ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 366 เงินค่าปิดปาก
หุบเขายามวิกาลช่างเงียบสงัด
มีเพียงเสียงน้ำกระเพื่อมและเสียงจิบแว่วมาเนืองๆ
จ๋อม…
แผล่บ แผล่บ…
แม่นางจิ้งจอกยังคงนั่งอยู่บนกิ่งหลิวเหนือผืนน้ำ แกว่งเรียวขาขาวราวหยกเล่นจนน้ำกระเซ็นเป็นหยาดระยับยิ่งกว่าภาพจันทร์สะท้อนในน้ำเป็นไหนๆ บางครานางก็เอนกายลงตักน้ำขึ้นมาจากทะเลสาบ ปล่อยให้หยาดน้ำเย็นเฉียบไหลรินผ่านมือช้าๆ ทั้งหมดนั้นดูเหมือนพฤติกรรมของสัตว์ป่านัก หากแต่ท่วงท่ากลับอ่อนช้อยเกินมนุษย์ คล้ายตั้งใจทำเช่นนั้น
แต่นักพรตก็ยังคงหลับตานั่งสมาธิ
แมวสามสีก็นอนหมอบก้มหน้าลงจิบในชามอยู่ตรงหน้า ไม่นานนักนางก็เงยหน้าขึ้น หลับตาพริ้มอยู่ชั่วครู่ อาการเหมือนมัวเมาหลงใหลในรสชาติ แล้วจึงก้มลงจิบอีก
นางเหลือบตามองนักพรต มองปีศาจจิ้งจอก ก่อนจะกวาดสายตามองหาหางของนาง
ลมภูเขาพัดพาเอาไอเย็นของต้นฤดูใบไม้ผลิมาด้วย
ร่างอุ่นๆ เมื่อครู่กลับกลายเป็นเย็นวาบจนสั่นสะท้าน เจ้าแมวก้มหน้าดื่มต่อ แต่กลับก้าวพลาดไป เกือบจะล้ม ถึงจะทรงตัวไว้ได้ ทว่าปลายนิ้วเท้ากลับไปชนเข้ากับชามเล็กใบนั้น
เป็นชามเหล้าข้าวหมักนั่นเอง
ข่าวดีคือชามวางอยู่บนพื้นจึงไม่เป็นอะไร
ข่าวร้ายคือชามนั้นวางอยู่ใกล้พรมขนแกะที่นางและนักพรตใช้ปูนอนพอดี เหล้าข้าวหมักจึงซึมเข้าไปในขนแกะ
“!”
แมวสามสีชะงักไปพร้อมกับเบิกตาโพลง
นางมองพรมขนแกะแล้วหันมามองชามที่คว่ำอยู่ ในใจพลันคิดว่าเกิดเรื่องแล้ว จึงเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาบ้าง นางใช้อุ้งเท้าพลิกชามกลับ ตั้งใจจะวักเหล้าที่หกขึ้นมาให้หมด
กว่านางจะหยุดก็ผ่านไปพักใหญ่แล้ว
นางค่อยๆ ตั้งสติ นั่งเหม่อลงตรงนั้นเพราะหมดเรี่ยวแรง มองชามที่เกือบจะว่างเปล่า แล้วหันไปมองพรมขนแกะชุ่มเหล้าส่งกลิ่นหอมหวาน นั่นเป็นของใช้ที่ร่วมทางมากับนางตั้งหลายปีเชียวนะ เจ้าแมวเอาแต่เหม่อลอย ก่อนจะหันไปมองนักพรต
เขายังคงนั่งนิ่ง หลับตาแน่วแน่ พลังวิญญาณฟ้าดินหมุนเวียนอยู่รอบตัวเขา
แมวน้อยจึงหันไปมองจิ้งจอกอีกที เห็นนางยังเล่นน้ำไม่รู้ร้อนรู้หนาว ร่ำสุราเสมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เจ้าแมวจึงถอนหายใจเบาๆ แล้วแปลงร่างกลับไปเป็นเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้ม นางค่อยๆ ย่องเข้าไปบิดพรมขนแกะ ระหว่างที่บิดก็ครุ่นคิดไปด้วย
นักพรตเคยเตือนแล้วว่าเหล้าข้าวหมักนั้นเป็นพิษ หากดื่มจนเมาอาจพาให้เสียเรื่องได้ จึงไม่ให้นางดื่มเยอะ แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้ฟังเขาเลย
