ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 380 ขอแรงจากทุกท่าน
จิ้งจอกอย่างนางช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!
นางมียอดวิชาเร้นลับ ถึงขั้นที่คงมีเทพเซียนบนวิมานสวรรค์เพียงไม่กี่องค์ที่มองทะลุได้ ต้องตั้งใจเพ่งพินิจจึงจะเห็นความผิดแปลก แม้ซ่งโหยวผู้มีวิชาวัฏจักรสี่ฤดู ใช้พลังวิญญาณแห่งชิงหมิงเผยร่างแท้ขอองสรรพสิ่งได้ ก็ยังไม่อาจมองเห็นธาตุแท้ของนาง หากไม่ใช่เพราะว่าวันนั้นบังเอิญเป็นวันชิงหมิงพอดี คงไม่มีทางล่วงรู้
นับๆ ดูแล้ว ก็คงมีทายาทแห่งอารามฝูหลงเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มองทะลุได้
แม้มียอดวิชาเร้นกาย แต่นางกลับยังวางชั้นเชิงอีกหลายชั้น
มีองค์หญิงคอยช่วยรับมือกับชาวบ้าน หากผู้บำเพ็ญเช่นราชครูเกิดสงสัยว่านางไม่ใช่มนุษย์ นางก็จะบอกว่าตนเป็นเซียนพิณ หากยังไม่เชื่ออีก ก็อ้างว่าตนเป็นภูตกระต่ายที่องค์หญิงช่วยเหลือไว้
ทั้งที่ซ่งโหยวมองเห็นถึงธาตุแท้ของนาง ล่วงรู้ว่านางเป็นจิ้งจอกแน่แท้ ตามหลักแล้ว นั่นควรเป็นช่วงที่นางต้องคอยระวังตัวมากที่สุด อยู่ห่างจากการถูกเปิดโปงเพียงครึ่งก้าว ทว่ากลับยังคงพำนักอยู่ในฉางจิงโยไม่รู้สึกสะทกสะท้านเลย มิหนำซ้ำยังเป็นฝ่ายมาเยี่ยมเยียนซ่งโหยวด้วยตนเอง หมายสร้างไมตรีขัดขวางไม่ให้องค์หญิงได้พบซ่งโหยวอีกต่างหาก
นางไม่ใช่ภูตกระต่ายในวันวานอีกต่อไป…
ที่เข้ามาพำนักอยู่ในฉางจิงนานถึงสิบปี คอยช่วยองค์หญิงสืบข่าวสารนั้น ก็คงไม่ใช่เพราะแค่ต้องการตอบแทนบุญคุณอย่างที่กล่าวไว้แน่
เช่นนั้นแล้ว นางมีจุดประสงค์หรือแผนการใดกันแน่…
“เขาเยี่ยซาน…”
แผนการของนางต้องเกี่ยวโยงกับราชครูเป็นแน่
ซ่งโหยวล่วงรู้แผนของราชครูตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทั้งยังสงสัยว่านางต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง วันนี้ตั้งใจจะวนกลับไปที่เยี่ยซานแล้วแท้ๆ แต่กลับบังเอิญได้พบองค์หญิงเสียก่อน นั่นเปรียบเสมือนเครื่องยืนยันว่าปีศาจจิ้งจอกคอยแอบจับตามองอยู่ตลอดเวลา
ซ่งโหยวพลันเผยสีหน้าเคร่งขรึม เขาเพียงยกมือขึ้นอัญเชิญพลังวิญญาณสี่สาย สายหนึ่งเป็นสีขาวอมฟ้า อีกสองสายเป็นพลังเหมันต์ และอีกหนึ่งสายเปล่งสีทองสว่างดุจดวงอาทิตย์
ทันทีที่นกนางแอ่นรับรู้ได้ก็รีบโผบินเข้ามา
“แม่นางสามสีก็จะทุ่มเทสุดกำลังเหมือนกัน!”
