ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 390 นี่นักพรต เจ้ายังมีวิชาลับที่ยังไม่เคยสอนแม่นางสามสีใช่หรือไม่
- Home
- ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
- บทที่ 390 นี่นักพรต เจ้ายังมีวิชาลับที่ยังไม่เคยสอนแม่นางสามสีใช่หรือไม่
บทที่ 390 นี่นักพรต เจ้ายังมีวิชาลับที่ยังไม่เคยสอนแม่นางสามสีใช่หรือไม่
“ในเมื่อแม่นางเอาชนะจระเข้ชราและจระเข้ยักษ์อีกสามตนได้ อีกทั้งยังมีหางจิ้งจอกบรรพกาลอยู่ในมือ ไฉนถึงไม่ใช้หางนั้นแก้แค้นไปตั้งนานแล้วเล่าที่”
“ประการแรกคือหว่านเจียงได้ใช่พลังถึงขีดสุดแล้ว กว่าจะเอาชนะจระเข้ยักษ์ได้ต้องยอมผลาญอายุขัยไปนับร้อยปี ประการที่สอง หางจิ้งจอกบรรพกาลมีอิทธิฤทธิ์รุนแรง ใช่ว่าจะจิ้งจอกตัวใดจะหยิบมาใช้ได้ตามอำเภอใจ วันที่ข้าจากเย่ว์โจวไปก็ยังไม่สามารถใช้พลังของมันได้ แม้ตอนนี้จะใช้ได้แล้ว แต่ก็ต้องแลกด้วยอายุขัยร้อยปีเช่นกัน และประการที่สาม ก่อนหน้านี้พวกจระเข้ยักษ์ยังปักหลักอยู่ในเย่ว์โจว แม้ข้าจะยืมพลังจากหางจิ้งจอกบรรพกาลมาได้ แต่ก็ต้องคอยระวังต้นหลิวพันปีด้วย”
หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบและหนักแน่นไปด้วยเหตุผล
“และประการสุดท้าย หางจิ้งจอกบรรพกาลมีเพียงเส้นเดียวเท่านั้น ถูกเก็บรักษาต่อกันมาหลายพันปีแล้ว นับเป็นการสืบทอดเผ่าพันธุ์ของเราไว้ หากข้าใช้หางนี้เพื่อแก้แค้นในคราที่วิถีสวรรค์กำลังเปลี่ยนแปลงไป ภายภาคหน้า เผ่าจิ้งจอกก็อาจจะถูกวิมานสวรรค์เพ่งเล็งและเข่นฆ่าได้”
“ดังนั้นแล้วแม่นางจะบำเพ็ญตนเป็นจิ้งจอกเก้าหาง มีพลังอำนาจยิ่งใหญ่ เพื่อจะตัดหางที่เก้าทิ้งไว้ให้ทายาทเผ่าจิ้งจอกหรือ” ซ่งโหยวถาม
“ถูกต้อง”
“วางแผนได้ดี”
ใช้หางจิ้งจอกบรรพกาลสังหารเหล่าจระเข้ยักษ์จนสิ้น ทั้งยังได้ยาอายุวัฒนะมา นับว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวจริงๆ จากนั้นตนก็จะได้ยืดอายุขัยไปอีกนับพันปี บำเพ็ญตบะจนกว่าจะได้หางที่เก้าคืนมา
“อันที่จริงแล้ว ยังมีอีกประการหนึ่งด้วย”
“ยินดีรับฟัง”
“ท่านนักพรตคงเป็นผู้ที่เข้าใจจิตใจปีศาจที่สุดในโลกนี้แล้ว แต่ถึงจะเข้าใจเพียงใด ก็ไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด เฉกเช่นพวกข้า ที่ดูเหมือนจะเข้าใจจิตใจมนุษย์ แต่แท้จริงแล้วหาได้เข้าใจไม่” หญิงสาวเงยหน้ามองซ่งโหยว “อสูรในยุคนี้ช่างโดดเดี่ยวยิ่งนัก เมื่อแปลงร่างได้แล้วก็ไม่ใช่สัตว์ป่าอีกต่อไป แต่ก็ไม่ใช่มนุษย์เช่นกัน จึงไม่อาจเข้าได้กับทั้งสัตว์ป่าหรือมนุษย์ เป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไขจริงๆ”
ซ่งโหยวได้ฟังก็นึกไปถึงแม่นางสามสีทันที
