ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 399 เมืองผีก่อร่าง องค์เทพกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม
บทที่ 399 เมืองผีก่อร่าง องค์เทพกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม
แผ่นหินลอยอยู่กลางอากาศวนเป็นชั้นบันได
พระภิกษุยืนอยู่กลางเขา แหงนหน้ามองดวงจันทร์อย่างเงียบๆ ผ่านไปนานจึงลดศีรษะลงแล้วเดินขึ้นต่อไป
นักพรตในชุดคลุมเก่าๆ ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่กลางแท่นสูง สาวใช้นั่งอย่างเรียบร้อยอยู่ด้านหลัง และยังมีแมวสามสีตัวหนึ่งกำลังเล่นก้อนผ้าสามสีอยู่บนแท่นสูง ไม่สนใจว่านักพรตหรือพระภิกษุจะทำอะไร เพียงหันมามองเป็นครั้งคราว แล้วกลับไปสนใจเรื่องของตนเองต่อ
นางใช้กรงเล็บข้างหนึ่งตะปบแล้วใช้อีกข้างขวางไว้ ถึงนางจะเป็นแมว แต่นางก็มีธุระของตนเองเช่นกัน
สุดท้ายกรงเล็บซ้ายก็พ่ายแพ้ให้กับกรงเล็บขวา ลก้อนบอลผ้าถูกปัดไปที่ขอบแท่นสูงโดยไม่ตั้งใจ พอขวางไว้ไม่ทัน ก็ตกลงไปเบื้องล่าง
เจ้าแมวรีบวิ่งไปเกาะอยู่ข้างขอบแท่นหิน ยื่นหัวออกไปจ้องมองก้อนผ้าที่ร่วงหล่นลงไป
เสาหินนี้สูงหลายสิบจั้ง
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง จ้องมองก้อนผ้าที่ตกลงไปตาไม่กะพริบ เมื่อเห็นจุดที่ก้อนผ้าตกลงไปแล้วก็รีบวิ่งลงไปเก็บ
ส่วนพระภิกษุก็นั่งลงเบื้องหน้านักพรตอีกครั้ง
“คารวะท่านนักพรต”
“ท่านมีเรื่องอันใดหรือ”
พระภิกษุเพียงกล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมา “อาตมาปรารถนาจะอยู่ที่เมืองผี คอยโปรดดวงวิญญาณทั้งหลาย”
“…”
ซ่งโหยวเพียงเว้นไปครู่หนึ่ง “โปรดอย่างไร”
“ทำให้ผู้มีจิตคิดแค้นใจสงบลง โน้มน้าวคนชั่วให้กลับตัวกลับใจ”
“ท่านจะอยู่ที่นี่นานเพียงใด”
“จนกว่าที่แห่งนี้จะไม่ต้องการอาตมาอีกต่อไป”
“ท่านต้องทราบก่อนว่า หากนรกภูมิถือกำเนิดขึ้นแล้ว ทุกสิ่งจะเข้าสู่วัฏจักรสงสาร” ซ่งโหยวกล่าว “หากวิญญาณที่ท่านโปรดเข้าสู่วัฏจักรสงสารเมื่อไร ทุกสิ่งก็จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”
“ความสงบแม้ดำรงอยู่เพียงชั่วขณะก็ยังถือเป็นความสงบ ความดีงามก็เช่นกัน”
“แล้วเหล่าปุถุชนคนธรรมดาเล่า”
“บนโลกมนุษย์มีพระภิกษุอีกมากมาย แต่ในเมืองผีแห่งนี้มีเพียงอาตมาผู้เดียว”
