ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 374 จากกันที่เจิ้งซี
เดิมทีทางใต้ของแคว้นเฟิงโจวเป็นแดนกันดาร เต็มไปด้วยหุบเขาอันตราย แต่เดิมนั้นมีแม่น้ำอิ่นเจียงไหลผ่าน เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลจากฉางจิงลงสู่ทิศใต้ ทว่าหลังจากทางน้ำเปลี่ยนทิศไป สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นดินแดนไร้ผู้แย่งชิง
เมืองหลักประจำแคว้นกลับดูเหมือนสิ่งปลูกสร้างที่หลงเหลือมาจากเมื่อพันปีก่อน ไม่เคยได้รับการบูรณะ ป้อมดินเหลืองนั้น ดูเผินๆ ยังคิดว่าเป็นค่ายทหารชาวแดนเหนือด้วยซ้ำ อีกทั้งในตัวเมืองก็ยังมีคนพูดภาษาทางการไม่มากนัก
ซ่งโหยวจึงตระหนักได้ว่าเมื่อพันปีที่แล้ว แม่น้ำอิ่นเจียงเคยไหลผ่านจือจวิ้น ผ่านอำเภออิ่นหนาน ซึ่งนามอิ่นหนานนี้ก็หมายถึงแผ่นดินที่อยู่ทางใต้ของแม่น้ำอิ่นเจียง เมื่อพันปีก่อนที่แห่งนี้เคยเจริญรุ่งเรือง ทว่าตลอดพันปีมานี้ล้วนเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย หากไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ที่หยั่งรากลึกในจิตใจผู้คน แผ่นดินนี้ ระยะเวลาเท่านี้ก็นานพอจะสร้างอารยธรรมใหม่ขึ้นมาได้
ภายในตัวเมืองมีเนินเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง บนยอดมีศาลารกร้างอยู่ข้างโรงเตี๊ยม ภายในมีหญิงงามสองนางกำลังนั่งรับลมชมทิวทัศน์เมืองเก่าอันทรุดโทรม
ซ่งโหยวในชุดคลุมนักพรตและเจ้าม้าแดงหยุดยืนอยู่ที่เชิงเขา ครั้นเงยหน้าขึ้นไปก็สบตากับพวกนางพอดี
ไม่นานนักก็มีเพียงม้าแดงที่ยืนรออยู่เบื้องล่าง ส่วนซ่งโหยวนั้นขึ้นมาบนศาลาแล้ว
นกนางแอ่นตัวหนึ่งก็บินมาเกาะสันหลังคาหญ้าแห้ง
“คารวะท่านนักพรตและแม่นางสามสี”
“และเจ้านกน้อยจากอันชิง”
“แม่นางทั้งสองช่างมีอารมณ์สุนทรีย์จริง”
“รอบข้างไม่มีสิ่งน่าสนใจ จึงขึ้นมารับลมชมทิวทัศน์ไปพลาง” แม่นางหว่านเจียงเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“และคอยเฝ้าดูว่าท่านจะกลับมาเมื่อใดด้วย” สาวใช้ยิ้มกริ่ม
ซ่งโหยวแสร้งว่าไม่ได้ยิน เขายืนพิงศาลาทอดมองไปทั่วเมืองโบราณ เห็นชาวเมืองใช้ชีวิตราวกับย้อนกลับไปเมื่อพันปีก่อน จึงเอ่ยถามขึ้น
“แล้วสองแม่นางได้พบสหายเก่าหรือไม่”
“ยังไม่ได้พบ”
“เพราะเหตุใดหรือ”
“เช่นนั้นจะยังรอต่อไปหรือไม่”
“รอต่อไปก็ไร้ประโยชน์”