“หลังจากที่พวกข้าแปลงร่างได้ บรรดาจิ้งจอกหรือสัตว์ป่าทั่วไปก็กลายเป็นพวกเดรัจฉานในสายตาพวกข้า ผู้คนก็มีแต่จะหวาดกลัว หรือไม่ก็ดูถูกเหยียดหยาม หรือไม่ก็โลภอยากครอบครองพวกข้า แม้จะไม่เป็นดั่งเช่นที่กล่าว ก็ใช่ว่าจะอยู่ร่วมกับปีศาจอย่างพวกข้าอย่างเท่าเทียมได้ จิตใจมนุษย์เป็นเช่นนี้ คงโทษผู้ใดไม่ได้หรอก” แม่นางหว่านเจียงกล่าว “ดังนั้น พวกข้าจึงจำต้องอยู่ในป่าลึกร่วมกับเผ่าพันธุ์เดียวกัน เป็นชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก แต่อนิจจา สวรรค์กลับประทานอายุขัยที่ยาวนานกว่ามนุษย์ให้ ควรจะทำอย่างไรกับความเดียวดายในชีวิตที่ยาวนานเช่นนี้ดีเล่า”
“ฟังดูคล้ายกับเรื่องของราชครูอยู่บ้าง”
ซ่งโหยวหลุดจากห้วงความคิดถึงแม่นางสามสี แล้วตอบกลับไปเพียงสั้นๆ เขารู้สึกว่าแม้จะไม่ได้เจอกับแม่นางสามสีเพียงชั่วครู่ ก็ยังรู้สึกคิดถึงนางไม่น้อย
“ชีวิตอันแสนเดียวดาย, ยาวนานและน่าเบื่อทำให้ข้าปรารถนาจะบำเพ็ญตนจนกว่าจะได้เป็นจิ้งจอกเก้าหาง ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจยุคบรรพกาล แต่อนิจจา กว่าจะบำเพ็ญจนได้เก้าหางต้องใช้เวลาถึงพันปี แม้ข้าจะมีพรสวรรค์โดดเด่น ก็ยังต้องใช้เวลาแปดร้อยปี แต่เพราะวิถีสวรรค์นั้นผันแปรไป ปีศาจจิ้งจอกจึงไม่ได้มีอายุยืนยาวถึงเพียงนั้น ดังนั้นแล้ว ข้าจึงอยากขอยาอายุวัฒนะจากท่านนักพรต” หญิงสาวกล่าวกับซ่งโหยว
“ข้าขอเพียงครึ่งเม็ดก็พอ”
“เป็นเช่นนั้นเอง”
ซ่งโหยวพยักหน้า สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง “แต่ครั้งนี้แม่นางจะนำสิ่งใดมาแลกเปลี่ยนเล่า”
“ใช้ใจจริง”
“ใจจริง…”
ซ่งโหยวพึมพำ “แม่นางพูดมาเถิดว่าข้าจะต้องทำอย่างไรจึงจะเชื่อใจแม่นางได้อีกครั้ง”
“…”
หญิงสาวหลับตาลงเมื่อได้ยินคำถามนั้น
สิ่งแรกที่นางคิดจะมาขอในครั้งนี้ คือดวงใจอันเปิดกว้างและเป็นกลางของท่านนักพรต แต่ดูเหมือนว่าปมในใจนี้จะแก้ยาก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปิดใจ
แม้นางจะฉลาดเพียงใด ท้ายที่สุดก็ไม่เข้าใจจิตใจมนุษย์
หญิงสาวลืมตาเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นลำคอระหงขาวนวล จากนั้นก็อ้าปากคายลูกแก้วห้าสีออกมา ซึ่งก็คือดวงจันทร์ดวงนั้นที่คอยส่องแสงท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด
หญิงสาวประคองลูกแก้วส่องแสงระยิบระยับไว้ในมือ ส่องให้เห็นใบหน้าอันงดงาม และยังส่องสว่างไปยังนักพรตที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วย
แม่นางจิ้งจอกยื่นลูกแก้วไปข้างหน้า
“นี่คือ ‘แก่นแท้ปีศาจ’ และยังเป็น ‘หัวใจ’ ของข้าด้วย” หญิงสาวมองนักพรตผ่านลูกแก้วที่เปล่งแสง “หากท่านนักพรตไม่ประสงค์จะเชื่อใจข้าอีกแล้ว ข้าก็จะมอบดวงใจนี้ให้แก่ท่าน”
“…”
ท่านนักพรตมองนางผ่านลูกแก้วเช่นกัน แสงศักดิ์สิทธิ์ห้าสีสะท้อนบนใบหน้าของเขา แต่กลับยังสงวนท่าทีสงบนิ่งไว้ได้
“นี่ก็เป็นกลอุบายของแม่นางอีกเช่นกันหรือ”
“…”
