ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 391 แม่นางสามสีจะรับผิดชอบเรื่องอาหารการกินของนักพรตเอง
บทที่ 391 แม่นางสามสีจะรับผิดชอบเรื่องอาหารการกินของนักพรตเอง
ภายในเขาเยี่ยซานเวลานี้เวิ้งว้างว่างเปล่า แสงดาวที่นักพรตยืมมาใช้ยังไม่ทันเลือนหาย แม่นางสามสีก็ก่อไฟขึ้นอีกกองบนพื้น นักพรตนั่งขัดสมาธิ ส่วนนางนั่งอยู่ข้างๆ เงยหน้ามองเขาจนไม่แน่ใจว่าเมื่อยคอบ้าง ทว่าสิ่งที่ซ่งโหยวห่วงยิ่งกว่ากลับเป็นนางจะหยุดถามเมื่อไหร่กันแน่
“ที่นี่ทำไมถึงถูกน้ำท่วมล่ะ”
“เป็นเพราะปีศาจจระเข้ยักษ์ตัดลำน้ำอิ่นเจียงเพื่อให้น้ำไหลมารวมกันเป็นทะเลสาบ” ซ่งโหยวตอบอย่างใจเย็น
“ตัดลำน้ำ!”
“แม่นางสามสีตั้งใจฝึกให้ดี ไม่ต้องเรียนคาถาใดๆ หรอก หากใช้ดาบสะบั้นวารีได้คล่องก็สั่งให้แม่น้ำไหลเปลี่ยนทิศทางได้เช่นกัน” ซ่งโหยวกล่าว
“จริงหรือ”
“แม่นางสามสีเก่งกาจถึงเพียงนี้ ย่อมทำได้แน่นอน”
“ต้องใช้เวลานานสักเท่าไหร่”
“…”
“นานเท่าไหร่”
เจ้าแมวจ้องเขาเขม็ง
“บางที…อาจสักสองสามร้อยปี”
“นานจัง!”
“นานเพียงชั่วพริบตาเดียว”
“พวกมันเอาน้ำมาไว้ที่นี่ทำไมกัน” สีหน้าของแม่นางสามสีจริงจังขึ้นเรื่อยๆ “คิดจะทำให้นักพรตจมน้ำตายหรือ”
“พวกมันต้องการสร้างสนามรบที่เหมาะกับตนเอง”
“ฟังดูเก่งเหลือเกิน!”
“เปลี่ยนแปลงภูมิประเทศได้ ถือเป็นวิชาอันเก่งกาจนัก” ซ่งโหยวว่าพลางหยุดไปครู่หนึ่ง “แต่เวลาประลองกันก็ใช่ว่าควรพึ่งแต่คาถาเสมอไป ต้องใช้ไหวพริบด้วย พวกมันรู้ว่าบริเวณนี้มีลำน้ำอิ่นเจียง อีกทั้งลำน้ำนั้นยังเคยไหลผ่านที่นี่มาก่อน ทิ้งร่องรอยเก่าแก่ไว้ จึงทำเช่นนี้ได้ เช่นนั้นแล้ว จะประลองอาคมก็ต้องใช้สมองให้มากด้วย”
“แม่นางสามสีทั้งฉลาดทั้งว่องไว ย่อมเก่งกว่าพวกมันเป็นแน่”
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
เจ้าแมวตอบไปโดยแทบไม่ต้องคิด แต่ยังไม่ทันที่ซ่งโหยวจะได้พักหายใจ นางก็ยิงคำถามใหม่มาอีกแล้ว
“แม่นางสามสีเห็นนักพรตไปต่อสู้กับพวกจระเข้ด้วย ใช่ตัวที่เราเจอในแม่น้ำวันนั้นหรือไม่”
“ตนนั้นหนีไปแล้ว”
“เจ้าฆ่าพวกมันหรือ”
“ไม่ใช่ข้า” ซ่งโหยวเว้นไป “ข้าไม่ได้ฆ่าสักตนเลย”
“จระเข้หรือ ฟังดูแล้ว…”
แม่นางสามสีไม่ได้พูดต่อ แต่แลบลิ้นเลียริมฝีปากหนึ่งรอบ ก่อนจะยกอุ้งเท้าขึ้นมาเลียพร้อมกับอาศัยจังหวะเลียอุ้งเท้าชำเลืองมองนักพรตอย่างระแวดระวัง กลัวว่าเขาจะบ่นว่า ‘ห้ามกินปีศาจนะ แม่นางสามสี ห้ามนะๆๆ’
“กินไม่ได้”
ข้าว่าแล้วเชียว แม่นางสามสีคาดเดาได้อย่างแม่นยำ
แม่นางสามสียังคงเลียอุ้งเท้าต่อไป ขณะเดียวกันก็แอบครุ่นคิดอยู่เงียบๆ
“แต่จระเข้ธรรมดา รสชาติคล้ายเนื้อไก่นะ” ซ่งโหยวเสริม
“หือ”
แม่นางสามสีชะงัก นางหันไปจ้องมองเขา ก่อนจะรีบวางอุ้งเท้าลง นั่งให้เรียบร้อย ขณะเดียวกันก็เอนศีรษะด้วยความฉงน
“เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“ข้าเคยกินมาก่อน”
“เมื่อไหร่หรือ”
“ก่อนที่จะรู้จักแม่นางสามสี”
“อ้อ…”
ทั้งที่เพิ่งแยกจากซ่งโหยวได้ไม่นาน แต่บางทีเพราะต้องเดินทางไกลไปทั้งที่ในใจยังรู้สึกกังวล จึงรู้สึกเหมือนผ่านมานานนัก ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรถึงเอาแต่พูดไม่หยุดเช่นนี้
จนนกนางแอ่นบนโขดหินหลับไปแล้ว
ปีศาจจิ้งจอกกับสาวใช้ที่ปกติพูดไม่หยุดก็เงียบกันทั้งคู่ พวกนางนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกองไฟ ไม่แตะต้องแม้แต่พิณ เพียงมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาอันเฉื่อยชา ฟังคำถามอันไร้เดียงสาของแม่นางสามสีและคำตอบอันอดทนอดกลั้นของนักพรต บางครั้งแววตาเขาก็พร่าเลือนไปชั่วขณะ ราวกับใจลอยไปคิดเรื่องอื่น
ราตรีค่อยๆ คืบคลานเข้ามา
“แม่นางสามสีนอนเถิด” ริมฝีปากของซ่งโหยวแห้งผาก “พักให้เต็มที่สักคืนดีกว่า”
“เจ้าสู้กับปีศาจมาคงเหนื่อยมากเลยสินะ”
“ก็เหนื่อยอยู่บ้าง” ซ่งโหยวพยักหน้า แล้วมองไปยังแม่นางสามสี ดวงตาของนางใสดุจแก้ว สุกสกาวดั่งอำพันสะท้อนแสงไฟ เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้น “แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ วันนี้แม่นางสามสีและเยี่ยนได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ คงเหนื่อยไม่แพ้ข้าหรอก คืนนี้พักให้เต็มที่เถิด พรุ่งนี้ยังต้องฝากให้แม่นางสามสีกับเยี่ยนอันไปเชิญดวงวิญญาณที่กระจัดกระจายอยู่ตามแถบนี้กลับมาให้ข้าอีก”
“…”
แม่นางสามสีจ้องเขา เดิมทีตั้งใจจะบอกว่านางไม่เหนื่อย แต่พอได้ฟังประโยคหลัง ก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที
“ได้เลย!”
ว่าแล้วก็ล้มตัวลงตรงนั้นทันที
ราวกับว่าคิดจะนอนก็นอนได้เลย
ซ่งโหยวผ่อนลมหายใจลง มองนางเพียงปราดเดียวก็หลับตาตามลงไป
อีกฟากหนึ่งปีศาจจิ้งจอกกับสาวใช้ยังคงมองพวกเขาอยู่ สีหน้าเรียบสงบ ไม่รู้ว่าภายในใจคิดอะไรกันแน่
ยามสามยามสี่ มีองค์เทพมาเยี่ยมเยียนถึงในฝัน
โลกในฝันนั้นว่างเปล่า ทว่ากลับเป็นประกายสีทองอร่าม โดยมีองค์เทพร่างทองยืนสนทนากับซ่งโหยวด้วยน้ำเสียงทุ้มหนัก
“เหตุใดนักพรตแห่งอารามฝูหลงถึงสังหารบริวารของข้า”
ซ่งโหยวเพียงมองอีกฝ่ายกลับ ไม่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด
ซ่งโหยวคงเงียบ สายตาก็ยิ่งเย็นชานัก
“เจ้าคิดว่าตนเองเป็นมนุษย์ เป็นคนจากอารามฝูหลง คิดหรือว่าพวกข้าจะไม่กล้ากำจัดเจ้า”
องค์เทพจินหลิงสบตากับเขาพร้อมกับเบิกตากว้างขึ้นเรื่อยๆ ให้อีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงเพลิงโทสะ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยด้วยเสียงเย็นชา “อารามฝูหลงดันมีคนอวดดีเช่นเจ้าคลุ้มคลั่งสังหารเทพ ดูแล้วคงอยู่ได้อีกไม่นานนักหรอก!”