“แต่พวกเรายังไม่รู้ว่าผีปีศาจเหล่านั้นทำร้ายผู้คนหรือไม่ ทำให้สลบก็พอ อย่าพลั้งมือคร่าชีวิตพวกมัน”
“เราต้องรีบเดินทางแล้ว”
ซ่งโหยวมองม้าขนแดงพลางลูบลำคอของมันเบาๆ
“ข้าจะไม่เคยนั่งบนหลังเจ้าเลย วันนี้คงต้องขอแรงเจ้าแล้ว”
ม้าขนแดงได้ฟังก็พ่นลมหายใจออกมาเป็นเชิงรับรู้
ไม่นานหลังจากนั้น
ม้าขนแดงร่างผอมกำลังพานักพรตวิ่งฝ่าพงไพรไปตามถนนหลวงยาวคดเคี้ยว มันวิ่งฉิวดุจสายลม เสื้อคลุมและเส้นผมของนักพรตก็ปลิวไหวไปตามแรงลม
เหนือศีรษะมีนกนางแอ่นกางปีกทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะหุบปีกลงพลิกตัวกลางอากาศ พ่นควันดำแฝงประกายสีทองอร่ามออกมา
นกนางแอ่นนับร้อยนับพันตัวพลันทะยานตัวออกมาจากควัน กระพือปีกพุ่งทะลุเมฆา ก่อนจะกระจายตัวออกไปรอบทิศ
กลางป่าทึบมีฝูงหมาป่ากว่าร้อยตัววิ่งพรวดพราดผ่านไป เด็กหญิงตัวน้อยขี่หลังเสือยักษ์กำธงไว้แน่น ส่วนอีกมือก็คอยจับลำคอเสือไว้ เสือยักษ์ออกแรงวิ่งไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาทั้งเสื้อผ้าและเรือนผมของนางปลิวสะบัดไป ขณะเดียวกันนางก็คงสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังไว้ ดูแล้วองอาจยิ่งนัก
นกกางเขนตัวหนึ่งยืนเกาะกิ่งไม้ริมทาง คอยสางขนสลับกับก้มลงมองเบื้องล่าง แต่ไม่คาดคิดเลยว่ตนจะถูกจับได้
ทันใดนั้นพลันมีเสียงลมโหมมาจากด้านบน
นกกางเขนชะงักไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นตัว
พลันเห็นนกนางแอ่นตัวหนึ่งพุ่งตัวลงมาด้วยท่าแนบปีกเข้ากับลำตัวพร้อมประจัญบาน จะงอยปากแหลมดั่งลูกศรก็พุ่งตรงมาทางนกกางเขน
นกกางเขนสะดุ้งเฮือก
แต่มันก็เลือดร้อนไม่แพ้กัน จึงกระโจนขึ้นตั้งรับตามสัญชาตญาณทันที
นกนางแอ่นตัวนั้นเป็นเพียงภาพมายา
ทันทีที่ร่างทั้งสองพุ่งชนกัน นกนางแอ่นก็สลายกลายเป็นควันดำ ก่อนที่แสงสีทองอร่ามในควันดำนั้นจะเปล่งประกายขึ้น แสงนั้นร้อนแรงเสียจนนกกางเขนตัวนั้นรู้สึกราวกับพุ่งเข้ากองเพลิง เพียงชั่วพริบตาก็สลบไป จากนั้นนกนางแอ่นอีกตัวจึงโผลงมาใช้พลังเหมันต์ผนึกมันไว้
ห่างไปไม่ไกลนัก มีกระต่ายตัวหนึ่งกำลังก้มเล็มหญ้าอย่างสบายอารมณ์ ขณะเดียวกันก็คอยชำเลืองมองไปยังถนนใหญ่เป็นระยะ ทว่าทันใดนั้นมันกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงกระโจนหลบเข้าหลุมไปในพริบตา
เพียงอึดใจเดียวหมาป่าทั้งฝูงก็บุกมาถึงที่
น่าเสียดายที่กระต่ายขุดหลุมไว้ไม่ลึกพอ อีกทั้งหมาป่าทุ่งหญ้าแดนเหนือก็ล้วนเชี่ยวชาญการขุดโพรงล่าสัตว์เล็กเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
กรงเล็บแหลมคมรุมตะกรุยพื้นดินอย่างบ้าคลั่ง โพรงกระต่ายถูกทำลายจนยับเยินในพริบตา และในที่สุดก็มีหมาป่าตัวหนึ่งมุดหัวลอดเข้าไปได้
จมูกยาวๆ ของมันถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง จึงคว้าตัวกระต่ายออกมาได้อย่างง่ายดาย
