ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 370 แม่นางสามสีท่องเมืองผี
บทที่ 370 แม่นางสามสีท่องเมืองผี
……………
รุ่งอรุณมาเยือน แสงสีขาวกับครามสาดส่องผ่านเมฆดำ ดูงดงามยิ่งนัก
ใต้แสงอรุณนั้นมีภูเขาใหญ่เปลือยเปล่าลูกหนึ่ง รายล้อมไปด้วยทิวเขาเล็กน้อยรอบด้าน ล้วนถูกแสงแรกฉายเงาสะท้อนออกมา
ทว่าที่แห่งนี้ช่างอยู่ใกล้ซ่งโหยวเสียยิ่งกว่าสุดชายแดนเหนือ เป็นแนวเขาเล็กวงนอกสุดที่ล้อมภูเขาใหญ่นั้นไว้ บนยอดเขาที่สูงชันจะมีหอดูยาม หอส่งสัญญาณไฟ ส่วนเขาที่อยู่ถัดเข้ามานั้นมีหอคอยตั้งรับศึก เบื้องล่างเป็นค่ายทหาร มีคนเฝ้ายามตลอดราตรี
แนวนี้น่าจะเป็นที่ตั้งทัพของกองทัพมังกรพยศ เพื่อป้องกันความวุ่นวายจากโลกมนุษย์
ยิ่งมองเข้าไปข้างใน ก็ไม่เห็นสิ่งเหล่านี้อีกแล้ว
ราชครูย่อมรู้มานานแล้วว่าเขากำลังจะมา จึงรอรับต้อนเขาอยู่ที่หน้าทาง พอสบตากัน ก็รีบนำคนหลายคนเดินมาหา
ข้างหลังตามมาด้วยศิษย์น้อยสองคน และยังมีชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมนักพรต คนชราในชุดผ้าฝ้าย และผีสองตนในชุดขุนนาง น่าจะเป็นผู้ช่วยของเขา ขณะนี้เดินตามมาพลางเหลือบมองซ่งโหยว ดูเหมือนจะได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของซ่งโหยวมาแต่ไหนแต่ไร และอยากเห็นว่าใครเล่าที่ราชครูตั้งใจรอคอยถึงเพียงนี้
นอกจากนี้ยังมีนายทหารหลายคน สวมเกราะเต็มยศ ถือคบเพลิง
“ในที่สุดสหายบำเพ็ญก็มาถึงที่นี่!”
ราชครูเดินเข้ามาพลางกล่าวว่า “ข้าได้ยินว่ามีเซียนมาเยือนเฟิงโจว จึงทราบว่าต้องเป็นท่านแน่ และรู้ว่าท่านจะต้องมาที่นี่ เมื่อท่านมาถึงแม่น้ำอิ่นเจียง ข้าคำนวณเวลาแล้วก็มารอรับท่านที่นี่ ยังส่งทหารมังกรพยศไปรับด้วย ใครจะคิดว่าท่านจะเดินทางมากลางคืน”
“ลำบากหาทางนัก ข้าได้พบเหล่ายมทูตตอนไปพักแรมกลางแจ้ง จึงขอให้พวกเขาพาข้ามาที่นี่”
“โอ้!”
