ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 398 จันทร์กระจ่างกลางเดือนสารท
ในเมืองผีมีเสียงพิณแว่วมาเนืองๆ ไม่รู้ว่าลอยมาจากทิศทางใด แต่ฟังแล้วช่างรู้สึกผ่อนคลายสบายใจเหลือเกิน
พระภิกษุชะลอฝีเท้าลงพลางมองไปรอบๆ มองดูวิญญาณที่สัญจรไปมาในเมืองผีแห่งนี้
ในไม่ช้าพระภิกษุก็พบว่าวิญญาณส่วนใหญ่ยังเป็นคนหนุ่มสาวหรือผู้ใหญ่วัยกลางคน ดูจากรูปลักษณ์ก็รู้ว่าไม่ได้ตายเพราะสิ้นอายุขัย จึงอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าเวทนาออกมา ราวกับว่าเพียงแค่มอง ก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจพวกเขาแล้ว
ทันใดนั้นก็มีวิญญาณตนหนึ่งจ้องมองมาที่เขาด้วยความตกตะลึง ก่อนจะรีบวางงานในมือลง แล้วทำท่าทีคารวะ
“ท่านปรมาจารย์…”
“อมิตาพุทธ…”
พระภิกษุก็รีบทำความเคารพตอบกลับ
แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายยืนขึ้นตรง กลับเห็นว่าวิญญาณหนุ่มตนนั้นมีน้ำตาไหลเปรอะหน้า พยายามจะปริปากถามอะไรบางอย่าง “ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ท่านมรณภาพแล้วหรือ ท่านมีตบะสูงส่งและมีคุณธรรมความดีมากมายถึงเพียงนี้ ไฉนถึงต้องมาอยู่ที่นี่ด้วย…”
เสียงของวิญญาณตนนั้นฟังดูโศกเศร้าออกมาจากทรวงใน
“อ้อ…”
คราวนี้พระภิกษุจึงเข้าใจ ที่แท้วิญญาณตรงหน้าก็เข้าใจผิดไปเอง
พระภิกษุจึงรีบอธิบายว่าตนมาที่นี่ได้อย่างไร จากนั้นจึงถามชื่อของวิญญาณตนนั้น จึงได้รู้ว่าเขาเป็นวิญญาณที่ตายเพราะโรคระบาดครั้งใหญ่ที่กุยจวิ้น
ครานั้นพระอี้ตู๋ช่วยเขาไว้ไม่ได้
พระภิกษุรู้สึกผิดในใจจึงแวะพูดคุยกับเขาสักหน่อย พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นม้าขนแดงหยุดยืนอยู่ไม่ไกล โดยมีเด็กหญิงนั่งเล่นกับงูอยู่บนหลังม้า พระภิกษุจึงกล่าวลาวิญญาณหนุ่ม และเดินตามแม่นางสามสีไป
ยังคงเดินไปพลางสำรวจไปพลาง
พระภิกษุมีดวงใจที่บริสุทธิ์ราวไข่มุก แววตาก็บริสุทธิ์ผุดผ่อง มองทะลุถึงความทุกข์ทรมานก่อนตายและความไม่ยอมจำนนเมื่อถึงแก่ความตายของเหล่าวิญญาณทั้งหลาย
เขาค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้เสาหินนั้น
พระภิกษุเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยอยู่บนแท่นสูง ครั้นหันไปมองอีกครา ก็เห็นหญิงสาวกำลังดีดพิณอยู่ไม่ไกล ไม่รู้ว่าเป็นมนุษย์หรือปีศาจกันแน่ ยามเดินผ่านหน้านางไป เสียงเพลงพิณก็ยังคงบรรเลงต่อไป ทำให้เมืองผีที่มืดมิดและแห้งแล้งดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก อย่าว่าแต่ผู้ที่อยู่บนแท่นสูงเลย แม้แต่วิญญาณในเมืองผีก็รู้สึกสงบและผ่อนคลายมากขึ้นด้วย
ม้าหยุดอยู่ใต้เสาหิน ไม่เดินขึ้นไปต่อแล้ว
มีเพียงเด็กหญิงน้อยที่ก้าวขึ้นไปตามบันไดหินที่ลอยอยู่ จากนั้นก็หยุดแล้วหันกลับมามองพระภิกษุอีกครา
พระภิกษุจึงรีบเดินตามไปทันที
แม่ทัพผีทั้งสองที่อยู่ด้านหลังดูเหมือนจะเข้าใจแล้วว่า ม้าขนแดงตัวนี้คือตัวเดียวกันกับที่พวกเขาเคยเดินสวนกันในเหยียนโจว ส่วนแม่นางสามสีผู้นี้ ก็คือแมวสามสีที่พวกเขาเคยได้ยินมาว่าคอยติดตามเซียนผู้หนึ่งออกพเนจร และท่านนักพรตแซ่ซ่งที่นั่งอยู่บนแท่นสูงในตอนนี้ ก็คือท่านเซียนที่เสกภูเขามาผนึกจอมมารทุ่งหิมะนั่นเอง
ตอนนั้นพวกเขาเกือบจะต้องตายเพราะน้ำมือท่านเซียนด้วยแล้ว
ใครจะคิดว่าพวกเขาหนีจากเหยียนโจวมาถึงเฟิงโจวเป็นระยะทางหลายพันลี้เพื่อกลับมาพบพานท่านผู้นั้นอีกครั้งกัน
“ท่านทั้งสอง…”
เสียงของพระภิกษุขัดจังหวะความคิดของพวกเขาไว้ พวกเขาจึงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าพระภิกษุกำลังยืนรอพวกเขาอยู่ข้างหน้า “หากไม่เต็มใจจะขึ้นไป ก็รออาตมาอยู่ที่นี่เถิด”
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร”
“ถูกต้อง!”
แม่ทัพผีทั้งสองรวบรวมความกล้าและเดินตามขึ้นไป
บันไดวนรอบเสาหินสูง
นักพรตที่นั่งอยู่บนแท่นหินพลันลืมตาขึ้น สาวใช้ที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังก็เอียงคอมองพวกเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ส่วนแม่นางสามสีก็วิ่งไปหานักพรตพร้อมกับงูพิษในมือ
“นี่นักพรต แม่นางสามสีเอางูมาฝากเจ้าด้วย”
“นอกจากงูแล้วมีอะไรอีกหรือไม่”
“มีจักจั่นอีกตัวหนึ่ง”
เด็กหญิงแบมืออีกข้างออก เผยให้เห็นจักจั่นในกำมือ
“มีอีกหรือไม่”
“ข้าเก็บเห็ดมาฝากด้วยนะ”
นักพรตจึงคอยมองเด็กหญิงตัวน้อยค้นเห็ดออกมาจากอ้อมแขน
แม่นางสามสีประหยัดและหาเงินเก่งจริงๆ ไม่เคยมีใครสอนนาง แต่นางก็รู้ว่าเห็ดจะฝังรากลึกในดิน“ขอบใจแม่นางสามสี”
“ไม่เป็นไร!”