ทันทีที่เอ่ยจบ องค์เทพจินหลิงก็หายไปจากความฝันพร้อมประกายสีทองอร่าม
ทว่านักพรตก็ยังคงไม่โต้ตอบสิ่งใด
องค์เทพจินหลิงมาเข้าฝันซ่งโหยวเพราะต้องการบอกว่า การที่เทพดาราลงมาสร้างความปั่นป่วนในโลกปุถุชนเพราะถูกมนุษย์ล่อลวงนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะซ่งโหยวจะยอมให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นหรือไม่ก็ตาม เทพบนวิมานสวรรค์ที่ยึดถือคุณธรรมส่วนมากก็มักจะไม่ยอมให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น
แต่องค์เทพจินหลิงเป็นแม่ทัพสวรรค์ มีนิสัยดุดัน วิธีการที่ใช้ย่อมแข็งกร้าวเป็นธรรมดา
ทว่าซ่งโหยวไม่สนใจเขาเลย แม้เขาเองก็ทำอะไรซ่งโหยวไม่ได้
เช่นนี้กลับสร้างความน่าอึดอัดให้เขายิ่งกว่าการด่าทอกันซึ่งๆ หน้าเสียอีก
ซ่งโหยวไม่มีความกังวลแม้แต่น้อย เพราะหากจะต้องเผชิญหน้ากับสรวงสวรรค์ เขามีคุณสมบัติสำคัญนอกจากคุณธรรมและอาคม
นั่นคือเขาเป็นมนุษย์
อันที่จริงแล้วบนสวรรค์ยังมีเทพผู้เก่งกาจอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเทพสายฟ้าโจวเหลยกงหรือเทพดาราจินหลิงล้วนเป็นแม่ทัพสวรรค์ผู้เลื่องชื่อในแดนปุถุชน ทรงพลังไม่ต่างจากจอมมารเลย อีกทั้งยังมีเทพระดับสูงอย่างเทพหั่วหยาง ซึ่งเป็นยอดฝีมือที่ขึ้นสวรรค์มาเพราะต้องการหลบเลี่ยงชะตาฟ้าลิขิต ล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่โดยแท้ ตามที่ปีศาจจิ้งจอกเคยกล่าวว่านี่เป็นยุคสมัยของมนุษย์และเทพ ผู้ถือครองพลังล้วนเป็นเทพที่ต้องอาศัยแรงศรัทธา ต่อให้เป็นซ่งโหยวหรือพสุธาศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่มีทางต่อกรกับสวรรค์ด้วยตัวคนเดียวได้
เมื่อหลายปีก่อน นักพรตฝูหยางเคยลุกขึ้นต่อสู้กับสวรรค์ แต่เขาต่อต้านเพียงบางส่วนเท่านั้น คือเหล่าเทพที่มีความเกี่ยวข้องลึกซึ้งกับราชวงศ์ก่อนหน้า ไม่ยอมให้ราชวงศ์นั้นล่มสลาย จึงลงมาสร้างความวุ่นวาย
เทพส่วนมากยังคงยึดถือคุณธรรม รู้ว่าควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร
ตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน
หากสวรรค์ไม่มีเหตุผลอันชอบธรรม แม้องค์จักรพรรดิสวรรค์จะทุบโต๊ะจนแตก แล้วเรียกเทพทั้งหลายมาร่วมกำจัดซ่งโหยว ก็คงมีไม่กี่องค์ที่จะยอมรับคำสั่งนั้น
ส่วนเรื่องต้องประมือกับองค์เทพจินหลิงนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องเกิดขึ้น เมื่อถูกกำหนดให้เป็นศัตรูกัน ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาโต้เถียงให้สิ้นเปลืองคำพูด
ซ่งโหยวนอนหลับยาวจนฟ้าสาง
ลืมตาขึ้นมาก็เจ้าแมวอยู่ตรงหน้า ไม่รู้นางยืนจ้องเขามานานเท่าใดแล้ว
ครั้นเห็นเขาตื่นขึ้น นางจึงกลับไปนั่งเลียอุ้งเท้า
“นักพรตตื่นแล้วหรือ เจ้าหิวไหม เมื่อวานได้กินอะไรหรือไม่ ที่นี่ไม่มีหนูเลย แต่ข้างนอกมีแอ่งน้ำเล็กๆ ตั้งหลายแอ่ง แม่นางสามสีไปจับปลามาให้เจ้าหลายตัวเชียว…”
