ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 365 ธาตุแท้นางจิ้งจอก
“ขอบคุณนักพรตที่ให้คอยดูแลและให้ที่พักพิง ข้ายังต้องเดินทางลงใต้ต่อ ไม่อาจอยู่ต่อได้อีกแล้ว”
“เหมียว~”
“ขอบพระคุณนักพรตมู่หยุนจื่ออย่างยิ่ง หว่านเจียงจดจำเอาไว้ในใจ”
“ท่านนักพรตประจำอยู่ในอารามแห่งนี้ ถือเป็นบุญของชาวเมืองตงเหอที่มีท่านอยู่ในรัศมีสิบลี้ เกรงว่าภูตผีปีศาจทั้งหลายคงไม่กล้าย่างกรายเข้ามา” สาวใช้ยกมือขึ้นประสาน กล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “ข้าชื่นชมท่านยิ่งนัก ที่บำเพ็ญตนเพื่อคุ้มครองสันติสุขให้ผู้คน”
“อา ข้ามิกล้าหรอก…”
มู่หยุนจื่อโบกมือไปมาอย่างถ่อมตน
“ข้าไม่รู้วิชาล้ำลึก ทั้งหมดล้วนอาศัยความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เทพสายฟ้าเท่านั้น หากข้ามีวิชาดังที่แม่นางกล่าวไว้จริงก็คงดีไม่น้อย”
กล่าวจบเขาจึงหันมาทำคารวะซ่งโหยว
“ในเมื่อสหายบำเพ็ญยังต้องออกเดินทางไปทั่วหล้า ข้าย่อมไม่กล้ารั้งไว้ และขอไปส่งท่านลงจากเขา”
“ขอบคุณท่านมาก”
ซ่งโหยวคารวะตอบโดยไม่สนถ้อยคำของสาวใช้แต่อย่างใด
มู่หยุนจื่อจึงเดินตามมาส่งจนถึงหน้าประตู ซ่งโหยวเอ่ยขอให้เขาส่งเพียงเท่านี้ เขาจึงยอม มิเช่นนั้นเกรงว่าคงจะตามมาส่งถึงเชิงเขา หรือไม่ก็เลยไปถึงถนนหลวงที่อยู่อีกฟากของเนินเสียด้วยซ้ำ
ระหว่างเดินลงเขา ซ่งโหยวก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ข้ารับรู้ได้ถึงความชื่นชมที่แม่นางมีต่อโจวเหลยกง หากวันใดได้พบเขาอีก ข้าจะช่วยเอ่ยปากแทน”
“ท่านนักพรตไว้ชีวิตข้าเถิด”
สาวใช้หัวเราะชอบใจ “ข้าก็แค่เบื่อหน่ายชีวิตในฉางจิงตลอดสิบปีนี้ เมื่อครู่เพียงแค่หยอกเล่นเท่านั้น หาได้มีเจตนาจะล้อเลียนนักพรตชรา ท่านอย่าได้ถือสาข้าเลย”
แมวสามสีที่เดินนำอยู่ข้างหน้าพลันหันกลับมามองด้วยแววตาเป็นประกายราวกับกำลังได้ชมเรื่องสนุก
“เฮ้อ…ผู้เฒ่าทั้งสองนั้นช่างน่าสงสาร ได้กลับบ้านในวัยเกษียณแล้วแท้ๆ ควรได้อยู่สุขสบายกับบุตรหลาน ไฉนต้องมาตายอย่างอนาถเช่นนี้”
“ใช่แล้ว ทั้งคู่ล้วนเคยเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ประจำการคนละที่ แต่กลับสิ้นชีพห่างกันไม่นาน แถมลักษณะการตายยังเหมือนกันราวถอดแบบ ข้าว่าไม่น่าจะเป็นฝีมือภูตผี เกรงว่าจะเป็นศัตรูเก่าตามมาล้างแค้นมากกว่า”
“ได้ยินว่าศีรษะถูกกระชากจนขาด หาได้บั่นคอ ดูแล้วน่าจะถูกกระชากทั้งเป็น อีกทั้งตามร่างกายก็มีรอยแผลฉกรรจ์ ดูไม่เหมือนแผลจากอาวุธ แต่คล้ายถูกกรงเล็บปีศาจข่วน” ขุนนางอีกคนว่าพลางทำท่าประกอบ “นี่มันจะเป็นฝีมือมนุษย์ได้อย่างไรกัน! โดนปีศาจเล่นงานแน่นอน!”
