ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 378 แผนการของราชครู
“ช้าก่อน!” ผู้คุ้มกันหนุ่มคล้ายจะนึกอะไรขึ้นได้ “ท่านคงไม่คิดจะปล้นสินค้ากระมัง”
“ชิ้นเดียวข้าก็ไม่เอา”
“ก็จริง… หากท่านมีวิชาเทียมฟ้า คิดจะปล้นสินค้าคงไม่จำเป็นต้องกระทำการยุ่งยากถึงเพียงนี้” ผู้คุ้มกันหนุ่มเอ่ยพลางทำสีหน้าครุ่นคิดคล้ายเพิ่งคิดอะไรบางอย่างออก ก่อนจะปริปากเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก “ต แต่…ของชิ้นนี้ดูจะล้ำค่ามาก หากมีใครรู้ว่าคนจากหน่วยคุ้มกันปล่อยข่าวได้ง่ายดายเช่นนี้ เกรงว่าคง…”
“อย่าประหม่านักเลย” ซ่งโหยวเพียงปรายตามองเขาอย่างสงบนิ่ง “ค่อยๆ พูดมาเถิด หากยังมีเรื่องกังวลหรืออยากฝากฝัง ก็ว่ามาเป็นข้อๆ ข้าขอฟังเพียงที่มาที่ไปและชื่อของสิ่งค้าเท่านั้น ที่เหลือข้าจะไม่ถามถึง”
“ขอรับ…”
ผู้คุ้มกันหนุ่มจึงค่อยๆ เอ่ยปากเล่าเรื่อง “อันที่จริงจริง พวกเราก็ไม่รู้ว่าผู้ใดฝากของชิ้นนี้มา และไม่รู้ว่าจะต้องส่งไปถึงมือใคร มีคนรับต่อมาเป็นทอดๆ พวกเราเพียงรับช่วงต่อมาเท่านั้น อย่าว่าแต่ข้าน้อยเลย แม้แต่หัวหน้าเผิงก็ยังไม่รู้ รู้เพียงว่ามันถูกส่งมาจากหยางโจวไปทางเหยาโจว ซึ่งเป็นแดนกันดาร โจรภูเขาชุกชุมนัก หน่วยคุ้มกันหน่วยอื่นล้วนไม่กล้าเดินผ่าน แต่หน่วยข้าน้อยรู้จักภูเขาแต่ละลูกเป็นอย่างดี จึงได้รับช่วงต่อมา สินค้ามีเพียงกล่องหนึ่งใบเท่านั้น ส่งถึงเฟิงโจวเมื่อไรก็จะมีคนอื่นมารับไปเอง”
“ฟังดูเหมือนส่งมาหลายปีแล้ว”
“เห็นว่าส่งมาเป็นสิบปีแล้วขอรับ อย่างน้อยก็ส่งปีละสองรอบ อย่างมากก็ห้ารอบ ข้าน้อยเองก็เดินผ่านทางนี้มาหลายปีแล้ว” เขาว่าต่อ “ได้ยินว่าเมื่อก่อนมีของจากอี้โจวด้วย รูปแบบละม้ายคล้ายคลึงกันไปหมด ดูเหมือนจะมีเพียงหน่วยข้าน้อยที่กล้าเดินทางผ่านเหยาโจว ผู้ว่าจ้างจึงไว้วางใจให้หน่วยข้าน้อยคุ้มกันของที่ว่า แต่จะว่าไปก็ไม่ได้รับของจากทางอี้โจวมาหลายปีแล้วขอรับ”
“อี้โจวหรือ”
ซ่งโหยวเผยแววสนใจขึ้นเล็กน้อย
“ตอนนั้นข้าน้อยยังไม่ได้เข้าร่วมหน่วยคุ้มกันสินค้า จึงไม่รู้รายละเอียดนัก”
“แล้วในกล่องมีอะไรหรือ”
“ข้าน้อยเป็นเพียงผู้คุ้มกัน หากผู้ว่าจ้างไม่บอก ตามกฎย่อมห้ามถามเป็นทุนเดิม อีกทั้งหัวหน้าเผิงยังรักษากฎอย่างเคร่งครัด ไม่ให้ผู้ใดแตะต้องสินค้าโดยพลการ”
