ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 372 สำรวจเมืองผี
ไม่ทันไร ซ่งโหยวก็เดินตามราชครูมาจนทั่วเมืองผีแล้ว
เมืองผีตั้งอยู่ในภูเขาเยี่ยซาน ขนาดพอกับเมืองหย่วนอัน แต่ภูเขาเล็กๆ รอบข้างก็ล้วนมีโพรงและช่องทางใต้ดินที่เชื่อมต่อถึงกัน ลึกลงไปยังมีช่องว่างและรอยแยกขนาดใหญ่ ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเมืองผี
เวลานี้ซ่งโหยวกำลังเดินตามราชครูลงไปยังส่วนลึกของพื้นดิน
“ข้าเห็นในสมุดบันทึก ท่านจัดแบ่งภูตผีออกเป็นห้าระดับหรือ” ซ่งโหยวถามขึ้น
“ก็แค่ชั่วคราว เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารเมืองผี ไว้ข้าจะปรับปรุงให้สมบูรณ์” ราชครูตอบ “ผีทุกตนที่มาถึงนี่ ล้วนต้องผ่านการตรวจสอบความดีความชั่ว โดยใช้กระจกแห่งกรรม ย่อมไม่ผู้ใดกล้ากล่าวความเท็จ ด้วยเหตุนั้นจึงแบ่งออกเป็นห้าระดับ”
“แล้วแบ่งอย่างไร”
“หากเป็นผู้ทรงคุณธรรมสูงส่ง ไม่เคยจงใจทำชั่วเลยก็เป็นผีชั้นหนึ่ง มาดำรงตำแหน่งเป็นขุนนางในเมืองผีได้” ราชครูว่า “หากเคยทำผิดเล็กน้อย แต่ไม่ถึงขั้นก่อกรรมใหญ่ ก็จัดเป็นชั้นที่สอง เป็นขุนนางเล็กๆ ในเมืองผีได้ ส่วนพวกมีบาปติดตัว ก็เป็นชั้นที่สาม ต้องชดใช้กรรมในโลกมนุษย์ให้จบสิ้นที่นี่”
“แล้วชั้นสี่กับห้าล่ะ”
“ผู้ทำบาปหนา แต่ยังไม่ถึงขั้นเลวร้ายที่สุด จัดเป็นชั้นที่สี่ ต้องอยู่รับโทษชดใช้บาปในเมืองผี” ราชครูกล่าวต่อ “ส่วนพวกที่ชั่วช้าสามานย์จนตายก็ยังไม่สาสม ถือเป็นผีชั้นต่ำสุด ชั้นที่ห้า ผีเหล่านี้จะถูกจำแนกตามระดับบาป หากเป็นพวกบาปหนักจนสิ้นหนทางชดใช้ หรือเคยทำผิดร้ายแรงแต่ยังไม่ถูกลงโทษในชาติก่อน ถึงแม้จะตายแล้วก็ตาม ก็ยังต้องตายซ้ำอีกครั้ง ถูกเผาจนแหลกเป็นผง ถ้าเป็นพวกเคยทำบาปถึงตาย แต่ในโลกมนุษย์ได้ชดใช้ไปแล้ว ก็อาจลดระดับลงมาเป็นสี่หรือสาม หรือบางรายก็ยังต้องเผาจนวิญญาณดับสูญอยู่ดี”
“แล้วดูจากอะไรว่าใครจะได้รับการลดโทษหรือไม่ พิจารณาจากการสำนึกผิดหรือเปล่า”
“ใช่ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้พิจารณา”
“เป็นเช่นนั้นเอง”
ซ่งโหยวพยักหน้า แม้ไม่ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติม แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย
“เมืองผีเพิ่งถูกสร้างขึ้น ในช่วงเริ่มต้นย่อมต้องมีวิธีพิเศษสำหรับยุคนี้ คนดีเราย่อมเมตตา คนชั่วเราย่อมเข้มงวดเป็นพิเศษ” ราชครูพูดพลางหยุดหายใจชั่วขณะ “ทั้งหมดนี้ก็แค่กำหนดไว้ชั่วคราวเท่านั้น”