เด็กหญิงตัวน้อยจึงหันกลับไปมองพระภิกษุที่เพิ่งจะโผล่พ้นขอบแท่นสูงมา “แม่นางสามสีพาพระมาหาเจ้าด้วยนะ”
“ขอบใจแม่นางสามสี”
“แล้วจักจั่นกับงูเล่า”
“วันนี้มีแขกผู้มาเยี่ยมเยียน เป็นพระภิกษุผู้เป็นสหายเก่าของพวกเรา ย่อมไม่นิยมการฆ่าสัตว์ เช่นนั้นแล้วก็ขอให้แม่นางสามสีปล่อยพวกมันไปเถิด”
“…”
แม่นางสามสีเผยสีหน้าเสียดาย แต่ก็คิดว่ามีเหตุผล
นางไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดีจึงหยิบเห็ดออกมาเพียงอย่างเดียว แล้วนำจักจั่นกับงูไปปล่อย
ที่แห่งนี้จึงเหลือเพียงนักพรต สาวใช้ พระภิกษุและแม่ทัพผีสองตนเท่านั้น
นักพรตนั่ง ส่วนพระภิกษุยืน ทั้งสองต่างสบตากันเช่นเดียวกับครั้งแรกพบที่กุยจวิ้น
“อมิตาพุทธท่านนักพรตซ่ง ไม่ได้พบกันเสียนาน”
“ข้าเฝ้ารอท่านมานานแล้ว”
“ท่านนักพรตทราบว่าอาตมาจะมาหรือ”
“เฟิงโจวเป็นที่รวมของวิญญาณผู้ถูกปฏิบัติอย่างอยุติธรรมและวิญญาณอาฆาตจากทั่วใต้หล้า ไม่ว่าช้าเร็วท่านก็ต้องมาที่นี่ แผ่นดินไหวและแม่น้ำไหลเปลี่ยนทิศล้วนเป็นภัยพิบัติ ท่านพเนจรไปทั่วใต้หล้า บำเพ็ญจิตขัดเกลาใจ เช่นเดียวกับหมอเทวดาไช่ ที่ใดมีทุกข์ที่นั่นย่อมมีท่านอาจารย์ ดังนั้นข้าเดาว่า หากมีวาสนา เราคงได้พบกันที่นี่” ซ่งโหยวกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ “หากไม่เป็นเช่นนั้น ข้าก็คงไปเยี่ยมเยียนท่านด้วยตนเองแล้ว”
“แล้วภัยพิบัติเมื่อก่อนหน้านี้เกิดจากสาเหตุใดหรือ”
“เชิญนั่งลงก่อนเถิด”
“ดี”
พระภิกษุจึงนั่งลงแล้วหันไปแนะนำวิญญาณทั้งสองตน “วิญญาณสองตนนี้เป็นวิญญาณแม่ทัพที่อาตมาได้พบระหว่างทาง ล้วนเป็นแม่ทัพทางเหนือผู้สิ้นชีพในสนามรบ อาตมาเคยถามพวกเขาถึงเรื่องราวที่ท่านนักพรตเดินทางไปทางเหนือ ทราบมาว่าพวกเขาเกือบจะมีวาสนาได้พบกับท่านนักพรตแล้ว”
“ข้าเฟิงหยวนซือ คนมักเรียกข้าว่าเฟิงต้าเอ่อร์”
“ส่วนข้าชางเจี้ยนอี้”
แม่ทัพผีทั้งสองประสานมือคารวะด้วยท่าทีกระวนกระวายเล็กน้อย จากนั้นกล่าวต่อว่า “พวกข้าเคยหลงผิด ครั้งก่อนที่เมืองหย่วนอันในเหยียนโจว ได้ยินว่าท่านเซียนจะมาเยือน ก็กลัวว่าจะถูกท่านลงโทษ จึงฉวยโอกาสหนีไปในยามค่ำคืน…”
“ได้ยินว่าขุนพลทั้งสองถูกยมทูตนำตัวมาที่เฟิงโจว และเตรียมพร้อมที่จะมอบตัวเพื่อรับโทษทัณฑ์ แต่จากคำพูดและท่าทีของยมทูต พวกเขารู้สึกว่าการลงโทษอาจจะหนักหนาเป็นพิเศษ จึงฉวยโอกาสหลบหนีพันธนาการของยมทูตไปในคืนนั้น จากนั้นก็หลบซ่อนตัวอยู่ในเฟิงโจวมาโดยตลอด” พระอี๋ตู้กล่าวต่อ “ภายหลังได้พบกับอาตมา และได้รับการชี้แนะ จึงเดินทางคุ้มกันอาตมามาจนถึงที่แห่งนี้”
