ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 375 ตำนานที่เจิ้งซี
โรงเตี๊ยมเก่าแก่ทรุดโทรม ฝุ่นผงจากบนฝ้าร่วงโรยลงมาไม่หยุด มีเถ้าแก่โรงเตี๊ยมวัยชราคอยถือผ้าเช็ดโต๊ะมาดูแลถึงที่
“ที่นี่มีเหล้าข้าวหมักขายหรือไม่”
“ท่านว่าอย่างไรนะ ข้าวต้มรึ”
เถ้าแก่เงี่ยหูฟังแล้วตอบด้วยสำเนียงท้องถิ่น ซึ่งซ่งโหยวเองก็ฟังไม่ค่อยออก
ซ่งโหยวได้ฟังแล้วก็ครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะถามต่อ “มีที่ดื่มแล้วเมาหรือไม่”
“จะเมาได้อย่างไรกัน กินมากแค่ไหนก็ไม่เมาหรอก ยกเว้นพวกเด็กน้อยน่ะนะ…”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
“จะสั่งข้าวต้มรึ”
“ข้าขอสั่งหนึ่งชาม ใส่ไข่ลวกสองฟอง ท่านพอจะทำให้ได้หรือไม่” ซ่งโหยวคิดจะให้แม่นางสามสีได้ลิ้มลองวิธีกินใหม่ๆ บ้าง
“ได้ๆ…”
“ราคาเท่าไรหรือ”
“ไข่สองฟองรึ จะใส่น้ำตาลด้วยหรือไม่”
“สองฟอง ใส่น้ำตาลด้วย”
“พักนี้น้ำตาลแพง สิบห้าเหวิน”
“หนึ่งชามก็พอ”
“กินแค่นั้นจะพอรึ”
“ที่นี่มีอาหารขึ้นชื่อหรือไม่” ซ่งโหยวถามต่อ “อาหารเลิศรสที่หากินได้แค่ที่นี่เท่านั้น”
“แน่นอนว่าต้องเป็นขนมหูแมว!”
“!”
“หูแมวหรือ”
“ฮ่าๆๆ…”
เถ้าแก่หัวเราะร่า ยามอ้าปากถึงเห็นว่าเขาแทบไม่มีฟันแล้ว “เป็นขนมทำจากแป้งน่ะ ชื่อว่าขนมหูแมว ขนาดเท่าปลายเล็บเอง…”
เขาทำท่าทีเทียบขนาดให้ดู
ซ่งโหยวพลันเผยรอยยิ้มออกมา แม่นางสามสีก็เบนสายตาหนีแล้วกลับไปเลียอุ้งเท้าดังเดิม
“ราคาเท่าไรหรือ”
“ต้มซีอิ๊วคิดสิบสองเหวิน ถ้าแบบผัด ข้าคิดยี่สิบเหวิน ได้ชามใหญ่เชียวนะ”
“ข้าขอแบบผัดหนึ่งชาม”
“ได้เลย…”
เถ้าแก่ว่าจบก็เดินหายเข้าไปด้านหลังร้าน
ไม่นานนัก เขาก็ยกข้าวต้มใส่ไข่ลวกออกมาก่อน
เถ้าแก่ดูเป็นคนซื่อตรง หรืออาจเพราะเห็นอีกฝ่ายเป็นนักพรตจึงดูแลดีเป็นพิเศษ แม้ซ่งโหยวจะสั่งไข่แค่สองฟอง แต่กลับยกข้าวต้มมาให้เต็มชาม
ฟุ่บ!
แม่นางสามสีกระโดดขึ้นโต๊ะมาจ้องเขาเขม็ง
ซ่งโหยวตักน้ำแกงขึ้นมาหนึ่งช้อน เป่าลมเล็กน้อยแล้วลองชิมดู
ซู้ด…
แม่นางสามสีไม่กะพริบตาเลยแม้แต่น้อย
ราวกับกำลังใช้สายตาสื่อสาร
ซ่งโหยวมองออกทันทีว่าแม่นางสามสีต้องการถามสิ่งใด
“อร่อยดี” เขาตอบ
ซ่งโหยวหยิบขวดใบเล็กออกมาจากถุงใส่ผ้า ข้างในเป็นน้ำตาลสีขาวนวล เนื้อเนียนละเอียดเขายังไม่รีบเติมลงไป แต่กลับหยิบชามใบเล็กของแม่นางสามสีออกมาแทน
เขาตักไข่ลวกหนึ่งฟองใส่ลงไปในชาม ก่อนจะตักข้าวต้มและน้ำแกงให้เต็มชาม
“เหล้าข้าวหมักที่ต้มแล้วจะมีพิษอ่อนลง แม่นางสามสีดื่มชามใหญ่ได้”
“?”