คราวนี้คงต้องหาทางเอาตัวรอดแล้ว
“ท่านนักพรตช่างองอาจนัก เพียงนั่งอยู่เฉยๆ ก็ทำเอาพวกผีสางตามทางขวัญหนีดีฝ่อกันใหญ่”
เสียงของปีศาจจิ้งจอกแว่วมาจากอีกฟากของทะเลสาบ
แม่นางสามสีสะดุ้งโหยง คิดว่าถูกจับได้แล้ว ทว่าเมื่อฟังจนจบจึงค่อยโล่งอก เพราะจิ้งจอกพูดกับนักพรต ไม่ได้พูดกับตน
“ข้าไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย”
นักพรตตอบ
แม่นางสามสีรีบวางมือจากพรม เปลี่ยนมานั่งตัวตรง เสมือนเป็นศิษย์ที่ถูกอาจารย์จับได้ว่าทำผิด
“ท่านไม่กลัวผีพวกนั้นกลับไปที่เขาเยี่ยซาน แล้วรายงานราชครูว่าได้พบเทพระหว่างทางหรอกหรือ” หญิงสาวจุ่มเท้าลงในน้ำ ยามหันมาทางนักพรตก็ยังตีขาไปมา “หรือแท้จริงแล้วท่านตั้งใจอยากให้ราชครูรู้อยู่แล้ว ตอนไปถึงเขาเยี่ยซาน ราชครูจะได้ออกมาต้อนรับท่านด้วยตนเอง ไม่ต้องเสียเวลารายงานตัวให้ยุ่งยาก”
นักพรตค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองหญิงสาวใต้แสงจันทร์
“แม่นางก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่เขาเยี่ยซานหรือ”
“ไม่ใช่ว่าท่านก็คิดว่าที่นั่นมีเรื่องไม่ชอบมาพากลอยู่แล้วหรือ ถึงได้มุ่งหน้าไปโดยไม่แวะเวียนที่อื่นเลย” นางตอบอ้อมๆ
ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากความมืด
สาวใช้ของปีศาจจิ้งจอกกลับมาแล้ว
“บริเวณนี้แทบไม่มีปีศาจเลย ข้าออกตามหาอยู่ตั้งนานก็เจอแต่ปีศาจชั้นต่ำ ไม่เห็นว่าจะมีรจิ้งจอกขาวหรือจระเข้เลย แต่ได้ยินว่าเมื่อไม่นานมานี้ที่แม่น้ำอิ่นเจียงเกิดระลอกคลื่นขึ้นเป็นชั้นๆ เกรงว่าใต้น้ำคงมีปีศาจ”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
หญิงสาวตอบเสียงเรียบ
“อีกทั้งได้ยินมาว่าเส้นทางเดินไปยังจือจวิ้นถูกตัดขาดตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะโดนน้ำหลากพัดจนเสียหาย ต้องไปด้วยทางน้ำเท่านั้น”
“อีกกี่วันจะถึงหรือ”
“ข้าได้ยินมาว่าที่นี่ห่างจากจือจวิ้นราวเจ็ดร้อยลี้ ระยะทางพอๆ กับที่พวกเราเดินมา แต่จือจวิ้นนั้นอยู่ห่างไกล ถนนหนทางก็ไม่ดีนัก แม้จะเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ แต่กลับเต็มไปด้วยหุบเขาเปลี่ยว ร้างผู้คน คงต้องเดินทางนับสิบวันกว่าจะไปถึง หากท่านนักพรตไม่ประสงค์ให้พวกข้าตามขึ้นไป พวกข้าก็จะหยุดพักที่จือจวิ้น อาจได้พบสหายเก่าบ้าง ส่วนท่านถ้าเดินทางจากจือจวิ้นไปที่อำเภออิ่นหนานโดยไม่เกิดหลงทิศหลงทางเข้า ก็คงใช้เวลาอีกสองสามวันเท่านั้น”
“สิบวันรึ…”
“อืม…”
