ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 379 ความจริงอันน่าสะพรึง
ขบวนผู้คุ้มกันค่อยๆ เคลื่อนออกไป
ซ่งโหยวกำลังจะเดินลงจากเนิน ครั้นก้าวขาขึ้นไปหนึ่งก้าว ก็ต้องหยุดฝีเท้าลงแล้วมองไปยังทิศทางอื่น
ทางนั้นมีรถม้าแล่นเข้ามาอย่างช้าๆ
มีชายสองคนเดินนำหน้าและมีอีกสองคนเดินตามหลังรถม้า ล้วนเป็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำ สวมชุดคลุมผ้า ดูมีพละกำลังเหนือกว่าผู้คุ้มกันที่เดินผ่านมาก่อนหน้านี้ราวสามส่วน พวกเขาพกดาบ มีด และกระบอกน้ำ ส่วนอีกฝั่งสะพายคันธนูและลูกศรครบครัน หากไม่ใช่เครื่องแบบขุนนาง ก็คงเป็นเครื่องแบบขององครักษ์ที่พบเจอได้บ่อยในนครฉางจิง
รถม้านั้นคันใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย ไม่มีเครื่องประดับบ่งบอกฐานะ เป็นเพียงผ้าใบธรรมดา ทำให้ซ่งโหยวรู้สึกคุ้นตาขึ้นมาทันใด
เขาขมวดคิ้วลง
ก่อนจะเป่าลมลงไปเบื้องล่าง
สายลมอ่อนโยนพัดผ่านทางภูเขา
เป็นสายลมบางๆ ไม่พัดเอาเม็ดทรายขึ้นมาและไม่นำพาความหนาวเหน็บมา เพียงทำให้ยอดหญ้าและต้นไม้บนเนินเขาไหวเอนไปมา พัดให้เส้นผมของเหล่าองครักษ์ปลิวไสว และพัดให้ม่านรถม้าเลิกขึ้นเล็กน้อย
ภายในรถมีคนสองคน เป็นสาวใช้และสตรีวัยกลางคน
องค์หญิงฉางผิงนั่นเอง
“…”
ซ่งโหยวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวขาลงไป
รถม้าขององค์หญิงฉางผิงแล่นไปตามทางภูเขามา ครั้นมาถึงจุดนี้ ก็เห็นนักพรตยืนอยู่ริมทางกับม้าขนแดงและแมวสามสีที่เอาแต่เงยหน้ามองไปรอบๆ
องครักษ์ด้านหน้าหันมองตากันเล็กน้อย ตั้งท่าระมัดระวังแต่ไม่คิดกระทำการบุ่มบ่าม เพียงเดินต่อไปพร้อมกับจับตามองนักพรตไปด้วย
ซ่งโหยวเข้าใจพวกเขาดี จึงไม่เคลื่อนไหวใดๆ รอจนรถม้าแล่นเข้ามาในระยะที่พอจะสนทนาได้ แล้วจึงประสานมือคารวะ กล่าวแนะนำตนเองก่อน
รถม้าพลันหยุดลงทันที
องครักษ์ทั้งสองรีบยื่นมือไปคว้าอาวุธที่เอว ส่วนอีกสองคนก็ก้าวเข้ามายืนขนาบซ้ายขวา เตรียมง้างคันศร ต่างพร้อมใจกันคุ้มครององค์หญิงและจับตาดูนักพรต
“ไร้มารยาทนัก!”
พลันมีเสียงหนึ่งดังลอดออกมาจากในรถม้า
ทันใดนั้นม่านรถม้าก็ถูกเลิกขึ้น กลับเป็นองค์หญิงที่เลิกม่านขึ้นเอง
องค์หญิงผู้เริ่มมีร่องรอยแห่งความชราปรากฏบนใบหน้าพลันชะงักไปครู่หนึ่ง คล้ายระลึกได้ว่าครานั้นเคยพบกับนักพรตในเมืองหลวงมาก่อน แต่กลับจำหน้าเขาไม่ได้ นางรีบก้าวขาลงจากรถม้า โดยมีคนขับรถม้าคอยพยุงไว้ ครั้นรองเท้าผ้าปักเหยียบย่ำลงบนพื้นดินก็ดึงมือกลับแล้วเปลี่ยนมาประสานมือคารวะนักพรตแทน
“ท่านซ่งนี่เอง! ข้าขอคารวะ!”