“แต่เดินทางกลางคืนบ่อยๆ ย่อมต้องเคยเจอภูตผี เจอคนไม่รู้ใจบ้างเป็นธรรมดา ของที่ว่านั่นก็ส่งเหมือนๆ เดิมทุกปี ผู้ว่าจ้างก็เป็นคนเดิมๆ บางทีก็ไปเข้าเจ้าถิ่นบ้าง บางทีก็มีคนมาขอส่วนแบ่ง หัวหน้าเผิงก็เคยแบ่งเงินให้บ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีบางกลุ่มอยากได้ทั้งก้อนแล้วลงมือแย่งของไป”
เขาพูดถึงตรงนี้ก็หยุดไปครู่หนึ่ง “เมื่อต้นปีเกิดเหตุขึ้นครั้งหนึ่ง หัวหน้าโจรภูเขาพาพรรคพวกมาหมายมาล้อม ไม่ยอมฟังคำทัดทานใดๆ พวกเราจึงต้องเสียพี่น้องไปหลายคนกว่าจะไล่พวกเขาไปได้ แต่กล่องสินค้าก็ถูกพวกมันงัดไปแล้ว ผ้าคลุมก็ถูกฉีกออก ตอนนั้นข้าน้อยรีบไปดู จึงได้เห็นของด้านในกับตา ทั้งยังเห็นตารางระบุรายการสิ่งของด้วย…”
“เป็นยารักษาโรคหรือ”
“ท่านเซียนรู้ได้อย่างไร”
“ข้าเดา”
“ท่านเซียนช่างหลักแหลมยิ่งนัก!” เขารีบสรรเสริญทันที “ข้างในเป็นยาหลากชนิด แม้จะไม่เยอะมาก แต่ก็มีหลายชนิดที่ไม่เคยได้ยินช้ามาก่อน บางชิ้นที่เคยได้ยินชื่อ ก็ล้วนเป็นยาล้ำค่าทั้งสิ้น”
“เป็นอะไรบ้าง”
“ก็เช่นโสมพันปี, กระดูกมังกร, เขากิเลน, ผลชาด” ผู้คุ้มกันหนุ่มพยายามนึก “แล้วยังมีอีกสองอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ดูจากจำนวนแล้วคงหายากยิ่งกว่าสี่อย่างแรกเสียอีก เหมือนจะเรียกกันว่า ‘ดินวิเศษ’ กับ ‘รากสุคนธ์’ ไม่รู้ว่ามีสรรพคุณอย่างไรบ้าง”
“ดินวิเศษกับรากสุคนธ์หรือ”
“อย่างหนึ่งเป็นก้อนกลมสีคล้ายดินเหลือง…” สีหน้าของเขาเจื่อนลงเล็กน้อย “ตอนนั้นข้าอยากหยิบติดมือมา แต่พอแตะกลับรู้สึกร้อนผ่าวนัก จึงไม่กล้าแตะต้องมัน กลัวว่าจะทำให้หน่วยคุ้มกันต้องรับเคราะห์ไปด้วย อีกอย่างหนึ่งเป็นรากไม้สีดำขลับ ขนาดพอๆ กับตะเกียบ แต่รูปร่างคล้ายหางหนู กลิ่นเหม็นเกินบรรยาย แม้จะห่อด้วยผ้าก็ยังเหม็นจนแทบทนไม่ไหว พอคลี่ผ้าออกกลิ่นของมันก็ฟุ้งกระจาย คล้ายกลิ่นเนื้อเน่าชอบกล”
“เหม็นมากเชียวหรือ”
ซ่งโหยวชะงักไปเล็กน้อยแล้วจึงขมวดคิ้วลง
ในบรรดายาเหล่านั้น โสมพันปีคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก กระดูกมังกรที่ว่าก็คงเป็นกระดูกของสิ่งมีชีวิตอสูรยุคบรรพกาล มีหลากหลายชนิดนัก ส่วนใหญ่มักมีขายตามแผงยา ราคาก็ไม่ได้สูงนัก และยังเป็นวัตถุดิบหลักของยาสมานแผล แต่ถึงกระนั้นกระดูกมังกรชั้นเลิศก็ยังถือเป็นโอสถล้ำค่าอยู่ดี เขากิเลนนั้นก็คือเขาของปีศาจกวาง ส่วนผลชาดนั้นเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยพลังวิญญาณฟ้าดิน มีเฉพาะตามหุบเขาลึก มักปรากฏในตำนานต่างๆ
