ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 373 แม่นางสามสีผู้รู้วิธีอบรมสั่งสอน
แม้ผังเมืองและกฎระเบียบในเมืองผีจะยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์ไร้ที่ติ แต่ก็ถือว่าลงตัวพอที่กิจการภายในดินแดนเล็กๆ แห่งนี้จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
โดยยึดกฎเกณฑ์ของโลกมนุษย์เป็นแบบแผน
แน่นอนว่าย่อมปรากฏข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่ละยุคสมัยล้วนมีกฎระเบียบแตกต่างกัน ต้องสอดคล้องกับยุคสมัย และยังเป็นระบบอันสมบูรณ์แบบที่ถือกำเนิดขึ้นมาตามการดำเนินไปของยุคสมัย คิดจะปรับแก้เพียงประการเดียวก็แสนจะยากเย็น ย่อมกระทบไปถึงส่วนอื่น หากจะปรับ ก็ต้องแก้ไขทั้งหมด มิเช่นนั้นจะพังพินาศลงได้
เพราะเหตุนี้ซ่งโหยวจึงได้แต่เพ่งพินิจและครุ่นคิด แม้จะมีกฎบางข้อที่เขาเห็นว่าไม่สมเหตุสมผลหรือขัดใจอยู่บ้าง ก็หยิบยกขึ้นมาถกเพียงเล็กน้อย ส่วนที่เหลือนั้นก็เลือกที่จะไม่ออกปากวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ
เวลาเจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซ่งโหยวยังคงไม่เห็นวี่แววของผลลัพธ์
แม่นางสามสีก็ยังหาต้นตอของกลิ่นเหม็นคล้ายซากหนูตายไม่เจอเช่นกัน รู้เพียงว่ามันลอยอบอวลอยู่ในอากาศ บางแห่งเจือจาง บางแห่งเข้มข้น
ดูแล้วแผนการสร้างนรกภูมิคงถูกเร่งรัดถึงขีดสุด กว่าจะเริ่มเห็นเค้าโครงก็คงกินเวลาไปสักสิบกว่าปีแล้ว แต่ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป บางทีราชครูอาจจะไม่ได้เริ่มแผนการตอนนี้ แต่เป็นในอนาคตอีกสิบกว่าปีก็เป็นได้
ความเป็นไปได้นี้ช่างดูน้อยนัก
แต่เดิมเมืองผีแห่งนี้ก็คือเค้าโครงของนรก และบัดนี้ก็กำลังถูกเร่งรัดให้สร้างเสร็จสมบูรณ์โดยเร็ว หากถึงจุดนั้นแล้ว และยังไม่มีวิญญาณมาอาศัยมากมาย ที่แห่งนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากนรกเลย บางทีอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตำแหน่งต่างๆ ในนรกอาจถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังมีแค่เมืองผีก็เป็นได้
ซ่งโหยวขมวดคิ้วครุ่นคิด ระหว่างนั้นก็ลูบขนแมวไปด้วย
แน่นอนว่าสิ่งที่เขาเคลือบแคลงใจในตัวราชครูนั้น ส่วนใหญ่แล้วมักมาจากการสังหรณ์ใจ หากแต่สิ่งที่เขาคาดเดานั้นล้วนมีมูลเหตุมาจากรายละเอียดต่างๆ ที่เขาใช้เวลารวบรวมมาเป็นเวลาหลายปีกว่าจะกล้าสังหรณ์ใจเช่นนั้น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจนำทางเขาไปสู่หลักฐานอันเป็นรูปธรรมได้
“เหมียว”
“แม่นางสามสีก็คิดเช่นนั้นหรือ”
“ไม่ใช่เสียหน่อย แม่นางสามสีคิดว่าเจ้าคิดแบบนั้นต่างหาก” แมวสามสีจ้องเขาด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึม “แม่นางสามสีจะไปกับเจ้าเอง”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ”
“เจ้านี่ไม่ฉลาดเลย”
“ตอนออกไปจับหนู ถ้าหนูไม่โผล่ออกมา เจ้าจะทำอย่างไร”
“เดี๋ยวมันก็โผล่มาน่า!”