“แต่หากข้ากล่าวว่า ท่านทำได้เพียงปลอบประโลมวิญญาณ โน้มน้าวให้กลับมาทำคุณความดี แต่ห้ามเผยแผ่พระธรรมคำสอนเล่า”
พระภิกษุได้ยินเช่นนั้นก็หาได้รู้สึกหวั่นไหว สีหน้ายังคงสงบนิ่ง ก่อนจะพนมมือแล้วก้มศีรษะลง
“นั่นคือพระธรรมคำสอนของอาตมา”
“ท่านคิดดีแล้วหรือไม่”
“คิดดีแล้ว”
ซ่งโหยวจึงไม่ถามอะไรต่อ เพียงกล่าวตามความเป็นจริงว่า “ช่วงก่อนหน้านี้ ยมทูตได้พาท่านเดินชมเมืองผีจนทั่วแล้ว ไม่ทราบว่ายมทูตได้เล่าให้ท่านฟังหรือไม่ว่าแผนเดิมของราชครูและวิมานสวรรค์จะมีการสำรองตำแหน่งนนรกให้ฝ่ายพุทธด้วย เพราะว่าแนวคิดเรื่องวัฏจักรสงสารนั้นมาจากทางพุทธ”
“อาตมามิใช่พระโพธิสัตว์ และไม่กล้าที่จะเป็นหรอก”
“ท่านยังจำเรื่องที่ข้าเล่าให้ท่านฟังที่กุยจวิ้นได้หรือไม่ แท้จริงแล้วท่านถูกลิขิตให้บรรลุอรหันต์” ซ่งโหยวกล่าวเบาๆ “ทุกวันนี้คำสอนของท่านถือว่าสูงส่งมากเลยทีเดียว ผลบุญจากการช่วยเหลือคนที่กุยจวิ้นนั้น ไม่ได้ด้อยไปกว่าองค์เทพหรือพระโพธิสัตว์เลย นับประสาอะไรกับผลบุญจากที่อื่นๆ อีกเล่า”
“อาตมาไม่อาจรับตำแหน่งนี้ได้”
“ผิดแล้ว” ซ่งโหยวส่ายหัวไปมา “วันนี้ท่านยินดีที่จะอยู่ที่นี่เพื่อคลายทุกข์โศกให้เหล่าวิญญาณ ระงับความแค้นเคือง และชักชวนผีร้ายให้กลับมาทำดี นับจากนี้ท่านเต็มใจที่จะละทิ้งทิวทัศน์บนโลกปุถุชน และอยู่แต่ในเมืองผีที่ไร้แสงตะวันแสงจันทร์แห่งนี้ ท่านก็คือพระพุทธของเหล่าวิญญาณ ณ ที่แห่งนี้แล้ว”
“นั่นไม่ใช่เป้าหมายของอาตมา”
“ข้ารอท่านอาจารย์มานานแล้ว” ซ่งโหยวกล่าวอย่างจริงใจเช่นเดียวกับที่กล่าวกับองค์เทพเย่ว์หวัง “ไม่ว่าจะเป็นการให้วิมานสวรรค์ตัดสินหรือจะให้พระโพธิสัตว์ตัดสินใจ ข้าก็ไม่วางใจและจะไม่มีทางยอมรับ หากท่านไม่เต็มใจ ท่านก็สามารถเดินชมเมืองผีได้อย่างอิสระ ทว่าตำแหน่งนั้นก็จะว่างไว้เช่นนั้น หากท่านยินยอม ข้าย่อมเป็นผู้จัดการเรื่องวิมานสวรรค์กับฝ่ายพุทธเอง นับจากนี้ไปมีท่านคอยประจำอยู่ในเมืองผี จะมีตำแหน่งอย่างไร ย่อมสุดแล้วแต่ตาชั่งในดวงใจของวิญญาณในนรกและปุถุชนคนธรรมดา”
พระภิกษุพนมมือพร้อมกับหลับตานั่งนิ่งไป
แสงจันทร์สาดส่องลงมา เสียงเพลงพิณก็แว่วมาแต่ไกล
ใบหน้าของพระภิกษุดูชราลงมากเมื่อเทียบกับเมื่อหลายปีก่อน
หลังจากผ่านไปนาน พระภิกษุจึงลืมตาขึ้น
“อมิตาพุทธ…”