“นรกเพลิง” ราชครูตอบอย่างสงบ ไร้ซึ่งท่าทีปิดบัง “ตอนนี้ในนรกมีเพียง ‘นรกเพลิง’ ที่สร้างเสร็จแล้ว และก็เป็นสถานที่ที่ใช้ลงโทษบ่อยที่สุด ผีที่มีบาปค้างจากโลกมนุษย์จะถูกส่งเข้าไป บางตนอยู่เพียงขอบนอกก็เพียงพอ บางตนต้องรับโทษกลางเพลิง บางตนถึงกับถูกเผาจนดวงจิตสลาย”
“แล้วพวกที่มาปรากฏในความฝันของคนเป็นล่ะ…”
“ก็มักเป็นพวกที่กำลังรับโทษอยู่ที่นั่น หรือไม่ก็ถูกเผาจนสิ้นซากไปแล้ว” ราชครูตอบเสียงเรียบ
“ข้าขอดูสักหน่อยได้หรือไม่”
“นรกเพลิงนั้นร้อนแรงนัก แม้เพียงขอบนอกก็ร้อนระอุจนทนไม่ไหว อีกทั้งยังเต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวนของผีสาง น่าขนหัวลุกนัก” ราชครูเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “ยิ่งไปกว่านั้น ข้าและสหายบำเพ็ญอาจทนมองภาพในนั้นได้ แต่คงให้แม่นางสามสีดูไม่ได้หรอกนะ”
“เช่นนั้นขอให้แม่นางสามสีรออยู่ที่นี่เถิด”
ซ่งโหยวพูดพร้อมก้มมองเจ้าแมว
แม่นางสามสีชะงักไปเล็กน้อย นางเบิกตากลมโต แต่แล้วก็นั่งลงให้เรียบร้อย ม้วนหางเข้ามาพันรอบเท้าเล็กๆ ของตน พลางแหงนหน้าขึ้นมองนักพรตตาไม่กะพริบ
“แม่นางสามสี อย่าเดินเพ่นพ่านนะ” ซ่งโหยวเอ่ยยิ้มๆ แล้วหันกลับไปมองราชครู “ไม่ทราบว่าราชครูกลัวความร้อนจากเพลิงหรือไม่”
“จนถึงตอนนี้ ข้าก็ยังเทียบท่านไม่ได้…ย่อมกลัวอยู่แล้ว” ราชครูหัวเราะเบาๆ
“ไม่เป็นไรหรอก”
ซ่งโหยวโบกมือ
พลันมีลำแสงหนึ่งปรากฏขึ้นรอบตัวทั้งสอง ความร้อนที่พัดพามาพลันหายวับไป เหลือเพียงความเย็นสบายดั่งสายลมยามค่ำ
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวหันไปยิ้มให้
ราชครูเห็นอีกฝ่ายจัดการทุกอย่างโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ ก็ได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ ก่อนก้าวนำไปข้างหน้า
“เชิญท่าน”
“รบกวนแล้ว”
“รบกวนอะไรกันเล่า” ราชครูยิ้ม “พูดไปแล้ว นรกเพลิงนี้ ข้าเพียงเป็นผู้สั่งสร้างตามตำนานบนโลกมนุษย์เท่านั้น ข้าแค่เคยยืนมองอยู่ห่างๆ เท่านั้น ตั้งแต่เปลวเพลิงเริ่มลุกขึ้นมา มนุษย์ธรรมดาเดินมาถึงแค่ครึ่งทาง ก็รู้สึกร้อนจนไม่มีผู้ใดทนไหว ส่วนข้าเองก็เห็นได้เพียงแสงเพลิงส่องลอดออกมาเท่านั้น ยังไม่เคยเห็นภายในเลยสักครั้ง ครั้งนี้กลับเป็นข้าที่ได้อาศัยบุญของท่านเสียแล้ว”
ทั้งสองเดินลึกลงไปเรื่อยๆ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นท่ามกลางความมืด ทิ้งให้แม่นางสามสีนั่งอยู่ตรงทางเดิม หางยังพันเท้าเล็กๆ ไว้อย่างเรียบร้อย คอยจ้องมองแผ่นหลังของนักพรตจนลับสายตาไป แล้วจึงค่อยก้มลงเลียอุ้งเท้า ใช้ขาหน้าถูใบหน้าตัวเอง