กระต่ายตัวนั้นมัวแต่ตื่นตระหนก เพราะคิดว่าชีวิตถึงคราวดับสูญแล้ว ทว่าไม่ทันไรกลับมีนกนางแอ่นบินลงมาใช้พลังผนึกมันไว้ทันที
ถัดไปอีกหลายสิบลี้ กวางตัวหนึ่งกำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน โดยมีหมาป่าทั้งฝูงไล่ตามอย่างไม่ลดละ คอยล้อมหน้าล้อมหลังมันไว้
ทว่ากวางตัวนั้นกลับคล่องแคล่วเกินคาด เปลี่ยนทิศซ้ายทีขวาทีอย่างว่องไว แม้จะถูกหมาป่าล้อมไว้ แต่ก็มักกระโจนผ่านช่องว่างเล็กๆ ไปได้เสมอ ต่อให้จนตรอกหนีไม่พ้นจริงๆ ก็แค่ก้มหัวลง แล้วใช้ร่างที่บำเพ็ญตบะมานานแสนนานชนหมาป่าให้กระเด็นออกไปจนตัวสลาย แล้วถือโอกาสหลบหนีออกมา
ครั้งนี้มันหลบกรงเล็บของหมาป่าแถวหน้าได้ ทำให้หมาป่าที่ตามหลังมาล้มลงไถลไปกับพื้น ทว่าทันใดนั้นกลับได้ยินเสียงคำรามดังก้องฟ้ามาจากเบื้องหน้า
กวางตัวนั้นพลันหันกลับมามองด้วยความหวาดผวา
เบื้องหน้ามีพยัคฆ์ร้ายผู้เป็นถึงจ้าวแห่งขุนเขายืนขวางหน้าอยู่ ทั้งยังมีเด็กหญิงตัวน้อยนั่งอยู่บนหลัง
เสือยักษ์แผดเสียงคำรามแล้วกระโจนตัวออกมาอย่างกระหาย เมื่ออยู่ห่างเพียงหนึ่งจั้ง ก็แยกเขี้ยวคมกริบ ลายพาดกลอนเคลื่อนไปตามแรงกัดกราม นัยน์ตาเรียวเล็กฉายแววหิวโหย อุ้งเท้าขวาก็กางออกพร้อมตะปบเหยื่อตรงหน้า
เผยให้เห็นท่วงท่าอันสง่างามของจ้าวแห่งขุนเขา
ภูตกวางตกตะลึงสุดขีด แม้ไม่ได้ยืนนิ่งเพราะหวาดกลัว แต่ก็ดูจะไม่กล้าหาญเท่าตอนถูกหมาป่ารุมล้อมแล้ว
ส่วนหัวของภูตกวางกระแทกลงกับพื้นก่อน จากนั้นร่างจึงทรุดตามลงมา และสลบเหมือดไปในทันที
นกนางแอ่นอีกฝูงหนึ่งโผบินออกไป…
ตลอดเส้นทาง มีภูตผีปีศาจจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน
ล้วนเป็นพวกที่มีวิชาเพียงตื้นเขิน มิอาจแปลงกายได้ บ้างเป็นอมนุษย์กึ่งสัตว์ป่ากึ่งภูต จำพวกนี้พบเจอได้ยาก ชำนาญการซ่อนตัว ย่อมมีหลายตนที่คอยสอดส่องเส้นทางขากลับของเขา
ปีศาจจิ้งจอกคงระแวงว่าซ่งโหยวจะย้อนกลับไปทางเดิมอย่างกะทันหัน
แม้จะเป็นเพียงปีศาจชั้นต่ำ แต่นักพรตอย่างซ่งโหยวก็ต้องเสียแรงไปไม่น้อยเลย
แต่เพราะความเข้าขากันของนกนางแอ่นบนฟ้าและเจ้าแมวบนพื้นดิน เหล่าภูตผีปีศาจที่คอยหลบซ่อนอยู่ตามทางก็ล้วนถูกจัดการไปจนหมดสิ้น
ส่วนซ่งโหยวก็ยังคงนั่งอยู่บนหลังม้าขนแดง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาขี่มันและได้สัมผัสถึงสายลมที่พัดตีเข้าหน้า
เสียงลมหวีดหวิวอยู่ข้างหู
แต่นักพรตยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่งไม่แปรเปลี่ยน คอยพินิจพิจารณาอยู่ในหัว
แท้จริงแล้ว เขาเยี่ยซานเป็นสถานที่แบบใดกันแน่
บางทีตอนนี้เขาคงจะเข้าใจแล้ว