“แต่พอเชิญพวกหมอผีมาดูกลับไม่พบกลิ่นอายปีศาจเลยนี่นา”
“หมอผีบ้านๆ จะมีวิชาอะไรนัก! หากเจอปีศาจร้ายจริงๆ แค่มีเข็มทิศกับยันต์ไม่กี่แผ่น จะมองเห็นได้อย่างไร! อย่างไรก็เป็นฝีมือของปีศาจ ข้าจึงพาเจ้ามาไหว้ท่านเทพสายฟ้าที่อารามชิงเซียวแห่งนี้อย่างไรเล่า เผื่อท่านจะโปรดเมตตาคุ้มครองเราไว้ อย่าให้ต้องเผชิญเคราะห์เหมือนผู้เฒ่าทั้งสองนั้นเลย…ข้าน่ะไม่เท่าไหร่ แต่เจ้าน่ะยังหนุ่มแน่น ยังอนาคตไกลนะ ฮ่าๆ”
“ชู่… ท่านเงียบก่อน”
ขุนนางหนุ่มรีบส่งเสียงเตือน พลางขยิบตาแล้วพยักหน้าไปทางด้านหน้า
ขุนนางอาวุโสมองตาม เห็นว่ามีหญิงงามสองนางกำลังเดินสวนลงมา
เขาหรี่ตาเพ่งมอง พยายามยืดคอมองให้ชัด เมื่อมองเห็นเต็มตาแล้วก็ตกตะลึงยิ่งนัก
“น้องชายเอ๋ย ข้ากำลังพูดเรื่องจริงจังนะ เจ้านะเจ้า มีคราใดบ้างที่ไม่ถูกความงามล่อ…”
แต่เสียงของเขากลับแผ่วลงเมื่อแม่นางทั้งสองเดินใกล้เข้ามา ทรวดทรงระหง รูปโฉมงามงด แฝงด้วยกลิ่นอายสงบเยือกเย็นเหนือปุถุชน แม้เขาจะอยู่ในวัยที่พ้นความลุ่มหลงในรูปโฉมแล้ว แต่ก็ยังอดลอบกลืนน้ำลาย ไม่ได้
หญิงสาวเดินตรงไปโดยไม่ชายตามอง ส่วนสาวใช้ข้างกายกลับเหลียวหลังมาส่งยิ้มหวานให้เล็กน้อย รอยยิ้มนั้นช่างเย้ายวนราวกับจะสูบวิญญาณก็ปานนั้น
สองร่างนั้นค่อยๆ เดินผ่านไป และเลือนหายไปในม่านหมอก แต่ภาพความงามนั้นยังติดตาขุนนางทั้งสอง ราวกับไม่ใช่มนุษย์มนา แต่เป็นนางสวรรค์ที่พลัดหลงลงมา
“ท่านพี่! ท่านพี่!”
ขุนนางหนุ่มรีบสะกิด พออีกฝ่ายได้สติกลับมา แม่นางทั้งสองก็เดินลับไปถึงตีนเขาแล้ว
สาวใช้เดินไปเปิดม่านรถม้า หยิบกล่องไม้ดำเก่าๆ ออกมาหนึ่งใบ พลางเอ่ยกับสารถีว่า “เอาละๆ เจ้าไม่ต้องขับแล้ว อย่างไรเสียข้าก็ต้องนั่งอยู่ข้างนอก อีกทั้งขับรถม้าก็สนุกดี เจ้าเข้าไปพักเถิด”
พูดจบนางก็เปิดฝากล่องไม้แล้วหันไปทางสารถี
สารถีไม่พูดไม่จา เพียงเหลียวมองซ้ายขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น ร่างของเขากลายเป็นควันขาว เพียงครู่เดียวก็กลายร่างเป็นกบตัวหนึ่ง
ฟึ่บ!