ระหว่างนั้นก็ลอบมองนักพรตอีกคนกับชายชราในชุดผ้ากระสอบที่ถูกทิ้งให้อยู่ตรงนั้นด้วยกัน
“…”
แม่นางสามสีได้แต่สูดดมกลิ่นรอบๆ ต่อไป
ทางเดินไม่ยาวนัก ข้างหน้าเริ่มมีแสงเพลิงส่องออกมา
ด้วยความร้อนที่แผ่กระจายออกมา เหล่าขุนนางผีที่ติดตามมาก็หยุดยืน ไม่กล้าเดินต่อ
แต่ซ่งโหยวและราชครูกลับไม่รู้สึกร้อนเลยสักนิด รอบกายยังคงเย็นราวถูกสายลมฤดูใบไม้ผลิโอบล้อมไว้
ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงปลายทางเดิน เบื้องหน้าคือถ้ำที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิง แค่มองก็รู้สึกราวกับถูกกลืนเข้าไปทั้งตัว
ใต้เท้าเป็นพื้นที่เว้าเหมือนอ่างขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยผนังหินทั้งสี่ด้านและเพดานที่มีรอยโค้งคล้ายเตาขนาดยักษ์ ในนั้นเต็มไปด้วยเปลวไฟร้อนระอุ
ด้านนอกเป็นเพียงเปลวไฟลุกวูบ ส่วนตรงกลางนั้นไฟหนาแน่นจนแทบมองไม่เห็นอะไรนอกจากแสงสีทองแดงเจิดจ้าชวนแสบตา ด้านพื้นและผนังสลักอักษรยันต์ด้วยหมึกทองเรียงรายเป็นวงล้อมรอบ ข้างในมีเสาหินมากมาย พันรอบด้วยโซ่เหล็ก เห็นได้ชัดว่ามีไว้ล่ามผีสาง ทั้งโซ่ทั้งเสา ล้วนเต็มไปด้วยอักขระยันต์
เปลวเพลิงพัดผ่านตัวทั้งสอง
ในนั้นมีเสียงโหยหวนของผีสางดังก้องไปทั่ว
ซ่งโหยวหรี่ตา บือนหน้าหนีจากภาพผีที่กำลังรับโทษ แล้วกวาดตามองไปยังผนังและพื้นแทน
ที่เห็นเป็นเพียงค่ายกลรวมเพลิงธรรมดา แต่ในยุคนี้ ผู้ที่วางค่ายเช่นนี้ได้ ก็ถือว่าเป็นผู้มีบารมีทางธรรมไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเห็นค่ายกลซ้อนทับกันอีกหลายชั้น มีทั้งค่ายกันผี ค่ายเสริมพลัง และค่ายตรึงพื้นที่ดูแล้ว ราชครูคงมีผู้ช่วยมากฝีมือจริงๆ
“ราชครูมีผู้มากฝีมืออยู่ใต้บัญชาจริงด้วย”
“แผ่นดินต้าเยี่ยนนั้นกว้างใหญ่ มิได้ขาดคนอันมีพลังลึกลับและผู้เร้นปัญญา” ราชครูกล่าวทั้งรอยยิ้มคอยเดินเคียงซ่งโหยวมาถึงริมขอบนรกเพลิง เปลวไฟร้อนแรงที่แผ่ออกมาจากเบื้องหน้าแทบจะกลืนร่างเขาไว้ทั้งคน ทว่ากลับไม่รู้สึกร้อนแม้แต่น้อย
“จนถึงวันนี้ ข้าอาศัยตำแหน่งราชครูกับอำนาจของราชสำนัก จึงได้พบพานผู้มีวาสนาไม่น้อย”เขาว่าต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ “แต่ตัวข้าเองไร้ซึ่งวิชาเช่นท่าน หากไม่อาศัยพลังของผู้อื่นแล้วไซร้ สิ่งใหญ่ใดๆ ก็คงยากจะสำเร็จได้”
“ใต้พื้นแห่งนี้ ยังมีค่ายกลอีกชั้นหนึ่ง ไม่ทราบว่าท่านราชครูใช้เพื่อสิ่งใด”