วิชามารที่ซ่งโหยวได้ประจักษ์ที่อำเภอจิ่งอวี้ในแคว้นเหอโจวนั้นยืดอายุขัยได้เพียงไม่กี่ร้อยปี ราชครูไม่จำเป็นต้องพึ่งวิชานั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงเขาจะไม่มีวิธีอื่นแล้ว อย่างไรหลังตายไปก็คงได้รับตำแหน่งสูงส่งในเมืองผีที่กำลังจะเสร็จสมบูรณ์
แม้ว่าการเป็นอมตะตามวิถีแห่งวิญญาณและอมตะตามวิถีแห่งเทพจะต่างจากวิถีโดยสิ้นเชิง ไม่ได้มีอิสรเสรีหรือความสุขสบายใดๆ หากเลือกเดินทางนี้แล้วก็ใช่ว่าจะมีสิทธิ์กำหนดชีวิตตนเอง ยังต้องพึ่งพาปุถุชนและผู้ครองอำนาจ แต่ถ้าลองชั่งน้ำหนักระหว่างการเป็นวิญญาณมีอายุขัยนับพันปีและการได้ต่ออายุเพียงไม่กี่ร้อยปี ก็ใช่ว่าจะนำมาเทียบกันไม่ได้
แต่ถึงกระนั้นวิชามารที่ว่าก็คงไม่ต้องใช้สมุนไพรและวิญญาณคนตายมหาศาลถึงเพียงนี้
ซ่งโหยวได้แต่คาดเดาว่าทั้งสองทางนั้นมีบางส่วนคล้ายกัน อาจมีทางใดที่สมบูรณ์กว่าหรือทางใดที่บกพร่องกว่า
แท้จริงแล้วราชครูหาได้ต้องการตำแหน่งในนรกภูมิ
ปุถุชนที่เป็นอมตะยังได้ลิ้มลองรสชาติต่างๆ ยังดื่มกินได้ตามปกติ ยังได้จิบชาท่ามกลางแสงแดด ไม่เหมือนผีสางเทพยดาไร้รูป ที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยตำแหน่งหน้าที่และแรงศรัทธา
เขาไม่ได้เผาวิญญาณเหล่านั้นเพราะจะลงโทษ
แต่เขากำลังจะหลอมโอสถทิพย์ขึ้นจากวิญญาณเหล่านั้น!
โอสถทิพย์ที่นำพามาซึ่งความเป็นอมตะ!
นักพรตหย่งหยางเรียกโอสถทิพย์นี้ว่า ‘โอสถหยินหยาง’ ประกอบด้วยธาตุหยินและธาตุหยาง แต่บัดนี้นรกภูมิยังไม่อุบัติขึ้น ธาตุหยินที่ว่าจึงไม่ใช่อายุขัยของวิญญาณ และธาตุหยางก็ไม่ใช่อายุขัยของปุถุชน แต่หมายถึงร่างกายและวิญญาณ วัตถุดิบล้ำเลิศในใต้หล้านี้มีสรรพคุณเสริมแกร่งธาตุหยาง หล่อเลี้ยงร่างกายให้คงอยู่ยืนยาว ส่วนการหลอมวิญญาณคนตายนั้นจะช่วยต่ออายุขัยให้กับดวงวิญญาณ
ต้องทำทั้งสองสิ่งนี้พร้อมกัน จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งมิได้
หากธาตุหยางสลายไปแต่ธาตุหยินยังอยู่ ร่างกายจะเน่าเปื่อย ดวงวิญญาณจะถูกกักขังอยู่ในซากร่าง หากธาตุหยินดับสูญแต่ธาตุหยางยังคงอยู่ คนผู้นั้นจะกลายเป็นร่างไร้วิญญาณเดินได้
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่รู้ว่าราชครูเรียกวิธีการนั้นว่าอย่างไร และมีรายละเอียดเพิ่มเติมใดอีก
ส่วนปีศาจจิ้งจอกที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองฉางจิงมานานแสนนาน ก็คงหยิบยืมบารมีขององค์หญิงไปสืบข่าวคราวเหมือนที่จอมยุทธ์หญิงอู๋ทำ นอกจากนั้นก็แค่รอจังหวะที่เหมาะสม
นางไม่ต้องการเป็นดั่งพวกเผ่าจระเข้ที่ต้องไปขอตำแหน่งผู้เฝ้าประตูนรกจากราชครู
สิ่งที่นางต้องการคือการได้เป็นอมตะตามวิถีแห่งปีศาจ
จุดนี้อยู่ห่างจากลำน้ำอิ่นเจียงราวร้อยลี้ ตอนขามาใช้เวลาเดินทางสองวัน แต่ครั้งนี้ม้าขนแดงออกแรงวิ่งเต็มที่ เสือยักษ์และฝูงหมาป่าต่างก็ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามก็กลับไปถึงแล้ว