“ไม่คิดว่าจะได้พบองค์หญิงที่นี่”
“ข้ากลายเป็นสามัญชนแล้ว หาใช่องค์หญิงอีกต่อไป” องค์หญิงฉางผิงพยักหน้าลง สายตาก็คอยจับจ้องไปยังนักพรต ม้าแดง และแมวสามสี “ข้าเคารพนับถือท่านตั้งแต่ครั้นยังพำนักอยู่ที่ฉางจิงแล้ว อยากไปเยี่ยมเยียนสักครา แต่ได้ยินว่าท่านมีวิถีชีวิตเรียบง่าย เกรงว่าจะเป็นการรบกวน จึงไม่เคยได้พบกันเสียทีกระทั่งตอนออกจากฉางจิง ข้าก็ยังรู้สึกเสียดายนัก แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะได้พบท่านที่แคว้นเหยาโจวอันห่างไกลนี้ นับว่าข้ายังมีบุญวาสนาอยู่บ้างจริงๆ”
ถ้อยคำเหล่านั้นแม้จะยาวเหยียด แต่กลับร้อยเรียงออกมาได้น่าฟังนัก
“คราวก่อนที่พบกันข้าไม่ได้พาม้าไป อีกทั้งศิษย์น้อยของข้าก็ยังอยู่ในร่างมนุษย์ ไม่เหมือนกับในข่าวลือนัก ในฉางจิงมีผู้คนล้นหลาม องค์หญิงจดจำข้าไม่ได้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ”
“หากได้พบท่านตั้งแต่เนิ่นๆ ก็คงดี”
องค์หญิงฉางผิงถอนหายใจเบาๆ
“เหตุใดองค์หญิงถึงถูกเนรเทศไปยังที่แห่งนั้นเล่า” ซ่งโหยวถามด้วยความสงสัย
“ท่านเองก็คงทราบดีว่าหากถูกเนรเทศไปที่อันหมิน ย่อมไม่อาจออกไปจากที่แห่งนั้นได้อีก” องค์หญิงฉางผิงพยักหน้าทั้งรอยยิ้ม ราวกับไม่รู้สึกขมขื่นหรือเสียดายเลย “เดือนสองที่เหยาโจวนั้นช่างร้อนระอุ ต้องเดินทางผ่านหมอกพิษร้าย แต่ที่เฟิงโจวนั้นกลับหนาวเหน็บ คงเป็นเพราะข้านั้นอายุมากแล้ว ทุกค่ำคืนล้วนตื่นขึ้นมาเพราะไอหนาว คล้ายได้ใช้อายุขัยที่เหลืออยู่ไปกับการเดินทาง แม้ไปถึงอันหมินก็คงอยู่ได้ไม่นานนักหวนระลึกถึงคราที่ยังอาศัยในรั้ววังหลวง ช่วยฮ่องเต้ปกครองบ้านเมือง ก็นึกขึ้นได้ว่าทั้งชีวิตนี้ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นแผ่นดินอันงดงามนี้ จึงจัดการติดต่อเหล่าขุนนาง ขอใช้โอกาสนี้เชยชมแผ่นดินต้าเยี่ยน”
“เข้าใจแล้ว”
ซ่งโหยวพยักหน้าลง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
“ครั้งนี้ข้าเดินทางลงใต้มาพร้อมแม่นางหว่านเจียงจากหอกระเรียนเซียนระยะหนึ่ง แล้วแยกทางกันที่เจิ้งซี บัดนี้นางคงกำลังมุ่งหน้าไปที่อันเหมินเพื่อรอเยี่ยมองค์หญิง เพราะองค์หญิงนั้นด่วนจากไปจึงไม่ได้ล่ำลากัน”
“หว่านเจียงรึ”
องค์หญิงเงยหน้าขึ้น ดูจะประหลาดใจไม่น้อยเลย
“มีอะไรหรือ”
ซ่งโหยวจ้องนางกลับ
“เฮ้อ…”
