ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 367 จระเข้ใต้น้ำ
จือจวิ้นนั้นช่างกันดารสิ้นดี
แม้จะอยู่ในเขตแดนแคว้นเฟิงโจวแล้วก็ตาม แต่ยิ่งเดินทางเข้าไปใกล้จือจวิ้นมากเท่าไร ครั้นลองถามผู้คนตามทางกลับแทบไม่มีใครรู้จักเลย ถึงรู้จักก็เพียงพอระบุทิศทางคร่าวๆ หาได้รู้แน่ชัดว่าต้องไปอย่างไร
สองข้างทางไม่มีแม้หินบอกทาง สร้างความลำบากใจให้เจ้านกนางแอ่นนัก ทุกครั้งจะไปถามทางก็ต้องชั่งใจอยู่นาน คิดทบทวนในหัวอยู่หลายรอบ กว่าจะตัดสินใจเอ่ยถามออกไปได้แต่ละคำก็ต้องภาวนาให้ถามถูกคน
ทว่าการเดินทางก็ยังดำเนินต่อไป
ถนนสายหลักไม่มีทางไปแล้ว จึงต้องเปลี่ยนไปทางน้ำแทน โชคดีที่ล่องเรือไปไม่กี่ลี้ก็จะถึงจุดหมายแล้ว
สาวใช้จึงให้สารถีขับรถม้าไปอีกทาง ให้ไปรออยู่ที่เหยาโจวก่อน ส่วนคนที่เหลือก็คอยอยู่ที่ท่าน้ำถึงสองวัน กว่าจะมีเรือชาวประมงผ่านมา
เสียค่าเรือไปไม่กี่สิบเหวินเท่านั้น
ซ่งโหยวพาม้าขึ้นเรือไปด้วย ล่องลอยตามกระแสน้ำไปเรื่อยๆ
สองฝั่งล้วนเป็นภูเขาเตี้ยปกคลุมด้วยพรรณไม้รกครึ้ม ไร้ซึ่งทิวทัศน์งดงามให้เชยชม จะเทียบกับทิวทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำหลิ่วเจียงก็มิได้ ทว่าหากมองไปในน้ำกลับเห็นว่าแม่น้ำอิ่นเจียงนั้นกว้างและลึกกว่ามาก สีเขียวเข้มจนเกือบดำ หากเป็นวันฟ้าใส จะดูเป็นสีเขียวอมฟ้าเพราะแสงสะท้อน ทว่ายามฟ้าครึ้มก็ดูลึกลับมีเสน่ห์ไปอีกแบบ
ซ่งโหยวยืนอยู่ริมกราบเรือ ทอดมองผืนน้ำอยู่ครู่ใหญ่
เบื้องซ้ายเป็นม้าคู่ใจ เบื้องขวาเป็นแมวตัวน้อยที่คอยเกาะขอบเรือมองลงไปในน้ำ ราวกับอยากรู้ว่านักพรตกำลังจ้องสิ่งใดอยู่
ชาวประมงผู้เป็นเจ้าของเรือก็ค่อยๆ พายเรืออย่างสบายอารมณ์อยู่ที่ท้ายเรือ
แม่น้ำอิ่นเจียงนั้น บัดนี้ไม่มีเทพเจ้าประจำลำน้ำอีกแล้ว มีเพียงกลิ่นอายปีศาจเจือจางอยู่ในอากาศ
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง ร่างอรชรสูงโปร่งของหญิงสาวผู้หนึ่งก้าวเข้ามาเคียงข้าง ยืนเคียงไหล่กับเขา ท่วงท่างามสง่า นางก้มมองสายน้ำชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับมาถามนักพรต
“ท่านนักพรตมองสิ่งใดอยู่หรือ”
“ไม่ได้มองสิ่งใดหรอก”
“เป็นเช่นนั้นเอง”
นายเรือพลันเอ่ยขึ้น “ท่านทั้งหลายไม่ต้องห่วงหรอก อีกไม่ถึงชั่วยามก็จะถึงจือจวิ้นแล้ว”
ซ่งโหยวเหลียวมองไปตามเสียง เห็นว่าใบหน้าของนายเรือชุ่มไปด้วยเหงื่อ จึงเอ่ยถามขึ้นอย่างสุภาพ
“ไม่ทราบว่ากิจการเดินเรือที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง”
“จะว่าเยอะก็ไม่เยอะ จะว่าน้อยก็ไม่น้อย แล้วแต่โชคชะตากระมัง บางทีพาคนไปส่งที่เหยาโจวสักเที่ยว ก็ได้เงินพอสำหรับอยู่สักเดือนแล้ว แต่น้อยนักที่จะมีคนบอกให้พาไปส่งที่จือจวิ้น”
