ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 383 มีสิทธิ์อันใดถึงกล้ากล่าวอ้างอาจารย์ข้า
เปลวไฟในนรกเพลิงร้อนระอุ รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนส่องแสงสว่างจ้าจนแสบตา รุนแรงกว่าเมื่อคราวก่อนยิ่งนัก
เปลวไฟไหลเวียนไปทั่วทั้งภูผา เสียงลมหวีดหวิวแว่วมาไม่ขาดสาย
ร่างเงาของนักพรตกลืนหายไปกับเปลวไฟในพริบตา
ทว่าแม้ทั้งร่างจะถูกห่อหุ้มด้วยเพลิง เขากลับไม่ระคายผิวแม้แต่น้อย
ไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับอันตรายใดๆ แม้แต่ชายเสื้อคลุมหรือไม้เท้าไม้ไผ่สีเขียวในมือ ก็หาได้เปลี่ยนรูปไม่
นักพรตค่อยๆ เดินไปจนสุดขอบนรกเพลิง ก่อนจะเงยหน้ากวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วก้มมองเบื้องล่าง
คลื่นความร้อนยิ่งทวีความรุนแรง ลักษณะของเปลวไฟเองก็เปลี่ยนไปด้วย
เวลานี้เพลิงในนรกเพลิงดูแตกต่างไปจากเดิมนัก หากกล่าวถึงคุณสมบัติในการเผาดวงวิญญาณแล้ว เกรงว่าคงยังเทียบไฟทั่วไปไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยดวงวิญญาณทั่วไปยังหวาดกลัวไฟธรรมดา แม้แต่วิญญาณที่อยู่มานานแล้วก็ยังทนไฟธรรมดาได้ไม่นานนัก แต่ในเปลวไฟนี้ ต่อให้เป็นดวงวิญญาณใหม่ ก็คงไม่ถูกเผาจนวิญญาณสลายในช่วงเวลาสั้นๆ
เปลวไฟค่อยๆ เผาผลาญพวกมันให้เป็นเถ้าถ่าน ทว่ายังคงเหลือบางสิ่งไว้เบื้องหลัง
เบื้องล่างเต็มไปด้วยดวงวิญญาณราวหมื่นตน
ร่างพวกมันบิดงอ ดิ้นทุรนทุรายท่ามกลางเพลิง ร่ำไห้ร้องขอความเมตตา
“อ๊าก!”
“เจ็บปวดเหลือเกิน……”
“ข้าสำนึกผิดแล้ว! เมตตาข้าด้วยเถิด!”
“ข้าพลั้งมือทำร้ายผู้คน แต่ก็ยอมรับโทษแต่โดยดี ซ้ำแล้วยังพร้อมกลับตัวกลับใจ…”
“อ๊าก…อ๊าก……”
เจ็บปวดรวดร้าวทะลวงถึงแก่นวิญญาณ
เสียงคร่ำครวญนั้นก็กรีดลึกถึงทรวงใน
“จงรวม!”
นักพรตสะบัดมือเพียงหนึ่งครั้ง
เปลวเพลิงทั่วทั้งนรกเพลิงพลันลอยพุ่งขึ้นมา ไม่ใช่ลุกท่วม หากแต่ลอยเข้ามาหาเขา รวมตัวเป็นสายธาร จากนั้นจึงค่อยๆ หดเล็กลง จนเมื่อลอยมาถึงเบื้องหน้าเขา ก็กลายเป็นเพียงลูกไฟขนาดเท่าไข่นกพิราบ
แสงในนรกเพลิงพลันหม่นลงอย่างรวดเร็ว
ทว่ามิได้มืดสนิท เพราะบนผนังนรกเพลิงมีอักขระสีทองแดงสลักไว้ จึงยังพอมอบแสงสว่างให้ได้บ้าง
“อา…อา…”
เหล่าดวงวิญญาณยังคงร้องคร่ำครวญ
แม้เปลวไฟจะดับไปแล้ว แต่ความเจ็บปวดและรอยแผลพุพองยังไม่อาจสลายไปในทันที บ้างยังกลิ้งไปมา บ้างยังร่ำไห้
แต่ไม่นานเสียงเหล่านั้นก็ค่อยๆ อ่อนแรงลง
ดวงวิญญาณทั้งหลายพากันเงยหน้ามองขึ้นไป
เดิมทีคิดว่าการลงทัณฑ์ได้สิ้นสุดลงแล้ว หรืออาจเป็นเพราะได้รับความเมตตาจากราชครู ทว่าเมื่อมองขึ้นไปยังปากทางเข้า กลับพบว่าเป็นนักพรตผู้หนึ่ง
“ท่านเซียน!”
