ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 371 ไร้ซึ่งรอยรั่ว
“แม่นางสามสี มองอะไรอยู่หรือ”
“หือ!”
แมวเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาวาววับ แต่กลับไม่ตอบอะไร เพียงหยุดยืนแล้วหันไปจ้องมองเมืองผีตรงหน้าอีกครั้ง
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวเอ่ยก่อนจะก้าวตามราชครูต่อไป
แม่นางสามสีก็เดินตามเช่นกัน เพียงแต่ยังคงหันซ้ายหันขวา สอดส่องไปทั่วทาง ราวกับอยากสำรวจทุกสิ่งให้ทั่ว
บางครั้งเดินไปเดินมา ก็ตามผิดคนเสียอย่างนั้น เผลอเดินตามคนอื่นไป ต่อให้เป็นเช่นนั้นก็ยังดีที่แม่นางสามสีทั้งฉลาดมากปัญญา อีกทั้งยังจำเสียงฝีเท้าของซ่งโหยวและม้าคู่ใจได้ พอรู้ว่าผิดคนก็วิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว วนเวียนเช่นนี้อยู่หลายครั้ง
“ฝีมือท่านราชครูช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน”
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว” ราชครูหัวเราะเบาๆ “หากจะสร้างเมืองใต้ดินใหญ่ปานนี้ด้วยแรงคน คงต้องใช้เวลาเป็นชาติ ความจริงเขาเยี่ยซานและเทือกเขาโดยรอบนั้นเป็นเขากลวงๆ อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับรอยแยกใต้พื้นดิน คล้ายว่ามีโลกอีกใบอยู่ข้างใต้ ข้าเพียงแค่มาแต่งเติมเท่านั้น ซึ่งนี่เองคือเหตุผลสำคัญที่ข้ตัดสินใจเลือกที่นี่”
เขาพูดจบก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังต้องเสียเวลาหลายปี และสิ้นเปลืองแรงคนและทรัพยากรไม่น้อย…”
เสียงถอนหายใจนั้นดูจะออกมาจากใจจริง
นับแต่ราชครูเข้ามาช่วยงานราชการ ก็เคยเสนอและดำเนินนโยบายเพื่อประโยชน์ราษฎรนับไม่ถ้วน หากที่ใดเกิดภัยพิบัติ เขาย่อมเป็นผู้แรกที่เข้าช่วยเหลือ แม้แต่ตำราเรียนสำหรับเด็กของแม่นางสามสีที่ขายได้ในราคาถูก ก็เพราะอาศัยอำนาจบารมีของเขา
ชาวต้าเยี่ยนนับยี่สิบล้านชีวิต ล้วนได้รับอานิสงส์จากเขาไม่มากก็น้อย
ซ่งโหยวยินดีจะเชื่อว่าเขาทำด้วยใจจริง
อย่างน้อยหลายปีก่อน ตอนที่เมืองผีเยี่ยซานเพิ่งสร้างเสร็จ พวกแรงงานที่ถูกเกณฑ์มาก็ได้รับการปล่อยตัวกลับบ้านจริงๆ ซ่งโหยวเองก็ได้พบกับบางคนระหว่างทาง คนเหล่านั้นต่างพูดถึงราชครูด้วยความชื่นชม
กระทั่งใกล้เสร็จ มีข่าวลือแพร่ไปทั่วว่าพวกเขากำลังสร้างสุสานให้ฮ่องเต้ และเมื่อสร้างเสร็จจะไม่มีผู้ใดรอดชีวิต เพื่อปิดบังความลับนั้น โชคดีที่ราชครูออกมาพูดด้วยตนเอง ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็คลายความหวาดกลัวของทุกคนได้ทั้งสิ้น