องค์หญิงถอนหายใจ แววตาเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งและละอายใจ “ครั้งนั้นข้าช่วยชีวิตนางไว้ แต่ตลอดสิบปีมานี้ ข้ากลับพึ่งนางมากจนเกินไป นางได้ตอบแทนบุญคุณที่ข้าเคยช่วยชีวิตไว้ตั้งแต่เมื่อหลายปีที่แล้ว แต่นางกลับไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดเลย ข้าเองยังเคยคิดว่า หากข้า หากข้าทำการใหญ่สำเร็จ คงแต่งตั้งให้นางเป็นเทพ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ ไม่คิดเลยว่านางยังเต็มใจมาส่งข้า…”
พูดไปก็อดถอนหายใจไม่ได้
“นางลำบากมาตลอดสิบปี แต่ข้ากลับดูแลนางได้ไม่ดีพอ… ข้าจะตอบแทนความผูกพันนี้ได้อย่างไร…”
ซ่งโหยวเบือนสายตาหนี
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถาม
“ไม่ทราบว่า ครานั้นองค์หญิงไปพบนางและช่วยนางไว้ได้อย่างไรหรือ”
“โอ้”
องค์หญิงฉางผิงพลันชะงักไป คนทั่วไปฟังอาจไม่รู้สึกอะไร แต่นางฟังไปเพียงไม่กี่คำก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
“เหตุใดท่านซ่งจึงถามเช่นนี้เล่า”
“องค์หญิงไม่จำเป็นต้องตอบหรอก” ซ่งโหยวกล่าว “เพียงบังเอิญได้พบพระองค์จึงอยากถามไถ่ข้อสงสัยในใจเท่านั้น”
“ได้ยินว่าอารามฝูหลงถือเป็นจุดสูงสุดแห่งวิถีมนุษย์ แผ่นดินต้าเยี่ยนก็ถือกำเนิดขึ้นเพราะมีอารามฝูหลงคอยช่วงวางรากฐาน บัดนี้ข้าเองก็ใกล้ได้ย่างกรายเข้าสู่ประตูแห่งยมโลกเต็มทน ซ้ำแล้วยังเดินทางห่างฉางจิงมาไกลมากแล้ว ข้าย่อมไม่มีเหตุผลจะปิดบังท่าน” องค์หญิงฉางผิงแสดงจุดยืนของตนแล้วก็เริ่มเอ่ยปากเล่า “ครานั้นข้ายังเยาว์วัยนัก ยังหลงระเริงไปกับความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหยางตู ครานั้นขุนศึกแห่งแคว้นหยางโจวจัดงานล่าสัตว์ขึ้นที่นอกเมือง มีขุนนางเลื่องชื่อและหญิงงามมากมายไปร่วมงาน ข้าเองก็ไปที่นั่นตามคำเชิญของขุนศึก”
“ล่าสัตว์หรือ”
“ภูเขานอกเมืองหยางตูไม่สูงนัก” องค์หญิงฉางผิงกล่าว “ชายหนุ่มผู้หนึ่งยิงธนูใส่ขาหลังของกระต่ายตัวหนึ่ง แต่กระต่ายตัวนั้นช่างชาญฉลาด หลังถูกจับตัวมา ก็โค้งคำนับต่อหน้าผู้คน ราวกับกำลังร้องขอชีวิต ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็คิดว่าน่าสนใจนัก จึงนำกระต่ายมามอบให้ข้า กระต่ายตัวนั้นโค้งคำนับจริงๆ ครั้นมันเห็นข้า ก็หมุนตัวแล้วโค้งคำนับอีกครั้ง ข้าจึงรู้ได้ทันทีว่ามันฝึกตบะจนบรรลุวิชากลายเป็นภูตแล้ว”
“องค์หญิงเล่าต่อเถิด”
สีหน้าของซ่งโหยวพลันเคร่งขรึมขึ้น
องค์หญิงฉางผิงยังคงเล่าต่อ “แม้สัตว์และมนุษย์จะต่างกัน แต่การบำเพ็ญตบะนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระต่ายตัวนั้นจะเป็นภูต ก็คงทำอันตรายต่อมนุษย์ได้ไม่มากนัก ยิ่งเห็นมันออดอ้อน ข้าจึงสั่งให้ชายหนุ่มผู้นั้นไว้ชีวิตมัน รักษาแผลจนหายดีก็ปล่อยมันไป ไม่คิดเลยว่าผ่านมาหลายปี กระต่ายตัวนั้นจะกลับมาขอบคุณข้า”