“สายตาท่านช่างเฉียบแหลมยิ่ง” ราชครูมิได้รีบตอบ “เป็นค่ายกลสำหรับเก็บกักพลังวิญญาณและซ่อนเร้นความเคลื่อนไหว หนึ่ง เพื่อมิให้พลังจากเปลวเพลิงรั่วไหล อันอาจสร้างภัยแก่เหล่าดวงวิญญาณที่อยู่โดยรอบ สองนั้น เพื่อมิให้เสียงโหยหวนของผู้รับโทษดังทะลุออกไป ทำให้ผีข้างนอกพลอยขวัญผวาไปด้วยและสาม ก็เพื่อซ่อนกลิ่น ไม่ให้เหล่าปีศาจภูตพรายภายนอกได้กลิ่น จนยกพวกมารบกวน”
“ฟังดูสมเหตุสมผลดี…”
ซ่งโหยวพยักหน้ารับ
ราชครูดูเหมือนเองก็เพิ่งมาถึงที่นี่เช่นกัน เขาเหลียวมองรอบๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม “ท่านยังอยากชมสิ่งใดอีกหรือไม่”
“พอแล้ว กลับกันเถิด”
“วันนี้ผู้มารับโทษมีไม่กี่ตน ที่เห็นก็เป็นพวกดวงแข็งทั้งนั้น บาปไม่หนักหนา ถูกเผาอยู่แค่ชั้นนอก ยังไม่มีอะไรน่าดูนัก” ราชครูว่าพลางหันหลังกลับ
แสงจากเพลิงสีแดงรอบๆ ตัวเริ่มหม่นลง และถูกแทนที่ด้วยไฟวิญญาณสีฟ้าอมขาว ดูเย็นเยียบจนน่าขนลุก
ลำแสงคุ้มกายราชครูก็ค่อยๆ จางหายไป
แมวสามสีตัวน้อยยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม นางเงยหน้ามองนักพรตอย่างเชื่อฟัง
ส่วนเหล่าผู้ติดตามสองคนที่เฝ้าอยู่นั้น ต่างหอบหายใจแรง เหงื่อผุดเต็มขึ้นหน้าผาก เมื่อเห็นราชครูและซ่งโหยวกลับมาก็โล่งใจจนแทบจะยิ้มออกมา
“แม่นางสามสีไม่ได้วิ่งพล่านไปไหนใช่หรือไม่” ซ่งโหยวก้มลงถาม
แมวน้อยเอียงคอสบตาเขา แต่ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
ใครเล่าจะรู้ว่าแมวคิดสิ่งใดอยู่
“กว่าสหายบำเพ็ญจะมาถึงที่นี่ก็ใช้เวลาตั้งหนึ่งคืนกับอีกครึ่งวีน แล้วยังเดินชมอยู่เนิ่นนาน คงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย เมืองผีแห่งนี้แม้ตั้งอยู่บนโลกมนุษย์ โดยทำหน้าที่เป็นสถานที่เชื่อมโยงแดนคนกับแดนผีแต่กลิ่นอายภูตผีเข้มข้นนัก ข้าเองยังมิกล้าค้างคืนในที่นี้ เพียงแต่ท่านมีพลังแก่กล้า อีกทั้งแม่นางสามสีและม้าแดงที่ติดตามมาก็ไม่ธรรมดานัก คงไม่ต้องหวั่นเกรงอะไร” ราชครูกล่าว “หากจะพักในเมืองผีนี้ ข้าจัดเรือนให้ก็ได้ หรือจะพักนอกเขาเยี่ยซาน ท่ามกลางแสงตะวันแสงเดือน ข้าก็ตั้งค่ายพักแรมให้ได้ทั้งนั้น”
“…”
ซ่งโหยวฟังออกว่าอีกฝ่ายนั้นมั่นใจมาก ไม่ได้กลัวว่าเขาจะอยู่ที่นี่นาน เสมือนตั้งใจเปิดไพ่ในมือให้ดู
แต่สุดท้ายซ่งโหยวกลับตอบไปว่า “ข้าและแม่นางสามสีออกพเนจรไปทั่วใต้หล้า ไม่ได้แสวงหาอำนาจหรือทรัพย์สินใดๆ เพียงแต่อยากเห็นสิ่งแปลกตา ฟังเรื่องราวที่ไม่เคยได้ยิน เผื่อยามชรา จะได้มีเรื่องเล่าให้คนรุ่นหลังฟัง สร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่พวกเขา”
“ดี!”