เจ้าแมวก้มลงมองชามของตน ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองเขาพลางเอียงคอช้าๆ
‘ชามเล็กเท่านี้ ใส่ไข่ลงไปก็ครึ่งชามแล้ว จะเรียกว่าชามใหญ่ได้อย่างไร นี่มันครึ่งชามชัดๆ’
“แม่นางสามสีกินหมดแล้ว ข้าจะเติมให้อีก”
ซ่งโหยวกล่าวด้วยน้ำเสียงจนใจ แล้วจึงตักน้ำตาลหนึ่งช้อนใส่ลงในชามของเจ้าแมว
แมวน้อยก็คอยจับจ้องทุกการกระทำของเขา ทุกครั้งที่เขาตักน้ำตาล นางก็จะผงกศีรษะขึ้นมา
“เท่านี้ก็หวานแล้ว”
“เหมียว!”
“เด็กอย่างเจ้ากินหวานไปก็ไม่ดี อีกอย่างพวกเราก็พกน้ำตาลมาไม่มากนัก กว่าจะไปถึงหยางตู ระหว่างทางคงซื้อได้แค่น้ำตาลแดง แม่นางสามสีต้องประหยัดหน่อยนะ” ซ่งโหยวว่าพลางใช้ช้อนคนในชามใบเล็กของนาง
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เดิมทีคิดจะพูดว่า ‘น้ำตาลชนิดนี้แพงมาก’ คิดดูแล้ว ถ้าพูดเช่นนั้นไป แม่นางสามสีต้องยอมเชื่อฟังแน่ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่พูด “เว้นแต่ว่าจะหาน้ำผึ้งตามป่าได้ คงต้องดูฝีมือแม่นางสามสีแล้ว”
แม้แม่นางสามสีจะยอมรับฟัง แต่ตอนที่ซ่งโหยวเก็บโถน้ำตาลลงย่าม ก็ยังคงร้องเรียกเบาๆ
“ข้ากินหวานสู้แม่นางสามสีไม่ได้หรอก ติดหวานนิดหน่อยก็พอแล้ว” พูดจบก็ออกแรงดันชามใส่ไข่ลวกและ ‘เหล้าข้าวหมัก’ ไปให้นางเบาๆ “ระวังร้อน”
“…”
เจ้าแมวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ โน้มหน้าเข้ามาใกล้ ลองทดสอบดูว่าอาหารในจานร้อนเพียงใด สูดจมูกดมกลิ่นอยู่ครู่หนึ่งก็แลบลิ้นออกมาเลีย
แม่นางสามสีกินต่อไปทั้งที่ข้าวต้มยังร้อน
ดูท่านางคงได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ จากข้าวต้มไข่ลวกชามนี้
ในขณะเดียวกันนั้น เถ้าแก่ก็ยกอาหารอีกอย่างเข้ามาพอดี
“ขนมหูแมวได้แล้ว!”
แม่นางสามสีหยุดกิน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชามที่ถูกยกมาวางตรงหน้า
“โอ้!”
เถ้าแก่หัวเราะร่า วางชามลงแล้วก็หันไปมองเจ้าแมวสามสีที่กำลังกินอยู่ “ท่านสั่งให้แมวกินหรอกหรือ”
“นางชอบกินน่ะ”
“ท่านนี่มีจิตใจงดงามดีจริงๆ!”