หญิงสาวจ้องมองเขาครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเก็บแก่นแท้ปีศาจคืนไป
ใช่แล้ว
ซ่งโหยวไม่มีทางจะแตะต้องแก่นแท้ปีศาจของนางเป็นอันขาด
เกรงว่าแม้จะเป็นปีศาจร้ายที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วนและสมควรตาย หากควักเอาหัวใจและแก่นแท้มามอบให้ เขาก็จะไม่แตะต้องและไม่รับมันไปเลย ต่อให้เขาจะต้องการกำจัดอสูร เขาก็คงจะต่อสู้สังหารด้วยวิธีที่ยุติธรรมตรงไปตรงมา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่นางนำแก่นแท้ปีศาจมาให้เขาเช่นนี้
“บางครั้งการฉลาดเกินไปก็ไม่ดีจริงๆ ไม่ว่าจะทำอะไร คนอื่นก็คิดว่าท่านกำลังใช้สติปัญญา หาใช่หัวใจ” หญิงสาวหัวเราะเบาๆ “แต่ที่ข้าชื่นชมท่านนักพรตนั้น ไม่ใช่การหลอกลวง ข้าเข้าใจว่าท่านนักพรตย่อมไม่ยอมกินยาอายุวัฒนะที่กลั่นขึ้นมาจากวิญญาณคนตายแน่นอน เช่นนั้นท่านนักพรตก็มีอายุขัยเพียงร้อยปีเท่านั้น เพียงสามหมื่นวัน ให้ข้าได้ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์เถิด ต่อให้เป็นการหลอกลวง ตราบใดที่หลอกลวงไปจนกว่าท่านนักพรตจะแก่ตาย อย่างน้อยที่สุด ในสายตาของท่านนักพรตก็ถือเป็นใจจริงแล้วกระมัง”
“แม่นางยังมีเรื่องอื่นจะกล่าวอีกหรือไม่”
“หากไม่มีเรื่องจะกล่าว ท่านก็พร้อมจะไล่แขกแล้วหรือ”
“ในเมื่อแม่นางไม่เคยทำร้ายผู้ใด ไม่เคยช่วยเหลือราชครู อีกทั้งยังช่วยมอบแสงสว่างให้ข้าและช่วยข้าสังหารจระเข้ชราตนนั้น แม่นางก็ควรจากไปได้แล้ว”
“ข้ายังมีเรื่องอยากกล่าว”
“ว่ามาเถิด”
“ไม่กล่าวถึงเรื่องใจจริงก็กล่าวถึงการแลกเปลี่ยน” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง นางสงบลงมากแล้ว แม้จะยังดูอ่อนแอและเหนื่อยล้า แต่ก็ฉายแววของจอมมารที่เคยวางแผนหลอกใช้ราชครูจนตนสามารถแก้แค้นเผ่าจระเข้ได้ นางจ้องมองนักพรตตรงหน้าแล้วกล่าวขึ้น “หัวใจของท่านไม่ได้เป็นของโลกใบนี้”
“ดูจากสิ่งใด”
ซ่งโหยวถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเดิม
“หัวใจของท่านนักพรตนั้นไม่เข้ากันกับโลกนี้และไม่เข้ากับยุคสมัยนี้” หญิงสาวกล่าว “ท่านนักพรตไม่ชอบโลกนี้ แม้จะลงจากเขามาหลายปี ก็ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านมองไม่เห็น”
“แล้วอย่างไร”
“วิมานสวรรค์ก็เหมือนกับราชสำนักของมนุษย์ เน่าเฟะมานานแล้ว ไม่ช้าก็เร็วท่านนักพรตย่อมต้องได้ต่อสู้กับพวกเขา อย่างไรก็ตาม บัดนี้เป็นยุคสมัยแห่งวิถีมนุษย์และวิถีเทพ พลังของเทพเจ้าในวิมานสวรรค์ไม่ได้ด้อยไปกว่าเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ในยุคบรรพกาลเลย แม้แต่ยอดฝีมือยุคบรรพกาลหลายท่านก็เอาตัวรอดเปลี่ยนแปลงของด้วยการหันไปเข้าร่วมกับวิมานสวรรค์ เทพผู้ทรงอำนาจในเงามืดและเทพผู้บัญชาการสงครามผู้ขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังหลายองค์ในตำหนักสวรรค์ ล้วนไม่ง่ายที่จะรับมือ แม้ว่าเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่หลายองค์อาจไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของจักรพรรดิชื่อจิน ดังเช่นเมื่อครั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นครั้งก่อน แต่ท่านนักพรตก็ยังมีความกังวลซ่อนอยู่ ดังนั้นจึงวางแผนไว้ล่วงหน้า ดังเช่นการช่วยให้เยี่ยนเซียนขึ้นเป็นเทพและการปล่อยปีศาจแรดขาวไป”
หญิงสาวมองตรงไปยังซ่งโหยว “หากข้าได้ยาอายุวัฒนะก็จะบำเพ็ญตนเป็นจิ้งจอกเก้าหางได้ เมื่อสามารถบำเพ็ญเป็นเก้าหาง ก็จะสามารถใช้หางจิ้งจอกบรรพกาลได้ จิ้งจอกสวรรค์เก้าหางนั้นมีชื่อเสียงเลื่องลือมาตั้งแต่ครั้นโบราณกาล แม้แต่ในวิมานสวรรค์ก็มีเทพเพียงไม่กี่องค์ที่เทียบได้ ข้าปรารถนาจะช่วยเหลือท่านนักพรตอย่างสุดกำลัง ทุ่มเททุกอย่างโดยไม่เสียดายชีวิต”
“ไม่ได้”
“หากท่านนักพรตยังไม่เชื่อ ก็ขอเพียงแค่ให้คำมั่นสัญญากับข้าเท่านั้น” หญิงสาวกล่าว “ข้าจะให้ท่านนักพรตเก็บยาอายุวัฒนะไว้ เมื่อถึงคราวที่ต้องใช้ ก็เรียกข้ามา ข้าจะยังคงทุ่มเททุกอย่างโดยไม่เสียดายชีวิตดังที่กล่าวไปเมื่อครู่ หนึ่งคือเพื่อเดิมพันกับชีวิตอันเป็นอมตะ สองคือเพื่อต่อสู้กับวิมานสวรรค์ สามคือเพื่อช่วยเหลือท่านนักพรต หากข้าโชคดีรอดชีวิต ท่านนักพรตค่อยมอบยาให้ข้า” หญิงสาวกล่าว “ยังคงขอเพียงครึ่งเม็ดเท่านั้น”
“ไฉนจึงต้องการเพียงครึ่งเม็ด”
“ท่านนักพรตคิดเห็นเป็นอย่างไร”
“ไม่ได้”
ซ่งโหยวก็ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย
“จิตใจมนุษย์ช่างคาดเดายากยิ่งนัก” หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “ใครๆ ก็ว่าจิตใจปีศาจนั้นยากแท้หยั่งถึง แต่ถ้าจะว่ากันตามจริง คงจะเป็นจิตใจมนุษย์เสียมากกว่า”
“…”
“เช่นนั้นก็คงต้องค่อยๆ โน้มน้าวท่านนักพรตไปเรื่อยๆ อาศัยวันเวลาเพื่อแสดงความจริงใจให้ท่านเห็น” หญิงสาวทำราวกับไม่ใส่ใจต่อความเย็นชาของนักพรตก่อนหน้านี้ หรืออาจเพราะปีศาจล้วนเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว นางเพียงแต่กล่าวว่า “เมืองผีถูกทำลาย ข้าเดาว่าท่านนักพรตคงจะอยู่ที่นี่อีกไม่นานหรอก อีกทั้งเมืองผีนี้ช่างเงียบเหงา ข้าขอบรรเลงพิณให้ท่านนักพรตฟังสักบทเพลงก็แล้วกัน”
“…”
ซ่งโหยวครุ่นคิดอยู่ในใจ เขาไม่ได้ตอบอะไรนาง ซ้ำแล้วยังหลับตาใส่ด้วย
ทว่าครู่หนึ่ง กลับมีเสียงฝีเท้าม้าดังมาจากข้างนอก
เสียงฝีเท้าม้าแทรกเข้ามาพร้อมกับเสียงพิณ
นักพรตลืมตาขึ้นทันที
เสียงพิณของหญิงสาวก็หยุดลงด้วย
นกนางแอ่นบินนำเข้ามาเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยม้าจนแดงและเจ้าแมวบนหลัง
ซ่งโหยวจ้องมองพวกเขาอย่างสงบนิ่ง
นกนางแอ่นเกาะลงบนก้อนหินสูงใกล้ๆ พลางมองลงไปที่หญิงสาวและสาวใช้อย่างแปลกใจและระแวดระวัง
ส่วนม้าขนแดงก็มาหยุดอยู่ตรงหน้านักพรต
“!”