ราชครูพยักหน้า หันไปยิ้มให้เหล่ายมทูตแล้วค้อมกายคารวะ “ขอบคุณท่านทั้งหลายที่พาแขกมาหาข้า บัดนี้ใกล้รุ่งแล้ว ขอให้ท่านกลับไปพักผ่อนเถิด อย่าได้สัมผัสกับแสงยามอรุณเลย ที่เหลือข้าจะนำแขกไปเอง”
“ไม่กล้า ไม่กล้า”
“ข้าน้อยขอลา…”
ยมทูตคารวะแล้วก็จากไป
แล้วหันหน้าไปทางแมวสามสีบนพื้น โดยยังคงรักษาท่าทีนอบน้อม
“คารวะแม่นางสามสีด้วย”
“คารวะราชครู”
“เหมียว…”
ซ่งโหยวกับแม่นางสามสีตอบรับ
“สหายบำเพ็ญยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย” ราชครูเงยหน้ามองซ่งโหยว โดยอาศัยแสงคบเพลิงจากนายทหารข้างกาย พลันอดรู้สึกซาบซึ้งไม่ได้
“ราชครูมีผมหงอกแล้ว” ซ่งโหยวก็หรี่ตามองราชครูผ่านแสงไฟ เช่นเดียวกับฮ่องเต้ ราชครูก็แก่ชราลงมากในช่วงสามสี่ปีนี้ แต่แน่นอนว่าไม่หนักหนาเท่าฮ่องเต้
ครั้งก่อนที่พบกัน ยังเห็นเป็นนักพรตวัยกลางคนอยู่เลย
บัดนี้กลับชราภาพลงเสียอย่างนั้น
ก่อนหน้านี้ตอนกลับไปยังฉางจิง ได้ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ พระองค์ก็ทรงซาบซึ้งเช่นนี้
“เฮ้อ…”
ราชครูถอนหายใจยาว “แม้แต่ภูเขายังกร่อนลง นับประสาอะไรกับมนุษย์มนา”
แสงอรุณข้างหลังสว่างขึ้นอีกสักหน่อย ส่องให้เห็นภูเขาที่แทบไม่มีหญ้าขึ้นนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่เพียงภูเขาลูกนั้น เขาโดยรอบก็เหมือนกัน ดูเหมือนแก่ชราลงจริงๆ
คำพูดของราชครูประกอบกับทิวทัศน์นี้ชวนให้รู้สึกพิลึกพิลั่นยิ่งนัก
“อย่ายืนที่นี่นานเลย สหายบำเพ็ญเชิญเถิด” ราชครูผายมือเชิญทั้งรอยยิ้ม แล้วก็เดินกะเผลกไปยังแนวเขานั้น เหล่าไพร่พลก็คอยติดตามไป “นรกกำลังจะถือกำเนิดขึ้น ในอดีตหลายพันหลายหมื่นปีไม่เคยมีนรกมาก่อน ข้าไม่รู้ว่าควรจัดการอย่างไร จึงสร้างต้นแบบไว้ที่เมืองผีนี้ก่อน จะให้ท่านสหายบำเพ็ญช่วยดูว่ามีอะไรไม่เหมาะสมหรือไม่”
“ข้ามาเพราะหวังจะสะสมประสบการณ์เท่านั้น”
ซ่งโหยวกับม้าแดงและแมวสามสีต่างก็เดินตามเขาเข้าไป
ต้องผ่านด่านนอกสุดที่มีกองทัพคอยคุ้มกันเสียก่อน
กองทัพมังกรพยศก็เป็นกองทัพชั้นเยี่ยม คอยเฝ้าประตูอั๋งโจว แม้จะไม่เหมือนกองทัพชายแดนเหนือที่รบกันมาหลายปี มีจิตสังหารหนักหน่วง แต่ทหารทั้งหลายต่างก็เป็นคนหนุ่มร่างกายกำยำที่ฝึกศิลปะต่อสู้มาตลอด ผู้เฝ้ายามแต่ละคนสวมเกราะเจิดจ้า พกดาบและหอกยาว สะพายธนูและกระบอกลูกธนู อาวุธเกราะทั้งหมดแวววาว สะท้อนแสงเปลวไฟ ดูโอ่อ่ายิ่งนัก เพียงดูด้วยตาเปล่าแทบแยกไม่ออกว่าแข็งแกร่งกว่ากองทัพทางเหนือหรือไม่
อย่างไรก็ต้องเป็นคนหนุ่ม
ปราณหยินที่นี่คละคลุ้งเกินไป แม้ที่นี่จะเป็นด่านแนวนอก แต่ถ้าไม่ใช่คนหนุ่มที่มีโลหิตร้อนแรง คงทนไม่ไหว
ต้าเยี่ยนเลือกใช้กองพลทหารชั้นยอด มีกองทัพประจำการไม่มาก ในยุคสงครามที่แผ่นดินแยกออกเป็นหลายส่วน ลำพังกองทัพเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมมีกำลังพลมากกว่ากองทัพทั้งต้าเยี่ยน แต่ความสามารถในการรบของทั้งสองฝ่ายนั้นย่อมเอามาเทียบกันไม่ได้
หากคนธรรมดาหลงเข้ามาที่นี่คงตกใจจนหมดสติ