ราชครูหัวเราะออกมาโดยไม่ลังเล แล้วหันไปสั่งเหล่าขุนนางผี ให้ไปจัดตำหนักใหญ่ที่เตรียมไว้สำหรับแขกผู้มีเกียรติ
“วันพรุ่งนี้ข้าจะมารับท่านอีกครั้ง ร่วมเที่ยวชมเมืองผี และพูดคุยกันเรื่องการวางผังเมืองแห่งนี้ หากมีสิ่งใดขาดเหลือ ก็บอกข้าหรือขุนนางผีได้ทั้งนั้น” ราชครูพูดจบก็ก้มลงมองเจ้าแมวน้อย แล้วยิ้มตาหยีให้ “แม่นางสามสี หากเจ้าต้องการสิ่งใดก็บอกได้เช่นกันนะ”
“ท่านมีน้ำข้าวหมักไหม”
“น้ำข้าวหมักหรือ”
“เหล้าข้าวหมัก!”
“มีสิ!”
“ข้าขอแบบใส่น้ำตาลเยอะๆ เลยนะ!”
“ได้สิ…”
ราชครูยิ่งยิ้มกว้าง
เขามาส่งซ่งโหยวถึงที่พักด้วยตนเอง แล้วสั่งขุนนางผีให้บอกแก่ทุกคนว่า ผู้มาจากแดนมนุษย์ผู้นี้เป็นแขกคนสำคัญ จะเดินไปที่ใดในเมืองผีก็ได้ หากถามสิ่งใด ต้องตอบโดยไม่ปิดบัง จากนั้นจึงลากลับไป
ซ่งโหยวหยุดยืนอยู่ตรงลานกว้าง โยมีม้าและแมวยืนขนาบข้าง
มองแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ที่แท้เรื่องนรกที่เล่าขานกันในปัจจุบัน ก็คงถือกำเนิดขึ้นจากที่เช่นนี้เอง
ซ่งโหยวก้าวเข้าสู่ตำหนัก ที่นี่คือที่พักชั่วคราวของเหล่าวิญญาณก่อนที่นรกจะสร้างเสร็จ เป็นต้นแบบของนรกในภายหน้า บางทีราชาผีในอนาคต อาจได้อาศัยในตำหนักเช่นนี้
ไม่คาดคิดว่าเขาจะได้มาอยู่ที่นี่ก่อนที่ราชาผีจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก
นับเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง
เพียงแต่ในใจของซ่งโหยวกลับมีลางสังหรณ์แปลกๆ ว่าที่นี่คงไม่มีสิ่งใดให้เขาค้นหาอีกแล้ว
“นักพรต…”
“ว่าอย่างไร”
“ที่นี่เหม็นจังเลย”
“พวกเราอยู่ใต้ดิน…”
ซ่งโหยวเข้าใจดีว่าแมวเป็นสัตว์จมูกไว และแม่นางสามสีก็เกลียดกลิ่นไม่พึงประสงค์ยิ่งกว่าผู้ใด จึงกล่าวอย่างอ่อนโยน “ทนไปก่อน อยู่ไม่กี่วันหรอก”
“นานแล้ว!”
“ได้โปรดเถิด แม่นางสามสี…”
“ก็ได้!”