“ท่านเซียนซ่ง!”
ซ่งโหยวพำนักอยู่ในเมืองผีถึงเจ็ดวัน ย่อมมีวิญญาณไม่น้อยที่เคยพบเขามาก่อน และเขาเองก็คอยสืบสาวเรื่องภูเขาเยี่ยซานจากวิญญาณหลายตน แม้เขาจะจดจำวิญญาณเหล่านี้ไม่ได้ทั้งหมด แต่แค่เห็นเขาเดินผ่าน เหล่าดวงวิญญาณก็ยังคงจดจำได้ไม่มีวันลืม
ยามนี้ดวงวิญญาณทั้งหลายต่างกำลังร้องเรียกชื่อเขา
“ท่านเซียนโปรดช่วยข้าด้วย!”
“ขอท่านเซียนได้โปรดเมตตาพวกข้าด้วย!”
“พวกข้าสำนึกผิดแล้ว……”
พื้นด้านล่างราบเรียบ เพดานเป็นทรงกลม รอบข้างเป็นวงโค้ง ความกว้างระหว่างเพดานกับพื้นนั้นค่อนข้างแคบ มีเพียงตรงกลางที่เป็นลานกว้างเชื่อมติดกับทางเข้า มองดูแล้วช่างไม่ต่างอะไรจากเตาหลอมโอสถทิพย์เลย
นอกจากค่ายกลนรกเพลิงและค่ายกลกั้นระหว่างโลกมนุษย์แล้ว ทั้งบนพื้น, เพดาน และรอบช้างล้วนมีการวางข่ายอาคมซับซ้อนไว้ เพียงแต่การเคลื่อนตัวของปีศาจจระเข้เมื่อสักครู่นี้กลับทำให้เกิดรอยร้าวขึ้นตามส่วนที่ยังไม่ได้เสริมแกร่งให้ดี เสียงร้องของเหล่าดวงวิญญาณคงเล็ดลอดออกไปจากรอยร้าวที่ว่า
“ฟู่…”
ซ่งโหยวพ่นลมหายใจเบา ๆ
ลมกรรโชกรุนแรงพลันโหมกระหน่ำเข้ามาในนรกเพลิง
สายลมเฉียบคมดุจคมดาบ หากแต่ไม่ได้สร้างอันตรายใดๆ ให้กับดวงวิญญาณเบื้องล่างเลย เพียงพัดผ่านริมขอบนรกเพลิงเท่านั้น
ครั้นสายลมพัดผ่านอักขระทั้งหมดก็เลือนหายไปด้วย
ซ่งโหยวหันมองไปยังเบื้องล่างแล้วเอ่ยเพียงประโยคสั้นๆ
“ทุกท่านอย่าได้ตื่นตระหนกไป ข้ามาแล้ว”
“ท่านเซียนโปรดช่วยด้วย!”
“พวกข้าไม่สมควรต้องได้รับโทษเช่นนี้…”
“ท่านเซียนโปรดเมตตาด้วย!”