เมื่อพระภิกษุกล่าวจบ แม่ทัพผีทั้งสองมองหน้ากันแล้วคุกเข่าลง เพราะไม่ต้องการให้พระภิกษุต้องลำบากใจ
“พวกข้ายอมรับความผิดและยินดีรับการลงโทษ”
“ท่านทั้งสองล้วนเป็นขุนศึกผู้คอยปกป้องบ้านเมือง จะคุกเข่าลงง่ายดายเช่นนี้ได้อย่างไร รีบลุกขึ้นเถิด แม้จะทำผิดต้องรับโทษ ก็เป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ในเมืองผีแล้ว” ซ่งโหยวโบกมือ “แต่จะว่าไปพวกเราล้วนมีวาสนาคล้ายจะได้พบกันอยู่หลายครั้งเชียว”
“โอ้”
“ในคืนที่ท่านทั้งสองถูกยมทูตพาตัวมาถึงเฟิงโจวและหลบหนีไป หากหนีช้ากว่านี้สักหน่อย ก็อาจได้พบกับข้าแล้ว”
“เรื่องนั้น…”
“หนีไปได้ก็ดีแล้ว หากหนีไม่พ้น ป่านนี้ดวงวิญญาณของพวกท่านคงถึงคราวแตกสลายแล้ว”
แม่ทัพผีทั้งสองยิ่งหวาดกลัวขึ้นไปอีก
ทว่าพระภิกษุเบื้องหน้ากลับเอ่ยถามขึ้น “เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่”
“เกิดแผ่นดินไหว แต่มันเป็นเพราะจระเข้ยักษ์หาใช่เพราะมังกรดินพลิกตัว”
“ข้าขอฟังโดยละเอียด”
“ราชครูคนปัจจุบันมีจิตคิดร้าย ได้ทำการเผาดวงวิญญาณครั้งใหญ่ เพื่อทีตนจะได้บรรลุความปรารถนา ทำให้พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานในเปลวเพลิง ทวยเทพและองค์พระพุทธล้วนสนใจแต่เพียงตำแหน่ง, แรงศรัทธาและแรงอธิษฐานที่จะได้รับจากแดนนรก มิได้ใส่ใจเรื่องนี้นัก ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็เร่งให้เกิดสงครามทางตอนเหนือ ถึงขั้นแอบให้ความช่วยเหลือศัตรู สร้างความอาฆาตแค้นให้มากขึ้น ตนเองจะได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิภูตผี ส่วนจอมมารแห่งเย่ว์โจวก็ช่วยราชครูด้วยการก่อแผ่นดินไหวและตัดขาดแม่น้ำเพื่อต่อสู้กับข้า”
ซ่งโหยวกล่าวสรุปสาเหตุโดยรวมด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง แต่แม่ทัพผีทั้งสองและพระภิกษุต่างก็เบิกตากว้าง “เดิมทีเมืองผีเยี่ยซานที่สร้างโดยราชครูถูกทำลายไปแล้ว ข้าจึงต้องอยู่ที่นี่ต่อเพื่อสร้างเมืองผีขึ้นมาใหม่ แล้วนรกภูมิจะก่อร่างขึ้นจากที่แห่งนี้ ทวยเทพและองค์พระพุทธทั้งปวงต่างก็มีแผนการของตน ข้าจึงต้องอยู่ที่นี่จนกว่าเมืองผีแห่งนี้จะเสร็จสมบูรณ์”
ดวงตาของแม่ทัพผีทั้งสองเบิกกว้างยิ่งขึ้น
ซ่งโหยวจ้องมองพวกเขาอย่างสงบ และไม่ได้พูดอะไรกับพระอี๋ตู้ในทันที เพียงแต่กล่าวว่า “ข้าต้องสร้างเมืองผีที่นี่ ไม่อาจปลีกตัวไปที่อื่นได้และไม่อาจต้อนรับท่านได้ แต่ข้าสามารถขอให้ยมทูตพาท่านเดินชมรอบๆ พร้อมกับแนะนำความเป็นมาและกฎระเบียบของเมืองผีแห่งนี้อย่างละเอียด”