“ที่เจ้าว่ามาก็มีเหตุผล…”
ซ่งโหยวพยักหน้าลงอย่างสงบนิ่ง มือก็ยังลูบคางเจ้าแมวเล่น แม้ภายในใจจะกำลังครุ่นคิดไม่หยุดหย่อน ทว่าภายนอกกลับดูไร้อารมณ์ยิ่งนัก
เดิมทีแมวบ้านก็ชอบให้มนุษย์ลูบอยู่แล้ว ทว่าแม่นางสามสีหาได้ใส่ใจไม่ นางยังคงจ้องหน้านักพรตต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากขึ้น
“แต่บางทีหนูพวกนั้นก็ไม่ยอมออกมา เพราะเห็นแมวดักรออยู่ ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกมันก็จะหลบอยู่เงียบๆ คอยดูว่าแมวจะเดินไปเมื่อไร”
“แล้วต้องทำอย่างไรบ้าง”
“แม่นางสามสีเคยสอนเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ!”
“ก็จริง…”
แม่นางสามสีเคยสอนซ่งโหยวจริงๆ
ครั้นยังอาศัยที่ฉางจิง ตอนกลับมาจากไปเยี่ยมเยียนปีศาจจิ้งจอก มีแมวขี้เมาตัวหนึ่งจับหนูมาให้เขาเล่น ทั้งยังสอนว่าหากหนูไม่ยอมวิ่ง ให้หันหน้าหนี แสร้งว่าไม่ได้มองมัน
เป็นวิธีอันแสนง่ายดาย แต่ถูกใจซ่งโหยวยิ่งนัก
เขาอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว หากไม่พบสิ่งที่ต้องการ ต่อให้อยู่อีกหลายเดือนก็คงหาไม่เจออยู่ดี นับประสาอะไรกับผืนฟ้าใต้หล้าอันกว้างใหญ่ไพศาลและทิวทัศน์แสนวิจิตรนับไม่ถ้วนเล่า ซ่งโหยวยังต้องออกเดินทางต่อ ไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ที่นี่ต่อแล้ว
ไม่ว่าอย่างไรก็ได้เวลาไปจากที่นี่แล้ว
ก๊อก ก๊อก…
ทันใดนั้นกลับมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก
“แม่นางสามสี…”
ซ่งโหยวยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด เจ้าแมวก็กลิ้งตัวลงจากตักเขา ครั้นแตะพื้นก็หมุนตัวครึ่งรอบ เปลี่ยนจากท่านอนหงายกลับมาเป็นยืนสี่เท้า
จากนั้นก็วิ่งไปเปิดประตูให้ผู้มาเยือนทันที
ราชครูนั่นเอง
“ขอบคุณแม่นางสามสีมาก”
ราชครูขาเป๋ย่อตัวลงคารวะแม่นางสามสีด้วยรอยยิ้มเป็นเชิงขอบคุณ แล้วจึงเดินตามนางเข้ามาในห้อง ครั้นกวาดสายตามาทางซ่งโหยว ก็ประสานมือคารวะอีกครา
“เมื่อคืนท่านพักผ่อนสบายดีหรือไม่”
“ข้าสบายดีมาก”
“สหายบำเพ็ญ หืม…”
ครั้นราชครูสังเกตเห็นสัมภาระบนหลังม้าข้างๆ ก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“สหายบำเพ็ญ นี่ท่านคิดจะ…”
“ข้ามาลา”
“จะไปแล้วหรือ”
“เดิมทีข้าตั้งใจมาเยือนที่นี่เพื่อเยี่ยมชมเมืองผีที่ท่านสร้างขึ้น พอให้เห็นเค้าโครงของนรกภูมิที่จะถือกำเนิดขึ้นในภายหน้า บัดนี้ข้าสำรวจจนทั่วแล้ว ถือว่าได้เบิกเนตรพอสมควร ส่วนคำแนะนำต่างๆ ที่ข้าพอเสนอได้ ก็ได้กล่าวไปหมดแล้ว จะให้ช่วยเหลือมากกว่านี้ ก็เกรงว่าคงยากนัก เช่นนั้นแล้วก็สมควรแก่เวลาที่ข้าจะออกเดินทางท่องใต้หล้าต่อ”
“เหตุใดไม่พักต่อนานกว่านี้อีกสักหน่อยเล่า”
“ไม่ดีกว่า ข้าขอขอบคุณท่านที่ให้การต้อนรับอย่างดี” ซ่งโหยวเอ่ยอย่างสุภาพ “ข้ายังมีสหายเก่ารออยู่ข้างนอก”
“สหายเก่าหรือ”
ซ่งโหยวพยักหน้าลงอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะโน้มตัวลงยกสัมภาระขึ้นวางบนหลังม้า “เดิมทีตั้งใจจะไปลาท่านถึงที่ แต่ท่านบังเอิญมาหาข้าเสียก่อน ส่วนเรื่องปราณภูตผีรอบบริเวณนี้ ข้าจะร่ายคาถาผนึกให้หลังออกไปพ้นเขตภูเขา”
“ข้าขอขอบคุณแทนประชาชนทั้งหลายด้วย!”