หลังงานเสร็จสิ้น แรงงานเหล่านั้นก็ได้กลับบ้านโดยสวัสดิภาพ ทั้งยังได้รับเงินรางวัลอีกก้อนหนึ่ง
อย่างน้อยเรื่องนี้ก็เป็นความจริงแน่นอน
“หลายปีมานี้ ข้ามักฝันเห็นองค์เทพเสด็จมา สนทนาเรื่องเมืองผีเยี่ยซานและนรกกับข้าอยู่บ่อยครั้ง” ราชครูกล่าว “เมืองผีแห่งนี้ ก็ได้รับอิทธิพลมาจากคำแนะนำของพวกท่านเหล่านั้นอยู่บ้าง”
ซ่งโหยวเดินตามอยู่ครึ่งก้าว พลางกวาดสายตามองรอบด้าน
เมืองผีแห่งนี้ ถึงจะอยู่ในภูเขา แต่รูปแบบและผังเมืองกลับคล้ายเมืองมนุษย์ทุกประการ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกอะไร เทพยังมีเมืองเป็นของตนเอง และแม้แต่เครื่องแต่งกายยังเป็นไปตามรสนิยมของคนยุคปัจจุบันด้วยซ้ำ
ไม่ทันไรก็มีแสงสีเขียวอมขาวแล่นผ่านตาเขาไป
ความสว่างเผยรูปลักษณ์ที่แท้จริงของสรรพสิ่ง
เผยให้เห็นสภาพที่แท้จริงของเมืองผี
ทั้งรกร้างและไม่รกร้างในคราเดียว
เรือนร้านต่างๆ ดูราวกับถูกสร้างขึ้นโดยวิญญาณ พลังของเหล่าภูตผีที่ทับซ้อนอยู่ระหว่างความจริงกับกลลวง สำหรับคนเป็น มันอาจจะเหมือนกลมายา แต่สำหรับพวกวิญญาณแล้ว มันคือของจริงแท้แน่นอน
ไม่ต่างจากเมืองกุยเฉิงที่เหยียนโจว กลางวันดูรกร้าง แต่พอตกค่ำกลับงดงามดังเดิม
ซ่งโหยวกวาดตามองโดยละเอียด
โลกเบื้องหน้ามีค่ายกลคลุมอยู่ คงเป็นฝีมือของราชครู แต่ดูแล้วก็เพียงเพื่อป้องกันมิให้ปราณหยินหลุดรอดออกไปเท่านั้น นอกจากนั้นไม่มีสิ่งใดผิดแปลก
“ราชครูคือผู้กล้าแห่งยุค เมื่อครั้งทวยเทพทั้งหลายยังมีชีวิตอยู่ ก็หาได้มีความสามารถเกินท่านไปมากนัก” ซ่งโหยวตอบโดยแทบไม่ต้องคิด “เพียงเลือกฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อท่าน ก็เพียงพอแล้ว”
“ข้าจะมีวาสนาได้วางใจเช่นท่านได้อย่างไรกัน” ราชครูยิ้มบางๆ ยังคงเดินนำต่อไปโดยไม่หันกลับมา “แต่ก็นับว่าคำแนะนำจากเทพเหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนดีทั้งนั้น หากนรกมีจริง ก็สมควรขอให้เทพสักองค์ลงมาดูแลที่นี่ พวกเขาเว้นตำแหน่งไว้ให้ทั้งฮ่องเต้และข้าด้วย ข้าก็ไม่มีสิ่งใดจะขัด เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าฮ่องเต้จะทรงยินยอมไหมก็เท่านั้น”
ซ่งโหยวยังคงพูดพลางกวาดตามองรอบๆ แต่คิ้วกลับขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ
ราชครูเช่นเขา ที่เป็นผู้บำเพ็ญพรตแล้วเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ย่อมถูกนักปราชญ์ดูแคลน และถูกพลทหารดูหมิ่นยิ่งกว่า ยิ่งถืออำนาจมาสองทศวรรษ หากเป็นผู้อื่นคงถูกสาปแช่งไปนานแล้ว ทว่าราชครูกลับได้รับการยอมรับจากทั้งขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ แถมยังมีชื่อเสียงดีในหมู่ประชาชน ในประวัติศาสตร์แทบหาผู้ใดเทียบได้ยาก แม้แต่เฉินจื่ออี้ยังเคารพเขาไม่น้อย ถือว่าหาได้ยากยิ่งนัก
ซ่งโหยวอดคิดไม่ได้ ตนกลับยังมีข้อกังขาในใจอยู่มาก เช่นนั้นแล้วตนหรือคือผู้ผิด
แต่ความสงสัยนั้นกลับเป็นความจริง
“หากนรกเกิดขึ้นจริง ก็ต้องมีเจ้าแห่งนรก ซึ่งข้าไม่จำเป็นต้องกล่าวมาก ท่านก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าพวกเราตั้งใจเลือกผู้ใด” ราชครูส่ายศีรษะอย่างจนใจ “เพียงแต่เทพในนิมิตกล่าวว่า จะส่งจักรพรรดิมานั่งกำกับที่นี่ เพื่อดูแลเหล่าขุนนางในนรก นั่งเคียงข้างกับเจ้าแห่งนรก”
“จักรพรรดิองค์ใดกัน”
“ข้าไม่ทราบแน่ชัด” ราชครูเว้นไปครู่หนึ่ง “ฝ่ายสำนักพุทธก็จะส่งคนมาร่วมด้วย ตำแหน่งต่ำกว่าสององค์นั้น ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปกครอง ดูเหมือนสวรรค์ก็ไม่มีข้อข้องใจ ส่วนฮ่องเต้ก็คงจะทรงเห็นชอบเช่นกัน”
“อย่างนั้นหรือ…”
ซ่งโหยวยังคงกวาดตามองรอบด้าน พลางพยักหน้าลงอย่างครุ่นคิด
ว่าด้วยเรื่องนรกและวัฏจักรสงสารนั้น เดิมทีก็เป็นแนวคิดที่ผสมผสานระหว่างพุทธกับเต๋า รวมเข้ากับความเชื่อพื้นบ้าน ต่อมาแม้แต่สำนักพุทธในแดนตะวันตกก็ถือว่าอยู่ภายใต้การดูแลของสวรรค์ชั้นฟ้า ดังนั้น เมื่อนรกใกล้จะอุบัติขึ้น การเว้นตำแหน่งหนึ่งไว้ให้ตัวแทนจากทางพุทธ ถึงจะสูงส่งแต่ไร้อำนาจ ก็ถือเป็นเรื่องสมควร
ส่วนฮ่องเต้แห่งต้าเยี่ยนนั้น…
ฝ่าบาทไม่นับถือทั้งเต๋าและพุทธ ทรงเชื่อว่าพระองค์อยู่สูงสุด ขณะนี้ราชสำนักยังคงสร้างถ้ำพระพุทธขนาดใหญ่ริมผาแม่น้ำอวี้ฉวี่อยู่เลย หากให้พระองค์เป็นจ้าวแห่งนรก แม้องค์จักรพรรดิชื่อจินจะถือเป็นบรรพบุรุษสายตรงของพระองค์ แต่ในเมื่อมีเทพลงมาเกี่ยวข้อง เช่นนั้น แม้ฝ่ายพุทธจะไม่เอ่ยปาก พระองค์ก็คงเต็มใจจะเว้นตำแหน่งให้อีกสักที่หนึ่ง
“ตามตำนานเล่าว่าในนรกมี ‘ราชาผี’ ปกครองอยู่ หากเป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อถือกันทั่วแผ่นดิน ก็คงฝืนกระแสศรัทธานั้นไม่ได้” ราชครูกล่าวต่อ “ข้าได้ร่างโครงสร้างเบื้องต้นไว้ก่อนแล้ว ในเมืองผีแห่งนี้จะมีวิหารสามแห่ง”
“เชิญว่าต่อเถิด”