“ท่านเคยได้ยินเรื่องเทพประจำแม่น้ำหรือไม่”
“เทพหรือ หากเป็นที่อื่นคงมีบ้าง แต่ข้าไม่ยักจะเคยได้ยินเรื่องจากแถวนี้เลย”
“ข้ากลับเคยได้ยินเรื่องหนึ่ง ว่ากันว่าเมื่อครั้งอดีตกาล เทพเจ้าประจำแม่น้ำอิ่นเจียงบังเอิญทำของสำคัญสูญหาย จึงถูกสวรรค์ลงทัณฑ์และถอดบรรดาศักดิ์ไป ท่านอาศัยอยู่ที่นี่มาโดยตลอด เคยได้ยินเรื่องนี้บ้างหรือไม่”
นายเรือขมวดคิ้ว จ้องผืนน้ำอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ “เหมือนจะเคยได้ยิน แต่จำไม่ได้ว่าฟังมาจากผู้ใด ที่ไหน หรือเมื่อไหร่ รู้แค่ว่าตอนล่องเรือผ่านมาเคยมีคนพูดถึง”
“ใช่ที่เจิ้งซีหรือไม่”
“คงใช่กระมัง! ท่านรู้ได้อย่างไร”
“ฟังคนเขาเล่ามา” ซ่งโหยวตอบสั้นๆ “ท่านพอจำรายละเอียดได้บ้างหรือไม่”
“จำไม่ได้แล้ว” นายเรือส่ายหัว “แต่เจิ้งซีอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ล่องตามน้ำไปอีกสักสามร้อยลี้ก็ถึงแล้ว แต่หากคิดจะเดินทางจากจือจวิ้นไปเหยาโจวด้วยการเดินเท้าย่อมลำบากยากเข็ญนัก ไม่มีใครเดินเส้นนั้นหรอก ทางบกขาดหมดแล้ว”
“เป็นเช่นนั้นเอง”
ซ่งโหยวพยักหน้ารับ แล้วถามคำถามต่อไป “ท่านเคยได้ยินเรื่องอำเภออิ่นหนานแห่งจือจวิ้นหรือไม่”
“อิ่นหนานรึ คงอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำอิ่นเจียงกระมัง” นายเรือส่ายหัวไปมา “แต่ข้าไม่เห็นจะเคยได้ยินว่าริมน้ำอินเจียงมีสถานที่นี้ด้วย หากบอกว่าอยู่ในจือจวิ้นก็ว่าไปอย่าง ฮ่าๆ จะว่าไปท่านนี่ก็รู้จักเล่าเรื่องตลกนี่นา ข้าล่องเรือบนลำน้ำแห่งนี้มาครึ่งชีวิตแล้ว ท่านดูเถิด ฝั่งขวามือคือจือจวิ้น แต่ข้าน่ะ นอกจากจะลงเรือไปปลดทุกข์ก็ไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปยังที่แห่งนั้นเลย”
“ว่าไปแล้ว…”
นายเรือกำลังจะกล่าวต่อ ทันใดนั้นเองกลับได้ยินเสียงน้ำกระเซ็น ทว่าเมื่อเขาหันกลับไปมองก็ต้องเบิกตาโพลง เรือทั้งลำแทบจะจมลงไปในน้ำ
วันนี้ฟ้าเปิด แดดแรง ลมสงบ ทว่าผิวน้ำเบื้องหลังกลับปั่นป่วนขึ้นในพริบตา เกิดคลื่นสูงดุจเนินเขาม้วนตัวทบกันเป็นชั้น ไล่เข้ามาอย่างรวดเร็ว
ใต้ผืนน้ำนั้น มีปีศาจกำลังเคลื่อนตัวอยู่
เสียงคลื่นกระทบกันดังขึ้นไม่ขาดสาย
แม้จะไม่ใช่เรือลำเล็กๆ เพราะบรรทุกม้าได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคลื่นมหึมากลับดูเล็กจ้อยราวใบไม้ลอยกลางน้ำ
“สวรรค์เอย…”
นายเรืออุทานด้วยเสียงสั่นเครือ
เขาใช้ชีวิตอยู่บนลำน้ำแห่งนี้มาครึ่งค่อนชีวิต เคยเห็นทั้งปีศาจและพรายน้ำมาไม่น้อย ทว่ากลับไม่เคยเห็นภาพเบื้องหน้านี้มาก่อนเลยสักครั้ง!