กล่าวจบก็เว้นไปครู่หนึ่ง “ไม่ทราบว่าท่านพอสังเกตเห็นหรือไม่ว่า วิญญาณในที่แห่งนี้ส่วนใหญ่ล้วนไม่ได้ตายดี”
“เพราะเหตุใด”
“แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของวิถีสวรรค์จะทำให้คนตายกลายเป็นวิญญาณง่ายขึ้น แต่เมื่อเทียบกันแล้ว ผู้ที่ตายเพราะความอยุติธรรม ตายอย่างอนาถา และตายอย่างมีเรื่องแค้นเคือง ย่อมกลายเป็นวิญญาณได้ง่ายกว่า เพราะพวกเขามีความอาวรณ์ ไม่อยากจากโลกนี้ไป ข้าไม่อาจช่วยพวกเขาคลายปมในใจหรือชักจูงให้กลับตัวเป็นคนดีได้ แต่ท่านสามารถลองดูด้วยวิธีของท่านได้”
“อมิตาพุทธ…”
พระอี๋ตู้จึงลุกขึ้นกล่าวคำอำลาเขา
ซ่งโหยวไม่ได้กล่าวอะไรมากเพียงหลับตาลงอย่างรวดเร็ว
พระอี๋ตู้มีคุณธรรมสูงส่ง มีบุญบารมีอันไพศาล จึงไม่จำเป็นต้องกำชับอะไรมากนัก ความจริงล้วนปรากฏอยู่ในเมืองผีแห่งนี้ เพียงเดินสำรวจไปรอบๆ ก็ย่อมได้พบกับความจริง
ซ่งโหยวเพียงขอให้ยมทูตนำทางพาเขาไป แล้วให้แม่นางสามสีต้มแกงเห็ดไว้ต้อนรับพระอี๋ตู้
กระทั่งย่างเข้าสู่เทศกาลไหว้พระจันทร์
การสร้างข่ายอาคมขนาดใหญ่คืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความช่วยเหลือจากสาวใช้ของปีศาจจิ้งจอก วิญญาณในเมืองผีไม่อาจรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในแต่ละวันได้ แต่ถ้าคอยมองไปรอบๆ เป็นระยะก็ย่อมตระหนักได้ว่าเมืองผีแห่งนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก ซ้ำแล้วยังใหญ่กว่าเมืองผีเดิมเสียอีก
ภายในเมืองผีมืดสลัว การนั่งสมาธิอยู่บนแท่นสูงทั้งวันเพื่อทำสิ่งเดียวเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง
ทว่าเสียงบรรเลงเพลงพิณอันเพราะพริ้งนั้นกลับไม่เคยทำให้เขาเบื่อเลย
“ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้วหรือนี่…”
ปีศาจจิ้งจอกเพิ่งรู้ตัวว่าตนนั่งดีดพิณมาครึ่งปีก็คราวนี้
“หากมีจันทร์เพ็ญบนฟ้าก็คงดี”
ว่าแล้วนักพรตก็โบกมือขึ้นไปยังเบื้องบน ทันใดนั้นดวงจันทร์กลมโตก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ในความเงียบงัน ราวกับประตูสวรรค์เปิดออก จันทราลวดลายวิจิตรสาดแสงส่องลงมายังเมืองแห่งภูตผี
วิญญาณนับไม่ถ้วนต่างเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพร้อมกัน
หญิงสาวที่กำลังดีดพิณก็หยุดมือลง เงยหน้ามองขึ้นไป นางเองก็ไม่ได้เห็นแสงจันทร์มานานเช่นเดียวกับเหล่าดวงวิญญาณ
ส่วนพระภิกษุก็ก้าวขึ้นบันไดวนมาครึ่งทางแล้ว