เจ้ากบกระโดดเข้าไปในกล่องทันที
ภาพนั้นทำเอาแม่นางสามสีตื่นตาจนต้องยืนสองขา ยืดคอมองเข้าไปในกล่องด้วยความอยากรู้อยากเห็น
สาวใช้ปิดฝากล่องลงทันที แล้วโยนกล่องใบนั้นเข้าไปในรถม้าอย่างไม่ใส่ใจนัก
แม่นางหว่านเจียงยังคงยืนอยู่ข้างรถม้าด้วยท่าทีอ่อนช้อย นางยกยิ้มละมุนละไมพลางกล่าวกับซ่งโหยวว่า
“ท่านนักพรตได้ยินหรือไม่ว่าเมื่อครู่ขุนนางทั้งสองท่านนั้นพูดเรื่องอันใด”
“ได้ยินแล้ว” ซ่งโหยวตอบเรียบๆ
“หรือว่ามีผู้ใดอาฆาตล้างแค้น คิดหาทางกำจัดขุนนางเฒ่าเหล่านั้น แต่ไม่กล้าเปิดเผยชื่ออย่างชัดแจ้งเช่น ‘กระบี่อัสนี’ อะไรทำนองนั้น จึงแสร้งกล่าวว่าเป็นฝีมือของภูตผีปีศาจเสียอย่างนั้น”
ซ่งโหยวตอบเพียงสั้นๆ “ใครจะรู้เล่า”
“ขุนนางเฒ่าได้กลับไปอยู่บ้านหลังเกษียณ ย่อมต่างจากชาวยุทธ์มากโข เป็นเรื่องปกติที่จะไม่ทิ้งรอยไว้” แม่นางหว่านเจียงกล่าวพลางส่ายหน้าเบาๆ “เพียงแต่ว่า… เรื่องราวที่ผู้คนกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของภูตผีปีศาจนั้น จะมีสักกี่เรื่องที่ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ด้วยกันเอง ชื่อเสียงพวกข้ามัวหมองลงก็เพราะเหตุนื้ทั้งนั้น…”
ซ่งโหยวไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงมองนางด้วยสายตาเรียบนิ่ง เขาไม่ได้แปลกใจที่นางรู้เรื่องเหล่านี้ดีเลย
แต่เดิมแม่นางหว่านเจียงกับจอมยุทธ์หญิงอู๋ต่างก็ทำงานให้องค์หญิงฉางผิงทั้งนั้น หน้าที่ที่ทั้งสองได้รับล้วนคล้ายคลึงกัน คือสืบข่าวและเก็บรวบรวมเบาะแส เพียงแต่เส้นทางเดินนั้นอาจจะแตกต่างกันไปบ้างเท่านั้น แม่นางหว่านเจียงจะรู้เรื่องของจอมยุทธ์หญิงอู๋บ้างก็ไม่แปลก และจอมยุทธ์หญิงอู๋เองก็คงรู้เรื่องของแม่นางหว่านเจียงไม่น้อยเช่นกัน
“ท่านนักพรตวางใจเถิด” แม่นางหว่านเจียงกล่าวเสียงอ่อน “ข้าเป็นปีศาจ หาใช่มนุษย์ไม่ บัดนี้หลุดพ้นจากพันธนาการแล้ว ไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องราวบนโลกปุถุชนอีกต่อไป เรื่องนี้ข้าย่อมไม่แพร่งพรายให้ผู้ใดรู้ บนโลกนี้คงเหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ความจริงนี้”
“ออกเดินทางต่อกันเถิด” ซ่งโหยวเอ่ยเตือน
สาวใช้หัวเราะ
“ท่านนักพรตกำลังบอกว่าพวกข้าพูดมากหรือ”
“เพียงเท่านี้ก็ว่ามากแล้วหรือ ท่านนักพรตคงยังไม่รู้หรอก ว่าพวกจิ้งจอกนั้นเป็นพวกช่างเจรจาเพียงใด…”