เสียงร้องทุกข์ดังขึ้นพร้อมกัน
เพียงถ้อยคำสามัญ ทว่ากลับแฝงด้วยความโศกเศร้าและสัตย์จริง ช่างเป็นที่น่าสะเทือนใจนัก
“ทุกท่านอย่าได้หวาดหวั่น เคราะห์กรรมได้ผ่านพ้นไปแล้ว”
ถ้อยคำเรียบง่าย ทว่าเพียงเอ่ยออกมาก็ทำให้ดวงวิญญาณด้านล่างเงียบสงบลงราวถูกพลังอาคมอันยิ่งใหญ่ปลอบประโลมจิตใจทันใด
ซ่งโหยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งดังเดิม “ข้าพอให้คำมั่นแก่ทุกท่านได้ว่า เคราะห์ภัยได้ผ่านไปแล้ว เว้นเสียแต่ข้าตายอยู่ที่นี่เท่านั้น” ถ้อยคำนี้ยิ่งช่วยปลอบประโลมใจได้ดีกว่าเมื่อครู่ “หากทุกท่านเชื่อข้า หลังจากข้าไปจากที่นี่แล้ว ก็จงกลับไปที่เมืองผีเถิด เพียงแต่…มีเรื่องหนึ่งที่ต้องแจ้งล่วงหน้า”
“ร…เรื่องใดหรือ”
“ท่านเซียนว่ามาเถิด!”
“มิใช่เรื่องสำคัญอันใดหรอก เพียงแต่นับจากนี้เบื้องบนอาจเกิดความปั่นป่วนขึ้นบ้าง อย่าได้ตกใจไป หากเมืองผีถูกทำลาย ทุกท่านสามารถออกจากไปจากเมืองผีได้ แต่อย่าได้ไปจากเขาเยี่ยซานเป็นอันขาด” ซ่งโหยวกล่าว “ปราณหยินรอบเขาเยี่ยซานนั้นเข้มข้นพอที่พวกท่านจะออกไปในยามกลางวันได้โดยไม่เป็นอันตราย แต่หากออกไปไกลเกินไป อาจถูกแสงตะวันแผดเผา หรือถูกผู้อื่นกำจัดได้”
“ความปั่นป่วน……”
“เมืองผีถูกทำลาย…”
“เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้นเล่า”
“ข้างนอกมีเรื่องอะไรหรือ”
เหล่าวิญญาณที่ถูกทรมานหนัก บ้างไร้สติ บ้างจมกองกับพื้น ได้แต่หอบหายใจโรยริน ทว่าก็ยังพยายามตั้งใจฟัง ส่วนวิญญาณที่ไม่ได้บาดเจ็บสาหัส ครั้นได้ยินเช่นนั้นก็ลืมเลือนความเจ็บปวดไปสิ้น รู้ว่าชะตาชีวิตของตนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จึงเร่งซักถามทันที
“ตราบใดที่ข้ายังอยู่ ข้าย่อมทุ่มสุดกำลังเพื่อคุ้มครองความสงบของทุกท่านและคุ้มครองให้วิญญาณทั้งในและนอกเมืองผีได้มีที่พึ่งพา” ซ่งโหยวพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงเรียบสงบ พูดจบก็ประสานมือคารวะเบื้องล่าง “ข้าน้อยซ่งโหยว ทายาทแห่งอารามฝูหลง เขาหยินหยาง อำเภอหลิงเฉวียน แคว้นอี้โจว ขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นในตัวข้า”
โครม!