พระภิกษุลืมตาขึ้นแล้วถามเขาต่อ “เหล่าทวยเทพจะยอมตกลงกับท่านนักพรตง่ายๆ หรือ”
“นั่นเป็นเรื่องของข้า” ซ่งโหยวตอบ “ท่านและข้าต่างก็มีสิ่งที่ตนเองถนัด เช่นเดียวกับครั้นยังอยู่ที่กุยจวิ้น”
“อมิตาพุทธ…”
พระภิกษุก้มศีรษะลงอีกครั้ง จากนั้นจึงลุกขึ้นช้าๆ แววตานั้นสว่างไสวราวไข่มุก ครั้นยืนขึ้นแล้วก็หันมากล่าวกับนักพรตต่อ “ท่านนักพรตยังจำคำที่อาตมาเคยกล่าวไว้ได้หรือไม่”
“เชิญกล่าวมาเถิด”
“แม้อาตมาจะพยากรณ์โชคชะตาไม่ได้ แต่ดวงตาคู่นี้ของอาตมาสามารถมองทะบุปรุโปร่งถึงหัวใจ เหนือฟ้าใต้หล้าล้วนตกอยู่ในความวุ่นวาย ท่านนักพรตคงไม่อาจใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรีต่อไปได้นานนักหรอก”
“…”
ประโยคนี้ดึงซ่งโหยวกลับไปสู่ค่ำคืนที่พายุหิมะโหมกระหน่ำทันที
ตอนนั้นตอบกลับไปว่าอย่างไร เขาก็ลืมไปหมดแล้ว
บัดนี้พระภิกษุเดินลงไปด้านล่างแล้ว
เมื่อเดินไปได้ครึ่งทาง ก็เงยหน้ามองดวงจันทร์อีกครั้งโดยไม่กล่าวสิ่งใด
อันที่จริงพระภิกษุเพิ่งมาเยือนเมืองผีแห่งนี้แค่เดือนครึ่งเท่านั้น ครั้งก่อนที่ได้เห็นจันทร์กระจ่างถึงเพียงนี้ก็เมื่อสองเดือนก่อน แต่บัดนี้เขากลับเต็มใจที่จะอยู่ที่นี่ เกรงว่ากว่าจะได้เห็นแสงจันทร์อีกครั้งก็คงนานแสนนาน
พระภิกษุก้มหน้าลงแล้วเดินต่อไป
เจ้าแมวจะเล่นก้อนผ้าของตนที่ใดก็ได้แท้ๆ ไฉนเลยต้องมาเล่นบนแท่นสูงหลายสิบจั้งเช่นนี้ด้วย เพราะนางมักจะทำของเล่นตกลงไปเสมอ ทำให้ต้องลำบากปีนขึ้นลงไปเก็บอยู่เรื่อย
ฤดูใบไม้ร่วงผ่านไป ฤดูหนาวมาเยือน
เทพเจ้าแห่งแดนสวรรค์มาเยือนอีกหลายครั้ง โดยมีเซียนชราชิงมู่เป็นคนกลางในการส่งสาร
ซ่งโหยวค่อนข้างชอบที่จะติดต่อกับเซียนผู้นี้ ท่านมิได้ช่วยแดนสวรรค์พูดจาโน้มน้าวใดๆ เพียงทำหน้าที่เป็นคนกลางในการถ่ายทอดคำพูดเท่านั้น
ซ่งโหยวไม่ใช้ราชครู ไม่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับพวกเขา จึงไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
เขาต้องการเชิญิงค์เทพเย่ว์หวังมาเป็นจักรพรรดิแห่งภูตผี
เขาต้องการเชิญเซียนชราเหอมาเป็นเจ้าแห่งตำหนักที่หนึ่ง หรืออดีตท่านอัครมหาเสนาบดีเหอที่ยืนหยัดช่วยเหลืออาณาจักรต้าเยี่ยนที่กำลังล่มสลายและกอบกู้ผู้คนจากภัยพิบัติเมื่อหลายสิบปีก่อน สุดท้ายต้องสิ้นชีพเพราะการกระทำของตนกระทบต่อผลประโยชน์ของชนชั้นสูง เมื่อตายไปจึงได้เป็นเทพเจ้าด้วยแรงศรัทธาของผู้คน กล่าวได้ว่าเขายังมีวาสนากับบรรพจารย์ของซ่งโหยวด้วย เมื่อครั้งที่เขาไปค้นหาเมล็ดพันธุ์ดีจากดินแดนทางตะวันออก เขายังเคยได้รับคำชี้แนะจากนักพรตเทียนซ่วนด้วยเช่นกัน
