ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 389 สรวงสวรรค์และปีศาจจิ้งจอก
บทที่ 389 สรวงสวรรค์และปีศาจจิ้งจอก
เขาเยี่ยซานถูกสร้างขึ้นอีกครั้ง ดุจคืนสภาพดังเดิม
ซ่งโหยวยังคงไม่เหลียวมองศึกที่กำลังปะทุอยู่ด้านหลัง เพียงก้าวเท้าเดินตรงไปยังเขาเยี่ยซาน
ศึกระหว่างปีศาจจิ้งจอกและจระเข้ยักษ์ดำเนินมาถึงจุดเดือด มีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่รอด ส่วนอีกฝ่ายต้องมอดม้วยไป
บัดนี้ซ่งโหยวเข้ามาในเขาเยี่ยซานแล้ว
“ข้าขอหยิบยืมแสงดารา”
ราวกับว่าท้องฟ้านอกภูเขาพร่างพราวไปด้วยดวงดาวถูกย้ายมาไว้ในที่แห่งนี้ แสงดาวอันเลือนรางส่องให้เห็นสภาพภายในเขาเยี่ยซาน หลงเหลือแต่เพียงความรกร้าง
ซ่งโหยวฟื้นสภาพภูเขาให้กลับมาเป็นเช่นเดิมได้ แต่ไม่ใช่กับสิ่งปลูกสร้างเดิมที่วิญญาณในเมืองผีเคยสร้างไว้
ทว่าซ่งโหยวหาได้ใส่ใจไป เขานั่งขัดสมาธิลงกับพื้น แล้วหลับตาลงพร้อมเข้าสู่ภวังค์
หนทางแห่งการบำเพ็ญนั้นมีแต่จะต้องลงจากเขา
ตลอดหลายปีที่ลงเขามา ซ่งโหยวไม่เพียงแต่มีตบะสูงขึ้นหรือวิชาอาคมที่เก่งกาจยิ่งกว่าเก่า แต่เขายังเข้าใจสิ่งที่ผู้คนเรียกขานกันว่า ‘วิถีสวรรค์’ มากขึ้นด้วย หลายครั้งระหว่างที่เดินขึ้นเขา, ระหว่างที่บำเพ็ญหรือยามที่ปล่อยจิตเลื่อนลอย เขากลับไปแตะต้องมันเข้าโดยไม่รู้ตัว
แตะต้องสิ่งที่ทั้งผู้คนและผู้บำเพ็ญพรตต่างกล่าวถึงอย่างวิถีสวรรค์
“นิมิตหมายจากสวรรค์…”
จากสิ่งที่ซ่งโหยวสัมผัสได้ วิถีสวรรค์นั้นแต่เดิมก็ไร้ความรู้สึกนึกคิด
ไม่เพียงแต่ไร้อารมณ์ ซ้ำแล้วยังไม่ได้ตั้งอยู่เหนือแดนปุถุชนแต่อย่างใด หาใช่สิ่งที่ลอยเด่นเหนือสรรพชีวิต มิใช่เทพสูงส่งบนฟากฟ้าที่คอยควบคุมฟ้าดิน ความคิดเหล่านั้นล้วนผิดถนัด
วิถีสวรรค์ควรเป็นผลสืบเนื่องแห่งจิตสำนึกรวมของสรรพชีวิต เป็นจิตวิญญาณแห่งภูผาลำธาร เป็นขอทานข้างถนน เป็นกษัตริย์บัณฑิต เป็นสรรพสัตว์ทั้งปวง เป็นผีสางเทพยดา เป็นจิตสำนึกที่สรรพชีวิตบนใต้หล้านี้ร่วมกันหล่อหลอมขึ้นมา
มีทั้งส่วนของเจ้าและข้า
เพราะมันคือเจ้าและข้า
บางทีก็คงเป็นเพราะความเสมอภาคกระมัง