ซ่งโหยวไม่ได้ตอบ เขาเพียงยกสัมภาระขึ้นวางบนหลังม้า ลูบแผงคอแผ่วเบาราวปลอบโยน แล้วจึงก้าวไปข้างหน้าพร้อมไม้เท้าไผ่คู่ใจ ม้ากับแมวก็เดินตามมาติดๆ เพียงแต่เจ้าแมวสามสีนั้นยังหันกลับไปมองสองนายบ่าวอยู่เนืองๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หญิงสาวสบตากัน ก่อนที่แม่นางหว่านเจียงจะส่ายหน้าอย่างจนใจแล้วก้าวขึ้นรถม้าไป ส่วนสาวใช้ก็หัวเราะร่าพลางกระโดดขึ้นไปนั่งบนเบาะหน้ารถ แล้วสะบัดแส้เบาๆ
รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
เมื่อรถม้าไล่ตามซ่งโหยวทัน สาวใช้ก็ยังเอาแต่พูดไม่หยุด หากซ่งโหยวไม่ตอบ นางก็จะหันไปพูดกับแม่นางสามสีแทน โชคดีที่แม่นางสามสีเป็นแมวที่รู้มารยาท อีกทั้งสาวใช้ผู้นี้ก็ดูเหมือนจะรู้วิธีสื่อสารกับนาง ทั้งคู่จึงพูดคุยกันอย่างถูกคอ อีกทั้งเมื่อคืนซ่งโหยวเองก็ยังได้ลิ้มรสเหล้าข้าวหมักของพวกนาง จะทำหูทวนลมไปตลอดก็คงไม่เหมาะนัก ตลอดทางจึงมีแต่เสียงพูดคุยของสองนายบ่าวและเจ้าแมวดังแว่วเรื่อยไป
จะเงียบลงก็ต่อเมื่อสวนทางกับผู้คนเท่านั้น
เดินทางมุ่งหน้าสู่ทิศใต้ ผ่านภูเขาแม่น้ำนับหลายแห่ง แวะพักตามวัดวาอารามไปเรื่อยๆ
สาวใช้คล้ายจะละทิ้งตัวตนเดิมไปแล้ว ส่วนแม่นางหว่านเจียงก็ค่อยๆ เผย ‘ธาตุแท้’ ออกมาให้เห็น เป็นภาพที่เหล่าขุนนางและชนชั้นสูงในนครฉางจิงไม่เคยได้เห็นและคงไม่อาจจินตนาการได้เลย
หลายวันต่อมา ทั้งคณะก็เดินทางเข้าสู่เขตแคว้นเฟิงโจวแล้ว
ที่นั่นแม้ไม่มั่งคั่งเท่าอั๋งโจว แต่ก็ยังดีกว่าดินแดนทางตอนเหนือซึ่งเพิ่งผ่านศึกสงครามมาไม่นาน ที่นี่มีตัวเมืองใหญ่ ผู้คนหนาแน่น ช่างครึกครื้นและอบอวลไปด้วยความรุ่งเรือง เพียงแต่บรรยากาศกลับอึมครึมไปด้วยปราณหยิน จะว่าเป็นเพราะแผนการสำคัญของราชครูที่ค่อยๆ อัดปราณหยินเข้ามาทั่วแคว้น หรือเพราะเดิมทีผืนแผ่นดินนี้ก็อุดมไปด้วยแรงอาถรรพ์อยู่แล้ว จึงถูกเลือกให้เป็นสถานที่ปฏิบัติการ
อีกทั้งเพราะดวงวิญญาณจากทั่วสารทิศล้วนถูกกวาดต้อนมายังที่นี่ ซ่งโหยวจึงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิญญาณจางๆ ในอากาศ
คืนแรกที่มาเยือนเฟิงโจว เขาเลือกพักแรมกลางป่าเขา
คืนนั้นพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับขบวนผีสางท่องราตรี