นอกจากกองทัพชั้นเยี่ยมนี้ ในค่ายทหารยังมีพระสงฆ์นักพรต หมอผีชาวบ้านให้เห็นอยู่บ้างเป็นครั้งคราว คิดว่าน่าจะเป็นผู้ฝึกตนและผู้มีวิชาพิสดารที่ราชครูพามาจากจวนจวี้เซียนที่ฉางจิง
ครั้นเดินลึกเข้าไปอีก ก็ยังเห็นว่ามีทหารเฝ้ายาม
นับว่าเข้มงวดยิ่งนัก มีแนวคุ้มกันตั้งหลายชั้น
“…”
ซ่งโหยวรู้สึกหนักใจขึ้นมาบ้าง
ครั้งก่อนที่ตนฝากผีบัณฑิตมาสืบสวนที่นี่ แต่ตนแค่สัญญาว่าจะตอบแทนเขาด้วยชาสักถ้วย ไม่รู้ว่าตอนนั้นเขาแทรกตัวผ่านแนวคุ้มกันนี้มาด้วยความยากลำบากเพียงใด เพียงเห็นว่าผีบัณฑิตตนนั้นแทบไม่เหลือเค้าโครงความเป็นผีเลย บัดนี้มาถึงที่นี่ด้วยตัวเอง จึงรู้ว่ายากเหมือนปีนขึ้นฟ้า
ผีลักเล็กขโมยน้อยตนหนึ่งยังมีซื่อสัตย์และมุ่งมั่นเช่นนี้ มนุษย์ช่างซับซ้อนเหลือเกิน
ไม่ทันไรก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าแถวนี้ไม่มีหญ้าขึ้นเลย แม้จะมีต้นไม้ ก็เป็นต้นไม้แห้งตาย
แต่หากมองดูอย่างถี่ถ้วนจะพบหญ้าชนิดหนึ่ง
หญ้านั้นมีใบห้าแฉกแผ่เป็นวงกลม มีลวดลายเหมือนใบหน้ามนุษย์
นั่นคือหญ้าหน้าผี
แต่ก่อนหากไม่ได้บังเอิญพบหญ้าหน้าผีในตลาดมืดเมืองฉางจิง ซ่งโหยวก็คงไม่รู้เรื่องภูเขาเยี่ยซานแห่งเฟิงโจว แม้ว่าหลังจากนั้นราชครูก็รีบมาหาตนทันที แล้วเล่าแผนการการสร้างเมืองผีให้ฟังเอง แต่จริงๆ แล้วซ่งโหยวก็ไม่แน่ใจว่าเขารู้หรือไม่ว่าครานั้นราชครูปิดบังอะไรไม่ได้แล้ว
“ที่นี่ปราณหยินหนักหนาจริงๆ” ซ่งโหยวมองซ้ายขวา
“เป็นความจริง โชคดีที่จือจวิ้นนั้นกันดาร อำเภออิ่นหนานก็ยิ่งห่างไกล เขาเยี่ยซานแทบจะเป็นดินแดนไร้คน เป็นเหตุผลหนึ่งที่ข้าเลือกตั้งเมืองผีที่นี่” ราชครูเดินกะเผลกไปพลางอธิบายให้ฟัง “ข้ายังวางข่ายอาคมกั้นปราณหยินไว้ที่นี่ด้วย ถือว่ามีประโยชน์อยู่บ้าง ข้าตั้งใจจะอดทนไปจนกว่าจะสร้างนรกสำเร็จ ถึงเวลานั้น ดวงวิญญาณและปราณหยินทั้งหมดจะถูกสูบเข้าไปในนรก ที่นี่จะกลายเป็นทางผ่านระหว่างโลกมนุษย์กับนรกภูมิ โดยจะเหลือพื้นที่ไว้สร้างตำหนักให้ผู้คุมทั้งสองภพ เช่นนี้ก็จะไม่กระทบโลกมนุษย์อีกต่อไป”
ราชครูหันมามองเขา
“แต่ได้ยินมาว่าสหายบำเพ็ญดูจะมีวิธีกั้นปราณหยิน หากพอจะช่วยเหลือได้ ข้าย่อมยินดียิ่งนัก”
“มิยากหรอก”
“ขอบคุณสหายบำเพ็ญแทนผู้คนใต้หล้า”
“ราชครูห่วงใยปวงชนนัก”
“สหายบำเพ็ญพูดตรงไปแล้ว ฮ่าๆ…”
ในหมู่คนเดินทางมีแต่เสียงสนทนาของเขาทั้งสอง คนอื่นไม่ว่าจะเป็นคนหรือแมว ต่างคอยก็เดินตามและลอบสังเกตไปด้วย
ส่วนนกนางแอ่น…
ตั้งแต่ซ่งโหยวได้พบยมทูต ก็ให้มอบพลังวิญญาณแห่งฤดูเหมันต์ให้เขาไปแล้ว คิดว่าบัดนี้คงมองลงมาเบื้องล่างจากเหนือชั้นเมฆ
กว่าจะมาถึงเยี่ยซาน ฟ้าก็สางแล้ว
ทว่าปราณหยินที่นี่หนาแน่นยิ่งนัก ยิ่งกว่าที่เมืองกุยเฉิงในเหยียนโจวหลายเท่านัก แสงอาทิตย์ส่องลงมากลายเป็นความมืดมัว แม้แต่ปราณหยางยังไม่อาจทะลุล้ำเข้ามา ทว่าผีสองตนข้างกายราชครูคาดว่าจะเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่เพิ่งตายไปเมื่อสองสามปีก่อนกลับเดินเหินได้อย่างสบายอารมณ์
ในภูเขามีประตูไปสู่หน้าผาชัน
แต่หน้าผานั้นเป็นเพียงค่ายกลลวง หาได้มีอยู่จริง คนธรรมดาคงเข้าไปไม่ได้ มีเพียงขุนพลผีและยมทูตเดินเข้าออก
“เชิญ!”