ส่วนดินวิเศษคือแก่นสารแห่งปฐพี คนธรรมดาไม่อาจพบเจอ ต้องเป็นผู้มีวิชาเท่านั้นที่จะพอเสาะหามันได้ ตามตำนานเล่าว่ามีลักษณะเป็นทรงกลมหรือทรงรี
เหลือแต่รากสุคนธ์เท่านั้นที่ยังไม่รู้ที่มาที่ไป
ซ่งโหยวเคยได้ยินชื่อรากสุคนธ์มาก่อน
ตอนเขาพเนจรข้ามเหอโจว หลังจัดการกับท่านเซียนหย่งหยางแห่งอำเภอจิ่งอวี้ได้แล้ว หน่วยมือปราบก็ไปค้นเจอตำราหลายเล่ม หนึ่งในนั้นเป็นตำราวิชามารที่กล่าวถึงการยืดอายุขัยโดยใช้ดวงวิญญาณที่ตายผิดธรรมชาติ ซึ่งในตำรานั้นก็มีกล่าวถึงรากสุคนธ์เช่นกัน เพียงแต่นอกจากจะมีคนรู้และคุ้นเคยกับชื่อของมันเพียงไม่กี่คน ก็คงไม่มีใครนึกเชื่อมโยงมันเข้ากับกลิ่นเหม็นเลย
แต่เมื่อพินิจพิเคราะห์ดูให้ดีแล้วก็ไม่น่าแปลกนัก
ผู้คนมักเรียกสิ่งของเหม็นสาบด้วยชื่ออันสื่อถึงกลิ่นหอม
“…”
สีหน้าของซ่งโหยวเคร่งขรึมขึ้นทันใด ทว่าในแววตากลับมีความสงสัยเพิ่มเข้ามา
เขานึกไปถึงตำราวิชามารที่เคยอ่านผ่านๆ มาก่อนจะเผาทิ้งไป นึกถึงรากสุคนธ์ นึกถึงวิชายืดอายุขัย แล้วก็พลันระลึกได้ว่าในตำรานั้นก็มีกล่าวถึงโสมพันปีและกระดูกมังกรเช่นกัน
เพียงแต่วิชานั้นก็ไม่ได้ร้ายกาจนัก ต่อให้ยืดอายุขัยได้จริง อย่างมากก็ยืดได้เพียงหนึ่งหรือสองร้อยปีเท่านั้น บนโลกนี้ยังมีวิชายืดอายุขัยที่เป็นไปตามทำนองคลองธรรมและได้ผลดีกว่าวิชามารอีกเยอะ
น่าเสียดายที่เขาเผาตำรานั้นทิ้งไปแล้ว
“หลังจากนั้นพวกเราก็ปรึกษากันอยู่พักใหญ่ หัวหน้าเผิงจึงตัดสินใจใส่ของกลับเข้าไปในกล่อง แล้วนำไปส่งที่เฟิงโจว จากนั้นจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้คนที่มารับช่วงต่อฟัง บอกให้เขาไปแจ้งผู้ว่าจ้างอีกทอด ข้าน้อยเองก็รออยู่ที่นั่นหลายวัน ก็ไม่เห็นมีใครมาตามเอาความอะไร จากนั้นจึงได้เดินทางกลับไป” ผู้คุ้มกันหนุ่มเล่าไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ว่าซ่งโหยวกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ “หัวหน้าเผิงเองก็กังวลอยู่มาก กลัวว่าของนั้นจะเป็นสิ่งล้ำค่า ผู้ว่าจ้างก็อาจจะเป็นผู้มีอำนาจ เกรงกลัวว่าจะถูกตำหนิแล้วจะไม่ถูกมอบหมายให้คุ้มกันสินค้านั้นไปอีกนาน แต่พวกเราก็เป็นเพียงคนรับช่วงต่อเท่านั้น เส้นทางยังอีกยาวไกล กลับไปที่หน่วยคุ้มกันไม่ถึงเดือนก็ได้รับงานใหม่แล้ว พวกเราได้แต่บอกต่อเรื่องนี้ให้คนที่เฟิงโจว ให้เขาช่วยนำข่าวกลับไปแจ้งเบื้องบน แล้วก็ออกเดินทางต่ออีกรอบ ที่เหลือจะเป็นอย่างไรนั้นข้าน้อยย่อมไม่อาจตอบได้ขอรับ…”
“…”
“ท่านเซียน? ท่านเซียน?”