สาวใช้พยักหน้ารับคำ แล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง
ครั้นมาหยุดอยู่ตรงหน้าแม่นางสามสีก็เผยยิ้มสดใสหมายจะหยอกเด็กน้อยเล่น จึงเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “ข้าหายหน้าไปเพียงประเดี๋ยว แม่นางสามสีกลับดื่มเหล้าข้าวหมักจนหมด ข้าเติมให้อีกดีหรือไม่”
เด็กหญิงตัวน้อยแหงนมองนางด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะเหลียวมองไปยังทางที่จิ้งจอกกับนักพรตอยู
ฟึ่บ
นางเหยียดแขนออกมาแบมือให้ดู
กลางฝ่ามือมีเหรียญทองแดงวางเรียงอยู่
แสงจันทร์ยามวิกาลส่องให้จิ้งจอกมองเห็นชัดเจนขึ้น เป็นเหรียญทองแดงสี่ห้าเหรียญนั่นเอง
เด็กหญิงไม่ตอบ เพียงยื่นเหรียญให้นางไป
“ให้ข้าหรือ”
นางยังคงเงียบ แต่ถึงกระนั้นก็ยังพยักหน้าเบาๆ ให้
สาวใช้จึงหัวเราะชอบใจ แล้วรับเหรียญในมือนางมา
“แม่นางสามสีช่างมีน้ำใจนัก ข้าขอขอบคุณ”
เด็กหญิงไม่พูดจา เพียงหมุนตัวกลับไป ร่างของนางพลันหดเล็กลง กลายเป็นแมวสามสีดังเดิม กระโดดโลดเต้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็วิ่งกลับไปหาพรมขนแกะ ซุกตัวใต้ผ้าห่ม แล้วหลับตาลง
“ดูท่าคงอีกไม่นานข้าจะต้องแยกจากท่านนักพรตแล้ว” แม่นางหว่านเจียงเอ่ยพลางสายหัวไปมา “ข้าถูกขังอยู่ในฉางจิงนับสิบปี ตั้งแต่ได้ออกมารวมทางกับท่านนักพรต ข้าก็รู้สึกเป็นอิสระ ไม่ต้องสวมบทบาทเทพผู้สูงส่งในใจพวกชนชั้นสูง ไม่ต้องต่อปากต่อคำกับเหล่าสัตว์เดรัจฉาน ไม่ต้องปิดบังตนว่าเป็นปีศาจ นับว่าเป็นช่วงเวลาที่สุขใจยิ่งนัก”
นักพรตยังคงหลับตานั่งสมาธิ ไม่โต้ตอบใดๆ
ปีศาจจิ้งจอกรู้ว่าเขากำลังบำเพ็ญตน จึงไม่ได้รบกวนเขาอีก แล้วกลับไปเล่นสนุกตามใจตนเองต่อ นางใช้มือช้อนน้ำในทะเลสาบสะท้อนแสงจันทร์ขึ้นมา อาภรณ์กรุ่นกลิ่นบุปผชาติ ยกจอกสุราเชื้อเชิญจันทรา ไม่จำเป็นต้องสวมรอยเป็นมนุษย์ให้วุ่นวาย
ราตรียิ่งคืบคลาน จันทราเคลื่อนตัวลับขอบฟ้าไปเรื่อย
ลมหนาวในหุบเขาพัดแรงขึ้นจนไอเย็นจับปลายผม
เมื่อดื่มเหล้าข้าวหมักจนหมดแล้ว ปีศาจจิ้งจอกสาวก็ใช้มือยันกิ่งไม้เบาๆ แล้วลอยตัวกลับไปยังรถม้า ราวกับร่างของนางนั้นเบาหวิวไร้น้ำหนัก
ไม่นานนักพรตก็ลืมตาขึ้นแล้วเดินกลับไปยังที่นอนของตน
ใต้แสงจันทร์มีต้นไม้แห้งต้นหนึ่ง บนกิ่งนั้นมีนกนางแอ่นเกาะอยู่ แม้จะหลับใหลแต่ก็ยังเหลือบมองนักพรตแวบหนึ่ง ที่โคนต้นไม้ยังมีม้าสีแดงนอนหมอบอยู่ ส่วนเจ้าแมวสามสีก็เอาแต่ขดตัวอยู่ในผ้าห่ม
นักพรตเลิกผ้าห่มขึ้นแล้วแทรกตัวลงไป
“เหตุใดพรมขนแกะถึงได้มีกลิ่นเหล้าข้าวหมักแรงถึงเพียงนี้… แม่นางสามสีคงทำหกสินะ”
“!”