บนโลกแห่งเจตจำนงหาได้มีพลังวิเศษหรือจิตสัมผัสใด หาได้มีการแบ่งแยกความดีความชั่ว ไม่มีแม้กระทั่งการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ สรรพสิ่งล้วนดำรงอยู่ด้วยความเสมอภาค ล้วนหลอมรวมกลายเป็นธารหนึ่งเดียว เพียงแต่ต้นไม้ใบหญ้านั้นไม่มีความรู้สึกนึกคิด สิงสาราสัตว์ส่วนใหญ่ก็ล้วนโง่เขลา ต่อให้บำเพ็ญตบะจนแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ ผ่านไปนานนับร้อยปี ก็ยังมีปีศาจหลายตนที่ยังฉลาดหลักแหลมสู้มนุษย์ไม่ได้
เพราะมนุษย์มีจิตสำนึกอันแรงกล้าจึงค่อยๆ กลายเป็นฝ่ายได้เปรียบ
ไม่รู้ว่ามีทายาทแห่งอารามฝูหลงรุ่นใดบ้างที่มองทะลุถึงความจริงข้อนี้
แต่เมื่อซ่งโหยวเริ่มเข้าใจแล้ว มุมมองของเขาก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน
เหล่าเทพบรรพกาล,จอมมารยุคโบราณและผู้บำเพ็ญขั้นสูงต่างค่อยๆ สูญสิ้นไป แม้ผู้มีอายุยืนยาวก็ไม่อาจเป็นอมตะ เพราะนี่คือ ‘ลิขิตสวรรค์’
แต่เป็นเพราะมีเทพผู้ยิ่งใหญ่เหนือสรรพชีวิตคอยกำหนดหรือ
กลียุคเดือดดาล สรรพชีวิตใต้หล้าล้วนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ต่างทนไม่ได้กับการที่ผู้บำเพ็ญบริกรรมคาถาเพียงคราเดียวก็ทลายภูผาได้ ทนไม่ได้กับเทพสั่งให้สังหารมนุษย์มาเป็นเครื่องบูชาเพราะอารมณ์รักโลภโกรธหลง ทนไม่ได้กับการที่ปีศาจไล่จับมนุษย์ไปกิน ซ้ำแล้วยังสนุกกับการสังหาร สรรพชีวิตทั่วหล้าล้วนเบื่อหน่ายการปกครองของผู้อยู่ยงคงกระพันทั้งหลาย
ปุถุชนส่วนใหญ่ล้วนเห็นชอบกับการล้างบางสรวงสวรรค์ ในเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว วิถีสวรรค์ก็ย่อมผันแปรไป
อารามฝูหลงเป็นทายาทแห่งพสุธาศักดิ์สิทธิ์
ใช่ว่าผู้ใดจะใช้นามพสุธาศักดิ์สิทธิ์ได้
ต่อให้มีวิชาอาคมพิสดารเพียงใด หากเป็นเท็จก็ไร้สิทธิ์สถาปนาตำแหน่งอันศักดิ์สิทธิ์นี้
แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะมีพลัง
ผู้คนล้วนพูดกันว่าอารามฝูหลงได้รับความเมตตาจากวิถีสวรรค์ จึงได้สืบทอดทายาทมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่เพียงไม่สูญสิ้น แต่ยังรักษามาตรฐานของบรรพจารย์ไว้ได้ทุกยุคทุกสมัย
เช่นนั้นแล้วยังต้องมีวิถีสวรรค์เข้ามาเกี่ยวข้องอีกหรือไม่
เกียรติยศอันโดดเด่นนี้ล้วนมาจากองค์เทพผู้ยิ่งใหญ่หรือ