“วิหารแรก ทำหน้าที่รับดวงวิญญาณที่มาถึงเมืองผี บันทึกชื่อ ตรวจสอบความดีความชั่ว พิจารณาว่ายังมีกรรมใดที่ยังไม่สิ้นหรือไม่ วิหารที่สอง ดูแลเรื่องการลงโทษและให้รางวัล ผู้ใดมีบุญก็ให้ผลบุญ ผู้ใดมีบาปก็ต้องรับโทษ ส่วนวิหารที่สาม ควบคุมวิญญาณที่ต้องพำนักอยู่ในนรก ให้อยู่ในขอบเขต ไม่ก่อความวุ่นวาย”ราชครูเว้นไปครู่หนึ่ง “จริงๆ แล้วควรจะมีวิหารที่สี่ ซึ่งว่าด้วยเรื่องวัฏจักรสงสาร แต่บัดนี้นรกยังไม่สมบูรณ์ จึงยังไม่มีวัฏจักรสงสาร เวลานี้จึงมีเพียงโครงร่างว่างเปล่าอยู่เท่านั้น”
“แล้วราชาผีเหล่านั้นเล่า เป็นผู้ใด”
“ยังมิได้กำหนด” ราชครูตอบ “ตอนนี้เพิ่งเป็นการวางรากฐาน ยังไม่สมบูรณ์ดี แต่เวลาผ่านไปย่อมค่อยๆ ปรับเปลี่ยนจนกว่าจะสมบูรณ์ดี เรื่องพวกนี้เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเป็นธรรมดา”
“เรื่องวิญญาณและสิ่งลี้ลับ ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว”
ซ่งโหยวพยักหน้าเบาๆ แล้วถามต่อว่า “เหตุใดที่นี่ถึงมีปีศาจด้วยเล่า”
ราชครูหัวเราะเบาๆ “ที่นี่มีวิญญาณอาศัยอยู่มาก โดยเฉพาะพวกดวงวิญญาณอาฆาตร้ายแรง นรกกำลังจะก่อร่าง ย่อมดึงดูดเหล่ามารปีศาจที่คอยจับจ้องที่นี่มาเป็นธรรมดา แต่ข้านั้นมีวรยุทธ์และวิชาจำกัด สู้รบไม่เก่ง จึงเชิญพวกมันมาช่วยคุ้มครอง รักษาความสงบ ปราบพวกผีร้าย และข่มขวัญปีศาจตนอื่นๆ”
“แล้วท่านก็ให้ตำแหน่งแก่พวกมันเป็นการตอบแทน”
“ใช่ ให้ตำแหน่งไม่ต่ำหรอก อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของฮ่องเต้โดยตรง” ราชครูกล่าวอย่างไม่ปิดบัง “ยุคนี้เปลี่ยนไปแล้ว ไมว่าพุทธหรือเต๋าจะรุ่งเรืองหรือเสื่อมสลาย สุดท้ายก็ยังเป็นโลกของมนุษย์อยู่ดี พวกจอมมารเหล่านี้ ถึงมีพลังมากเพียงใด ก็ไม่มีทางกลับมาครองแผ่นดินได้อีก พวกมันไม่อยากสูญสิ้น จึงต้องการหาที่พึ่ง ส่วนตำแหน่งราชาผีก็ควรมีผู้ช่วยหนุนหลัง เช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย”
“ฟังดูมีเหตุผลนัก”
ว่ากันว่าพวกมันได้ที่อยู่ในเมืองผี ซึ่งแท้จริงก็คือต้นแบบของนรกในอนาคต หากเป็นตระกูลปีศาจเก่าแก่ที่สืบเชื้อสายมาแต่โบราณ ล้วนมีอำนาจไม่น้อย หากได้โอกาส ก็อาจตั้งตนเป็นใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้น โลกนี้ก็ไม่ใช่ยุคของพวกมันอีกต่อไปแล้ว โอกาสที่อสูรจะปกครองนรกแทบเป็นศูนย์ ไม่ว่าฝ่ายสวรรค์หรือฝ่ายพุทธก็คงไม่ยอมปล่อยให้พวกมันเติบโต เพราะศาสนาและเส้นทางแห่งการแสวงหาบุญบารมีนั้น ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นมนุษย์ทั้งสิ้น