แม้ซ่งโหยวจะไม่เคยพบนักพรตเทียนซ่วนเลยก็ตาม แต่เมื่อได้ยินว่าเป็นอาจารย์ของอาจารย์ของตน ก็รู้สึกสนิทสนมขึ้นมา
ขุนนางผู้มีคุณธรรม มีความสามารถ มีบุญญาธิการอันไพศาล และถูกราชสำนักทอดทิ้งให้ตายเช่นนี้ สมควรได้เป็นเจ้าแห่งตำหนักที่หนึ่ง
ซ่งโหยวเจรจาและเชิญท่านเหอมารับตำแหน่งโดยตรง วิมานสวรรค์จะยอมรับหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ตราบใดที่พวกเขาไม่กล้าส่งทัพมาโจมตี วิญญาณในยมโลกยอมรับ ปุถุชนบนโลกยอมรับ วิมานสวรรค์ก็ต้องยอมรับเช่นกัน
เทพเจ้าดำรงอยู่ด้วยจิตใจของผู้คน หาใช่รูปเคารพบนแท่นบูชาในวัดวาอารามหรือในบัญชีรายชื่อเทพเจ้า
ฝ่ายพุทธก็มาเยือนเช่นกัน
ทว่าฝ่ายพุทธมีอำนาจน้อยกว่า และการที่ใครจะมาประจำการในยมโลก ก็มิได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเขาเสียทีเดียว ยามนี้ซ่งโหยวก็ได้เผยท่าทีแข็งกร้าวออกไป ทูตแห่งแดนตะวันตกมีโอกาสได้เอ่ยถามเพียงชื่อ เมื่อทราบว่าเป็นใครแล้ว ก็รีบด่วนจากไป
ฤดูหนาวค่อยๆ ผ่านพ้นไป
ต้นฤดูใบไม้ผลิ รัชศกหมิงเต๋อปีที่เก้า
บัดนี้ภูเขาเยี่ยซานไม่ได้รกร้างว่างเปล่าอีกต่อไป แต่กลับมีสีเขียวขจีเพิ่มขึ้นมากมาย เด็กหญิงตัวน้อย นั่งขัดสมาธิอยู่บนเขา ตั้งใจบำเพ็ญตน ยิ่งเข้าใกล้คำว่าบรรลุเข้าไปทุกวัน
แต่นกนางแอ่นกลับรู้สึกกังวลเล็กน้อย
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจ ขนเมล็ดพันธุ์หญ้ามาโปรยทั่วบริเวณรอบภูเขาเยี่ยซานรัศมีหลายสิบลี้ จนถึงตอนนี้ปราณหยินและปราณภูตผีในที่แห่งนี้ก็สลายไปเกือบหมดแล้ว แต่หญ้าเหล่านี้ยังคงได้รับผลกระทบ ดูไม่เขียวชอุ่มเท่าหญ้าที่อื่น
ทว่าเมื่อครั้งที่เซียนชราชิงมู่มาเยือนที่นี่เป็นครั้งสุดท้าย กลับกล่าวว่าที่แห่งนี้มีเพียงหญ้า ไม่มีต้นไม้ จึงดูไม่กลมกลืน ท่านจึงโบกมือเนรมิตต้นไม้นานาพันธุ์สีเขียวขจีขึ้น
นกนางแอ่นก็มักจะไปทำความเข้าใจถึงกลไกลึกลับที่ซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ
ทันใดนั้นแสงศักดิ์สิทธิ์ก็สาดส่องมาจากด้านหลัง
“…”