ภูผาสั่นสะเทือน แผ่นหินพลันเคลื่อนตัว เกิดเป็นสะพานทอดจากพื้นเบื้องล่างไปสู่ปากทางเบื้องบน
ซ่งโหยวมิได้ขยับเขยื้อนไปไหน เพียงเอ่ยต่ออย่างสงบ “และเมื่อออกไปแล้ว ก็ขอให้พวกท่านไปบอกวิญญาณตนอื่นในเมืองผีด้วย หากทุกท่านเชื่อมั่นในตัวข้า ข้าย่อมไม่ทำให้ผิดหวัง”
“…”
เหล่าภูตผีมองหน้ากันไปมา
รู้ดีว่าผู้นี้คือผู้วิเศษทรงญาณ เคยพูดคุยกันเพียงเล็กน้อยก็ใช่ว่าจะรู้จักกันดีพอ
วิญญาณหลายตนครั้นยังเป็นมนุษย์ก็มีชาติกำเนิดต่ำต้อย เมื่อตายไปเป็นวิญญาณก็ยิ่งต่ำต้อย ถูกมนุษย์เพิกเฉย เทพเซียนไม่เหลียวแล ซ้ำแล้วยังเคยก่อกรรมมามากนัก ราชครูจะจัดให้เป็นผีชั้นใดก็ต้องยอม จะลากไปเผาเมื่อใดก็ต้องไป จะกล้าก็แค่กล้าร้องขอความเมตตา กล้ารับผิด แต่ไม่กล้าต่อว่าหรือคิดโกรธแค้นเลย
แต่พอมีคนเริ่ม ก็มีคนตาม
เหล่าวิญญาณพากันทิ้งตัวลงคุกเข่าอย่างพร้อมเพรียง
แม้วิญญาณจะบอบช้ำจนแทบขยับไม่ได้ บ้างนอนชักกระตุกอยู่บนพื้น แต่ตราบใดที่ยังมีสติ ก็พยายามคลานและบิดตัวให้คุกเข่าได้
เพียงชั่วพริบตา วิญญาณทุกตัวก็หมอบต่ำลงกับพื้น ดุจดั่งผืนนายามต้องลม
“…”
ทว่าเหล่าภูตผียังไม่ทันเอ่ยคำขอบคุณหรือสรรเสริญสักประโยค เงยหน้าขึ้นดูอีกครั้งก็พบว่าที่ปากทางเข้านั้นว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดยืนอยู่แล้ว
มีเพียงสะพานหินทอดจากก้นนรกเพลิงขึ้นสู่ปากทางเบื้องบน
ประหนึ่งเส้นทางสู่สวรรค์
ยอดเขาเยี่ยซาน
ปีศาจจิ้งจอกแปลงร่างกลับเป็นมนุษย์แล้ว ทว่าหางทั้งแปดยังคงพลิ้วไหวไปตามแรงลม ไม่รู้ว่านางไปหาก้อนหินผิวเรียบและมีความสูงพอดีนี้มาจากไหน บัดนี้ถึงได้นั่งคุกเข่าบรรเลงเพลงพิณอย่างสบายอารมณ์
เสียงพิณอันนุ่มลึกล่องลอยไปไกล
“เหตุใดเจ้าถึงยังไม่ยอมไปเสียเล่า” นักพรตขาพิการตรงหน้าถามขึ้น
“เหตุใดต้องไปด้วยเล่า” หญิงสาวใช้มือกดสายพิณไว้ หยุดบรรเลงเพลงในบันดล ก่อนจะค่อยๆ แย้มยิ้มหวานฉ่ำ “หว่านเจียงไม่เคยทำร้ายผู้ใด ซ้ำแล้วยังไม่เคยช่วยท่านเลยสักครั้ง ย่อมพูดได้เต็มปากว่าไม่เคยติดหนี้ผู้ใดม็ นอกจากสร้างความลำบากใจให้ท่านเล็กน้อยแล้ว ก็หาได้ทำมิดีมิร้ายต่อใคร เหตุใดต้องเกรงกลัวคนจากอารามฝูหลงด้วยเล่า”
“เจ้าคิดจะฉวยโอกาสครั้งนี้ใช่หรือไม่”
“มิใช่”
“มิใช่ว่าเจ้าเตรียมหางจิ้งจอกบรรพกาลไว้เพื่อมอบให้ท่านผู้นั้นหรอกหรือ”