พสุธาศักดิ์สิทธิ์ทำคุณครั้งใหญ่ ส่งต่อความคิดอันมีอิทธิพลไปทั่วหล้า มีคุณูปการต่อผู้คนและอารยธรรมอย่างหาที่สุดมิได้ ผู้คนล้วนเห็นว่าเขาแตกต่างจากผีสางเทพยดาหรือเซียนอมตะ เช่นนั้นแล้ว ต่อให้วิถีสวรรค์จะผันแปรไป เขาก็ไม่เคยลำบากใจเลยแม้สักนิด ทายาทอารามฝูหลงรุ่นหลังแต่ละรุ่นล้วนไม่คิดแสวงหาความเป็นอมตะ แต่กลับมุ่งทำคุณประโยชน์แก่สรรพชีวิต รักษาความมุ่งมั่นเดิมเอาไว้ได้ จึงดำรงอยู่มาจนปัจจุบัน
เหล่าสรรพชีวิตต้องการผู้ขับเคลื่อน
ดังนั้นอารามฝูหลงจึงสร้างยอดคนออกมาได้เรื่อยๆ
หาใช่คำสั่งของผู้ใด แต่เป็นเจตนารมณ์ของสรรพชีวิต
หากจะบอกว่าเป็นการจัดวาง ก็ไม่มีผู้ใดยื่นมือเข้ามาจัดวาง แต่เป็นความศรัทธาและความหวังของผู้คนส่วนใหญ่บนโลก
สิ่งที่ผู้คนเรียกว่าฟ้าลิขิตนั้นเป็นเพียงถ้อยคำปลอบใจ แต่หากฟ้าลิขิตมีจริง ก็หาได้เกิดขึ้นเพราะองค์เทพผู้ยิ่งใหญ่สักองค์หมายจะให้เป็นเช่นนั้น แต่เป็นเพราะใจปุถุชนต่างมุ่งหมายไปสู่จุดเดียวกันต่างหาก นี่สิคือความเป็นไปของโลก
นรกภูมิก็เช่นกัน
หากเหล่าปุถุชนเห็นสมควรว่าต้องมี เจตจำนงของโลกย่อมสนองให้ เพราะว่ามันเป็นเสียงสะท้อนของสรรพชีวิต เมื่อผู้คนหวังให้มันถือกำเนิดเร็วขึ้นเจตจำนงก็เร่งให้มันก่อตัวเร็วขึ้น มันไม่ได้ใส่ใจว่าเบื้องหลังเป็นเพราะฮ่องเต้ต้องการขึ้นเป็นจ้าวแห่งขุมนรก หรือเพราะราขครูต้องการความเป็นอมตะ
เพราะวิถีสวรรค์นั้นไร้ความรู้สึกนึกคิด
สิ่งที่ราชครูได้เห็น คงจะเป็นนิมิตหมายจากสรวงสวรรค์จริงๆ เขาไม่ได้เล่าว่าฝันนั้นเป็นเช่นไร หรือรู้ได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่ผู้มีวิชาอาคมแก่กล้าปลอมตัวมาหลอก แต่คนอย่างเขามีหรือจะไม่นึกถึงประเด็นเหล่านั้น คงมีหลักฐานบางอย่างที่ทำให้เขามั่นใจ เพียงแต่ไม่ได้บอกซ่งโหยวเท่านั้น
ซ่งโหยวจึงเชื่อเขาไว้ก่อน
นิมิตหมายจากสวรรค์นั้นแสนเรียบง่าย เพราะต้องการเร่งให้นรกถือกำเนิดเร็วขึ้นกว่าเดิม จึงเผยแนวทางที่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจเข้ามาแทรกแซงได้ ให้ราชครูเห็น็รึ
แม้ไม่ได้ไปรวบรวมดินห้าทิศหรือสายน้ำสี่ฤดู อย่างไรแดนนรกก็ต้องถือกำเนิดขึ้น เพียงล่าช้าลงไปเล็กน้อย ดั่งเช่นต่อให้ไม่มีราชครูหรือฮ่องเต้ วันใดวันหนึ่งก็ยังต้องมีขุมนรกอยู่ดี เพียงแต่จะต้องรอนานอีกหลายปี ทว่าในเมื่อเงื่อนไขก็ครบถ้วนสมบูรณ์ดีแล้ว จะเร่งมันเสียก็ไม่ผิดอะไร
ยิ่งก่อตัวเร็วก็ยิ่งดี
