทพธิดามาเข้าฝัน จนคนหลงเชื่อกันไปใหญ่
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องเล่าพวกนั้นกลับกลายเป็นที่นิยมแพร่หลาย ผู้คนเอาไปพูดต่อกันอย่างไร้มูลความจริง จนถึงขั้นมีบัณฑิตยากจนบางคนหลงเชื่อ คิดจะหาจิ้งจอกสาวมานอนอุ่นเตียง ทว่าหาอย่างไรเสียก็ไม่พบสักตัว บางครั้งแม้บังเอิญพบเข้าจริงๆ อีกฝ่ายกลับไม่แม้แต่ชายตาแล ย่อมไม่แปลกหากจะเกิดการใส่ร้ายป้ายสีขึ้น
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีจิ้งจอกบางตนเป็นเช่นในเรื่องเล่าจริงๆ บ้างหลงใหลในโลกีย์ บ้างเจ้าเล่ห์หลอกลวง ผนวกเข้ากับกระแสข่าวลือ จึงยิ่งทำให้ชื่อเสียงของปีศาจจิ้งจอกตกต่ำไปกว่าเดิม
อย่างเช่นเทพธิดาแห่งทะเลสาบจิ่งเต่า นางเองก็เคยเล่าว่า บางครั้งอาจมีสาวใช้ของนางอดใจไม่ไหว รู้สึกชื่นชมเหล่าปัญญาชนที่มาล่องเรือ จึงแอบไปพบปะเกี้ยวพาราสีกันยามค่ำคืน
“อีกสักครู่หนึ่งกระมัง”
“ข้าพร้อมทำตามที่ท่านกล่าว”
จิ้งจอกสาวตอบอย่างว่าง่าย
กริ๊ง กริ๊ง…
ชายที่เข้ามาสักการะเทพก่อนหน้าเพิ่งปักธูปเสร็จ ทิ้งเงินทองจำนวนหนึ่งลงหีบบริจาค พลันหันกลับมาเห็นสองสตรีรูปโฉมสะคราญ ก็ถึงกับยืนตะลึงอยู่ที่ประตู คล้ายพยายามหาเรื่องสนทนาด้วย
หญิงสาวเพียงแย้มยิ้ม ไม่เอ่ยตอบสักคำ
ส่วนสาวใช้กลับเอนตัวพิงกรอบประตู สนทนากับเขาอย่างออกรส
ซ่งโหยวเห็นดังนั้น ก็เดินเข้าวิหารไป
เขาหยุดยืนอยู่ตรงกลาง แหงนหน้าขึ้นมองรูปเคารพราวกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ ผ่านไปนานเข้าก็ละสายตา แล้วเดินตรงก้าวไปยังหีบบริจาค
หีบนั้นกลับไร้กุญแจ
ครั้นเปิดออกก็เห็นเหรียญทองแดงมากมาย ปะปนไปด้วยเศษเงินเล็กน้อย ราวกับตั้งไว้ให้ผู้คนหยิบใช้ตามอำเภอใจ
“…”
ซ่งโหยวล้วงก้อนเงินออกมาจากอกเสื้อแล้ววางลงในหีบ
นี่เป็นเรื่องที่เขาหารือกับแม่นางสามสีไว้แล้ว
ครั้งนั้นคนที่หมู่บ้านดอกท้อรวบรวมเงินไว้ได้สิบเก้าเหลี่ยง เพื่อเชิญมู่อวิ๋นจื่อจากอารามชิงเซียวมาปราบปีศาจ ชาวบ้านมีฐานะมั่งคั่งนัก จำนวนเงินจึงไม่น้อย แม้ไม่ใช่จำนวนมากมายประดุจว่าเป็นค่างจ้างสำหรับงานเสี่ยงตาย แต่ก็มากกว่าที่เถ้าแก่ร้านชาข้างทางเคยมอบให้เขาเมื่อครั้งเพิ่งลงจากเขา
ครานั้นซ่งโหยวหลบอยู่บนเขาจึงมองไม่ชัด ทว่าก็มีเจ้านกนางแอ่นมาคอยเล่าให้ฟังอย่างละเอียดแล้ว
