ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 376 บังเอิญได้พบผู้คุ้มกัน
ผู้นำตระกูลเจิ้งออกรบเคียงข้างองค์จักรพรรดิพร้อมดาบสะบั้นวารี…
ซ่งโหยวเคี้ยวขนมหูแมวไปพลาง ครุ่นคิดไปพลาง
ปฐมจักรพรรดิแห่งแคว้นต้าเยี่ยน เป็นฮ่องเต้ที่เปี่ยมด้วยความสามารถและความกล้าหาญชายชัย ยากจะมีผู้ใดเทียบเคียง บุคลิกก็ทรงเสน่ห์ยิ่งนัก คนธรรมดาล้วนไม่อาจจินตนาการถึงภาพตอนที่พระองค์เพิ่งยกทัพมาถึงเจิ้งซี พร้อมพลทหารมากมาย เพียงได้ร่วมโต๊ะกับพระองค์สักมื้อ หรือได้เอนกายสนทนายามค่ำคืนเพียงคราวเดียว ก็พร้อมจะฝากทั้งชีวิตและตระกูลไว้ในพระหัตถ์ ก้าวขาออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่ เป็นตายอย่างไรล้วนไม่คิดเสียดาย
ครั้นบารมีแผ่ไพศาล พระองค์ก็ยังแสดงความมีพระทัยอันกว้างขวางหาพบได้ยาก บรรดาขุนนางผู้ร่วมก่อตั้งอาณาจักรในครานั้น นับเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์เพียงไม่กี่คนที่ได้จบชีวิตอย่างสงบ
ผนวกกับเรื่องบรรพจารย์ฝูหยางที่ซ่งโหยวรู้ดีอยู่แล้ว เขาจึงยิ่งเชื่อว่าครานั้นผู้นำตระกูลเจิ้งคงตายในสมรภูมิรบ ไม่ได้หวนกลับมายังบ้านเกิดเรือนนอนอีก
ครานั้นใต้หล้ามีภูตผีปีศาจชุกชุม แม้แต่เหล่าเทพก็ลงมาสร้างความปั่นป่วนในโลกมนุษย์ ผู้นำตระกูลเจิ้งจะออกติดตามฮ่องเต้พร้อมดาบสะบั้นวารี ยอมพลีชีพเพื่อแผ่นดิน ก็ไม่น่าแปลกอะไร
หากว่ากันตามเหตุผลแล้ว ปฐมจักรพรรดิไม่จำเป็นต้องสังหารเขาเพราะกริชเล่มนั้นด้วยซ้ำ อีกทั้งยังไม่มีเหตุผลใดต้องทำเช่นนั้น ไหนจะมีบรรพจารย์ฝูหยางอีก พระองค์คงไม่กล้าทำเรื่องเช่นนั้น
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งสำคัญคือเมื่อผู้นำตระกูลเจิ้งสิ้นชีพแล้ว ดาบสะบั้นวารีสาบสูญไปแห่งหนใดกัน
อาจจะกลายเป็นสมบัติของราชวงศ์ อาจจะไปอยู่ในมือชาวบ้านทั่วไป หรืออาจจะถูกครอบครองโดยมารปีศาจก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น
หากเป็นไปตามสองข้อหลัง ทำให้ท้ายที่สุดดาบสะบั้นวารีต้องพลัดถิ่นไปไกลถึงแดนเหนือเล่า แม้จะมีความเป็นไปได้น้อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย เพียงแต่หากเป็นกรณีนั้นก็ไม่จำเป็นต้องสืบเสาะต่อไปแล้ว
แต่ถ้ามันกลายเป็นสมบัติของราชวงศ์เล่า…
เช่นนั้นดาบสะบั้นวารีอาจถูกส่งคืนให้สรวงสวรรค์ในคราที่วิมานสวรรค์กำลังปั่นป่วน มีการผลัดเปลี่ยนตำแหน่งขององค์เทพ หรือแท้จริงแล้วอาจจะยังอยู่ในมือราชวงศ์เบื้องล่างก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น
ไม่แปลกใจที่โจวเหลยกงไม่กล้าเล่าอะไรมาก…
ซ่งโหยวเหลือบมองชามที่ว่างเปล่าของแม่นางสามสี แมวน้อยคล้ายจะสัมผัสได้ถึงห้วงความคิดอันหนักอึ้งในหัวของเขา จึงไม่ได้ส่งเสียงอะไร ซ้ำแล้วยังนั่งจ้องเขาตาแป๋ว
ซ่งโหยวจึงหยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวต้มให้นางอีก ทว่าทำเช่นนี้แล้วก็ไม่ได้ทำให้เขาหยุดคิดเลย
ต้องการก่อสงครามกับชาวแดนเหนืออีกครั้ง เพื่อที่จะฉวยโอกาสนี้ยึดดินแดนให้ได้ในคราวเดียวหรือ
หรือว่าจะทำให้สงครามยืดเยื้อออกไป ปล่อยให้ผู้คนล้มตายมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเร่งให้นรกภูมิก่อร่างขึ้นทันก่อนที่ฮ่องเต้จะสวรรคต
หรือทำไปเพราะอยากให้ใครบางคนพำนักอยู่ทางเหนือนานขึ้น
หรือจะเป็นเพราะว่า…
หากเป็นฝีมือของฮ่องเต้และราชครูจริง ด้วยความสามารถและสติปัญญาอันหลักแหลมของพวกเขา ย่อมไม่ได้มีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวแน่นอน อาจใช้แผนเพียงหนึ่งเดียวพิชิตจุดประสงค์มากมาย แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง ซ่งโหยวย่อมสันนิษฐานได้ว่า ปีศาจตนอื่นๆ ในกองทัพแดนเหนือก็คงมีความเกี่ยวพันถึงพวกเขา บังเอิญนักที่ปีศาจหลายตนก็ถือกำเนิดขึ้นในแผ่นดินต้าเยี่ยน
ไม่รู้ว่าพวกเขาคาดการณ์ไว้หรือไม่ว่า ปีศาจแดนเหนือเหล่านั้นจะไม่คณามือซ่งโหยวเลย ไซ่เป่ยเหล่านั้นสู้เขาไม่ได้เลยสักตน แม้แต่ดาบสะบั้นวารีที่ได้รับการเสริมพลังจากฤกษ์ยามฟ้าดิน ดลบันดาลให้มวลน้ำมหาศาลท่วมทะลัก ก็ไม่อาจทำอะไรเขาได้เลย ตรงกันข้าม เขากลับสังหารปีศาจเหล่านั้นทิ้งและได้เป็นผู้ครอบครองกริชเล่มนั้นเสียเอง
ฟังดูเหมือนจะเข้าใจง่าย แต่แท้จริงแล้วกลับมีความบังเอิญมากมายเหลือเกิน
ทันใดนั้นแสงที่สาดเข้ามาก็พลันมืดมัวลง
ซ่งโหยวเงยหน้าขึ้น เห็นว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์ถืออาวุธเดินเข้ามาทางประตูหน้า แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีหม่น คลุมหน้าด้วยผืนผ้า อีกทั้งด้านหลังยังมีรถม้าแล่นตามมาติดๆ บนรถเสียบธงรูปดาบ ดูแล้วคงเป็นกลุ่มผู้คุ้มกันสินค้า
พวกเขาคงจะเป็นลูกค้าประจำของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เหล่าคนที่นำอยู่ข้างหน้าต่างเดินเข้ามาด้วยท่าทางสบายใจ ส่วนพวกด้านหลังก็ไม่รอให้เถ้าแก่เอ่ยปาก รีบต้อนรถม้าไปยังคอกหลังโรงเตี๊ยม
ชายร่างกำยำไว้หนวดเคราผู้เดินนำอยู่เบื้องหน้าเอ่ยเสียงดัง
“ข้าสั่งเหมือนเดิม ขอขนมหูแมวสิบชามกับเนื้ออีกหนึ่งหม้อ!”
“ได้เลย…”
“ทำไมปล่อยให้แมวขึ้นมานั่งบนโต๊ะกินข้าวเช่นนี้เล่า นี่เป็นที่ให้คนหรือแมวกินข้าวกันแน่”
แมวสามสีก็เงยหน้าขึ้นจ้องพวกเขาตาเขม็งเช่นกัน
“ช่างมันเถอะน่า…”
ชายหนวดเคราดกส่ายหน้าเบาๆ ครั้นเห็นว่าซ่งโหยวสวมเสื้อคลุมนักพรต ก็ไม่อยากก่อเรื่องอะไรแล้ว
เถ้าแก่จึงรีบออกมาไกล่เกลี่ยทันที
“ไอ้หยาๆ พวกท่านอย่าได้ถือสาเลย แมวของคุณชายผู้นี้รักสะอาดมาก อีกทั้งยังฟังภาษาคนรู้เรื่อง กินแต่ของในชามตนเอง พวกท่านก็เป็นลูกค้าประจำมิใช่หรือ ข้าจะเอาชามสวยๆ แบบนั้นมาจากไหนกันเล่า”
ทุกคนได้ฟังเช่นนั้นก็หลุบตาลง
จึงเห็นว่าถ้วยที่เจ้าแมวใช้นั้น ไม่เพียงแต่จะไม่ใช่ถ้วยดินเผาหยาบๆ ที่ร้านทั่วไปใช้กัน หากแต่เป็นชามกระเบื้องลายวิจิตร เนื้อนวลดุจหยก แม้โปร่งแสงแต่กลับไม่รั่วซึม งดงามราวกับเป็นชิ้นงานศิลป์
ดูแล้วถ้วยใบนี้คงมีราคาแพงใช่ย่อย
ซ่งโหยวจึงยกชามของแม่นางสามสีขึ้น แล้ววางลงบนม้านั่ง
แม่นางสามสีสะอาดกว่าแมวทั่วไปเป็นไหนๆ เพียงแต่ผู้อื่นมักไม่รู้ แมวขึ้นมากินอาหารบนโต๊ะย่อมไม่สมควร แต่เพราะคราแรกซ่งโหยวเห็นว่าในร้านไม่มีผู้ใด ถามไถ่เถ้าแก่ให้เรียบร้อยแล้วถึงให้นางขึ้นมาได้ หากผู้อื่นไม่พอใจ ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีเหตุจะต้องไปตำหนิติเตียน
“ลำบากหน่อยนะแม่นางสามสี…”
แมวน้อยเข้าใจความหมายดี นางไม่ส่งเสียงร้องใดๆ เพียงกระโดดลงจากโต๊ะมายืนบนม้านั่งแทน แต่ก็ยังคอยยืดตัวขึ้น ใช้อุ้งเท้าทั้งสองข้างเกาะขอบโต๊ะ ใบหน้าเล็กๆ พลันย่นลงด้วยความตึงเครียด ขณะเดียวกันก็จับจ้องไปยังเหล่าชายฉกรรจ์โดยไม่ละสายตา
ชายหนวดเคราดกซึ่งดูมีอายุค่อนข้างมากพลันยกยิ้มให้ซ่งโหยว แล้วกล่าวขึ้นบ้าง
“คนหนุ่มพวกนี้ห้าวหาญเกินควร คุณชายอย่าได้ถือสา…”
“เป็นข้าที่เสียมารยาท”
ซ่งโหยวก็ยิ้มตอบอย่างสุภาพนอบน้อม
ชาวต้าเยี่ยนส่วนใหญ่มักให้ความเคารพนักพรตและพระสงฆ์ แต่จากที่ซ่งโหยวสังเกตมา คนมีอายุ คนมีฐานะ หรือคนมีตำแหน่งสูงๆ จะนอบน้อมมากเป็นพิเศษ ส่วนพวกคนหนุ่มหรือผู้ฝึกวรยุทธ์จะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สักเท่าไร ถือเป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อย
แมวสามสีจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองเหล่าผู้คุ้มกันสินค้าที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะก้มหน้ากินต่ออย่างว่าง่าย
บรรดาผู้คุ้มกันที่ไปจัดการรถม้าอยู่หลังโรงเตี๊ยมก็ทยอยเดินกลับมา ซ่งโหยวลองนับดูกลับเห็นว่ามีเพียงแปดคน เช่นนั้นแล้วคงยังมีอีกสองคนคอยเฝ้าสินค้าอยู่ด้านหลัง ถือว่ามืออาชีพมากเลยทีเดียว
ซ่งโหยวกินไปพลางสังเกตพวกเขาไปพลาง แม่นางสามสีก็ชูคอขึ้นมาสอดส่องเป็นครั้งคราว ผู้คุ้มกันบางคนก็กันมองมาทางทั้งสอง
ขนมหูแมวทั้งสิบชามถูกทยอยยกออกมา
ผู้คุ้มกันผู้นี้ดูจะรู้ธรรมเนียมอยู่บ้าง ครั้นขนมหูแมวสองชามแรกถูกยกมาวางตรงหน้าแล้ว ก็รีบนำออกไปให้สหายที่ยืนเฝ้านอกประตูก่อน จากนั้นจึงค่อยกินของตัวเอง
เมื่อหม้อเนื้อถูกยกมา พวกเขาก็ยกไปให้คนที่อยู่ข้างนอกก่อนเช่นเดิม
เหล่านักยุทธ์กินกันอย่างหิวโหย เสียงสูดน้ำแกงดังไปทั่วทั้งร้าน เรียกได้ว่าแทบจะซดหมดในคราวเดียว
ซ่งโหยวก็กินเกือบหมดแล้ว เขาล้วงเงินเหรียญทองแดงในอกเสื้อออกมานับอย่างละเอียด แล้ววางเรียงบนโต๊ะ
“เถ้าแก่ คิดเงินที”
“มาแล้วๆ!”
เจ้าของร้านเดินมารับเงิน รวบเหรียญทองแดงไปนับอย่างรวดเร็ว ครั้นนับครบทุกเหรียญไม่ขาดไม่เกิน จึงเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้เขา
“ให้ข้าช่วยล้างชามให้ไหม”
อันที่จริงซ่งโหยวก็อยากตอบตกลง
แต่เจ้าแมวนั้นหวงชามประจำตัวใบนี้มาก เสมือนเป็นของล้ำค่าที่จะใช้ต่อไปเรื่อยๆ อีกหลายร้อยปี หากนางอยู่ในร่างมนุษย์ก็จะล้างเองทุกครั้ง แต่ถ้าอยู่ในร่างแมวก็จะให้ซ่งโหยวเป็นคนล้าง โดยมีนางยืนคุมอยู่ข้างๆ เสมอ เพราะกลัวซ่งโหยวจะทำมันเสียหาย
ซ่งโหยวจึงได้แต่ตอบไปว่า
“ชามใบนี้แตกง่ายนัก ข้าขอเข้าไปล้างในห้องครัวของท่านสักครู่”
“ได้เลยๆ…”
เถ้าแก่ยิ้มรับแล้วพาเขาไปที่ห้องครัวทันที
ซ่งโหยวกลับออกมาพร้อมชามสะอาดเอี่ยม เขาสะบัดให้น้ำแห้งแล้วเก็บใส่ย่ามของแม่นางสามสี ก่อนจะก้าวออกจากโรงเตี๊ยมไป ท่ามกลางสายตาของเหล่าผู้คุ้มกันที่ได้แต่มองตามอยู่เช่นนั้น
เถ้าแก่อายุมากแล้ว มาเปิดกิจการโรงเตี๊ยมที่นี่ย่อมได้พบผู้คนมากมาย ได้ฟังเรื่องเล่าจากต่างถิ่นมาเยอะนัก ซ่งโหยวก็ฟังมามากพอสมควร ทว่าการฟังมาจากปากคนคนเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ ฟังจากหลายๆ คนย่อมดีกว่ามากโข
ดังนั้นเขาจึงไปสอบถามตามสถานที่อื่นๆ ต่อ
เรื่องราวที่ได้ยินมาก็คล้ายๆ กัน ต่างกันที่รายละเอียด แต่ถึงกระนั้นใจความโดยรวมก็ยังสอดคล้องกัน
ตำนานนี้เล่าขานต่อกันมาหลายร้อยปีแล้วจริงๆ
ในที่สุดซ่งโหยวก็เดินมาถึงฝั่งตะวันออกของเมือง มาหยุดอยู่ด้านนอกจวนตระกูลเจิ้งที่ว่ากันว่าเป็นที่อยู่ของทายาทแห่งนักพรตปั๋วซู่ และปัจจุบันยังเป็นตระกูลใหญ่ที่สุดในเมืองเจิ้งซีอีกด้วย
จวนตระกูลเจิ้งนั้นกว้างใหญ่มาก ทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากศาลากลาง บริเวณโดยรอบนั้นเงียบสงบ รอบข้างเป็นตรอกเล็กๆ มีผู้คนผ่านไปมาน้อย ซ่งโหยวได้แต่ยืนพิงไม้เท้าอยู่ในตรอกนั้น คอยฟังเสียงเด็กๆ เล่นซุกซนอยู่หลังกำแพงสีขาวนวล ส่วนผู้ใหญ่ก็คอยไล่จับ ส่งเสียงหัวเราะกันสนุกสนาน ดูแล้วช่างมีความสุขเหลือเกิน
ด้านหน้าเป็นประตูเข้าสู่จวน ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเดินเข้าออกเลย
ซ่งโหยวยืนฟังอยู่ครู่หนึ่ง เขานิ่งเงียบไปพักใหญ่ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่รบกวนคนในจวน เพียงหันหลังเดินจากไป
แมวน้อยก็เดินตามเขาไม่ห่าง เอาแต่มองซ้ายแลขวาไปเรื่อย ครั้นเห็นว่าแถวนั้นไม่มีคน ก็วิ่งปรี่เข้ามาหา กางอุ้งเท้าออกมาสะกิดชายกางเกงของเขา ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“นักพรต…”
“มีอะไรหรือ”
“คนพวกนั้น…”
“พวกไหนหรือ”
“ก็พวกที่กินข้าวเมื่อครู่นี้ไง!”
“พวกเขาทำให้แม่นางสามสีไม่พอใจหรือ”
“ไม่ใช่นะ!” เจ้าแมวเงยหน้าขึ้น “พวกเขามีกลิ่นคล้ายซากหนูเน่าเลย แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว!”
“หืม”
“…”
ซ่งโหยวสบตานางครู่หนึ่ง แล้วจึงคลี่ยิ้มออกมา “ข้าบอกแล้วว่าแม่นางสามสีเคยเป็นถึงเทพแมว ย่อมไม่โกรธเคืองพวกเขาเพราะเรื่องเล็กน้อย”
“?”
เจ้าแมวเอียงคอมองเขา ราวกับเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดซ่งโหยวถึงชอบแสดงท่าทีลึกลับ ไม่ให้ผู้อื่นเดาออกว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใด
ผ่านไปครู่หนึ่งนางถึงตอบกลับ
“ใช่แล้ว!”