แมวสามสีกระโดดลงมาทันที เมื่อเท้าแตะพื้นก็หยุดชะงักตามสัญชาตญาณ นางหันไปมองซ้ายขวา จ้องมองปีศาจจิ้งจอกและหางของนางอยู่หลายครั้ง จากนั้นก็หันกลับมาและวิ่งตรงไปยังท่านนักพรตอย่างรวดเร็ว
ราวกับจงใจทำตัวปกติ ทำทีว่าตนเองไม่ได้รีบร้อน ค่อยๆ เดินเข้าไปหานักพรตแล้วยืดคอสำรวจรอบข้างอย่างกระฉับกระเฉง คอยพิจารณานักพรตของตน:
“นักพรต เจ้าสู้จบแล้วหรือ”
“จบแล้ว”
“ชนะไหม”
“ชนะแล้ว”
“อ้อ…”
เจ้าแมวจึงนั่งลงต่อหน้าเขา นักพรตนั่งขัดสมาธิ ส่วนนางนั่งยองๆ อย่างเรียบร้อย ก่อนจะยกอุ้งเท้าขึ้นมาเลียทำความสะอาด ผ่านไปครู่หนึ่งก็ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงเงยหน้าขึ้นสบตากับนักพรต
“ก่อนหน้านี้แม่นางสามสีเห็นนักพรตตัวใหญ่มากเลยล่ะ! เจ้าทำได้อย่างไร”
“เห็นตอนไหนหรือ”
“ตอนที่พวกเจ้ากำลังต่อสู้กัน ตอนที่ฟ้ามืดแล้วก็สว่างขึ้น!” แมวน้อยเงยหน้าขึ้น จ้องมองเขาตาเขม็ง สีหน้าก็พลันเคร่งขรึมขึ้น “คืออะไรหรือ ทำไมเจ้าถึงตัวใหญ่ขนาดนั้น ใช่วิชาที่เจ้าเคยเล่าให้แม่นางสามสีฟังหรือไม่!”
“ไม่ใช่”
“ไม่ใช่หรือ เมี๊ยว”
แมวน้อยเอียงศีรษะเล็กน้อย มองนักพรตด้วยความสงสัย
“แน่นอนว่าไม่ใช่” นักพรตตอบตามตรง “ร่างจำแลงคือการทำให้ร่างกายตนเองใหญ่ขึ้น แต่ข้าทำได้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น แม้จะมีพลังอันมหาศาลเช่นกัน แต่ก็คงอยู่ได้เพียงไม่กี่อึดใจ”
“ดูเก่งกาจมากเลย!”
“ไว้แม่นางสามสีฝึกฝนวิชาอื่นจนคล่องแล้ว ข้าจะเล่าให้แม่นางสามสีฟังอีกที”
“เล่าให้ฟัง!”
“ถูกต้อง…”
เจ้าแมวน้อยนั่งยองๆ เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเคร่งขรึมหนักแน่น
ส่วนนักพรตนั่งขัดสมาธิ ก้มหน้าลงเล็กน้อย พร้อมส่งยิ้มอย่างอ่อนโยน
บัดนี้จิตใจของเขาถึงได้ผ่อนคลายลงอย่างแท้จริง