“แค่นั้นหรือ”
“มิกล้าปิดบังท่าน ครานั้นเรื่องนี้ถูกลือไปทั่วเมืองหยางตู นี่ก็ผ่านมาเพียงสิบสองปีเท่านั้น หากท่านคิดจะไปสืบเสาะ ย่อมได้รู้ข้อเท็จจริงแน่นอน”
“…”
แววตาของซ่งโหยววูบไหว ขณะเดียวกันก็คลี่ยิ้มออกมา
บัดนี้เขารู้สึกตะลึงเหลือเกิน
วางแผนได้แยบยลนัก
องค์หญิงฉางผิงเห็นดังนั้นก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงคล้ายห่วงใย
“ท่านซ่งมีคำถามใดหรือไม่”
“แม่นางหว่านเจียงหาใช่ภูตกระต่าย แต่เป็นจิ้งจอกแปดหาง มีอายุยืนยาวหลายร้อยปี มีตบะสูงส่งราวกับบำเพ็ญมาเปปั็นพันปี เป็นปีศาจที่พบเจอได้ยากนัก”
เสียงนักพรตแผ่วลง แต่กลับทิ้งคลื่นยักษ์ไว้ในใจองค์หญิงฉางผิง
เสียงนั้นดังก้องสะท้อนไปมาในโสตประสาท
อายุหลายร้อยปี!
มีตบะสูงส่ง!
ถ้อยคำเหล่านั้นดังกึกก้องดุจเสียงฟ้าคำรน
กระต่ายสีเทาที่นางเคยช่วยชีวิตไว้ ภูตกระต่ายไร้ซึ่งอิทธิฤทธิ์ใดๆ มีเพียงศาสตร์การบรรเลงพิณ
ไม่แปลกใจเลยที่ครั้งก่อนตอนตนคิดจะไปเยี่ยมเยียนซ่งโหยว ถึงถูกนางปรามไว้ แต่บัดนี้นางกลับไปรอเยี่ยมตนที่อันหมิน
องค์หญิงฉางผิงพลันรู้สึกหนาววาบไปทั่วทั้งกาย รู้สึกราวกับมีไอเย็นเกาะตามหน้าผาก ทั้งร่างสั่นเทาจนแทบทรงตัวไม่อยู่ เกือบล้มลงกับพื้น
จนคนขับรถมาต้องรีบเข้ามาช่วยประคอง
นักพรตเอ่ยต่อ “องค์หญิงอย่าได้เกรงกลัวนางเลย แม้ไม่รู้ว่านางมีนิสัยใจคอเช่นไร แต่นางเฉลียวฉลาดนัก ย่อมไม่คิดร้ายต่อองค์หญิงแน่นอน และข้าคิดว่าที่นางกล่าวว่าจะไปรอเยี่ยมท่าน ก็เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วนางไม่ได้ไปที่นั่น ต่อให้นางจะเคยคิดทำร้ายองค์หญิง บัดนี้ก็คงไม่มีความหมายอันใดแล้ว องค์หญิงวางใจเถิด”็เป
องค์หญิงฉางผิงมึนงงไปชั่วขณะ เสียงของนักพรตกลับกลายเป็นแผ่วลงสลับกับดังกึกก้อง
น่าเวทนานัก นางเชี่ยวชาญกลยุทธ์ เคยผลักดันให้ผู้เป็นบิดาได้ครองบัลลังก์ ก่อนหน้ามีตำแหน่งสูงสุดในราชสำนัก ปกครองแผ่นดินและนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่อาณาจักร ต่อมาแม้หวังบัลลังก์ ก็เพียงพ่ายแพ้ให้กับฮ่องเต้, ราชครูและธรรมเนียมแห่งใต้หล้าก็เท่านั้น แม้นางจะเสียดาย แต่กลับไม่คิดว่าตนเองพ่ายแพ้เลย ไฉนเลยจะคิดว่าตนถูกปีศาจหลอกมานานถึงสิบปี ไม่แม้แต่จะรู้สึกตัวเลยสักนิด
“ขอบคุณที่บอกข้า อากาศที่เหยาโจวร้อนระอุนัก ท่านก็ดูแลตัวเองด้วย ข้าขอลาไปก่อน”
กว่าองค์หญิงจะตั้งสติได้ นักพรตก็เดินจากไปแล้ว