“นางออกพเนจรใต้หล้าร่วมกับข้ามาโดยตลอด ข้าจะละเลยนางได้อย่างไร”
“ท่านเป็นคนที่ไหนเล่า”
“ข้ามาจากอี้โจว…”
ซ่งโหยวตอบ ขณะเดียวกันสายตาก็จับจ้องไปยังชามขนมหูแมว
เป็นขนมทำจากแป้ง นำไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่าปลายเล็บและใช้ปลายนิ้วดัดรูปทรงให้โค้งงอคล้ายใบหู พื้นผิวมีลวดลายจางๆ ไม่รู้ว่าใช้วัตถุดิบใดทำ เมื่อต้มจนสุกจะเห็นเป็นสีโปร่งใส
ที่ถูกเรียกว่าขนมหูแมว ก็คงเป็นเพราะมีรูปร่างเช่นนี้กระมัง
ขนมหูแมวทั้งชามนั้นดูจะนุ่มละมุนแล้วเหนียวหนึบหนับพอสมควรเลย
ซ่งโหยวคลุกให้เข้ากันแล้วลองชิมดูหนึ่งคำก่อน
นุ่มและหนึบกำลังดี ถือว่าเลิศรสเลยทีเดียว
คราวนี้เขาตักขึ้นมาให้แม่นางสามสีอีกหนึ่งช้อน
“แม่นางสามสีอยากลองชิมขนมหูแมวหรือไม่”
“ฮ่าๆๆ…”
เถ้าแก่หัวเราะอย่างสนุกสนาน
คนแก่ก็มักชื่นชอบภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ยิ่งตอนนี้ในร้านไม่มีลูกค้าคนอื่นแล้ว เขาก็ลากเก้าอี้จากโต๊ะข้างๆ มานั่งคุยกับซ่งโหยวไปเรื่อย ทั้งถามว่ามาทำอะไรที่นี่ จะไปที่ใดต่อ ไปจนถึงเรื่องผีสางเทพยดา
ซ่งโหยวเองก็ยินดีจะสนทนากับเขา
กินขนมหูแมวไปได้สักครึ่งชามถึงพบว่าคุยถูกคอไม่น้อยเลย ซ่งโหยวจึงกล่าวชม “ฝีมือทำอาหารของรท่านนี่ยอดเยี่ยมจริงๆ …”
“โธ่ ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ มีอาหารอยู่ไม่กี่อย่าง ของพวกนี้กินแล้วอยู่ท้อง ท่านชินกับรสชาติก็ดีแล้ว”
“ระหว่างทางมาที่นี่ ข้าเคยได้ยินตำนานเรื่องหนึ่ง” ซ่งโหยวเว้นไปครู่หนึ่ง “ว่าเมื่อครั้นอดีตกาล แม่น้ำอิ่นเจียงเคยมีเทพวารีคอยปกปักรักษา ทว่ากลับถูกคนขโมยศาสตราเทพไป ข้าชื่นชอบเรื่องพวกนี้นัก ไม่ทราบว่าท่านพอจะเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่”
“เรื่องนั้นก็ลือกันมาจากแถวนี้นี่แหละน่า!”
“จริงหรือ ข้าลองถามนักเล่าเรื่องดูก็ไม่เห็นว่าจะเล่าละเอียดอะไร เพียงบอกว่าได้ยินมาจากแถวเจิ้งซี ไม่ทราบว่าจริงเท็จเพียงใด”
“เรื่องตั้งแต่สมัยโบราณโน้น ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้จริงเท็จ แต่คนที่นี่ต่างก็พูดกันว่าเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น เล่าได้แม้กระทั่งคนในเรื่องมีชื่อแซ่อะไรเชียว! ซ้ำยังบอกว่ามีรุ่นลูกรุ่นหลานสืบสกุลต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วยนะ!”
“จริงหรือ”
เถ้าแก่ผู้นี้ต่างจากเถ้าแก่ที่อำเภอหนานฮว่าอยู่มาก เขาไม่คิดจะต่อรองซ่งโหยวโดยการบังคับให้จ่ายค่าชาเพิ่มเลยแม้แต่น้อย เพียงขยับท่าทางให้นั่งสบายขึ้น แล้วเล่าเรื่องต่อไปด้วยความยินดี
“ว่ากันว่าแต่ก่อน ไม่รู้ว่าเมื่อกี่ปีมาแล้ว บ้างก็ว่าเมื่อแปดร้อยปีก่อน บ้างก็ว่าเมื่อพันปีก่อน มีคนผู้หนึ่ง เหมือนจะชื่อว่า ‘ปั๋วซู่’ หรืออะไรสักอย่าง…”
“ปั๋วซู่…”
ฟังดูเหมือนชื่อคนโบราณจริงๆ
“ใช่แล้ว! ปั๋วซู่! คนผู้นี้มีวิชาแก่กล้า ว่ากันว่าเป็นผู้บำเพ็ญพรต เข้าใจแก่นแท้แห่งอาคม ซ้ำยังซื่อสัตย์มากด้วย!” เถ้าแก่เล่าต่อ “ตำนานเล่าว่ามีวันหนึ่ง เขาไปตกปลาริมแม่น้ำ ครานั้นอากาศร้อนระอุ พอยามเที่ยงก็เอนกายนอนหลับใต้ต้นไม้ และฝันว่ามีคนผู้หนึ่งเดินขึ้นมาจากแม่น้ำ กล่าวว่ารู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเขาดี จึงหวังมาขอความช่วยเหลือจากเขา แต่บ้างก็ว่ามาขอให้เขาช่วยส่งจดหมาย แล้วแต่ว่าจะเล่าอย่างไร แต่จุดที่เหมือนกันคือ คนในฝันมาขอให้ปั๋วซู่เดินทางไปยังใจกลางสมุทรและมอบกริชเล่มหนึ่งให้เขา พร้อมกับบอกว่า ‘เพียงถือกริชเล่มนี้เดินไปที่ริมทะเล ฟาดฟันลงไปที่ผิวน้ำ ผืนสมุทรจะแหวกออก ต่อให้เดินอยู่ตรงกลางก็ย่อมไม่มีวันจมน้ำตาย”
“น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก”
ซ่งโหยวกล่าวเสริมพอเป็นพิธี
“ก็เล่าต่อๆ กันมานั่นแล…”
“ท่านเล่าต่อเถิด”
“ชายผู้นั้นรับปากคนในฝัน แต่พอตื่นขึ้นมากลับพบว่าข้างกายมีกริชเล่มนั้นวางอยู่จริงๆ แม้จะนึกสงสัยอยู่ แต่ในเมื่อรับปากแล้วก็ไม่อาจคืนคำ จึงออกเดินทางจริงๆ” เถ้าแก่เล่าต่อ “ครั้นไปถึงริมทะเล ก็ทำตามสิ่งที่ได้ยินมาในฝัน ใช้กริชฟันลงบนผิวน้ำ น้ำทะเลก็แหวกออกจริงๆ เมื่อก้าวขาเดินลงไป ผืนน้ำก็ค่อยๆ สมานกลับดั่งเดิม แต่ไม่มีทางท่วมใส่ร่างเขา ซ้ำยังหายใจได้เสมือนยามอยู่บนบก เมื่อมาถึงใจกลางสมุทรก็ได้รับการต้อนรับจากพญามังกร ทว่าขากลับนั้นเขาต้องเดินทางไกล ต้องฝ่าหมอกพิษ ทำให้ล้มป่วยหนักในที่สุด เขาพยายามลากสังขารอันอิดโรยกลับมาที่บ้าน แต่ก็ป่วยหนักเกินกว่าจะรักษาแล้ว เขาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ภรรยาและเพื่อนบ้านฟัง แล้วสั่งบุตรชายให้นำกริชไปคืนเทพวารี ครั้นเล่าจบก็สิ้นใจตายทันที”
“บุตรชายของเขาคงไม่ได้เอาไปคืนสินะ”
“ใช่แล้ว! เพราะบุตรชายไม่ซื่อสัตย์เยี่ยงเขา ได้กริชวิเศษมาครอบครองมาทั้งที พอฝังพ่อเสร็จ ก็นำไปซ่อนไว้ แล้วหนีไปอาศัยอยู่แดนไกล แม้เทพวารีจะเก่งกาจเพียงใด ก็ไม่อาจไปจากลำน้ำได้หรอก ตามหาอย่างไรก็ไม่พบ” เถ้าแก่เล่าอย่างออกรส สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “เทพวารีพิโรธนัก แม่น้ำอิ่นเจียงจึงไหลเปลี่ยนทิศ มวลน้ำมหาศาลโหมกระหน่ำใส่ที่นาไม่รู้เท่าไร สร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนไปทั่ว สุดท้ายเทพวารีจึงถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ ครอบครัวของปั๋วซู่จึงได้กลับมาอาศัยที่เจิ้งซีอีกครั้ง ซ้ำแล้วภายหลังยังได้เป็นขุนนางเสียด้วย!”