ราชครูผายมือเชิญ
“เชิญ!”
ราชครูก้าวไปกลางผาหิน
คนและผีที่ตามเขามาต่างก็ตามติดกันไป และหายลับไปในผาหิน
ซ่งโหยวก็ก้าวตามเข้าไปด้วย
ม้าแดงดูจะไม่ลังเลเลย ซ่งโหยวเดินไปทางไหน มันก็เดินตาม คอยก้มหัวเดินไปถึงผาหิน
กระทั่งเข้าไปได้ทั้งหมด
“อืม…”
แมวสามสีหยุดอยู่ที่เดิม เงยหน้าจ้องผนังหินนี้ มองซ้ายมองขวา ใช้เท้าหลังเกาขนครู่หนึ่งแล้วก็วิ่งเข้าไป
นางสัมผัสได้ถึงแรงต้านเล็กน้อย เกิดระลอกคลื่นอาคมบนผาหินเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังเดินเข้าไป
“เหมียว!”
แมวสามสีสะบัดหัวสะบัดหาง รู้สึกว่าทุกสิ่งปกติดี
คล้ายกับตอนไปเยือนนอกเมืองฉางจิงเมื่อครั้งก่อน
นางเบิกดวงตาอันเปี่ยมด้วยความอยากรู้อยากเห็นขึ้นแล้วเดินตรงไปข้างหน้า
ข้างในเป็นพื้นที่ว่างกว้างใหญ่ เสมือนเมืองเล็กๆ ที่มีทางลงสู่ใต้ดิน ยังไม่รู้ว่าข้างล่างจะลึกและใหญ่เพียงใด
แสงอาทิตย์ส่องมาไม่ถึงที่นี่ แม้แต่ประตูทางเข้าก็ไม่มีแสงเล็ดลอดผ่านมา แม่นางสามสีหันกลับไปมอง ก็เห็นเพียงผนังหิน ทว่าในพื้นที่กว้างใหญ่แห่งนี้ กลับมีไฟวิญญาณล่องลอยอยู่เต็มไปหมด บ้างอยู่ในเสาไฟ บ้างอยู่กลางความว่างเปล่า ลอยไปตามผีที่เดินไปมา เป็นแสงสีขาวซีดปนน้ำเงินปนเขียว คอยมอบความสว่างให้พื้นที่นี่
แม่นางสามสีเบิกตากว้าง ภาพเมืองใต้พิภพและไฟวิญญาณล้วนสะท้อนอยู่ในแววตาของนาง
เห็นได้ชัดว่าทุกครั้งที่มีผีเดินผ่านไปมา เสาไฟที่แต่เดิมมืดมิดก็สว่างขึ้นทันที หรือแม้ท่ามกลางความว่างเปล่า หากมีผีเดินผ่าน ที่ตรงนั้นก็จะสว่างขึ้นทันที
แม่นางสามสีทำเผยสีหน้าเคร่งขรึม แต่ถึงกระนั้นก็รู้สึกว่าแปลกใหม่นัก
ครั้นรู้สึกตัวก็มองตรงไปเบื้องหน้า เห็นว่าทุกคนเดินนำไปไกลแล้ว และกำลังหันกลับมารอตน
“!”
แม่นางสามสีจึงรีบวิ่งตามไปทันที