“ที่ว่ามาก็มีเหตุผล” ซ่งโหยวพยักหน้าพลางหลุบตาลงเล็กน้อย “แล้วทั้งสองแม่นางจะไปจากที่นี่เมื่อใดหรือ”
“ท่านไปเมื่อใด พวกข้าก็ไปเมื่อนั้น” แม่นางหว่านเจียงกล่าว เส้นผมเงางามพลันปลิวไสวไปกับสายลม
“พวกข้าถามทางมาแล้ว จะขึ้นเหนือไปเหยาโจวโดยใช้เส้นทางบนบกก็ยังพอเป็นไปได้ เพียงแต่ไม่มีผู้ใดใช้เส้นทางนั้นมาหลายปีแล้วที่ เกรงว่าจะไม่มีทางให้เดิน จึงใช้ได้เพียงเส้นทางน้ำ” สาวใช้เสริม “เช่นนั้นแล้ว พวกข้าคงต้องกลับไปที่ท่าน้ำเพื่อขึ้นเรือไปเหยาโจว คงต้องร่วมทางกับท่านอีกสักระยะ”
“เช่นนั้นเอง”
“หากท่านไม่เชื่อก็ลองไปถามเองเถิด”
“เมื่อครู่ข้าถามทหารมาแล้ว เป็นดั่งที่แม่นางกล่าว” ซ่งโหยวตอบ
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว คนเรากว่าจะได้ลงเรือลำเดียวกันก็ต้องสั่งสมบุญวาสนากันมาเป็นร้อยปี กว่าจะได้นอนเคียงหมอนกันก็ยิ่งใช้เวลาเป็นพันปี พวกข้ากับท่านคงมีวาสนาร่วมกันมาสักสามร้อยปีกระมัง” สาวใช้หัวเราะคิกคัก “เสียดายที่ยังไม่เคยนอนเคียงหมอนกัน”
“เสียมารยาท”
แม่นางหว่านเจียงปรามก่อนจะหันกลับมายังซ่งโหยว นางยังคงสีหน้าอันอ่อนโยนไว้ได้ดังเดิม
“เหตุใดท่านถึงกลับจากภูเขาเยี่ยซานเร็วเช่นนี้ ได้พบสิ่งที่กำลังตามหาหรือไม่”
“ข้าคิดว่าท่านจะอยู่ที่นั่นนานกว่านี้เสียอีก” สาวใช้ว่าเสริม
“รอต่อไปก็ไร้ประโยชน์” ซ่งโหยวลอกเลียนคำพูดของพวกนางเมื่อครู่บ้าง “ต่อให้หาต่ออีกหลายวันหรือหลายเดือนก็หาไม่เจอหรอก”
“มีเหตุผล” แม่นางจิ้งจอกพยักหน้ารับอย่างสงบ ไม่แสดงอารมณ์ใดราวกับกำลังเลียนแบบอีกฝ่าย ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นธรรมชาติของนางเอง ว่าแล้วก็ถามเขาต่อ
“แล้วท่านคิดจะออกเดินทางเมื่อใด”
“พรุ่งนี้ข้าจะพักผ่อนสักหนึ่งวัน มะรืนนี้ค่อยออกเดินทาง”
“ค่อยกลับไปอีกครั้งก็ได้” ซ่งโหยวตอบเสียงเรียบ
“ท่านนักพรตคิดจะท่องแดนใต้โดยจะไปเยือนเหยาโจวด้วยเส้นทางเดิม ซึ่งต้องผ่านเฟิงโจวอีกครั้ง แล้วเดินเลียบชายฝั่งทางตะวันออกไปจนสุดผืนแผ่นดิน จากนั้นก็วกกลับขึ้นมาทางเหนือ เป็นเช่นนี้หรือไม่” สาวใช้กล่าวต่อ “เส้นทางนี้ไม่ผ่านเฟิงโจว หากจะกลับไปที่นั่น ก็คงกินเวลาสักสามสี่ปีกระมัง”
“หนึ่งปีก็เพียงพอแล้ว” ซ่งโหยวกล่าว
“หนึ่งปีหรือ เช่นนั้นท่านก็ต้องเดินทางย้อนกลับ”
“ปราณภูตผีแผ่ซ่านออกมาจากเมืองผีบนเขาเยี่ยซาน ย่อมส่งผลร้ายต่อแดนปุถุชน ค่ายกลที่ข้าร่ายไว้จะผนึกมันไว้ได้เพียงหนึ่งปีเท่านั้น ข้าจึงต้องกลับไปอีก” ซ่งโหยวตอบไปตามตรง