“ท่านอย่าได้ตกใจไป”
นักพรตที่หัวเรือเอ่ยขึ้น
ซ่งโหยวหรี่ตาลง มองทะลุผ่านผืนน้ำสีมรกตลงไปยังเบื้องล่าง ราวกับว่าเห็นถึงสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำ เขาหาได้เผยท่าทีตื่นตระหนก เพียงยกไม้เท้าไม้ไผ่ขึ้นแตะผิวน้ำเบาๆ
เกิดแสงสว่างขึ้นตรงจุดที่ปลายไม้เท้าแตะลงบนผืนน้ำ วงแสงนั้นสั่นสะท้อนเป็นระลอกแล้วแผ่ซ่านออกไป
คลื่นยักษ์ที่กำลังซัดมาเบื้องหน้าคล้ายจะเริ่มสงบลงแล้ว
สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำก็เหมือนจะหยุดเคลื่อนไหว คลื่นจึงสูญแรงลงเรื่อยๆ ทุกครั้งที่คลื่นเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ก็เตี้ยลงหนึ่งส่วน จนกระทั่งมาถึงหน้าเรือ ระลอกคลื่นก็เหลือเพียงไม่กี่ฉื่อเท่านั้น แม้เพียงเท่านี้ก็ยังทำให้เรือโคลงขึ้นลง เสมือนถูกอุ้มให้ลอยแล้ววางลงอย่างแผ่วเบา
ชาวเรือที่พยายามยันตัวลุกขึ้นกลับถูกแรงโยกโยนจนหงายหลังล้มลงอีกครั้ง
แมวสามสีและม้าแดงต่างรีบย่อขาลงเพื่อรักษาสมดุล เจ้าแมวจิกเล็บเข้ากับไม้กระดานแน่น ขณะที่ซ่งโหยวกับแม่นางทั้งสองยังคงยืนอย่างมั่นคง ไม่ขยับแม้ครึ่งก้าว
เป็นจระเข้ยักษ์ในตำนาน ที่ผู้คนเรียกกันว่า ‘ถัวหลง’ นั่นเอง
ดินแดนต้าเยี่ยนครั้นอดีตกาล เคยมีจระเข้หลายสายพันธุ์อาศัยอยู่ แต่ปัจจุบันหลงเหลือเพียงพวกขนาดเล็ก กินปลาเป็นหลัก ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ทว่าเถ่าหลงนั้นต่างออกไป มันคือจระเข้โบราณลำตัวยาวถึงสองจั้ง อุปนิสัยดุร้าย เคยขึ้นฝั่งมาไล่กินผู้คน เป็นภัยพิบัติประจำลำน้ำ
แต่ถึงกระนั้นมนุษย์ก็แกร่งกล้าเกินกว่าจะยอมจำนน
ว่ากันว่าในอดีตกาล มีขุนนางคนหนึ่งเห็นประชาชนเดือดร้อนจากจระเข้ จึงเขียนฎีกาโยนลงแม่น้ำ ตักเตือนให้จระเข้อย่าได้ก่อความวุ่นวาย แต่จระเข้ไม่ฟัง เขาจึงนำชาวบ้านออกขับไล่ จนจระเข้ถูกกำจัดแทบสิ้นสูญจากแดนต้าเยี่ยน
“เรื่องของโลกมนุษย์จำเป็นต้องให้เทพเจ้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือ”
ทว่าตัวที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านี้ กลับมีขนาดใหญ่โตเกินคาด ลำตัวยาวหลายสิบจั้ง กว้างหลายจั้ง หนากว่าธารน้ำขนาดเล็กเสียอีก ผิวหนังของมันมีสีดำปนแดงเข้มสะท้อนแสงแดดเย็นเฉียบ ส่วนหัวเพียงส่วนเดียวก็ใหญ่พอจะกลืนเรือทั้งลำเข้าไปได้ทั้งลำ
ดวงตากลมโตทั้งสองข้างมีเยื่อบางใสแยกออกเผยให้เห็นนัยน์ตาแนวตั้งเป็นเส้นแคบ ยามจ้องมานั้นเย็นชาไร้ความรู้สึก
ซ่งโหยวเพียงยืนพิงไม้เท้าสบตากับมันนิ่งๆ
หญิงสาวข้างกายก็ยังคงสงวนท่าทีสงบนิ่ง เย็นเฉียบดังผิวน้ำ ส่วนสาวใช้ก็มองด้วยรอยยิ้มสนใจใคร่รู้
แม่นางสามสีแปลงร่างเป็นแมวน้อย ซุกตัวอยู่กับแทบเท้าของนักพรต มองจระเข้ด้วยทั้งความหวาดกลัวและพิศวาสในคราเดียวกัน
เสียงทุ้มต่ำก้องขึ้นทั่วผืนน้ำ “ผู้ใดบังอาจ! กล้ามาขวางทางข้า”
น้ำทั่วผิวนั้นสั่นสะท้าน ราวกับกำลังเดือด แต่ไม่ถึงกับแตกฟอง มีเพียงหยาดน้ำกระเซ็นขึ้นเป็นหมื่นเป็นพันเม็ด
“องค์เทพช่วยข้าด้วย! นี่มันมังกร!”