ราชครูแม้ไม่ได้มีวิชาอาคมสูงส่ง อาจถูกเทพองค์ใดสังหารได้ในพริบตา แต่เขาก็เป็นผู้ทรงอำนาจในโลกมนุษย์
ที่จอมมารทั้งหลายเลือกจะมาหาเขา ก็ถือว่าไม่แปลก
ย่อมเป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย
หากฮ่องเต้ได้เป็นราชาผีจริงๆ พระองค์คงยิ่งพอใจที่ได้มีกองกำลังเช่นนี้อยู่ในมือ
ซ่งโหยวครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนเอ่ยถามอีกครั้ง “ก่อนหน้านี้ข้าไปเยือนทางเหนือ มักมีชาวบ้านมาขอให้ข้าทำนายความฝัน บอกว่าฝันเห็นญาติผู้ล่วงลับถูกไฟเผาอยู่เสมอ เรื่องนี้เป็นอย่างไรหรือ”
“จำเป็นต้องทำ…อย่างไร”
“หนึ่ง เพราะนรกยังไม่ก่อรูปสมบูรณ์ เมืองผีแห่งนี้เพิ่งสร้างได้ไม่นาน แต่วิถีสวรรค์กลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว วิญญาณบนโลกก็เพิ่มขึ้นทุกวัน จนเมืองแห่งนี้แทบรองรับไม่ไหว สอง เมืองผียังอ่อนแออยู่มาก นี่เป็นช่วงแห่งการตั้งกฎ จึงไม่อาจปล่อยให้ผีร้ายก่อความวุ่นวายได้” ราชครูกล่าวต่อ “ดังนั้น การลงโทษผีร้ายจึงเข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ผีพวกนั้นตกเป็นเครื่องมือของผู้มีเจตนาชั่วช้า มาปลุกปั่นก่อความวุ่นวายในเมืองผี”
“ยุคแห่งความวุ่นวาย จำต้องใช้กฎอันเข้มงวด”
“ถูกต้องแล้ว” ราชครูพยักหน้า “เหล่าปีศาจจากเย่ว์โจวมาช่วยข้า ก็เป็นเรื่องในช่วงไม่กี่ปีมานี้เอง”
“ข้าเห็นที่นี่เป็นระเบียบเรียบร้อย ราวกับได้กลายเป็นนรกย่อมๆ แล้ว ทั้งที่ฟ้าดินแปรปรวนกลับไม่เกิดความโกลาหล ล้วนเป็นความดีความชอบของท่านรูทั้งสิ้น” ซ่งโหยวเอ่ยชม
“หาใช่ข้าคนเดียวไม่” ราชครูตอบเสียงเรียบ “ข้าเพียงทำหน้าที่ประสานงานเท่านั้น ความดีความชอบควรยกให้แก่เหล่าผู้มีความสามารถทั้งหลายในแผ่นดินต้าเยี่ยน คนตายกลายเป็นผี ก็ยังมีผีที่เปี่ยมความสามารถอยู่มากเช่นกัน”
ซ่งโหยวได้ฟังถึงกับยิ้มออกมา แล้วราวกับนึกอะไรขึ้นได้ “พูดถึงเรื่องนั้น ข้าก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ ตอนที่ออกพเนจรแดนเหนือ เคยได้พบชายชาวแคว้นเหยียนโจวคนหนึ่ง เป็นคนซื่อสัตย์อบอุ่น มีน้ำใจนัก ข้าได้รับการต้อนรับจากเขา จึงรับปากจะฝากข้อความถึงบุตรชายของเขาที่ไปเป็นทหารที่ชายแดน แต่พอไปถึงด่านเหลียวซิน กลับได้ข่าวว่าด่านนั้นถูกตีแตกแล้ว ทหารทั้งกองไม่รอดชีวิตเลยสักราย…”
“ชายคนนั้นชื่ออะไร มาจากที่ใด”
“แซ่หลิน นามโหย่ว เป็นชาวเหยียนโจว ประจำการอยู่ด่านเหลียวซิน” ซ่งโหยวเอ่ยพลางโค้งคำนับ
“ไปค้นดู!”