“เรื่องเช่นนี้หลอกราชครูได้ก็พอแล้ว แค่หนึ่งปีข้าก็ทำได้ โอ๊ะ ไม่สิ” สาวใช้รีบแก้ไขคำพูด “นายหญิงของข้าก็สร้างค่ายกลผนึกไว้ได้หนึ่งปีเช่นกัน ท่านเป็นผู้บำเพ็ญวิชาวัฏจักรสี่ฤดูย่อมชำนาญยิ่งกว่า”
“…”
“ก็ได้ๆ”
สาวใช้ยิ้มกว้าง “ดูท่าท่านยังคงเคลือบแคลงในตัวราชครูไม่น้อย หาได้คลายข้อกังขาไม่ แม้เส้นทางลงใต้จะยาวไกล แต่ท่านก็ยอมวกกลับมาที่นี่อีกครั้งเพื่อค้นหาความจริง”
“นับว่าเป็นวิธีที่ดี ไม่ว่าที่นี่จะกลายเป็นเมืองผีหรือกลายเป็นแดนนรกในอนาคตข้างหน้า ก็ล้วนกินเวลายาวนานทั้งนั้น หากราชครูกำลังวางแผนอยู่จริง แผนนั้นก็คงไม่สำเร็จในเวลาอันสั้นหรอก” คราวนี้แม่นางหว่านเจียงเป็นฝ่ายกล่าวขึ้นบ้าง “อยู่เฝ้าไปก็เสียเวลาเปล่า สู้ออกเดินทางต่อไปยังดีเสียกว่า”
สาวใช้หันไปกะพริบตาให้นักพรต “หากข้าเป็นราชครูแล้วต้องคอยวางแผนลับๆ ล่อๆ อยู่หลายปี ตอนนี้ข้าคงเริ่มร้อนใจขึ้นบ้างแล้ว… สู้กลับไปตอนนี้เลยดีหรือไม่ ตบหลังเขาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย! ไหนๆ นายหญิงก็มาด้วยแล้ว จะได้ช่วยท่านจัดการพวกจอมมารในนั้นอย่างไรเล่า!”
“แม่นางทั้งสองไม่มีธุระอื่นแล้วหรือ” ซ่งโหยวถาม
“แน่นอนว่าไม่มีแล้ว” หว่านเจียงตอบเสียงเรียบ
“ถ้าเจ้าจระเข้นั่นยอมออกมาเจอพวกข้า ก็คงไม่ว่างนักหรอก แต่สุดท้ายเขาก็ไม่มา เช่นนั้นย่อมไม่มีธุระใดแล้ว” สาวใช้กล่าวขึ้นบ้าง
“หมายความว่าอย่างไร”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวพลันนึกไปถึงหนี้บุญคุณที่ทั้งสองเคยติดค้างกับองค์หญิงฉางผิง ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกันหรือไม่
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้ถามต่อ
เพราะถ้าถามออกไป ก็ไม่รู้ว่าจะได้รับคำตอบจากผู้ใด
ซ้ำยังกลัวว่าสาวใช้จะเป็นคนตอบ…
สาวใช้ผู้นี้คล้ายถูกกำหนดให้พูดจาเหลวไหล พูดจริงบ้างไม่จริงบ้าง ยากจะแยกแยะนัก แต่ก็ใช่ว่าจะฟังดูน่าสงสัยจนไม่มีมูลความจริง แต่เป็นเพราะนางเอาแต่แสดงท่าทีสบายใจ คล้ายล้อเล่นอยู่ตลอดเวลา ครั้นนางกล่าวสิ่งใด ก็ต้องมานั่งพิจารณาว่าท่อนใดเป็นความจริงหรือความเท็จ ถามอะไรไปก็ไม่ค่อยมีประโยชน์
ตรงกันข้ามกับแม่ทัพเฉิน
ทุกครั้งที่เอ่ยปาก ล้วนพูดแต่ความจริง เชื่อได้โดยแทบไม่ต้องคิด
สาวใช้พลันถอนหายใจ “แต่ว่าหากอีกหนึ่งปีต่อไปท่านจะกลับมาเยือนเฟิงโจวอีกครั้ง ก็ไม่รู้ว่าท่านจะหยุดพักระหว่างทางนานเพียงใด นายหญิงของข้าเองก็ยังหวังว่าจะได้พบท่านที่เมืองหยางตูในแคว้นหยางโจวอยู่เสมอ”
“ข้าเดินทางมาสองวันเต็ม ขอตัวกลับไปพักก่อน”
“หัวใจของท่านด้านชาไปแล้วหรืออย่างไร”
ซ่งโหยวได้แต่แสร้งว่าไม่ได้ยินคำพูดนั้นแล้วเดินลงเขาไป หยุดเหลียวมองทิวทัศน์อีกครา ก่อนจะเดินต่อไปพร้อมกับเจ้าแมวและนกนางแอ่น
ปล่อยให้แม่นางทั้งสองมองหน้ากันอย่างนั้น
สองวันถัดมา ทั้งหมดเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง
ครั้นมาถึงท่าน้ำก็มีเรือว่างผ่านมาหนึ่งลำพอดี ถือว่าโชคดีนัก
นายเรือเป็นชายวัยกลางคนร่างกำยำ
ซ่งโหยวไม่ได้ล่องเรือไปถึงเจิ้งซี แต่ให้นายเรือส่งลงที่ท่าน้ำใกล้แคว้นเหยาโจวที่สุด แล้วค่อยเดินเท้าเที่ยวชมใต้หล้าต่อไป แม่นางทั้งสองก็เลือกร่วมทางกับเขาต่อ
ครั้นขึ้นฝั่งมาก็พบว่ารถม้าของสองหญิงมารอรับแล้ว
“แม่นางทั้งสองรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะลงท่านี้”
“ท่านออกพเนจรใต้หล้า หากไม่ใช่เพราะทิวทัศน์สองฝั่งงดงามเป็นพิเศษ มีหรือจะล่องเรือผ่านไปเฉยๆ” แม่นางหว่านเจียงประสานมือทั้งรอยยิ้ม “พวกข้าเดาไว้ว่าท่านต้องลงที่นี่”
“เดาผิดก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่พูด ก็ไม่มีใครรู้ว่าเดาผิด” สาวใช้พูดขึ้นบ้าง
“มีเหตุผล” ซ่งโหยวเพียงหัวเราะเบาๆ แล้วก้าวเดินต่อไป
ถนนดินเหลืองแคบๆ เบื้องหน้ายังกว้างพอให้รถม้าผ่าน
แม่นางหว่านเจียงก้าวขึ้นรถม้าไป ปล่อยให้สาวใช้บังคับรถม้าตามหลังซ่งโหยว ระหว่างนั้นก็เอาแต่พูดคุยไม่หยุด
โดยซ่งโหยวจะแสร้งว่าไม่ได้ยินเสียส่วนใหญ่
เหยาโจวถูกปกคลุมด้วยหมอกพิษ เส้นทางข้างหน้าเป็นภูเขาสูงป่าทึบ ช่างเงียบงันและน่าวังเวง แต่เพราะมีเสียงบรรเลงพิณดังขึ้นมาเป็นครั้งคราว ซ่งโหยวจึงผ่อนคลายลงไม่น้อยเลย
ร่วมทางกันมาได้หลายรอยลี้แล้ว
เบื้องหน้าปรากฏทางแยกสามสาย ต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นรายรอบ มีร้านน้ำชาตั้งอยู่ ทว่ากลับรกร้างไร้ผู้คน
นางแอ่นร่อนลงจากฟ้ามาเกาะหัวม้าขนแดง หันซ้ายหันขวาไปมาแล้วก็เอ่ยปากขึ้น
“ไปเจิ้งซีเลี้ยวซ้าย ต้องเดินเลียบแม่น้ำอิ่นเจียงไป ส่วนทางขวานั้นข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน คงทอดไปยังเหยาโจวกระมัง”