ซ่งโหยวลุกขึ้นเห็นปลาตัวเล็กๆ หลายตัววางเรียงเป็นระเบียบ หัวท้ายเรียงตรงกัน ระยะห่างก็เท่ากัน ซ้ำแล้วยังไล่เรียงขนาดจากใหญ่ไปเล็ก
แม่นางสามสีมักจะคิดอะไรแปลกๆ อยู่เสมอ นางเชื่อว่าตนเองล่าเหยื่อเก่ง จึงต้องรับผิดชอบอาหารการกินของทุกคน หากใครไม่มีของกิน นั่นแปลว่านางล่าได้ไม่ดีพอ บางทีนางจะโทษตัวเอง แล้วเอาแต่นั่งเงียบอยู่ด้วยความละอายใจ
ซ่งโหยวย่อมรู้ดี
อีกทั้งเขายังรู้ว่าแม่นางสามสีเป็นพวกย้ำคิดย้ำทำ ชอบเรียงขนาดเหยื่ออยู่เสมอ
เขาจึงได้แต่กล่าวขอบคุณพร้อมกับถามว่าเยี่ยนอันกับเจ้าม้าได้กินบ้างหรือยัง จากนั้นจึงนำปลาไปย่าง
“ข้ายังต้องอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก จึงมีหลายเรื่องที่ต้องรบกวนแม่นางสามสี, เยี่ยนอันและเจ้าม้า”
“เรื่องอะไรหรือ”
เจ้าแมวแหงนหน้าขึ้นมองทันที
“คุณชายว่ามาเถิดขอรับ!” นกนางแอ่นบนก้อนหินขานรับ ก่อนจะถามต่อ “ใช่เรื่องเชิญวิญญาณกลับมาที่นี่หรือไม่ขอรับ”
“นั่นคือข้อที่หนึ่ง”
“ข้อที่สองคือ ท่านจะให้พวกข้านำสัมภาระที่ทิ้งไว้กลางทางที่เจิ้งซีกลับมาที่นี่ด้วยใช่หรือไม่ขอรับ”
“ฉลาดมาก” ซ่งโหยวยิ้มชม “นอกจากนี้ราชครูยังเก็บดินห้าทิศสองก้อนไว้แถวที่ว่าการอำเภออิ่นหนาน เป็นดินวิเศษมีพลังวิญญาณเข้มข้น รูปทรงอาจจะไม่เหมือนดินทั่วไป ข้าอยากให้พวกเจ้าลองไปค้นดู หากหาเจอ ก็ช่วยหยิบกลับมาด้วย”
“เยี่ยนอันรับทราบแล้วขอรับ”
“ตอนผ่านอำเภออิ่นหนานก็ช่วยซื้อข้าวสารและเสบียงกลับมาบ้าง เราต้องอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่” ซ่งโหยวเว้นจังหวะ เขาเบนสายตาไปหาเยี่ยนอันและแม่นางสามสี ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “แม่นางสามสีเก่งเรื่องซื้อของ โดยเฉพาะเวลาต่อราคาและคิดเงิน ให้แม่นางสามสีไปซื้อก็ได้ เพียงแต่เมื่อแปลงกายเป็นมนุษย์ นางยังเยาว์วัยนัก เกรงว่าผู้คนอาจมองข้ามหรือหลอกนางได้ ดังนั้นเยี่ยนอัน เจ้าต้องคอยตามแม่นางสามสีไว้ ไม่ต้องพูดอะไร เพียงเดินตามนางก็พอ”
“รับทราบขอรับ…”
นกนางแอ่นดูจะเก้อเขินเล็กน้อย
“ได้เลย!”
แต่แม่นางสามสีกลับตอบรับด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น นางช่างเฉลียวฉลาดดีจริงๆ
“ฝากพวกเจ้าด้วย” ซ่งโหยวกล่าว พลางไล่มองไปยังเยี่ยนอัน, เจ้าม้าและแม่นางสามสี “พวกเจ้าช่วยข้าได้มากเลย”
“ช่วยได้มากเลย!”
แต่แม่นางสามสีกลับจ้องเขาต่อ
“แต่ถ้าแม่นางสามสีไปแล้ว เจ้าจะกินอะไรล่ะ”
“อดสักสองสามวันไม่เป็นไรหรอก”
“…”
“ไปเถิด”
ซ่งโหยวโบกมือ
เจ้าม้าจึงลุกพรวดขึ้นหมายจะก้าวออกไป
นกนางแอ่นโน้มตัวเตรียมโผบินลงมาจากก้อนหิน
ส่วนแม่นางสามสีเหลียวมองเขาอยู่หลายที ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็วิ่งออกไป แต่ผ่านไปสักพัก นางก็กลับมาอีกครั้ง
นางบอกว่านางไปขุดหลุมเล็กๆ ไว้ที่ปากทางนอกถ้ำ แล้วใส่ปลาที่จับลงไปเลี้ยงไว้ก่อน หากเขาหิวก็ให้ไปจับมากิน
ซ่งโหยวได้แต่ตอบตกลงเพื่อให้นางคลายกังวล