เถ้าแก่เล่าอย่างเพลิดเพลิน ซ่งโหยวเองก็ตั้งใจฟัง
แม้เถ้าแก่จะเล่าด้วยสำเนียงท้องถิ่น ทำให้ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ถึงจะต้องคาดเดาเอาสัก ก็พอจับใจความของเรื่องราวทั้งหมดได้
ตำนานโบราณเช่นนี้ช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน
มีเสน่ห์ตรงที่เรื่องราวฟังดูเรียบง่าย ไม่ได้เล่ารายละเอียดชัดเจน ปล่อยให้ผู้ฟังแต่งเติมเองตามจินตนาการ ทำให้เรื่องราวยิ่งทวีความสนุกสนานขึ้นไปอีก
นิทานพื้นบ้านของคนสมัยก่อนมักให้ค่าความซื่อสัตย์และชื่อเสียงเรียงนามเป็นพิเศษ จะไว้ใจหรือจะหลอกลวงผู้ใดก็เป็นไปอย่างง่ายดายนัก ส่วนหนึ่งเพราะผู้คนในสมัยนั้นอาจจะซื่อตรงกว่าปัจจุบัน แต่อีกส่วนก็คงเป็นเพราะรายละเอียดของเรื่องราวค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา ผ่านไปหลายร้อยปี หลายพันปี สุดท้ายก็เหลือไว้เพียงเค้าโครง
เช่นเดียวกับตำนานเทพวารีและปั๋วซู่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเหตุใดเทพวารีถึงเลือกเขา ไม่รู้ว่าตกลงกันอย่างไร ไม่รู้ว่าบุตรชายของปั๋วซู่หนีไปได้อย่างไร ไม่รู้แม้กระทั่งโทษทัณฑ์ที่เทพวารีได้รับ
แต่เมื่อเรื่องราวถูกย่อลง ก็ดันกลายเป็นเรื่องราวการเดินทางอันแสนวิเศษเสียอย่างนั้น
ซ่งโหยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามต่อ “เมื่อครู่ท่านว่าคนตระกูลนั้นได้เป็นขุนนาง มีลูกหลานสืบสกุลต่อกันมา เช่นนั้นย่อมมีชื่อแซ่ชัดเจนใช่หรือไม่”
“ก็เพราะพอเทพวารีไม่อยู่แล้ว แม่น้ำอิ่นเจียงก็เปลี่ยนทิศไปเรื่อยเลย ซ้ำแล้วในน้ำยังมีปีศาจหรือพรายน้ำคอยดักทำร้ายคน บางตัวถึงกับขึ้นมาป้วนเปี้ยนบนฝั่งเชียว แต่พอคนตระกูลเจิ้งได้ครอบครองกริชของเทพวารี ก็กลายเป็นว่าควบคุมสายน้ำได้ อมนุษย์พวกนั้นจึงไม่กล้าเข้าใกล้ สุดท้ายทางการจึงมอบตำแหน่งขุนนางให้ และมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลแม่น้ำอิ่นเจียง”
“แล้วต่อมาเล่า”
“ต่อมาตระกูลนี้ก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ มีลูกหลานสืบเชื้อสายต่อไป แต่ก็เริ่มด้อยความสามารถลงทีละรุ่น กริชเล่มนั้นก็สำแดงอิทธิฤทธิ์แรงกล้าไม่ได้ดังเดิม กระทั่งถึงสมัยที่ฮ่องเต้ยกทัพผ่านเมืองนี้มา ให้กองทัพตั้งค่ายอยู่ละแวกข้างเคียง ส่วนพระองค์ไปพำนักอยู่บ้านตระกูลเจิ้ง หลังจากนั้นตระกูลเจิ้งจึงออกรบเคียงข้างพระองค์ แล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย”
“ตามฮ่องเต้ไปหรือ”
“ก็ใช่น่ะสิ!”
“ช่างเป็นบุญอันใหญ่หลวง ได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่องค์จักรพรรดิ…”
“หา”
“ได้ช่วยฮ่องเต้พิชิตใต้หล้า ถือว่าบุญหนามากเลยทีเดียว”
“อ้อ ใช่ๆ!”
“แล้วตระกูลนี้ยังมีอยู่หรือไม่”
“ยังมีอยู่น่ะสิ แถมยังเป็นตระกูลใหญ่ประจำเจิ้งซีด้วย มียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งนัก! เพียงแต่เพราะตอนนั้นผู้นำตระกูลออกรบร่วมกับฮ่องเต้และไม่ได้กลับมา กริชเล่มนั้นจึงสูญหายไปด้วย” เถ้าแก่หัวเราะ “จึงลือกันว่าเป็นเรื่องจริงอย่างไรเล่า มีชื่อแซ่ชัดเจนขนาดนี้ แต่จะว่าไปมันก็ผ่านมาเป็นร้อยปีแล้ว ต่อให้เป็นคนตระกูลนั้นก็ใช่ว่าจะแยกแยะจริงเท็จได้ บางทีรุ่นหลังๆ อาจจะแต่งเติมเรื่องราวขึ้นมาเองก็ได้ จะมีกริชวิเศษเช่นนั้นได้อย่างไรกัน…”
“น่าสนใจ”
ซ่งโหยวพยักหน้า บัดนี้เขากำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ส่วนแม่นางสามสีก็ซดน้ำแกงในชามจนเกือบหมดแล้ว เตรียมจะกินข้าวต้มกับไข่ลวกต่อแล้วแท้ๆ แต่พอได้ยินทั้งสองพูดถึงกริช ก็เงยหน้าขึ้นมองเถ้าแก่ จากนั้นก็ก้มหน้ากินอาหารต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เพราะแท้จริงแล้ว กริชเล่มนั้นก็อยู่ในย่ามของนางนั่นเอง
……………