นกนางแอ่นรู้สึกตัวได้ไวจึงหันกลับไปทันที
ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยก็รู้สึกประหลาดใจ นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แต่ไม่เห็นสิ่งใด จากนั้นมองไปทางด้านหลัง ภาพภูเขาเยี่ยซานกลับหัวก็ปรากฏในสายตาของนาง
ทว่าเมื่อภูตน้อยทั้งสองหันกลับไปมอง ภูเขาเยี่ยซานก็ยังคงเป็นเช่นนั้น ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
นกนางแอ่นบินนำไปก่อน เด็กหญิงตัวน้อยเพียงเกาศีรษะ แล้วลุกขึ้นเดินตามไป
ทันทีที่เข้าไปในภูเขาเยี่ยซาน ก็พบว่าโลกภายในภูเขาพลันกว้างขวางขึ้นมาก ภายในที่ว่ากว้างใหญ่กว่าที่มองเห็นจากภายนอกหลายเท่า กลับใหญ่ขึ้นไปอีก ยืนอยู่ตรงทางเข้ากลับมองไม่เห็นขอบเขตอะไรเลย เมืองผีซึ่งเคยตั้งอยู่ตรงปากทางเข้ากลับยิ่งไกลออกไป
คงจะขยายพื้นที่ไปหลายสิบลี้
“น่าเหลือเชื่อจริงๆ…”
นกนางแอ่นพึมพำด้วยเสียงเบา
เมื่อแมววิ่งตามมา เขาก็บินนำเจ้าแมวเข้าไป
เมื่อมาถึงบริเวณใกล้กับเสาหินกลางเมืองผี ก็เห็นนักพรตลุกขึ้นยืนแล้ว กำลังก้าวลงจากบันไดหินที่ลอยอยู่ทีละขั้น บัดนี้เดินลงมาได้ครึ่งทางแล้ว
บัดนี้หางจิ้งจอกก็กลับไปยืนอยู่ด้านหลังผู้เป็นนายแล้ว
นักพรตเดินลงมาจากแท่นหินสูง เผชิญหน้ากับสายตาของดวงวิญญาณจำนวนมาก มุ่งหน้าไปยังสตรีสองนางที่ยืนอยู่ข้างพิณ แล้วเป็นฝ่ายคารวะก่อน
“ขอบคุณแม่นางทั้งสองที่ช่วยเหลือ”
สาวใช้นั่งนิ่ง ไม่พูดอะไร หญิงสาววางข้อศอกเท้าคางกับแท่นวางพิณ พร้อมกับจ้องมองมาที่เขาอย่างเกียจคร้าน “เรื่องเล็กน้อย…”
“ข้ามีคำถามที่อยากจะถามแม่นางมานานแล้ว”
“ว่ามาเถิด”
“แม่นางทราบได้อย่างไรว่าราชครูกำลังหลอมโอสถทิพย์”
“หากข้าบอกไป ท่านนักพรตจะเชื่อหรือไม่”
“หากแม่นางกล่าวมา ข้าก็จะเชื่อ”
“เป็นเรื่องเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว” หญิงสาวเงยหน้ามองเขา “อันที่จริงวิธีการนี้มีมาตั้งแต่โบราณ มีชื่อว่าวิชายืดอายุด้วยธาตุหยินหยาง แต่วิธีการนั้นโหดร้ายเกินไป ประกอบกับมีข้อบกพร่อง และผลลัพธ์ที่ได้ก็ใช่ว่าจะดีนัก สามารถยืดอายุได้ไม่เกินหนึ่งร้อยปี มีเพียงผู้บำเพ็ญตนในวิถีมารเท่านั้นที่กล้าใช้ ทว่าเมื่อหลายปีก่อน หว่านเจียงได้เดินทางไปทั่วใต้หล้า บังเอิญพบกับคนเก็บสมุนไพรเข้า สมุนไพรนั้นคล้ายกับวัตถุดิบที่ใช้ในการหลอมโอสถหยินหยางถึงเจ็ดแปดส่วน ความอยากรู้อยากเห็นของจิ้งจอกนั้นไม่ต่างจากแมว ข้าจึงติดตามไปตรวจสอบ และได้ทราบว่ามีมนุษย์กำลังปรับปรุงวิชายืดอายุธาตุหยินหยางมานับไม่ถ้วนครั้งแล้ว สมกับเป็นอัจฉริยะจริง แน่นอน คนผู้นั้นย่อมไม่ใช่ราชครู หากแต่เป็นบิดาของราชครู”