มียอดคนมาร่วมด้วย ก็ยิ่งหลีกเลี่ยงความวุ่นวายได้มาก
แม้นางจะถูกวิถีสวรรค์จำกัดไว้ ทำให้ไม่อาจบำเพ็ญตบะเป็นจิ้งจอกเก้าหางได้ แต่นางมีพรสวรรค์โดดเด่นและชำนาญการเล่นเล่ห์
นางคอยลอบวางแผนแย่งโอสถทิพย์ของราชครูมานาน ย่อมเป็นที่น่าสงสัย
ราชครูก็คงเคยสงสัยนางเช่นกัน ยิ่งหลังจากเขาหลอมโอสถหม้อแรกเสร็จ นางจิ้งจอกก็มาหาเขาถึงหน้าประตู ครานั้นเขาคงพบหลักฐานบางอย่างจึงลบล้างข้อสงสัยไปได้ เพียงเพราะครานั้นนางเพิ่งจะ ‘ตาย’ กลายเป็นวิญญาณดวงใหม่ จิตยังพร่าเลือนนัก หรือบางทีก็อาจเป็นเช่นตอนที่ซ่งโหยวคิดสงสัยราชครู หลักฐานเป็นเพียงเส้นด้ายบางๆ ที่ยังไม่อาจถักทอออกมาเป็นผืนได้ จึงไม่อาจกล่าวออกมา
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพียงเบาะแสสำหรับซ่งโหยว
ไม่รู้ว่าเสียงภายนอกเงียบลงไปตั้งแต่เมื่อใด มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเข้าเขาเยี่ยซาน ฝีเท้านั้นแผ่วเบาและเชื่องช้า
ซ่งโหยวสลัดความคิดทั้งหมดทิ้งพลางหันไปมองด้วยสายตาอันเรียบนิ่ง
หญิงสาวยังคงสวมอาภรณ์สีขาวล้วน อาศัยแสงดาวอันริบหรี่อาบร่าง ไม่มีสีอื่นเจือปนแม้แต่น้อยเบื้องหลังนางมีสาวใช้คอยถือพิณให้ ทั้งสองแม่นางต่างดูอ่อนแรงและเหน็ดเหนื่อยนัก ถึงได้ก้าวเดินมาอย่างเชื่องช้า
ซ่งโหยวนั่งนิ่งไม่ไหวติง
หญิงสาวเดินมาหยุดตรงหน้าของเขา ห่างกันเพียงครึ่งจั้ง แล้วนางก็นั่งขัดสมาธิเช่นเดียวกับเขา
สาวใช้นั่งอยู่ด้านหลังนางก็ว่าง่าย ไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด
หญิงสาวยื่นมือไปทางซ่งโหยว ก่อนจะแบมือออก มือขาวเรียว ปลายนิ้วอ่อนช้อย
เห็นยาลูกกลอนสองเม็ดลอยขึ้นมาจากกลางฝ่ามือ
“นี่คือโอสถหยินหยางที่ราชครูกลั่นขึ้น เม็ดหนึ่งยืดอายุขัยได้พันปี ส่วนอีกเม็ดเป็นเพียงกากยา แม้ฤทธิ์ไม่มาก แต่คนธรรมดากินแล้วก็ยืดอายุได้เช่นกัน หากเป็นศพ ตราบใดที่ศีรษะยังไม่ขาดจากคอ ก็ล้วนชุบชีวิตได้ทั้งนั้น หว่านเจียงเก็บมันไว้แล้วนำมาปั้นเป็นเม็ดยา หมายจะมอบให้ท่านนักพรต”
เม็ดยาลอยเอื่อยมาทางซ่งโหยว
ปีศาจจิ้งจอกจึงค่อยลดมือลง
เม็ดหนึ่งมีทองวาวระยับ ลอยคล้อยไปตามลม แผ่รัศมีเรืองรอง เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต ส่วนอีกเม็ดนั้นมีสีดำมืดสนิท แม้เทียบไม่ได้กับเม็ดแรก แต่ก็ยังอัดแน่นไปด้วยพลังชีวิต