“มิใช่ ข้าเตรียมไว้ต่อกรกับลูกมือของท่านต่างหาก” นางว่าจบก็ก้มหน้าลงบรรเลงพิณอย่างเกียจคร้าน ทว่าท่วงท่านั้นก็ยังดูงดงามเหนือมนุษย์ “พวกท่านคงประเมินท่านผู้นั้นต่ำไปมาก”
“จอมมารทั้งเจ็ดตนมารวมตัวกัน ใยจะต้องเกรงกลัวเขากัน” ชายร่างสูงใหญ่เดินเข้ามา “เจ้ามีหางจิ้งจอกบรรพกาลอยู่ในมือ มีอิทธิฤทธิ์แก่กล้า หากเจ้ามาร่วมมือกับพวกข้า ต่อให้ทายาทอารามฝูหลงจะมาเยือน ก็มีแต่จะต้องจบชีวิตลงที่นี่ เช่นนั้นแล้วราชครูจะแบ่งโอสถทิพย์ให้เจ้าสักหม้อก็ย่อมได้”
“เมื่อครู่ไม่ยอมให้ บัดนี้คงสายไปแล้ว”
“เจ้าไม่ยอมหรือ”
“ฮิๆ ช่างโง่เง่าเสียจริง ไม่แปลกใจเลยที่ต้องพบเจอจุดจบเช่นนี้” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป มือที่ดีดสายพิณก็นิ่งไป ก่อนที่เจ้าตัวจะเงยหน้าขึ้นยิ้มเย้ย “เสียดายที่พวกข้าไม่ได้โง่เขลาเช่นพวกเจ้า ย่อมไม่คิดเป็นศัตรูกับผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวิถีมนุษย์และยังเป็นผู้ที่ได้รับความเมตตาจากสวรรค์”
“พวกเจ้าจะเก่งกว่าสักเท่าไรเชียว”
“น่าปวดใจนัก…”
นางโน้มตัวลงบรรเลงพิณต่อ ไม่คิดโต้เถียงอีก ผ่านไปครู่หนึ่งถึงเอ่ยต่อ “จะอยู่หรือจะไปก็รีบตัดสินใจเถิด แต่จระเข้อย่างพวกเจ้าน่ะไม่ต้องไปไหนหรอก”
“หึ…”
ปีศาจจระเข้บนยอดเขาส่งเสียงคำรามต่ำดังกึกก้องดุจฟ้าผ่า
ทว่าในดวงตาก็ยังแฝงแววลังเล
“จางหยวนจื่อ…”
ปีศาจจระเข้เรียก ทว่าราชครูกลับไม่ขยับ และไม่แม้แต่จะมองเขาเลย
“เผ่าข้าดำรงอยู่ว่ายากแล้ว บัดนี้อพยพลงใต้มาก็เพื่อหลบภัย เจ้าตัวเล็กที่สุดนั้นไร้ฝีมือ มาแล้วก็ช่วยอะไรไม่ได้ มีพวกข้าก็เพียงพอแล้ว”
ราชครูฟังแล้วก็หลุบตาต่ำลง
“ได้”
จระเข้ยักษ์พลันหันศีรษะไปทันที
จระเข้ตัวเล็กสุดจึงหันหลังเดินจากไปอย่างไม่ลังเล
ส่วนจระเข้ยักษ์ก็ยังคงจ้องหญิงสาวด้วยสายตาเย็นเยียบ แต่กลับเห็นนางนั่งบรรเลงพิณอย่างสงบนิ่ง ไม่คิดจะลุกหนี, ขับไล่หรือติดตามไปเลยแม้แต่น้อย
เพียงครู่เดียว นางก็ผละมือออกจากสายพิณ เงยหน้าขึ้นมายิ้มตาหยี “พวกเจ้าสังหารพระแม่บรรพกาลของเผ่าข้าไป คิดว่าจะจบเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดายนักหรือ ไม่ยอมไปก็ดีแล้ว ทิ้งเชื้อไฟไว้ก็ดี วันนี้พวกเจ้าตายหมดเมื่อไร พวกข้าจะออกตามหาให้ทั่วเลย หากเป็นเช่นนั้นคงสนุกมากแน่!”