ราชครูโบกมือทันที ขุนนางผีก็รีบออกไปทันใด
“ถึงเมืองผีจะเพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน แต่ดวงวิญญาณที่มาเยือนที่นี่ ล้วนมีชื่ออยู่ในบันทึกแล้ว” ราชครูหันมาพูดกับซ่งโหยว “เพียงแต่ไม่ใช่ทุกคนที่ตายแล้วจะได้กลายเป็นผี และไม่ใช่ผีทุกตนจะถูกพามาที่นี่ ดังนั้นข้าจึงไม่อาจรับรองได้ว่าจะหาเจอแน่หรือไม่”
“ท่านราชครูจัดการทุกอย่างอย่างมีระเบียบจริงๆ” ซ่งโหยวกล่าวชม “รบกวนท่านมากแล้ว หากหาเจอได้ก็ดี หากหาไม่พบ ก็ถือว่าข้าได้ทำตามสัญญานั้นแล้ว ต้องขอขอบคุณท่านเป็นอย่างยิ่ง”
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
ราชครูยิ้ม “ข้าจะได้ตรวจดูด้วยว่าขุนนางผีในวิหารแรกทำงานเป็นอย่างไรบ้าง”
ซ่งโหยวกับแม่นางสามสีฟังอย่างตั้งใจ มองทุกสิ่งอย่างถี่ถ้วน
แต่ต่อให้ใช้พลังวิญญาณชิงหมิง ก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ ทั้งนั้น
จากคำอธิบายและสิ่งที่เห็น ไม่มีส่วนไหนชวนให้ระแวง หากราชครูมีจุดมุ่งหมายใด ก็คงเป็นเพียงเรื่องตำแหน่ราชาผี ที่เขาอาจเว้นไว้ให้ตนเอง อย่างมากก็แค่ใช้กลอุบายผลักฮ่องเต้ออกจากตำแหน่ง แล้วตั้งตนเป็นจ้าวแห่งนรกเสียเอง
แต่สิ่งนั้นมิใช่สิ่งที่ซ่งโหยวต้องการจะค้นหา
กล่าวให้ชัดเจนคือ แม้ราชครูจะคิดขึ้นครองตำแหน่งจ้าวแห่งผีจริง หากสามารถได้รับการยอมรับจากสวรรค์ และสามารถกันฮ่องเต้ออกไปได้ ซ่งโหยวก็ไม่ติดใจอะไร
บางทีเขาอาจปกครองได้ดีกว่าฮ่องเต้เสียด้วยซ้ำ
องค์จักรพรรดิชื่อจินก็ขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยวิธีเดียวกันกับฮ่องเต้ และเห็นได้ชัดว่า เขานั้นปกครองสวรรค์ได้ไม่ดีนัก
ยิ่งไปกว่านั้น สวรรค์กับนรกก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ทวยเทพส่วนใหญ่เป็นผู้มีศีลธรรมสูงส่ง ถึงกระนั้นยังไม่อาจกล่าวได้ว่าองค์จักรพรรดิชื่อจินมีคุณธรรมมากน้อยเพียงใด และอิทธิพลของเขาต่อสวรรค์นั้นเป็นคุณหรือเป็นโทษกันแน่ก็ยังมิอาจตัดสิน
แต่นรกนั้นไม่เหมือนกัน วิญญาณหลั่งไหลเข้ามายังที่แห่งนี้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด
และพวกผีเหล่านี้ก็หาได้มีศีลธรรมดั่งเทพเลย
ผู้ปกครองนรกที่ไร้คุณธรรมย่อมก่อโทษร้ายแรงกว่าผู้ปกครองสวรรค์ที่ขาดคุณธรรม
แต่อย่างน้อย แม่นางสามสีก็ยังรู้ถึงคำตอบของเรื่องนี้มากกว่าเขา
เพราะแม่นางสามสีสามารถหาคำตอบในใจของตนได้อย่างง่ายดาย
“ที่นี่ไม่มีหนูเลยนะ!”