น่าอัศจรรย์นัก แม้วิธีการหลอมยานี้จะโหดเหี้ยมทารุณ ไม่รู้ว่ามีวิญญาณสักกี่ดวงต้องสลายไป ทว่ายาเม็ดนี้กลับดูสะอาดบริสุทธิ์ ไร้มลทิน ดูศักดิ์สิทธิ์เสียยิ่งกว่าเดิม
“ดูท่าที่คนลือกันว่าเผ่าจิ้งจอกเสื่อมทรามลงทุกปี… คงไม่ใช่แค่ข่าวลือเสียแล้ว”
“ล้วนเป็นความจำเป็นทั้งสิ้น” หญิงสาวเอ่ยเสียงนุ่มนวล “เผ่าจระเข้นั้นเลือดเย็น ไม่เห็นแก่ไมตรี ออกสังหารเผ่าพวกข้า และสังหารพระแม่บรรพกาลไป ความอาฆาตระหว่างเผ่าพันธุ์เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ท่านนักพรตย่อมรู้ดี แม้จิ้งจอกจะอยู่เหนือกว่ากระต่ายป่าหรือแมวป่า แต่ก็ยังอ่อนแออยู่ดี จะให้ต่อกรกับจระเข้ซึ่งมีชาติกำเนิดเป็นปีศาจร่างกายใหญ่โตและดุร้าย ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย”
สาวใช้ยังคงนั่งอยู่เบื้องหลังอย่างสงบเรียบร้อย ไม่แม้แต่จะเหลือบตามองหรือพูดจาใดๆ
ปล่อยให้หญิงสาวเป็นผู้เล่าเรื่องต่อไป
“พวกข้าผิดที่ปิดบังท่าน แต่หว่านเจียงก็ไม่เคยทำที่ร้ายผู้ใด ไม่ว่าทั้งทางตรงหรือทางอ้อม นอกจากเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเผ่าจระเข้แล้ว แม้แต่พวกภูตผีปีศาจที่บำเพ็ญตบะจนมีจิตสำนึกเหมือนมนุษย์ พวกข้าก็ไม่เคยแตะต้อง” นางกล่าวตามจริง “พวกข้าเป็นแค่จิ้งจอก หาใช่มนุษย์ หากมีมนุษย์กล้าทำชั่วเพื่อประโยชน์ส่วนตน เรื่องนั้นก็ไม่เกี่ยวข้องกับจิ้งจอกเช่นพวกข้า หว่านเจียงคิดว่า… กระทั่งคนที่มีเมตตาที่สุด หากเห็นฝูงจิ้งจอกสองฝั่งเข่นฆ่ากันเพราะความแค้นระหว่างเผ่าพันธุ์ ก็คงแค่ยืนมองอยู่อย่างนั้น ถือว่าเมตตามากแล้ว”
ซ่งโหยวเพียงมองพวกนางอย่างสงบนิ่ง “แม่นางช่างเป็นปีศาจที่เก่งกาจเหลือเกิน”
“ท่านนักพรตคิดว่าพวกข้าทำผิดต่อท่านหรือไม่”
“เหตุใดถึงถามเช่นนั้น”
“…”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ผ่านไปครู่หนึ่งจึงยอมเอ่ยปาก “เพราะหว่านเจียงไม่ได้โกหกในเรื่องที่เคยชื่นชมคุณชาย สิ่งที่ข้าเคยพูดเมื่อครั้นยังอยู่ในฉางจิง ยกเว้นเรื่องเขาเยี่ยซาน ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น”