สาวใช้ในรถม้ากำลังหยิบเหรียญทองแดงห้าเหรียญออกมา ยกยิ้มอย่างขบขัน เตรียมจะเล่าให้นายหญิงของตนฟังว่า จู่ๆ เจ้าแมวน้อยก็ให้เหรียญมาโดยไม่รู้เหตุผล ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของนักพรตเมื่อครู่ นางก็ชะงักงันไป
“!”
นางนึกแปลกใจ จึงยกมือขึ้นเลิกม่านรถม้า พร้อมกับมองออกไป
ระยะห่างระหว่างที่นอนของนักพรตกับรถม้ามีไม่มากนัก แสงจันทร์ส่องสว่างพอให้เห็นดวงตาเปล่งประกายคู่นั้นของเจ้าแมวกำลังจ้องเขม็งมาที่นาง
สาวใช้กะพริบตา สีหน้าพลันชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังเอ่ยขึ้นทั้งรอยยิ้ม “ข… ข้าทำเอง ข้าเผลอทำหกตอนรินเหล้าให้แม่นางสามสี ไม่ทันระมัดระวังจึงหกใส่พรมของท่านด้วย ต้องขออภัยจริงๆ”
เจ้าแมวพยักหน้ารับ แล้วค่อยๆ หันกลับไปขดตัวอยู่ในผ้าห่มต่อ
นักพรตเหลือบตามองเจ้าแมวสลับกับรถม้า ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ส่ายหน้าไปมาโดยไม่พูดอะไร แล้วเอนกายลง หลับตาเตรียมเข้าสู่ห้วงนิทรา
รุ่งเช้า ทั้งขบวนก็ออกเดินทางต่อ
จือจวิ้นกันดารสมคำร่ำลือ
กันดารทั้งทางด้านภูมิประเทศและผู้คน
แม้จะอยู่ติดกับแคว้นเหยาโจว แต่เพราะที่แห่งนี้มีภูเขาสลับซับซ้อน เส้นทางคดเคี้ยว มีสัตว์ร้ายชุกชุม อีกทั้งยังมีถนนเส้นอื่นที่สัญจรสะดวกกว่า บรรดาผู้คนที่มุ่งหน้าไปแคว้นเหยาจึงไม่เลือกเดินทางเส้นนี้กัน
ดินแดนนี้แร้นแค้นมาตั้งแต่ครั้นโบราณกาล พื้นดินกว้างใหญ่แต่แห้งแล้ง ผู้คนบางตา ไร้ซึ่งธุรกิจค้าขาย ไร้สินค้าขึ้นชื่อ ทิวทัศน์ก็ไม่งดงาม คนนอกย่อมไม่อยากย่างกรายเข้ามา ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ร้างคน ขุนนางที่ถูกส่งมาประจำการก็มักจะเป็นขุนนางที่ทำความผิดมาเสียส่วนใหญ่
เรียกได้ว่าแทบไม่มีผู้ใดอยากมาเยือน และแทบไม่มีผู้ใดไปจากที่นี่ได้เลย
แม้จะมิได้อยู่ห่างไกลนัก แต่กลับให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวราวถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
หากมิใช่เพราะบังเอิญได้ยินข่าวคราวเรื่องเขาเยี่ยซาน ต่อให้ซ่งโหยวจะออกพเนจรท่องใต้หล้าผ่านเฟิงโจวไปแล้ว เขาก็คงจะเลือกอ้อมไปตามแม่น้ำอิ่นเจียง ไม่มาเยือนจือจวิ้นแห่งนี้
ส่วนอำเภออิ่นหนานนั้น ก็เป็นส่วนที่กันดารที่สุดของจือจวิ้นเช่นกัน และถ้าไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่าเขาเยี่ยซานตั้งอยู่ที่นั่น เกรงว่าต่อให้นักพรตผู้นี้เข้ามาถึงจือจวิ้นแล้ว ก็คงไม่คิดจะเหยียบย่างไปยังอำภเออิ่นหนานเลยด้วยซ้ำ