แมวสามสีเงยหน้าพูดขึ้นกับซ่งโหยว
“เพราะปราณหยินหนาแน่นเกินไป”
ซ่งโหยวตอบ
“หนาแน่นเกินไปสินะ~”
“ทูลราชครู พบวิญญาณของคนผู้นั้นแล้วขอรับ เขาถูกพาตัวมาเมืองผีเมื่อสามปีกว่าๆ” ขุนนางผีรายงาน พลางเปิดสมุดให้ราชครูและซ่งโหยวดู
“หลินโหย่ว เดิมเป็นคนจิตใจดีงาม แต่เมื่อเข้ากองทัพทางเหนือ กลับถลำลึกไปกับเหล่าทหารชั่ว เคยปล้นสะดม ฆ่าฟันราษฎร ขืนใจหญิงแล้วสังหารทิ้งเสียภายหลัง…”
“…”
ซ่งโหยวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามต่อเสียงเรียบว่า
“ไม่ทราบว่าเขามีจุดจบเช่นไร”
“ถูกเพลิงเผาจนสิ้นซาก” ขุนนางผีตอบ
“ทหารออกศึก ย่อมมีเรื่องรบราฆ่าฟันเป็นปกติ แม้ตามกฎจะได้รับโทษหนัก แต่กับทหารชายแดนทางเหนือแล้ว หากมิได้ทำผิดใหญ่หลวง ข้าก็มักจะลดหย่อนโทษให้บ้าง” ราชครูกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “คนผู้นี้คงทำผิดไว้ร้ายแรงนัก จึงได้รับโทษหนักถึงเพียงนี้”
ซ่งโหยวไม่ตอบ เขารับสมุดบันทึกมาจากมืออีกฝ่าย ก้มหน้าอ่านไปทีละบรรทัด
ตัวอักษรเรียงร้อยถ้อยคำ เขียนรายละเอียดไว้ชัดเจนนัก
ชื่อ แซ่ ถิ่นกำเนิด สาเหตุการตาย เวลาที่สิ้นลม เวลาที่ถูกพาตัวมาที่นี่ ความดีความชั่วในชาติภพก่อน รวมถึงสถานะในยามนี้ ล้วนมีระบุไว้ถี่ถ้วนไม่คลาดเคลื่อน
ซ่งโหยวรู้มาก่อนแล้วว่าวิญญาณของหลิวโหย่วถูกไฟเผา ที่ถามซ้ำ ก็เพียงอยากรู้เหตุผลเท่านั้น
แต่กลับหาข้อคัดค้านไม่ได้แม้แต่น้อย
แม้เขาจะเชื่อในความซื่อตรงของตระกูลหลิน เชื่อว่าก่อนหลินโหย่วจะไปร่วมรบนั้นมีจิตใจดีงาม แต่สิ่งที่ราชครูกล่าวก็สมเหตุสมผลนัก ในยุคนี้ ทัพใดออกศึกย่อมมีเรื่องปล้นสะดมฆ่าฟันเป็นธรรมดา ชาวแดนเหนือกระทำสิ่งใดกับชาวต้าเยี่ยน ยามต้าเยี่ยนยกทัพขึ้นเหนือก็คงไม่ต่างกัน กระทั่งบางครั้งต่อให้เป็นคนแผ่นดินเดียวกันก็ยังอาจมิรอดพ้น ต่อให้คนเราอยากจะมีจิตใจใสสะอาดเพียงใด แต่เมื่อจมอยู่ในน้ำโคลน มีหรือจะไม่แปดเปื้อนเลย พลาดไปครู่เดียว ก็อาจกลายเป็นบาปอันใหญ่หลวงได้
ทุกอย่างดูถูกต้องจนไม่มีรอยรั่วใดให้จับผิด
ซ่งโหยวลดสายตาลงมองแม่นางสามสี
แม่นางสามสีคล้ายจะรู้ตัวว่าถูกมอง จึงเงยหน้าขึ้นพอดี แววตาของนางใสกระจ่างราวกระจก ทั้งคู่สบตากันอยู่เช่นนั้น
แต่ซ่งโหยวกลับมองไม่ออกว่าแม่นางสามสีเห็นสิ่งใดบ้างกันแน่
……………