ซ่งโหยวเรียกสติคืนมา เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงพลางยกยิ้มให้ผู้คุ้มกันหนุ่ม “ไม่ต้องกังวลหรอก ในฐานะที่ข้าเป็นผู้บำเพ็ญพรต กล่าวสิ่งใดออกไปย่อมไม่คืนคำ ข้าจะไม่นำเรื่องที่ท่านคิดะลักขโมยไปแจ้งทางการ เพียงจะบอกหัวหน้าผู้คุ้มกันว่าท่านถูกจับได้ตอนแอบย่องเข้ามาในห้องข้ากลางดึก ส่วนเขาจะลงโทษเช่นไร ก็เป็นเรื่องของเขา ท่านอายุยังน้อย ฝีมือก็พอมีอยู่ คิดกลับตัวกลับใจก็ยังทัน หากยอมแก้ไข อนาคตของท่านอาจจะก้าวไกลกว่านี้ก็เป็นได้”
“ท่านเซียน…” ผู้คุ้มกันหนุ่มเริ่มฉายแววโลภอีกครั้ง “ไม่ทราบว่า…พอจะผ่อนปรน ไม่บอกหัวหน้าหน่วยได้หรือไม่”
“ไม่ได้”
ซ่งโหยวมองเขาด้วยสายตาอันนิ่งเรียบ “แต่เพราะท่านตอบคำถามของข้า ข้าจึงจะขอมอบคำแนะนำให้ท่านสักหนึ่งประการ”
“คำแนะนำอะไรหรือ”
“ผู้คนมักกล่าวว่า ผู้ที่จริงใจย่อมได้รับความเมตตา” ซ่งโหยวกล่าว “หากท่านกล้าสารภาพผิดกับหัวหน้าเผิงด้วยตนเอง ข้ากับสหายก็จะพูดช่วยท่านเอง บางทีหัวหน้าหน่วยอาจเห็นแก่การที่ท่านไม่เคยคิดลักขโมยสินค้ามาก่อน โทษอาจจะเพลาลงบ้างก็ได้”
ชายหนุ่มครุ่นคิดคิดอยู่นาน แววตาพลันวูบไหวไปมา สุดท้ายก็ประสานมือคารวะ
“ขอบคุณท่านเซียนขอรับ!”
“ดึกแล้ว ไปพักผ่อนเถิด” ซ่งโหยวมองเขาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะกล่าวเตือนโดยนัย “ท่านเป็นคนเถรตรง ควรเดินให้ถูกทาง อย่าได้คิดทำชั่วเลย เพราะมันจะมองออกได้ง่ายยิ่งนัก”
“ข้าจะจำไว้…”
พูดจบ เขาก็เหลือบตามองไปยังโต๊ะข้างกายซ่งโหยว แม่นางสามสีตัวน้อยนั่งนิ่งอย่างสง่า พร้อมกับกำลังก้มลงเลียอุ้งเท้าอย่างตั้งอกตั้งใจ
เขาหันไปมองประตูอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเสือยักษ์หายไปตั้งแต่เมื่อไร ประตูบานนั้นถูกเปิดทิ้งไว้โล่งโถง ราวกับไม่เคยมีเสือยืนขวางอยู่ตรงนั้นมาก่อน
“ข้าขอตัว…”
พูดจบก็เดินย่องเท้าออกไปพลางหันกลับมามองเจ้าแมวอีกที แต่กลับเห็นแม่นางสามสียังมัวเลียอุ้งเท้าอยู่ ไม่แม้แต่จะปรายตามองมาทางนี้เลย
เขารู้สึกโล่งใจขึ้นทันที ก่อนจะรีบพุ่งตัวออกไปโดยที่ไม่ปิดประตู
“…”
แม่นางสามสีหยุดเลียอุ้งเท้า นางหันไปจ้องประตูตาเขม็งพลางขมวดคิ้วลง ก่อนจะกระโจนลงจากโต๊ะ เหยียดตัวบิดขี้เกียจ แล้วค่อยๆ เดินไปปิดประตู
“นักพรต!”