“แม่นางมีความอดทนสูงยิ่งนัก”
“เสียเวลาเปล่า” หญิงสาวหยุดครู่หนึ่ง “บัดนี้เมืองผีได้กลายเป็นโลกใบหม่แล้ว ไม่มีเทพเจ้า, ภูตผีปีศาจหรือมนุษย์คนใดสามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ องค์เทพเย่ว์หวังก็มาถึงแล้ว เจ้าแห่งตำหนักที่หนึ่งก็เข้ารับตำแหน่งแล้ว ตัวแทนจากแดนตะวันตกก็เข้าประจำการแล้ว ไม่ทราบว่าท่านนักพรตมีแผนการอันใดต่อไป”
“ข้าลงจากเขาเพื่อออกพเนจรท่องใต้หล้า ย่อมต้องไปจากที่นี่เพื่อเดินตามวิถีของตนเองต่อ”
“จะจากไปเมื่อใด”
“ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า” ซ่งโหยวคารวะนางอีกครั้ง “ขอบคุณแม่นางทั้งสองสำหรับความช่วยเหลือ และขอบคุณที่คอยบรรเลงพิณให้ข้าฟังตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา คลายความเบื่อหน่ายให้ข้าได้มาก และนำความสงบมาสู่วิญญาณในเมืองผี”
“ข้าดีดให้ท่านนักพรตเท่านั้น”
“…”
“ท่านนักพรตไม่เชื่อหรือ”
“เข้าเรื่องเถิด”
“ท่านนักพรตช่างไร้ความรู้สึกนัก”
“…”
“ดี เข้าเรื่องก็ได้” สีหน้าของหญิงสาวก็เคร่งขรึมขึ้น นางนั่งตัวตรงแล้วเงยหน้าสบตาเขา “คำถามที่หว่านเจียงเคยถามก่อนหน้านี้ ท่านนักพรตพิจารณาว่าอย่างไรบ้าง”
“ข้าพิจารณามานานแล้ว”
ซ่งโหยวไม่มีความรู้สึกใดๆ ในใจ สบตานางกลับไป “การแลกเปลี่ยนระหว่างเราควรเป็นไปตามความเหมาะสม”
“แลกเปลี่ยนอะไร”
“แม้ว่าเมืองผีจะสร้างเสร็จแล้วและมั่นคงมาก แต่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน และเพื่อรับประกันการดำเนินงานตามปกติของโลกภายในแห่งนี้ จำเป็นต้องมีผู้มีพลังอำนาจสูงส่งประทับอยู่” ซ่งโหยวกล่าวกับนาง “หากแม่นางยินดีที่จะประจำอยู่ในเมืองผีแห่งนี้ จนกว่านรกจะก่อร่าง ก็ถือเป็นการสร้างกุศลให้วิญญาณเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วข้าก็จะมอบโอสถทิพย์ให้แม่นาง ช่วยให้แม่นางได้ฝึกตนจนบรรลุเป็นจิ้งจอกเก้าหาง”
“…”
หญิงสาวเพียงสบตาเขาด้วยสีหน้าอันตึงเครียด