“เพียงแต่ข้าต้องขอแจ้งบางสิ่งให้ท่านทราบ…”
“กล่าวมาเถิด!”
“แม้ตอนข้ายังพำนักอยู่ที่เหยียนโจวจะเคยสร้างค่ายกลกักปราณภูตผีไว้ แต่ที่นั่นมีวิญญาณเพียงพันกว่าตน ต่อให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าก็ยังไม่ชุกชุมเท่าที่นี่ ซ้ำแล้วเหล่าวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลายก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปุถุชน ยิ่งถ้าเป็นแหล่งรวมตัวของวิญญาณนับล้านเช่นที่นี่ ต่อให้ข้าจะทุ่มพลังทั้งหมด ก็ใช่ว่าจะผนึกได้ตลอดไป”
เป็นคำกล่าวที่ช่างตรงไปตรงมาเหลือเกิน
บางเมืองมีภูตผีมากอิทธิฤทธิ์สิงสถิตอยู่ ผีตนนั้นก็อาจจะสร้างบรรยากาศอันวังเวงให้กับตึกรามบ้านช่องได้ หากมันมีตบะสูงหน่อย ก็อาจจะส่งผลกระทบไปถึงเพื่อนบ้านด้วย หรือถึงขั้นสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คนทั้งย่าน เสมือนตกอยู่ในม่านรัตติกาล คนที่อยู่ใกล้มันจะอ่อนแอลง เจ็บไข้ได้ป่วยง่าย ฝันร้ายซ้ำซาก นับประสาอะไรกับที่นี่ซึ่งมีผีสางอาศัยอยู่ชุกชุม ซ้ำแล้วหลายตนยังมีวิชาแก่กล้า ทว่าก็ยังมีข้อดีอยู่หนึ่งประการ นั่นคือภูตผีปีศาจชั่วร้ายล้วนต้องถูกเผา
การสร้างค่ายกลโดยใช้เพียงพลังวิญญาณนั้นบางเบาเกินไป หากไม่ได้ซ่อมแซมต่อเนื่อง ต่อให้ซ่งโหยวจะเป็นคนสร้าง ก็ใช่ว่าจะได้ผล
อยู่ได้สักสามถึงห้าปีก็นับว่านานแล้ว
“เรื่องนี้ข้าย่อมทราบดี” ราชครูพยักหน้าอย่างเข้าใจ “เดิมข้าก็คิดไว้ว่า แม้ค่ายกลที่ข้าสร้างจะผนึกได้ไม่ดีนัก แต่ก็ถือโชคดีที่ปราณภูตผีไม่ได้แผ่ซ่านออกไปเร็ว อีกทั้งบริเวณนี้ก็เป็นที่รกร้างไร้ผู้คน เพียงควบคุมไม่ให้ลุกลามออกไป รอจนกว่านรกจะสร้างเสร็จก็เพียงพอแล้ว”
“ราชครูช่างมีเมตตายิ่ง”
“แล้วค่ายกลของท่านจะอยู่ได้สักกี่ปีหรือ”
“หนึ่งปีเท่านั้น” ซ่งโหยวตอบ “ดีที่พวกข้ากำลังมุ่งหน้าลงทางใต้ ผ่านเหยียนโจวไปก็ใกล้ถึงชายฝางแล้ว หลังจากนั้นก็จะวนกลับมาทางเฟิงโจวหรือละแวกใกล้เคียง หนึ่งปีผ่านไปจะกลับมาเยี่ยมท่านสักคราก็ไม่ถือว่าลำบากอะไร”
“ไม่ต้องเร่งร้อนถึงเพียงนั้นหรอก” ราชครูหัวเราะ “ผนึกไว้ได้สักปีก็เพียงพอแล้ว อีกไม่นานนรกภูมิก็จะถือกำเนิดขึ้นแล้ว การฟื้นตัวของเขตแดนความเป็นความตายในระยะเวลาหนึ่งปีนี้ย่อมทำให้ปราณภูตผีแผ่ช้าลงไปอีกหลายปี กว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้คนในจือจวิ้น นรกก็คงเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่เป็นอันตรายใดๆ”
“สหายบำเพ็ญช่างมีเมตตาเสียจริง”