จุดที่พวกเขาหยุดพักอยู่นั้นเป็นจุดอับสายตา อยู่ห่างจากถนนหลวงไม่ไกลนัก ด้านหน้ามีทะเลสาบเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง ยามนั้นฟ้ายังไม่มืดสนิท ซ่งโหยวเพิ่งกินมื้อเย็นเสร็จ กำลังนั่งหลับตาบนก้อนหินใหญ่ ปล่อยจิตปล่อยใจให้สบาย สัมผัสกับพลังวิญญาณจากสรรพสิ่งรอบตัว แม่นางสามสีก็ยังคงนั่งซดเหล้าข้าวหมักอย่างเพลิดเพลิน ส่วนสาวใช้ก็ไม่รู้ว่าหายไปไหนเสียแล้ว แม่นางหว่านเจียงนั่งอยู่บนกิ่งหลิวที่โน้มลงสู่ผิวน้ำ เท้าขาวดุจหยกจุ่มลงในทะเลสาบ ไม่รู้ว่ากำลังเล่นน้ำหรือเพียงแค่ล้างเท้า แสงจันทร์ยามนี้ก็สะท้อนลงบนผิวน้ำ กลายเป็นแสงระยิบระยับ
ไม่นานนักขบวนผีซึ่งถูกคุมโดยเหล่ายมทูตก็ค่อยๆ เคลื่อนผ่านมา
“ดูสิตรงนั้นเหมือนจะมีคนเลย…”
“ช่างเขาเถอะน่า!”
“แต่พวกเขายังไม่นอนเลยนี่”
“ก็ช่างเขาสิ! ดึกดื่นออกมาพักค้างกลางป่า ถ้าเห็นพวกเราเข้าแล้วเกิดกลัวตายขึ้นมาก็สมควรแล้ว”
“ข้าคล้ายจะเห็นนักพรต เหตุใดแถวนั้นถึงมีพลังวิญญาณไหลเวียนรุนแรงนัก”
“คงไม่ใช่ผู้บำเพ็ญกระมัง” บ็
“โอ๊ย! ตาข้า!”
“ข้าก็ด้วย! อย่าจ้องนานเลย!”
“เช่นนั้น…เราจะทำอย่างไรดี”
“ก็ระวังตัวไว้ให้ดีเถิด!”
เหล่าภูตยามราตรีต่างพากันสงบลงอย่างรวดเร็ว พากันเดินอ้อมไปตามถนนหลวง แต่ถึงกระนั้นก็ยังแอบชำเลืองมองมาทางนี้ด้วยความระแวดระวัง
บางตนเห็นซ่งโหยวนั่งขัดสมาธิอยู่บนก้อนหินกลางแสงจันทร์ บางตนเห็นแม่นางสามสีที่ยกถ้วยเหล้าขึ้นดื่มพลางมองพวกตนด้วยความอยากรู้อยากเห็น และบางตนก็เห็นแม่นางหว่านเจียงที่นั่งอยู่บนกิ่งหลิว กำลังจุ่มเท้าลงบนผืนน้ำพลางเหลียวมองตามไป
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าคนพวกนี้ช่างพิลึกพิลั่นจนน่าขนลุก และแล้วนักพรตหนุ่มก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
พลังวิญญาณที่เขาเพิ่งรวบรวมไว้เมื่อครู่ยังลอยวนอยู่รอบกาย เปล่งประกายสว่างเรืองราวกับมีแสงในตนเอง
ในสายตาของเหล่าภูตยามราตรีนั้น เขาไม่ต่างอะไรกับเทพเซียนเลย
เพียงถูกชำเลืองมอง พวกมันก็สะเทือนไปถึงดวงจิตแล้ว
โชคดีที่นักพรตเพียงเหลือบตามอง แล้วก็หลับตาลงอีกครั้ง ไม่ได้เอ่ยหรือลุกขึ้นทำอันใด ผีเหล่านั้นจึงพากันโล่งอก ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะรีบสาวเท้าผ่านไปอย่างเงียบงัน กระทั่งเดินห่างออกมาแล้ว ก็เริ่มหันไปกระซิบกระซาบกันอีกครั้งว่าชายผู้นั้นเป็นใครกันแน่ ควรไปเรียนให้ราชครูทราบหรือไม่
……………