“พวกข้ารอโอกาสนี้มานานเหลือเกิน หลบซ่อนอยู่ในฉางจิงมานานนับหลายปี เรื่องความแค้นระหว่างเผ่าพันธุ์ จะให้ละทิ้งเพียงเพราะชื่นชมท่านนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้” สาวใช้ที่เมื่อครู่ยังมีท่าทีเจียมตัวเริ่มทนไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้นบ้าง ทว่าคราวนี้น้ำเสียงของนางกลับสำรวมและใสกังวาน ไร้ซึ่งแววล้อเล่นแต่อย่างใด “พวกข้าไม่เคยร่วมมือกับราชครูเพื่อล่อลวงท่าน อย่างมากก็แค่รู้อยู่แก่ใจแต่ไม่พูด แล้วปล่อยให้ท่านไปสืบเอง แต่บางครั้งการที่ข้าไม่ตอบ… ก็ถือเป็นคำใบ้อย่างหนึ่ง ท่านลองถามใจตนเองดูเถิด ที่เคลือบแคลงใจราชครูมาโดยตลอดนั้น ไม่มีแม้สักนิดที่มาจากคำใบ้ของพวกข้าหรือ”
“มีสิ” ซ่งโหยวตอบเรียบนิ่ง
มาถึงตรงนี้ เขาก็พอเข้าใจว่าราชครูและจิ้งจอกตั้งใจให้เขาล่วงรู้เรื่องเขาเยี่ยซานมาตั้งแต่ตอนที่ลงเขามา
ราชครูอัญเชิญจระเข้ยักษ์ เผ่าแรดขาวและองค์เทพจวี้ซิงมา การวางกลยุทธ์เช่นนั้น จะล้มจอมมารชั่วช้าทางตอนเหนือทั้งหมดก็ย่อมได้ หากทายาทแห่งอารามฝูหลงไม่เชี่ยวชาญการต่อสู้พอ ก็อาจถูกฝังอยู่ที่นี่จริงๆ
ฝั่งจิ้งจอกก็เตรียมการอีกแบบ ยากจะบอกว่ากลอุบายของผู้ใดลึกซึ้งกว่า ผู้ใดเตรียมตัวเหนือกว่าเพียงแต่จุดยืนของแต่ละฝ่ายคือสิ่งที่กำหนดความพ่ายแพ้ของราชครู ปีศาจจิ้งจอกไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องราวของมนุษย์ และไม่มีข้อผูกมัดต้องบอกซ่งโหยว การต่อสู้ของเหล่าปีศาจบนภูเขาใหญ่ มนุษย์เองก็ทำได้แค่ยืนมอง ยิ่งหลายปีมานี้ แม้ไม่พูดตรงๆ แต่บางครั้งก็เผลอให้คำใบ้ผ่านน้ำเสียงหรือถ้อยคำ บางครั้งก็หลบเลี่ยงไม่ตอบ เท่านี้ก็ถือว่าเมตตามากแล้ว หากจะว่าใครผิดก็คงเป็นราชครูในยามที่ ‘ถ้าหาก’ ถูกซ่งโหยวแย่งโอสถทิพย์ไป
แต่ถึงกระนั้นนักพรตก็คือมนุษย์
คราวนี้ซ่งโหยวเงยหน้าขึ้นสบตานางทั้งสอง “แม่นางมาที่นี่เพราะต้องการสิ่งใดหรือ”
“…”
หญิงสาวเฝ้าจับสังเกตสีหน้าของเขาตลอด พอเห็นดังนั้นก็ได้แต่แย้มยิ้มอย่างจนใจ แล้วเอ่ยเสียงอ่อนล้า
“ที่จริงหว่านเจียงตั้งใจจะมาขอของสองอย่าง…แต่ดูท่าของอย่างแรกซึ่งเป็นสิ่งที่หว่านเจียงอยากได้ที่สุดคงไม่อาจขอได้ในตอนนี้ เช่นนั้นจึงขออย่างที่สองก่อน”
“แม่นางต้องการสิ่งนี้หรือ”
ซ่งโหยวก้มลงมองโอสถทิพย์ในมือ
“เจ้าต้องการจริงหรือ”
“ใช่แล้ว”
ปีศาจจิ้งจอกตอบด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นและจริงใจ