ราชครูยิ้มกว้าง เดินตามหลังมา
ทั้งคู่เดินผ่านเมืองผีอีกครั้ง ไม่รู้ว่ามีผีวิญญาณกี่ตนที่ค้อมกายคารวะราชครูด้วยความสำนึกในบุญคุณ มองเขาสูงส่งดั่งเทพเจ้า ส่วนผู้ที่เคยก่อกรรมและถูกลงทัณฑ์ในเมืองนี้ ก็หวั่นเกรงเขา เสมือนว่าเป็นองค์เทพผู้ลงทัณฑ์
ครั้นเดินผ่านผนังหินออกมาได้ ก็กลับมาสู่โลกภายนอกแล้ว
บริเวณรอบภูเขาเยี่ยซานอบอวลด้วยไอเย็นและปราณภูตผี มืดมนจนแทบไม่เห็นท้องฟ้าแจ่มใส เสมือนมีฟ้าครึ้มตลอดเวลา แต่ก็ยังถือว่าสว่างกว่าในเมืองผีมากนัก ครั้นซ่งโหยวได้ออกมาสัมผัสกับแสงอาทิตย์อีกครา ก็หรี่ตาลง พร้อมกับก้มมองเจ้าแมวที่กำลังหรี่รูม่านตาลงเช่นกัน
เขามองซ้ายมองขวาแล้วขึ้นสู่ยอดเขา
ผู้ที่ลำบากก็มีแต่ท่านราชครู ต้องปีนเขาขึ้นไปทั้งที่ยังเดินกะเผลกๆ
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว…
ลำแสงของพลังวิญญาณนับหลายสายพวยพุ่งออกไปประหนึ่งหิ่งห้อยยามกลางวัน ก่อนจะตกลงสู่รอบบริเวณภูเขาเยี่ยซาน
“จงผนึก!”
พลังวิญญาณกลายเป็นค่ายกลในชั่วพริบตา
ราชครูยังอุตส่าห์เดินขากะเผลกมาส่งซ่งโหยวถึงเชิงเขา และสั่งให้เหล่านายทหารคอยนำทางเขาไปจนถึงตัวเมือง เพื่อไม่ให้หลงทาง
“ขอบคุณท่านมาก” ซ่งโหยวหันมายิ้มให้ “บัดนี้เป็นกลางเดือนสอง อีกหนึ่งปีข้าจะกลับมาซ่อมแซมค่ายกลให้ หากข้าบำเพ็ญตบะสูงขึ้นกว่านี้ อาจอยู่ได้นานกว่าเดิมด้วยซ้ำ”
“ข้าจะคอยรอท่าน”
“ข้าขอลาไปก่อน”
“เหมียว…”
ซ่งโหยวเดินจากไป โดยมีเจ้าม้าคอยตามติด
เจ้าแมวก็หันกลับไปมองราชครู ส่งเสียงร้องเบาๆ เป็นเชิงขอบคุณ จากนั้นก็วิ่งตามหลังพวกเขาไป
“นี่นักพรต…”
“หืม”
“ปีหน้าพวกเราต้องกลับมาที่นี่อีกหรือไม่”
ซ่งโหยวไม่ตอบตรงๆ แต่กลับย้อนถามแทนว่า “แม่นางสามสีอยากกลับมาเมื่อใดเล่า”
“…”
แมวสามสีส่งสายตาให้เขาพลางส่ายหัวไปมาเล็กน้อย จากนั้นก็หันหน้ากลับไป ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งนำไปข้างหน้าอย่างร่าเริง
ดุจได้เชยชมจันทราในวันที่บุปผาผลิบาน
เมื่อออกห่างจากพื้นที่ซึ่งปกคลุมไปด้วยปราณภูตผีจากภูเขาเยี่ยซาน ก็ได้ย่างกรายสู่ผืนแผ่นดินอันเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งฤดูใบไม้ผลิ มวลผกาบานสะพรั่ง พืชพรรณล้วนผลิใบ ผีเสื้อสยายปีกโบยบิน เหล่าปักษาก็คอยขับขานบทเพลง สิ่งเหล่านี้ล้วนดึงดูดความสนใจของแม่นางสามสีเอาไว้ นางทั้งวิ่งเข้าไปดม เงยหน้าขึ้นมอง หรือไม่ก็โดดตะปบเล่น ราวกับมีเรี่ยวแรงไม่จำกัด