แม่นางสามสีเป็นฝ่ายที่ทางการเชิญมา รับเงินรางวัลจากทางการ ส่วนมู่อวิ๋นจื่อเป็นผู้ที่ชาวบ้านรวมเงินเชิญมา ผลประโยชน์ย่อมไม่ขัดกัน
และท้ายที่สุดมู่อวิ๋นจื่อก็เชิญท่านโจวเหลยกงออกมาได้จริง หมายความว่าเขามีความสามารถพอจะกำจัดปีศาจตนนั้น เพียงแต่วิชาสู้แม่นางสามสีไม่ได้ อาจทำให้เกิดเหตุอันตรายขึ้นได้
ถึงแม้แม่นางสามสีจะเป็นผู้กำจัดผีดิบตนนั้นได้ ไม่ใช่มู่อวิ๋นจื่อ แต่มู่อวิ๋นจื่อก็ถูกจ้างวานมาโดยชาวบ้าน จะให้หรือไม่ให้ค่าตอบแทนล้วนเป็นสิทธิ์ของหมู่บ้าน ที่จริงตามธรรมเนียมก็ควรให้ เพราะแม้จะไม่ได้ลงมือ แต่เขาก็เดินทางมาไกล ต้องเสี่ยงภัยอันตราย ซ้ำยังเริ่มชราแล้ว ไฉนเลยจะไม่ให้ค่าตอบแทนติดมือไปบ้าง
แต่มู่อวิ๋นจื่อกลับมอบเงินทั้งหมดให้แม่นางสามสี
แม่นางสามสีซื่อตรงนัก แถมไม่เคยปฏิเสธเงินทอง ใครยื่นให้ นางก็รับมาโดยไม่ครุ่นคิด
ชาวบ้านมอบค่าตอบแทนให้มู่อวิ๋นจื่อ แต่มู่อวิ๋นจื่อเห็นว่าตนไม่มีผลงานจึงมอบให้แม่นางสามสี แม่นางสามสีก็รับไว้โดยไม่ขัดศรัทธา ไม่ได้คิดถึงเรื่องควรไม่ควร จึงไม่เหลือเงินให้เขาสักแดง ปล่อยให้เขาเดินทางกลับไปตัวเปล่าตั้งหลายวัน เช่นนั้นก็ดูจะเกินไปหน่อย
คราวนี้ขึ้นมาเยี่ยมเยียนก็ตอบแทนเขาสักหน่อย ไหนจะเพราะอีกฝ่ายให้การต้อนรับ เลี้ยงอาหารสองมื้อ ให้ที่พักแรมหนึ่งคืน
ซ่งโหยวละสายตากลับมา เห็นว่าสาวใช้ยังคุยกับชายหนุ่มร่ำรวยผู้นั้นอย่างรื่นรมย์ กระทั่งเห็นว่านักพรตกำลังจ้องมองมา นางจึงหัวเราะเบาๆ แล้วปลีกตัวออกจากชายผู้นั้นได้
ซ่งโหยวทอดมองออกไปยังลานด้านนอก
ชาวบ้านยังแห่ขึ้นเขามาเป็นระลอก บ้างเบียดอยู่หน้าวิหารเทพสายฟ้า บ้างยืนคุยกันในลาน หากจะจุดธูปก็ยังพอแทรกเข้าไปได้บ้าง แต่ถ้าจะอธิษฐานก็ต้องต่อแถวกันไปคุกเข่าบนเบาะ
“เฮ้อ…”
ซ่งโหยวส่ายหัวแล้วเดินออกจากวิหารหลักไป
“แม่นางสามสี!”
เขาหันกลับไปเรียกเจ้าแมว
มีเสียงเล็กๆ ดังแว่วมาจากบนหลังคากระเบื้อง เห็นว่าเจ้าแมวสามสีกำลังจ้องเขาตาเขม็ง
“ไปบอกลานักพรตมู่อวิ๋นจื่อ เราจะออกเดินทางกันแล้ว”
“เมี๊ยว!”
แมวน้อยกระโดดลงมาอย่างไม่ลังเล ท่วงท่าของนางอ่อนช้อยยิ่งนัก ทั้งสี่เท้าแตกลงบนพื้นอย่างอ่อนโยน นางเหลียวซ้ายแลขวาเล็กน้อยแล้ววิ่งมาหาซ่งโหยวทันที
แม่นางหว่านเจียงเห็นดังนั้นก็เร่งฝีเท้าตามไป โดยมีสาวใช้คอยเดินตามอย่างสำรวม
ทั้งคณะไปกล่าวอำลานักพรตมู่อวิ๋นจื่อ
ชาวบ้านในลานต่างก็พากันชำเลืองมอง