ในฐานะที่แม่นางสามสีเป็นถึงเทพแมว ย่อมอ่อนข้อให้คำขอของมนุษย์อยู่แล้ว
นางเดินตามซ่งโหยวเข้าไป ก่อนจะเอ่ยขึ้นทั้งที่เหลือบตามองเขา
“ที่นี่ไม่มีหนูเลย!”
“แม่นางสามสีทนไปก่อน” ซ่งโหยวหัวเราะ คิดว่านางคงแค่รู้สึกไม่มีความสุข
“แต่มีกลิ่นเหมือนหนูตาย!”
“หืม หนูตายหรือ”
“กลิ่นหนูเน่าไม่เหมือนอย่างอื่น! แมวตายกับหนูตายก็กลิ่นต่างกัน นกตายก็ไม่ใช่กลิ่นนี้!”
“พูดมีเหตุผลดีนี่”
“แม่นางสามสีจมูกดีมากนะ!”
“แม่นางสามสีเก่งที่สุด โดยเฉพาะเรื่องหนู” ซ่งโหยวยิ้มชม ก่อนถามต่อ
“แล้วได้กลิ่นมาจากที่ไหน”
“หลายที่เลย! ตามทางก็มี!” นางครุ่นคิด “ตรงที่มีไฟเผากลิ่นแรงที่สุด!”
“เจ้าเจออะไรหรือไม่”
“ข้าหาแล้ว ไม่เจออะไรเลย” แม่นางสามสีเดินไปพูดไป “แค่กลิ่นเหมือนหนูเน่า แต่ไม่ใช่หนูเน่า ดมดูแล้วน่าจะกินไม่ได้”
“เช่นนั้นเองหรือ…”
ไม่แปลกเลยที่เหล่าผู้ติดตามสองคนถึงได้ดูเหนื่อยหอบนัก
คงเป็นเพราะหลังจากเขาเดินไป แม่นางสามสีคงวิ่งซุกซน วิ่งไปทั่วเมืองผี พวกนั้นคงกลัวนางหายตัวไป จึงรีบไล่ตามไป แต่คนกับแมว จะวิ่งทันกันได้อย่างไรเล่า
ซ่งโหยวพักอยู่ในเมืองผีชั่วคราว
แม้ที่นี่จะอบอวลด้วยไอแห่งความตายอันเย็นยะเยือก แต่กลับทำอะไรเขาไม่ได้เลย
หลายวันต่อมา ราชครูก็มาหาเขาทุกเช้า
ซ่งโหยวก็พาแม่นางสามสีไปเที่ยวชมทุกมุมของเมืองผี ทั้งส่วนที่สร้างเสร็จและยังไม่เสร็จ รวมถึงพื้นที่ที่ยังมิได้วางแผนจัดสรร ทุกวันทั้งคู่จะพูดคุยกันเรื่องการสร้างเมืองผี ว่าด้วยแผนการเรื่องนรกในอนาคต ความสัมพันธ์กับสวรรค์และพุทธภพ รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินและจิตใจมนุษย์ บางครั้งซ่งโหยวก็ลองเสนอข้อคิดเห็นของตน ทั้งสองต่างได้ประโยชน์มากมาย
อย่างน้อยซ่งโหยวก็ได้เปิดหูเปิดตาไม่น้อยเลยทีเดียว
หากเมืองผีแห่งนี้จะกลายเป็นต้นแบบของนรกจริงๆ ซ่งโหยวย่อมกลายเป็นคนแรกที่ได้เห็นต้นกำเนิดของเรื่องราวเกี่ยวกับโลกหลังความตายที่มนุษย์จะเล่าขานกันไปอีกพันปีหมื่นปี
สรรพสิ่งตายลงล้วนกลายเป็นผี ต้องมาอาศัยอยู่ในเมืองผี ดำเนินชีวิตแตกต่างจากมนุษย์เช่นไรบ้าง บัดนี้เขาได้เห็นกับตาแล้ว
การเดินทางคือการฝึกใจ และการเดินทางครั้งนี้ก็นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก