ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 377 แม่นางสามสีออกล่าหนูอีกครั้ง
ภายในห้องมีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ แม้มิได้สว่างนัก แต่เมื่อสายตาชินกับความมืดแล้ว ก็มองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน
ราตรีนี้ช่างเงียบสงัด
ซ่งโหยวเดินไปลูบผ้าห่มบนเตียง อันที่จริงถือว่าโชคดีไม่น้อยเลย ช่วงนี้ดูเหมือนกิจการโรงเตี๊ยมแห่งนี้จะซบเซาไปพักหนึ่ง เถ้าแก่จึงถือโอกาสซักผ้าปูที่นอนและปลอกผ้าห่มเสียใหม่ ทำให้มีกลิ่นถั่วลันเตาอ่อนๆ เคล้าอยู่ ผืนผ้าแห้งสนิท สัมผัสแล้วรู้สึกว่านุ่มสบายดี คิดว่าคืนนี้คงนอนหลับสบายแล้ว
แม่นางสามสีเดินตามเขามาติดๆ ทว่าสีหน้ากลับเต็มไปด้วยความกังวล
“นักพรต…”
“มีอะไรหรือ”
“คนพวกนั้น…มีหลายคนเอาแต่จ้องชามของแม่นางสามสีไม่วางตาด้วย!” แมวน้อยกระโดดขึ้นโต๊ะก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สายตาของพวกเขาช่างแปลกประหลาดนัก”
“ทำหน้าทำตาอย่างกับเป็นพวกหนูขี้ขโมย”
“พวกหนูขี้ขโมย!”
“สายตาเหมือนพวกขโมยน่ะ”
“พวกขโมย!”
“เป็นแบบนี้ตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว ชามใบนี้ทั้งสวยและล้ำค่า จะตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นบ้างก็ไม่น่าแปลกใจนัก” ซ่งโหยวอธิบาย “ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นชามของแม่นางสามสี คนเห็นแมวได้ใช้ชามสวยงามเช่นนี้ย่อมคิดสงสัยว่าพวกเราไม่รู้คุณค่าของมันเป็นธรรมดา”
“โลกมาก!”
“โลภต่างหาก แปลว่าอยากได้บางสิ่งมากครอบครองมากเสียจนตาลุกวาว”
“แม่นางสามสีรู้อยู่แล้ว!” แมวน้อยจ้องเขาตาแป๋ว “แค่รู้สึกว่ามันตลกดีเท่านั้น!”
“ข้าลืมไปว่าแม่นางสามสีรอบรู้ทุกศาสตร์วิชา”
“รอบรู้ทุกศาสตร์วิชา!”
“เฮ้อ…”
ซ่งโหยวนั่งลงข้างเตียง เพราะฟูกนอนนุ่มสบายกำลังดี ยามถอนหายใจก็ยังรู้สึกผ่อนคลายใจ ทอดถอนใจแล้วก็หันไปสบตาเจ้าแมว “แม่นางสามสีเก่งกาจถึงเพียงนี้ ซ้ำยังเชี่ยวชาญการจับหนูที่สุด แม้ราชครูจะซ่อนกลิ่นซากหนูเน่าไว้อย่างแนบเนียน ก็ยังปิดบังแม่นางสามสีไม่ได้ บัดนี้แม่นางสามสีเก่งกาจกว่าเดิมแล้ว ผู้ใดเล่าจะกล้าขโมยของแม่นางสามสีไปต่อหน้าต่อตา”
“จริงด้วย!”
เจ้าแมวเผยสีหน้าขึงขังขึ้นมาในทันใด ความกังวลเมื่อครู่พลันหายไปหมดสิ้น
“ข้าเก่งกาจขึ้นมาก!”
“หากคิดจะมาขโมย ก็ให้เขามาเถิด จะได้ถามเรื่องสินค้าที่พวกเขาขนมาด้วย” ซ่งโหยวกล่าว “เราไปถามเอง อาจไม่ได้คำตอบ แต่ถ้าพวกเขามาหาเราถึงที่ บางทีอาจจะยอมเปิดปาก”
“จริงด้วย!”
แต่เพียงชั่วอึดใจ สีหน้าของแมวน้อยก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อครู่เพิ่งจะรู้สึกว่าตนเก่งกาจนัก ผ่านไปประเดี๋ยวเดียวกลับรู้สึกว่าตนยังมีหลายสิ่งที่ต้องเรียนรู้นัก
“ถ้าเขาไม่มาเล่า”
“ถ้าไม่มา ก็แสดงว่าพวกเขาเป็นสุภาพชน พรุ่งนี้พวกเราค่อยนำของไปให้พวกเขา คารวะแสดงความนอบน้อมสักหน่อย เผื่อว่าพวกเขาจะยอมเล่าอะไรให้ฟัง”
“นำของไปให้~”
แมวน้อยทวนคำ
ซ่งโหยวเดินไปที่โต๊ะแล้วหยิบถ้วยใบเล็กของแม่นางสามสีขึ้นมาส่องดู จากนั้นก็หยิบถ้วยน้ำชาที่คว่ำไว้กับโต๊ะขึ้นมาเทียบขนาด พบว่าไม่ต่างกันนัก
“ฟู่…”
บนโต๊ะพลันมีถ้วยลักษณะเหมือนกันปรากฏขึ้นมาอีกใบหนึ่ง
เป็นถ้วยลายครามโปร่งแสงเนื้อเนียนละเอียด
“ทำเช่นนี้แล้วกัน ต่อให้มีใครหยิบไป แม่นางสามสีก็ไม่ต้องระแวงว่าชามใบโปรดจะถูกทำแตกแล้ว”
“ต้องรบกวนแม่นางสามสีแล้ว”
“ถ้ามีหนูมาขโมยล่ะก็! แม่นางสามสีจะตะปบไว้แน่นๆ เลย!”
“แต่อย่าทำใครบาดเจ็บเล่า”
“เจ้าวางใจเถิด ต่อให้แม่นางสามสีจะจับหนู ก็ไม่คิดจะทำร้ายมันหรอกนะ”
“เช่นนั้นข้า…”
“เจ้าไปนอนเถอะ!”
“จะดีหรือ”
“เจ้าไปนอนนั่นแหละดีแล้ว!”
แมวน้อยกล่าวเสียงแข็ง ซ่งโหยวจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องล้มตัวลงนอน
ครั้นหลับตาลง ความคิดมากมายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว ทว่าบรรยากาศนอกหน้าต่างกลับเงียบสงบผิดปกติ ภายในใจเขาจึงเริ่มสงบลง ไม่นานนักก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
ต่างจากเจ้าแมวน้อย แม่นางสามสีชูอุ้งเท้าขึ้นตะปบอากาศที่ไหลเวียนไปทางตะเกียงน้ำมัน ทั้งที่อยู่ไกลและอุ้งเท้าก็เล็กนิดเดียว ดูไม่น่าจะทำอะไรได้ ทว่าตะเกียงกลับดับลงในทันใด
ครั้นตะเกียงดับลง แม่นางสามสีก็หาได้อยู่นิ่งไม่
นางวิ่งปรี่ไปที่ริมหน้าต่าง มองลงไปยังลานด้านล่าง จากนั้นก็วิ่งไปที่ประตู ชะโงกมองระเบียงด้านนอกผ่านช่องประตูเล็กๆ แล้วจึงแนบตัวติดกับผนังคอยเงี่ยหูฟังเสียงความเคลื่อนไหวจากห้องข้างๆ ทั้งห้องนอนจึงเต็มไปด้วยรอยเท้าของนางที่เอาแต่เดินดูเดินดมไปทั่ว แต่แล้วสุดท้ายนางก็ปีนขึ้นเตียง แล้วคาบชามใบโปรดไปซ่อนไว้ที่มุมหนึ่งของฟูก ก่อนจะหมอบตัวลงแล้วคอยสอดส่องจากในมุมมืดแทน
เวลาค่อยๆ ผ่านเลยไป แม่นางสามสีไม่ขยับตัวแม้สักนิดเดียว กระทั่งยามเที่ยงคืนใกล้มาเยือน
ลำพังเพียงโสตประสาทของมนุษย์คงแทบไม่ได้ยินอะไรเลย แต่แมวน้อยกลับหันหน้าไปจ้องประตูตาเขม็ง
พูดให้ถูกคือนางกำลังจับจ้องไปยังฝั่งขวาของประตู ราวกับว่านางสามารถมองเหตุการณ์นอกระเบียงผ่านแผ่นไม้นั้นได้ จากนั้นนางก็ค่อยๆ เลื่อนสายตาไปยังฝั่งซ้ายบ้าง จนในที่สุดก็ไปหยุดอยู่ที่กลางบานประตู
แกร็ก…
จันทร์เสี้ยวในค่ำคืนนี้ควรจะส่องสว่างอยู่กลางฟ้า แต่ไม่รู้ว่าสายลมนั้นพัดพาเมฆดำจากหนใดมาบดบังจันทราให้มืดมิดเสียจนเป็นใจให้ผู้คิดร้าย
แต่น่าเสียดายที่แม่นางสามสีเห็นทุกสิ่งแจ่มแจ้งชัดเจน
กลอนประตูเริ่มขยับ ตามมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา บานประตูก็ถูกแง้มออกช้าๆ เชื่องช้าที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้
แม่นางสามสีเอียงศีรษะมองเขา
ชายร่างกำยำอายุราวยี่สิบสามสิบปีผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าประตู เทียบกับในกลุ่มผู้คุ้มกันแล้วคนผู้นี้ก็ถือว่าหนุ่มแน่นอยู่พอควร
เป็นเขาจริงๆ
แม่นางสามสีรู้ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะในหมู่คนพวกนั้น คนผู้นี้ดูจะโง่เง่าที่สุด
แมวน้อยขยับตัวบนเตียงเพื่อซ่อนชามของตนให้มิดชิดขึ้นอีกนิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายผู้นั้น เห็นว่าเขาค่อยๆ เดินคลำทางไปทีละก้าว ดูระมัดระวังยิ่งนัก ราวกับหวาดระแวงแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง นางเฝ้าดูอยู่พักใหญ่ ครั้นเห็นว่าเขายังเดินไปได้ไม่ถึงไม่กี่ก้าว นางก็ส่ายหัวไปมาด้วยความเบื่อหน่าย แล้วกระโดดลงจากเตียงลงไปยืนข้างเขา
แม่นางสามสีไม่ส่งเสียงร้องเลยสักนิด นางเพียงเดินตามหลังเขาไปติดๆ พร้อมกับเงยหน้ามองเขาตาไม่กะพริบ
ครั้นเขาขยับ นางก็ขยับตาม ครั้นเขาเอื้อมมือออกไปควานหาอะไรบางอย่าง นางก็แหงนหน้ามองมือของเขา ครั้นเขาก้าวขา นางก็ก้มตามมองเท้าของเขา แต่ถึงกระนั้นสีหน้าของนางก็ยังคงว่างเปล่าไร้ความรู้สึก ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้สิ่งที่เจ้าแมวน้อยกำลังครุ่นคิด
ชายผู้นั้นระมัดระวังตัวดีเหลือเกิน เขาเดินกอดกำแพงไปเรื่อย จุดที่หมายตาคือตะขอไม้แขวนสัมภาระที่ติดอยู่ตรงมุมห้องไม่ไกลจากประตูนัก เขาคงเห็นซ่งโหยวเก็บชามใส่ย่ามเมื่อตอนกลางวัน แล้วเดาว่าคนส่วนใหญ่มักจะแขวนย่ามหรือเสื้อผ้าไว้ตรงนี้ เขาจึงมาที่จุดนี้ก่อน
มีย่ามแขวนอยู่จริงๆ
แต่ชามใบนั้นกลับอยู่บนโต๊ะ
ที่วางไว้บนโต๊ะก็คงเป็นเพราะไม่อยากรื้อสัมภาระจนกระจัดกระจายไปทั่วกระมัง
แม่นางสามสีมองมือที่กำลังควานหา พลางเอียงคอครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองซ่งโหยวที่กำลังหลับสนิท หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางก็แปลงกายเป็นเด็กน้อยแล้วเดินตรงไปที่โต๊ะ เขย่งเท้าขึ้นหยิบชามของตนเองขึ้นมา แล้วเดินกลับมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นก็สอดชามเข้าไปในย่าม
ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างไร้สุ้มเสียง
ทว่าทุกการกระทำของเขาล้วนอยู่ในสายตาของแม่นางสามสี
นางแปลงร่างกลับเป็นแมว คอยเฝ้ามองชายผู้นั้นซ่อนชามไว้ในอกเสื้อ แล้วค่อยๆ คลำทางเดินออกจากห้องไป นางแอบมองอยู่พักหนึ่ง พอเขาเดินใกล้จะถึงประตู นางก็ส่ายหัวไปมา ก่อนจะกระโจนขึ้นโต๊ะแล้วเป่าลมใส่ตะเกียงน้ำมัน
“ฟู่ว”
ภายในห้องพลันสว่างจ้าขึ้นมาทันที
“!”
ผู้คุ้มกันหนุ่มสะดุ้งโหยง รีบคว้ากริชที่เหน็บอยู่ตรงเอวขึ้นมา ก่อนจะกวาดสายตามองไปทางเตียงนอนแล้วหันไปมองตะเกียงที่ถูกจุดขึ้นเมื่อครู่
นักพรตยังคงนอนนิ่ง แสงในตะเกียงค่อยๆ สว่างขึ้น เผยให้เห็นแมวสามสีบนโต๊ะ
แมวนี่นา
แมวจะจุดตะเกียงได้อย่างไร
ชายหนุ่มเบิกตากว้าง ยังไม่ทันจะไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก็พุ่งตัวออกนอกประตูไปตามสัญชาตญาณ
แต่ทันทีที่หันหลังกลับมา ก็แทบจะร้องออกมาด้วยความผวา
ไม่รู้ว่ามีเสือโคร่งตัวมหึมามายืนขวางอยู่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อใด ลำตัวของมันใหญ่เสียจนกินพื้นที่ประตูไปกว่าครึ่ง ซ้ำยังเพ่งสายตามองมาที่เขา
เสือยักษ์เบิกตากว้าง รูม่านตาเล็กเรียวดุจเข็ม ทว่ามันกลับไม่คำรามหรือแยกเขี้ยวเลย เพียงจ้องมองอยู่เช่นนั้นก็ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจแล้ว
ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แม้ทั้งร่างจะสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้ แต่ก็ยังฝืนใจหันกลับมามอง
แม่นางสามสียังคงนั่งจ้องเขาตาเขม็งอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะปริปากเอ่ยถ้อยคำเป็นภาษามนุษย์
“เจ้าจะออกไปโดยลอดใต้ท้องมันก็ได้นะ~”
ผู้คุ้มกันหนุ่มตัวแข็งทื่อ เพิ่งจะตระหนักได้ว่าคืนนี้ตนเจอของแข็งเข้าแล้ว จึงรีบก้มหน้ากล่าวเสียงสั่น
“ท่านเซียนแมว โปรดยกโทษให้ข้าน้อยด้วย! ข้าน้อยหาได้มีเจตนาร้าย ก่อนนี้ก็ไม่เคยทำกรรมชั่ว หากท่านเมตตา โปรดปล่อยข้าไปสักครั้งเถิด ข้าจะกลับไปตั้งศาลบูชาท่าน จะเวียนมาสักการะท่านทุกปีเลย!”
“หรือเจ้าจะปีนข้ามหลังมันไปก็ได้นะ~”
“ท่านเซียนแมวประสงค์สิ่งใดกันแน่”
“เจ้าไม่หนีหรือ เมี๊ยว”
“กล้าหนีก็บ้าแล้ว!”
ผู้คุ้มกันหนุ่มเลื่อนมือไปหยุดอยู่ตรงเอว เพียงนิดเดียวก็จะคว้ากริชออกมาได้แล้วแท้ๆ แต่เขากลับเหลือบมองเจ้าแมวบนโต๊ะด้วยความลังเลอยู่เนิ่นนาน จนสุดท้ายก็ชักมือกลับ
แม่นางสามสีเอ่ยเสียงเรียบ
“หรือเจ้าจะลองสู้กับมันก็ได้นะ~”
“ท่านเซียนแมวมีอิทธิฤทธิ์สูงส่ง หากข้าน้อยรู้ว่าท่านทรงพลังถึงเพียงนี้แต่แรกคงไม่กล้าล่วงเกินหรอก!”
“แล้วแบบนี้เล่า”
เจ้าแมวสะบัดหน้าหนี ไม่ยอมมองเขาอีก
ขณะเดียวกันนั้น เสือยักษ์ก็ขยับไปก้าวหนึ่ง คราวนี้หน้าประตูจึงมีช่องว่าง
น่าเสียดายที่ผู้คุ้มกันชายหนุ่มไม่ใช่หนู
แม้เขาจะโง่เง่าและบุ่มบ่าม แต่ก็ยังรู้ว่า นี่เป็นเพียงเล่ห์กลลวงของเจ้าแมวที่คิดจะหลอกล่อเหยื่อให้หนีไปหรืออาจเป็นกลอุบายให้เขาวิ่งไปตายเอง หากก้าวขาวิ่งเมื่อใด เสือขนาดมหึมาตัวนั้นก็คงกระโจนใส่เขา เพียงออกแรงตะปบก็คงบดขยี้กระดูกของเขาให้แหลกสลายได้ในคราเดียว
เขาเองก็เคยได้ยินเรื่องเล่าขานในยุทธภพมาบ้าง ว่าเคยมีคนพาเสือออกมาอาละวาดกลางตลาด แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงกลลวงของนักต้มตุ๋น แม้แต่ผู้มีวิชาอาคมสูงส่งก็หลอกได้เพียงผู้งมงายเท่านั้น
แต่ในบรรดากลลวงย่อมไม่มีแมวตัวใดพูดภาษามนุษย์ได้
“ข้าน้อยไม่กล้า…”
“น่าเบื่อชะมัด!”
ชายผู้นั้นรีบล้วงชามออกมาจากอกเสื้อ ใช้สองมือประคองชามอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินตรงไปยังโต๊ะ แต่เพราะไม่กล้าเข้าใกล้ จึงได้แต่เหยียดแขนจนสุด แล้ววางชามลงบนโต๊ะอย่างเกรงกลัว
“หากตอบแล้วจะปล่อยข้าน้อยไปหรือไม่”
“ไม่รู้สิ” แม่นางสามสีเอียงคอครุ่นคิด “แต่นักพรตใจดี หากเจ้าตอบตามจริง ข้าว่าเขาคงปล่อยเจ้าไป”
“เช่นนั้นข้า…”
“แต่นักพรตยังหลับอยู่ เจ้าห้ามทำเสียงดัง ต้องรอให้เขาตื่นก่อน… โอ้! เขาตื่นแล้ว!”
แม่นางสามสีกล่าวพลางหันมองไปทางเตียง
ซ่งโหยวลุกขึ้นมาพร้อมลูบใบหน้าเบาๆ
แมวน้อยจึงหันกลับมาทำตาขวางใส่ผู้คุ้มกันหนุ่มอีกครั้ง
“ต้องเป็นเพราะเจ้าพูดเสียงดังเกินไปแน่ๆ!”
“ข้าน้อยถูกใส่ร้ายแล้ว…”
เขากล่าวพลางหันไปมองซ่งโหยวที่ลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้ว พลันสัมผัสได้ว่าคนผู้นี้ต่างหากที่เป็นตัวหลัก จึงรีบปริปากอ้อนวอน
“ท่านเซียน โปรดเมตตาข้าน้อยด้วย ยกโทษให้ข้าน้อยเถิด!”
ซ่งโหยวเพียงเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ดึกดื่นป่านนี้ เหตุใดจึงมาเยือนที่นี่กันเล่า”
“ข้า…ข้าน้อย…”
เขาเอาแต่พูดจาอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าตอบความจริง
ซ่งโหยวเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“ข้าเป็นนักพรต ย่อมมีใจเมตตา แต่หากท่านคิดจะกล่าวขออภัย ก็ต้องพูดความจริงมาก่อน”
“ข้าน้อย…ข้าน้อยถูกความโลภเข้าครอบงำ จึงเลอะเลือนไปครู่หนึ่งขอรับ…”
เขากล่าวอย่างละอาย ทั้งที่ตนเป็นผู้กระทำผิดแท้ๆ “ข้าเพิ่งทำผิดเป็นครั้งแรก ได้โปรดปล่อยข้าไปเถิด…”
“ครั้งแรกจริงหรือ”
ผู้คุ้มกันหนุ่มชะงักไป
เขาชายตาขึ้นมอง ทว่าเมื่อสบตากับซ่งโหยวก็รีบก้มหน้าทันที “มิกล้าปิดบังท่านเซียนขอรับ… ข้าน้อยสารภาพว่า ก่อนหน้านี้เคยขโมยมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ข้าขอสาบานต่อหน้าท่านว่านี่เป็นเพียงครั้งที่สองจริงๆ!”
“แม้ท่านจะระวังตัวนัก แต่ก็ดูไม่เหมือนจอมโจรสักเท่าไร” ซ่งโหยวยกยิ้มเบาบาง “ว่ากันว่าจอมโจรต้องอ่านใจคนเก่ง คงไม่มาหาเรื่องข้าเช่นนี้หรอก”
“ใช่แล้วท่านเซียน ท่านกล่าวถูกต้อง!”
“แต่ในเมื่อท่านทำงานคุ้มกันสินค้า ควรจะมีความเถรตรง ซื่อสัตย์มิใช่หรือ เหตุใดถึงลักเล็กขโมยน้อยเช่นนี้”
“ข้าน้อยหลงผิดไปชั่วครู่ คงถูกผีสิง…”
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผีปีศาจหรอก”
“ท่านเซียนพูดถูก!” เขารีบแก้ตัว “ได้โปรดเมตตาข้าเถิด ข้าจะกลับตัวกลับใจ จะไม่ทำอีกเด็ดขาด!”
ผู้คุ้มกันหนุ่มลดเสียงลงราวกับกลัวใครได้ยิน
ซ่งโหยวเพียงยกยิ้ม ไม่ขุดคุ้ยต่อ “แม้ท่านจะลักขโมย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ตามเหตุแล้วควรรายงานให้ทางการทราบ แต่ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากขอให้ท่านช่วย เรื่องนี้อาจฝืนกฎเกณฑ์ของผู้คุ้มกันสินค้าไปบ้าง แต่นับว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง หากท่านบอกข้า ข้าจะช่วยปิดเรื่องนี้ให้ แต่ท่านต้องกลับไปรายงานต่อหัวหน้าผู้คุ้มกัน ให้เขาเป็นผู้ตัดสินว่าจะปล่อยท่านไปหรือไม่”
“หา”
“นี่ข้าช่วยให้ท่านรอดจากคุกแล้วนะ” ซ่งโหยวกล่าวเรียบๆ “ในเมื่อเจ้าเป็นผู้คุ้มกันสินค้า ก็ควรหนักแน่นและซื่อสัตย์ ท่านต้องได้รับผลจากการกระทำของตนบ้างสิ ไม่คิดจะแบกรับไว้แม้สักนิดเชียวหรือ”
“ท่านเซียน โปรดอภัยให้ข้า…”
“ไม่ได้”
“ท่านเซียน…”
“คิดให้ดีเถิด”
ผู้คุ้มกันหนุ่มกะพริบตาปริบๆ แววตาของเขาวูบไหว แต่เมื่อเห็นว่าไม่อาจหลบเลี่ยงได้แล้ว ก็กัดฟันถามอย่างสิ้นหวัง
“ท่านเซียน…จะถามเรื่องใดหรือ”
“ขอบคุณท่านมาก” ซ่งโหยวยิ้ม ข้าอยากรู้ว่าสินค้าที่พวกท่านคอยคุ้มกันนั้นคืออะไร มาจากที่ใด และมีจุดหมายปลายทางอยู่หนใด”
“หืม”
ผู้คุ้มกันหนุ่มถึงกับตะลึงงันไป
“ตอบไม่ได้หรือ”
“คือว่า…”
แววตาของเขาพลันวูบไหว แต่สุดท้ายก็ยอมเอ่ยปากออกมา “ข้าน้อยพอรู้มาบ้าง แต่นี่เป็นเรื่องใหญ่นัก หากหัวหน้ารู้ว่าข้าแพร่งพรายออกไป เขาคงไม่ไว้ชีวิตข้าแน่…”
“ข้าจะบอกว่าท่านมาขโมยของแล้วถูกข้าจับได้”
“ขอบคุณท่านเซียน!”
ผู้คุ้มกันหนุ่มกล่าวทั้งน้ำตา ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือคร่ำครวญดี