“หืม”
“เจ้าถามอะไรจากเขาหรือ”
“แม่นางสามสีไม่ได้ฟังหรือ”
“ก็ข้าฟังไม่รู้เรื่องนี่นา~”
“แม่นางสามสีรีบเข้านอนเถิด” ซ่งโหยวล้มตัวลงนอนแต่ยังไม่หลับตา สายตาจับจ้องไปยังผ้าม่านอย่างเหม่อลอย “พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางแต่เช้า”
“แม่นางสามสีช่วยเจ้าไม่ได้เพราะยังไม่ฉลาดพอหรือ”
“ตรงกันข้ามต่างหาก ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะแม่นางสามสีทั้งนั้น” ซ่งโหยวกล่าวตามจริง เกรงว่านางจะไม่ยอมเชื่อ “ราชครูซ่อนกลิ่นประหลาดในเมืองผีไว้ได้อย่างแนบเนียน ข้าดมอย่างไรก็ไม่ได้กลิ่น หากไม่ใช่เพราะมีแม่นางสามสีผู้เคยเป็นถึงเทพแมว ข้าก็เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดสัมผัสถึงกลิ่นเจือจางนั้นได้เลย”
“แม่นางสามสีเก่งมาก!”
“และยังฉลาดมากด้วย”
“แล้วพวกเราจะไปที่ไหนกันต่อ”
“กลับเฟิงโจว”
“กลับเฟิงโจว~”
แต่ถึงกระนั้นซ่งโหยวก็ยังคงครุ่นคิดต่อไป
รุ่งเช้าวันถัดมา บนเนินเขาเล็กๆ นอกเมืองเจิ้งซี
ทั้งซ่งโหยวและเหล่าผู้คุ้มกันต่างออกเดินตั้งแต่เช้ามืด
บัดนี้ซ่งโหยวยืนอยู่บนยอดเนิน พร้อมม้าขนแดงและแมวสามสี มองดูขบวนผู้คุ้มกันเบื้องล่างที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป ผู้คุ้มกันหนุ่มที่ถูกตนจับได้เมื่อคืนดูจะมีรอยฟกช้ำตามใบหน้า ทั้งยังเดินกะโผลกกะเผลกรั้งท้ายขบวน
ไม่นานนัก นกนางแอ่นก็บินลงมา
“เป็นไปตามคาดเลยขอรับ ตอนพวกเรามามีแต่ถนนหนทาง ไม่มีผู้ใดติดตามหรือคอยจับตามอง อย่างน้อยก็ไม่เจออะไรในรัศมีสิบลี้ แต่พอบินกลับไปดูเมื่อครู่ กลับพบว่ามีปีศาจซ่อนตัวตามข้างทาง”
“ลำบากเจ้าแล้ว”
“ไม่เป็นไรขอรับ เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว…”
ขณะนั้นเอง ผู้คุ้มกันด้านล่างก็เงยหน้ามองขึ้นมายังผู้ที่ยืนอยู่บนเนินเขาด้วยความระแวงอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งจำได้ว่าเป็นนักพรตที่พักอยู่โรงเตี๊ยมเดียวกันเมื่อคืน
บรรดาผู้คุ้มกันหลายคนพลันตั้งท่าระแวดระวัง
ส่วนหัวหน้าหน่วยคุ้มกันเผิงเพียงยกมือขึ้น ค้อมศีรษะให้ซ่งโหยวจากระยะไกล
ซ่งโหยวเองก็ประสานมือคารวะตอบอย่างสุภาพนอบน้อม
……………