นายเรือทรุดฮวบลงไปกับพื้น ตัวสั่นเทิ้มจนขยับไม่ไหว
สัตว์ร้ายขนาดมหึมาปรากฏอยู่ห่างเพียงไม่กี่จั้ง ความกลัวนั้นบีบคั้นหัวใจยิ่งกว่าสิ่งใด
ซ่งโหยวกลับกล่าวเสียงเรียบ “ท่านผู้สัญจรกลางวารี เหตุใดจึงไม่ปิดกลิ่นตนเสียบ้าง เห็นเรืออยู่ต่อหน้า ยังฝืนพุ่งมาดังนี้ ไม่เกรงว่าจะทำให้คนตายหรือ”
จระเข้เพียงจ้องเขา ไม่ยอมตอบ
ดูท่าก็รู้ว่ามันเองก็รู้สึกละอายอยู่บ้าง อีกทั้งที่นี่เป็นโลกมนุษย์ ยุคนี้คือยุครุ่งเรืองของมนุษย์ ทั้งยังมีสวรรค์คอยสอดส่องเบื้องบนและนรกกำลังแผ่ขยายเบื้องล่าง ไม่ควรก่อเรื่องให้ผู้คน มันจึงได้แต่จ้องนักพรตกับหญิงสาวบนเรืออยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ ดำหายลงไปในผืนน้ำ
ร่างมหึมาค่อยจมสู่ความมืดของแม่น้ำอีกครั้ง คราวนี้มันลดความเร็วลงแล้ว ล่องผ่านใต้เรือไปอย่างสงบ แต่เมื่อเฉียดผ่านกลับสะบัดหางมหึมาอย่างแรง น้ำซัดกระแทกจนเรือโยกแทบคว่ำ ก่อนจะเร่งว่ายจากไป พร้อมคลื่นยักษ์ที่ม้วนตามหลังไป
“โอ้พระเจ้าช่วย!”
“มังกร!”
“มังกรจริงๆ ด้วย!”
นายเรือแผดเสียงร้องดังลั่นราวคนเสียสติ
ยุคนี้ผู้คนชอบเรียกสิ่งที่ไม่รู้จักว่ามังกร ไม่ว่ามันจะดูคล้ายหรือไม่ก็ตาม บางทีเพียงเห็นแสงประหลาด หรือปีศาจรูปร่างแปลก ก็พร้อมจะบอกว่าคือมังกรทั้งหมด แต่สิ่งที่โผล่มาเมื่อครู่ ถึงจะเห็นเพียงส่วนหัวก็ยากจะเชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตธรรมดา ไม่แปลกเลยที่ชาวบ้านจะเรียกมันว่ามังกร
ผิวน้ำค่อยๆ สงบลงอีกครั้ง เหลือเพียงร่องรอยหญ้าและต้นไม้สองฝั่งที่ถูกคลื่นซัดล้มแช่ในโคลน เป็นหลักฐานว่าก่อนหน้านี้มีปีศาจยักษ์ผ่านทางนี้ไป
สายน้ำลึกและมืดมนชวนให้หวาดหวั่น เพราะมนุษย์ไม่มีวันเลยว่าใต้ความเงียบงันนั้น มีสิ่งใดซ่อนอยู่บ้าง
หลังจากซ่งโหยวปลอบโยนนายเรืออยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ค่อยๆ ตั้งสติ กลั้นใจจับไม้พายต่อ ส่วนซ่งโหยวก็ยังยืนอยู่ที่หัวเรือ มองผืนน้ำอันเวิ้งว้างเบื้องหน้า สายตาเต็มไปด้วยความคิดที่ไม่มีผู้ใดหยั่งถึง.