แม้เสียงจะเบาแต่กลับหนักแน่นนัก
ครานั้นมีคนเดินออกมาจากตรอกพอดี ท่าทางดูจะเป็นคนมีฐานะพอสมควร ซึ่งคนผู้นั้นกำลังถือของกำนัลเดินตรงไปยังจวนตระกูลเจิ้ง
ซ่งโหยวจึงหยุดพูดแล้วเดินต่อไปข้างหน้า
ครั้นเดินผ่านหน้าประตู เขาได้ก็ได้ยินเสียงพูดคุยเล็ดลอดออกมาจากด้านใน แต่ก็ไม่ได้หยุดฟัง เมื่อคนผู้นั้นก้าวขาเข้าไป ประตูจวนก็ถูกปิดลงอีกครั้ง ตรอกซอยแคบๆ กลับมาเงียบสงบดงเดิม เจ้าแมวจึงรีบสาวเท้าเดินนำซ่งโหยวไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาพูดคุยด้วย
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรเล่า”
“กลับไปค่อยว่ากัน”
“แม่นางสามสีได้กลิ่นชัดมากเลยนะ กลิ่นนั้นมาจากรถม้าของพวกเขา แม่นางสามสีแอบไปดูได้นะ”
“ไม่ได้หรอก มันไม่สุภาพ”
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองไปแอบดูสิ!”
“ก็ไม่สุภาพเหมือนกัน”
“ให้นกนางแอ่นไปดู!”
เจ้าแมวเดินกระดิกหางไปตลอดทาง แต่ถึงกระนั้นก็ยังหันมาจ้องเขาด้วยสายตาอันแน่วแน่
“ไว้ค่อยว่ากันเถอะ”
ซ่งโหยวเพียงยกยิ้มบางๆ เดินต่อไปจนพ้นตรอก
คราวนี้เจ้าแมวจึงเงียบลง
ผ่านไปครู่หนึ่งนกนางแอ่นก็บินกลับมาเกาะบนไหล่ของนักพรต เล่าทุกสิ่งที่เห็นในจวนตระกูลเจิ้งให้เขาฟัง
หลังจากนั้นทั้งสามจึงเดินกลับไปยังโรงเตี๊ยม เมืองเล็กผู้คนบางตา อีกทั้งนี่ก็ไม่ใช่ฤดูกาลออกเดินทาง จึงมีเพียงกลุ่มของซ่งโหยวและผู้คุ้มกันสินค้าเท่านั้น
ขนมหูแมวที่ได้กินเมื่อกลางวันนี้อร่อยมาก ซ่งโหยวจึงสั่งมาอีกชาม ส่วนแม่นางสามสีไม่ได้สั่งอะไรเพิ่ม เพราะกลัวว่าถ้าตนดื่มเหล้าข้าวหมักจนเมาจะเผลอทำชามตกแตก ทั้งยังคิดว่าอาหารที่นี่แพงเกินไป ซ่งโหยวก็กลัวว่านางจะกินจนเอียน จึงไม่ได้สั่งเพิ่มให้ เพียงแต่เมื่อนางเสนอว่าจะไม่กินมื้อเย็นเพราะอยากประหยัดนเพรา แล้วจะออกไปจับหนูแทน ซ่งโหยวก็ยังให้สั่งไข่ลวกให้นางกินอยู่ดี
ถ้วยกระเบื้องลายฉลุเนื้อเนียนละเอียดใต้แสงตะเกียงน้ำมันช่างดูวิจิตรงดงามนัก งดงามถึงขั้นที่ไม่อาจลอกเลียนแบบตามได้เลย
เหล่าผู้คุ้มกันเห็นดังนั้นแล้วก็พากันตกตะลึงกันเป็นแถว
เมื่อกินเสร็จแล้ว ซ่งโหยวก็เดินขึ้นชั้นบนไปล้างหน้าล้างตาเตรียมเข้านอน