ทว่ากลับไม่ยอมขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
เพราะนักพรตจากอารามฝูหลงที่เพิ่งออกมาจากเขาเยี่ยซานได้กลับมาที่นี่อีกครั้งแล้ว
จระเข้ยักษ์พลันหันขวับมา นัยน์ตาเรียวยาวจับจ้องไปยังนักพรตผู้นั้นอย่างไร้แววอารมณ์
“พวกท่านยังไม่ไปอีกหรือ…”
นักพรตเอ่ยขึ้น สีหน้าของเขาดูจะสงบลงกว่าเดิม
เขาคาดเดาไว้ว่าพวกเผ่าแรดขาวก็คงไม่ยอมไป เพราะทั้งเผ่ากำลังถูกสวรรค์ไล่ล่า ไร้ที่ให้หลบซ่อน จระเข้ยักษ์หลบหนีไปได้หนึ่งตน ถือว่าฉลาดนัก ทว่าที่เหลืออีกสี่ตนยังคงอยู่
จะว่าไปก็ถือเป็นเรื่องดี อยู่รอดเพียงไม่กี่ตน ปัญหาก็ย่อมน้อยตามลงไปด้วย
ส่วนแม่นางจิ้งจอกนั่นคงเพี้ยนไปแล้วจริง ๆ ถึงได้กลับมานั่งดีดพิณอยู่ที่นี่
“พวกปีศาจนั้นใสซื่อเสียจนดูโง่เง่า ในเมื่อได้ให้สัจจะต่อราชครูแล้ว ก็ไม่คิดผิดคำพูดหรอก” หญิงสาวเอ่ยขึ้น “พวกข้าไม่ยอมไปไหนเพราะหมายจะรอช่วยท่านนักพรต และจะขออาศัยฝีมือของท่านนักพรตสะสางความแค้นระหว่างสองเผ่า เสียโอสถทิพย์ไปก็ว่าน่าเสียดายนัก แต่คงคุ้มค่ากว่าจะต้องเสียหางจิ้งจอกบรรพกาลไป”
“เจ้าแมวกับนกนางแอ่นของเจ้าเล่า ไปตามผู้ช่วยมาแล้วหรือ” จระเข้ยักษ์ยังคงจับจ้องนักพรต “หรือว่าจะเป็นงูแก่บนเขาเป่ยชิน ถ่วงเวลามานานขนาดนี้ เหตุใดจึงยังไม่ปรากฏตัวอีก”
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว”
ซ่งโหยวยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เพียงค้ำไม้เท้าไผ่ไว้แล้วหันไปสบตากับพวกมัน กระแสพลังไร้ขอบเขตไหลเวียนพลุ่งพล่านอยู่รอบกาย พัดพาเม็ดทรายปลิวว่อน แต่เสียงของเขากลับสงบนิ่งนัก “ข้าบอกให้ทั้งสองรออยู่ข้างนอก ส่งให้พวกเขาไปเกลี้ยกล่อมกองทหารมังกรพยศให้ถอนกำลัง ส่วนเมื่อครู่นี้ ข้าเพิ่งจะไปช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณในภูเขา จะให้ข้ารับมือกับพวกท่าน ย่อมไม่คณามือหรอก…”
จระเข้ยักษ์และแรดขาวต่างเตรียมจู่โจม
ราชครูก็ชักดาบไม้ที่เอวออกมาแล้ว
มีเพียงปีศาจจิ้งจอกที่ยังดีดพิณต่อ พลางหัวเราะเยาะพวกจระเข้ว่าโง่เขลา กล่าวว่าราชครูช่างหยิ่งผยองนัก
“คิดจะกล่าวอ้างถึงอาจารย์ข้า…”
นักพรตเพียงส่ายหน้ายกยิ้มบาง ก่อนจะมองไปยังอีกฝ่าย
“พวกท่านคงไม่มีสิทธิ์นัก”
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังสนั่นขึ้น
ปลายไม้เท้าไผ่แตะลงกับพื้น คลื่นพายุใหญ่พลันโหมกระหน่ำขึ้นมาในพริบตา
……………