คราแรกเหล่านายทหารผู้คอยนำทางดูจะตื่นตระหนกที่เห็นแมวพูดได้ นึกว่าเป็นจอมมารจากหนใด แต่พอสังเกตไปได้อีกสักพักก็พบว่านางไม่ได้ต่างอะไรไปจากแมวทั่วไปเลย ยิ่งได้ร่วมทางนานเข้า ก็ยิ่งคุ้นชิน ครั้นได้เห็นท่าทางอันซุกซนแล้วก็พลอยอารมณ์ดีไปด้วย
“ทางนี้ขอรับ”
นายทหารผู้หนึ่งเอ่ยนำทาง
หากมีกิ่งไม้หรือพงหญ้าขวางทาง เขาก็จะคอยชักดาบออกมาฟันยอดหญ้าทิ้ง เพราะกลัวว่าซ่งโหยวจะเดินไม่สะดวก
จิ๊บ จิ๊บ…
นกนางแอ่นตัวหนึ่งร่อนตัวลงมาจากบนกิ่งไม้ด้านหน้า
เจ้านกหันหัวไปแต่งขน ครั้นเห็นว่าข้างซ่งโหยวพาคนอื่นมาด้วยก็ไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงส่งเสียงเรียกเบาๆ เมื่อเห็นซ่งโหยวไม่ตอบกลับ จึงสยายปีกโผบินกลับไปเหนือชั้นเมฆ
มวลปักษาส่งเสียงเรียกขานกันเช่นนี้เป็นปกติ นายทหารจึงไม่เอะใจอะไร
ทั้งขบวนเดินทางต่อไปอีกสองวันเต็ม
ในที่สุดภาพตัวเมืองเอกประจำแคว้นก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าแล้ว
“กฎเกณฑ์ทหารนั้นเข้มงวด ไม่อาจล่าช้าได้”
ว่าจบ พวกเขาก็หันหลังเดินจากไปทันที
เห็นทีทหารหน่วยมังกรพยศจะถูกฝึกระเบียบวินัยมาเข้มงวด
ซ่งโหยวยังคงยืนอยู่ที่เดิม มองตามพวกเขาจนลับสายตา แล้วจึงค่อยหันกลับไปมองเมืองใหญ่เบื้องหน้า
นกนางแอ่นตัวเดิมร่อนลงมาอีกครั้งอย่างไร้สุ้มเสียง บินวนโค้งกลางอากาศ แล้วลงมาเกาะกิ่งไม้ใกล้ๆ
“ท่านเจออะไรบ้างหรือไม่”
“ไม่เจอเลยสักอย่าง”
“เยี่ยนอันไร้ความสามารถนัก คอยบินสำรวจอยู่บนฟ้านับสิบวันกลับไม่พบสิ่งใด” นกนางแอ่นกล่าวเสียงแผ่วเบา “รอบเขาเยี่ยซานรกร้างว่างเปล่า มีเพียงจุดเฝ้าระวัง ในนั้นมีทั้งเป็นผู้บำเพ็ญตบะ ผีปีศาจชั้นต่ำ และยังมีพวกยมทูตคอยคุมผีเข้าไปทุกค่ำคืน นอกนั้นก็ไม่มีผู้ใดเข้าออกเลย”
“ลำบากเจ้าแล้ว”
“เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”
“ฤทธิ์ของพลังวิญญาณทั้งสองสายคงใกล้หมดแล้วสินะ”
“คงอีกไม่นานขอรับ”
“ข้ายังต้องรบกวนเจ้าอีกสักพัก รบกวนเจ้าช่วยสังเกตการณ์จากบนฟ้า คอยดูว่าหลังพวกข้าออกมาจากที่นั่น มีผีปีศาจแอบติดตามมาบ้างหรือไม่” ซ่งโหยวว่า พลางยกมือขึ้นหมายจะส่งพลังวิญญาณไปเสริมให้ แต่กลับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลดมือลง “ไม่เป็นไร รอดูอีกสักสองสามวันก็แล้วกัน”
เขาปัดมือเบาๆ ทำให้พลังวิญญาณที่ติดอยู่บนตัวนกนางแอ่นจางหายไปในทันที
“หลายวันมานี้เจ้าก็เหนื่อยมากแล้ว พักเสียก่อนเถิด”
“ข้าไม่เหนื่อยหรอก”
“เข้าเมืองกันเถิด”
ซ่งโหยวมุ่งหน้าต่อไปยังเมืองใหญ่
จิ้งจอกตนนั้นยังรอคอยพวกเขาอยู่ในเมือง