“บินได้นี่ดีจังนะ มีนกคอยบินหาทางให้นี่ยอดเยี่ยมจริงๆ” สาวใช้มองนกนางแอ่นอย่างยิ้มๆ “ว่าแต่เจ้านกน้อย เจ้ายังมีพี่น้องตัวไหนว่างงานอยู่หรือไม่ แม้เผ่าจิ้งจอกแห่งเย่ว์โจวจะรุ่งเรืองสู้เผ่านกนางแอ่นแห่งอันชิงไม่ได้ หรือแม้นายหญิงของข้าจะมีอายุยืนสู้เยี่ยนเซียนไม่ได้ แต่เผ่าพันธุ์ของข้าน่าเก่าแก่ยิ่งกว่าอีกนะ มาเป็นลูกมือให้นายหญิงข้าก็ไม่เสียเกียรติหรอก ถือเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างสองเผ่าพันธุ์อย่างไรเล่า”
“…”
นกนางแอ่นหันมามองนางด้วยดวงตากลมโต อ้าจะงอยปากคล้ายจะพูด แต่แล้วก็เลือกทำตามที่ซ่งโหยวเคยสอนว่า ‘ยามไม่รู้จะพูดอะไร ก็ไม่ต้องพูด’ จึงงับปากลง
พลันหันไปแต่งขนโดยไม่สนใจคำพูดคำจาของสาวใช้อีก ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาในทันใด
“องค์หญิงถูกเนรเทศให้ไปใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน พวกข้าต้องไปเยี่ยมนาง จึงต้องขอลาท่านไปเสียก่อน” ปีศาจจิ้งจอกตรงหน้ายังคงมีรูปโฉมงามประหนึ่งเทพธิดา ไม่เหมือนปุถุชนคนธรรมดาเลยแม้แต่น้อย แต่ถึงจะคงสีหน้าสงบนิ่งไว้ ก็ไม่อาจซ่อนความอาลัยในแววตาได้ “ร่วมทางกันมาพันลี้ย่อมมีคราที่ต้องแยกทาง ถือเป็นธรรมดานัก… เพียงแต่จากกันครั้งนี้ เกรงว่ากว่าจะพบอีก ก็คงต้องรอที่หยางตูอีกหลายปี ช่างน่าเสียดายนัก”
“ขอบคุณแม่นางที่คอยบรรเลงเพลงพิณให้ข้าฟังตลอดทาง”
“หว่านเจียงต่างหากต้องขอบคุณท่าน ที่ยอมให้ร่วมทางมาไกลถึงเพียงนี้” นางคารวะกลับ “ได้ยินว่าเมืองหยางตูคือเมืองอันดับสองของใต้หล้า แต่กลับยิ่งใหญ่กว่าฉางจิงเสียอีก เช่นนั้นแล้วพวกข้าขอล่วงหน้าไปรอท่านที่นั่นก่อน”
“หากมีวาสนาย่อมได้พบกันใหม่”
สาวใช้หยิบขวดหยกขนาดราวฝ่ามือออกมาจากในรถม้า พลางก้มตัวลงมอบขวดหยกให้เจ้าแมวสามสีด้วยรอยยิ้มสดใส
“ในขวดนี้มีเหล้าข้าวหมักที่แม่นางสามสีโปรดปราน เดิมทีตอนออกจากฉางจิง พวกข้าใส่มาในโถใบใหญ่ คงรินได้สักสิบชามกระมัง ข้าผสมน้ำตาลไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงพอให้แม่นางดื่มได้ทั้งเดือน แม่นางสามสีโปรดรับไว้เถิด นี่ทั้งเป็นของขวัญแรกพบและเป็นของขวัญตอบแทนความน่ารักของแม่นางสามสีตลอดระยะเวลาที่ได้ร่วมทางกัน”
เจ้าแมวเงยหน้ามองนางนิ่งๆ ก่อนจะหันขวับไปหาซ่งโหยว
“ล้ำค่าเกินไป”
“เช่นนั้นค่อยคืนข้าตอนมาเจอกันอีกครั้งที่หยางตูก็ได้ แม่นางสามสีออกจะน่ารักน่าเอ็นดูปานนี้ ท่านจะนิ่งดูดายปล่อยให้นางกระหายเหล้าข้าวหมักไปตลอดทางได้อย่างไร”
“แม่นางสามสีร่วมทางกับพวกข้ามาโดยตลอด ย่อมเอ็นดูนางเป็นธรรมดา อีกทั้งนางก็คอยลำบากไปจับกระต่ายให้อยู่ตลอด หากท่านมองว่าพวกข้าเป็นสหาย ก็อย่าปฏิเสธน้ำใจนี้เลย” แม่นางหว่านเจียงกล่าวเสริม
แมวสามสีเผยสีหน้าเคร่งขรึม พร้อมกับยืดตัวขึ้นราวกับจะสื่อว่าไม่มีสิ่งใดทำให้นางไหวหวั่น
“ข้าขอน้อมรับไมตรีนี้ไว้”
“ข้าขอน้อมรับไมตรีนี้ไว้~”
เสียงของซ่งโหยวกับแมวน้อยประสานกัน
“ท่านนี่ช่างเยือกเย็นเสียจริง”
สาวใช้ได้แต่เก็บขวดหยกกลับไป
นกนางแอ่นบินลงมา
“คุณชาย”
“ข้าต้องอาศัยแรงเจ้าอีกแล้ว คงต้องลำบากเจ้าหน่อย เจ้าช่วยบินซ่อนตัวอยู่เหนือเมฆ คอยตรวจดูให้ทีว่าตลอดทางมีภูตผีปีศาจหรือมนุษย์คอยซุ่มอยู่หรือไม่” ซ่งโหยวเอ่ยพลางยกมือขึ้นมา เผยให้เห็นพลังวิญญาณสองสาย สายหนึ่งเป็นสีครามโปร่งแสง ส่วนอีกสายหนึ่งขาวนวลดุจหิมะ
“จะให้ข้าไปจับตาดูจอมมารตนนั้นหรือ”
“อันตรายเกินไป อีกทั้งยังไม่จำเป็นด้วย”
“รับทราบขอรับ”
พลังวิญญาณทั้งสองสายซึมเข้าสู่ร่างนกนางแอ่น
“ก่อนหน้านี้ตอนเราออกจากจือจวิ้น มีคนผู้หนึ่งท่าทางน่าสงสัย หลังจากท่านขึ้นเรือล่องไปทางใต้ ข้าก็บินย้อนขึ้นไปตามแม่น้ำ จึงพบว่านายเรือผู้นั้นกลับไปที่ท่าเรือจือจวิ้น เขาขึ้นฝั่งไปโดยทิ้งเรือไว้ แล้วเดินย้อนกลับไปทางตัวเมืองขอรับ”
“เจ้านี่ช่างเฉลียวฉลาดจริงๆ” ซ่งโหยวคลี่ยิ้ม แม้ตนจะสังหรณ์ใจเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่ก็ยังกล่าวชม “ช่วยข้าได้มากยิ่งนัก”
“มิกล้า…”
แม้น้ำเสียงจะแผ่วเบา แต่ดูท่าคงปลื้มใจไม่น้อยเลย
“อีกไม่กี่วันข้าคงต้องลำบากเจ้าอีกแล้ว”
“ไม่เลยขอรับ ข้าบินอยู่บนฟ้า ก็เหมือนมนุษย์เดินบนดิน เบาสบายยิ่งนัก”
นางแอ่นกล่าวจบก็ทะยานขึ้นฟ้าไป
ซ่งโหยวละสายตาแล้วย่างกรายเดินต่อไป
ทั้งสองข้างมีต้นไม้สูงขึ้นเรียงราย ทางดินเหลืองเบื้องหน้าคดเคี้ยวจนมองไม่เห็นปลาย ราวกับว่ามันทอดยาวต่อไปเรื่อยๆ ไร้จุดสิ้นสุด
เขาเดินยันไม้เท้าไผ่ไปพร้อมกับเอ่ยขึ้น “แม่นางสามสีอดใจไว้เถิด ถึงเจิ้งซีเมื่อไร ข้าจะซื้อเหล้าข้าวหมักให้สักครึ่งชาม”
แมวสามสีตอบรับ “ช่างเถิด~”
“ทำไมเล่า”
“เพราะว่าต้องใช้เงิน”
“…”
ซ่งโหยวได้แต่ส่ายหน้าทั้งรอยยิ้ม
เจิ้งซีอยู่ห่างจากจุดนี้ราวร้อยลี้ เดินบ้างพักบ้าง ใช้เวลาเพียงสองวันก็ไปถึงจุดหมายอย่างราบรื่น
……………