ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 401 จะเชื่อคำของจิ้งจอกได้อย่างไร
ซ่งโหยวยืนอยู่บนยอดเขาเยี่ยซาน แหงนหน้ามองออกไปไกล
แตกต่างจากเขาเยี่ยซานในครั้งก่อนที่ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกทึบจากปราณหยินและปราณภูตผี เวลานี้ผืนฟ้าแห่งนี้เต็มไปด้วยแสงอรุณที่สดใสของฤดูใบไม้ผลิ แสงแดดสว่างไสวแต่ไม่ร้อนระอุ เมื่อตกกระทบผิวกายก็ให้ความรู้สึกสดชื่นสบายอย่างเต็มที่
เมื่อมองไปรอบๆ ทิวทัศน์ก็แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ภูเขาที่เคยรกร้างได้ถูกทำลายไปนานแล้ว ความน่าอัศจรรย์และแปลกตากลับช่วยแต่งเติมซากปรักหักพังนั้น บนพื้นดินมีเสาหินตั้งตระหง่าน ดุจดาบยักษ์ตามตำนานโบราณ ไหนจะยังมีก้อนหินขนาดมหึมาที่มีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ ผ่านไปเพียงหนึ่งปีก็มีตะไคร่น้ำขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด ทั้งยังมีภูเขาที่ถูกเจาะให้เป็นช่องโหว่ครึ่งวงกลม ช่องโหว่นั้นกลมสมบูรณ์แบบ จนไม่เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแม้แต่น้อย
พื้นดินแยกออกเป็นเหวลึก กักเก็บกระแสน้ำสีเขียวดุจมรกต นอกจากนี้ยังมีแอ่งน้ำเล็กใหญ่เต็มพื้นไปหมด แอ่งที่เล็กก็กว้างเพียงไม่กี่จั้ง หรืออาจจะเล็กกว่านั้น แอ่งที่ใหญ่ก็กว้างเป็นสิบหรือหลายสิบจั้ง ซึ่งล้วนเป็นแอ่งที่เกิดจากการจอมมารทั้งสิ้น บัดนี้ถูกเติมเต็มไปด้วยน้ำทั้งหมด บางแห่งเป็นสีเขียวมรกต บางแห่งก็เป็นสีฟ้าครามดุจท้องฟ้า มีสีเข้มสีอ่อนแตกต่างกันไป ราวกับอัญมณีที่ประดับอยู่เต็มพื้นพสุธา
ราวกับเป็นสนามรบของเทพเจ้าในยุคบรรพกาล
ซ่งโหยวเห็นไปถึงทะเลสาบรูปทรงคล้ายมนุษย์ยาวนับร้อยจั้งอยู่ด้านหลังเขาเยี่ยซาน กว่าจะเดินครบรอบหนึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อย ทะเลสาบแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยน้ำที่สะท้อนนภาสีครามและเมฆาขาว
ไกลออกไปมีแม่น้ำสายหนึ่งโอบล้อมเขาเยี่ยซานทั้งลูก มีเพียงสะพานหินเดียวที่ทอดข้ามแม่น้ำนั้น
สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือความเขียวขจี ต้นไม้บนเขากำลังออกดอกออกผล จะมีกลิ่นอายความรกร้างว่างเปล่าที่ไม่มีแม้แต่หญ้าขึ้นอยู่ได้อย่างไร
“ต้นไม้เหล่านี้ เจ้าก็เป็นคนปลูกหรือ” ซ่งโหยวถามนกนางแอ่นที่อยู่ข้างกาย
“เรียนคุณชาย ต้นไม้ที่เยี่ยนอันปลูกเพิ่งจะเริ่มงอกเท่านั้น วัชพืชเหล่านี้เป็นเมล็ดหญ้าที่ข้าคาบมาปลูกเอง ส่วนต้นไม้ที่เติบโตขึ้นมานั้นเป็นสิ่งที่เซียนชราชิงมู่ปลูกไว้ขอรับ” นกนางแอ่นตอบตามตรง “มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เซียนชราชิงมู่มาที่นี่เพื่อส่งสาร ก่อนจากไป ท่านกล่าวว่าที่นี่มีเพียงหญ้าเขียว แต่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ ช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก ดังนั้นท่านจึงโบกมือร่ายอาคมไว้ ผ่านไปไม่กี่วัน ที่นี่ก็เต็มไปด้วยต้นไม้แล้วขอรับ”
“เซียนชราชิงมู่มีอิทธิฤทธิ์ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก”
“หลังจากนั้นเยี่ยนอันก็มักจะมาทำความเข้าใจเคล็ดวิชาอันล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ในต้นไม้ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่าน่าพึงพอใจนัก”
“เจ้าก็ฉลาดเฉลียวนัก”
“น่าเสียดายที่ความสามารถของเยี่ยนอันยังไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถขับปราณหยินและปราณภูตผีออกไปได้อย่างสมบูรณ์ขอรับ” นกนางแอ่นกล่าว “ที่อื่นต่างก็มีดอกไม้บานเต็มเขาแล้ว แต่หญ้าเหล่านี้กลับเติบโตได้ช้ามาก”
“ขาดเพียงสายลมวสันต์เท่านั้น”
ซ่งโหยวกล่าวจบก็เป่าลมหายใจหนึ่งครั้ง แปรเป็นสายลมยามวสันต์พัดผ่านผืนดิน
แนวเขาหลายสิบลี้พลันเขียวขจีของขึ้นอีกหลายส่วนในทันใด
“ไปกันเถิด”
นักพรตสาวเท้าออกไป ก่อนจะละสายตาแล้วมุ่งหน้าลงจากเขาไป
สถานที่แห่งนี้เป็นทิวทัศน์ที่แปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง แต่ไม่รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปนับพันปี ผู้คนในยุคหลังเมื่อมาถึงที่แห่งนี้ จะเห็นทิวทัศน์เช่นไรกันแน่ หากสิ่งที่เห็นโดยรวมไม่แตกต่างจากที่ซ่งโหยวมองเห็นอยู่ในตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าผู้คนในยุคนั้นเมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าทิวทัศน์นี้จะจินตนาการและหาคำตอบอย่างไร
นักพรตพร้อมด้วยม้าขนแดงค่อยๆ เดินลงตามทางลาดของเขา แทบจะเดินไปพร้อมกับเมฆาขาวหลังภูเขา แมวสามสีถูกหญ้าบดบังร่าง ส่วนนกนางแอ่นบินอยู่ด้านหน้าเมฆขาว
ดอกไม้ป่าดอกแล้วดอกเล่าต่างเบ่งบาน
แมวน้อยที่เดินผ่านดงหญ้าอดไม่ได้ที่จะถูกดึงดูด นกนางแอ่นที่อยู่บนท้องฟ้าก็มองดูพื้นหญ้าที่ค่อยๆ กลายเป็นทะเลดอกไม้
ในทะเลดอกไม้นั้นมีวัดสองแห่ง ตั้งอยู่คนละมุมของภูเขา
แห่งหนึ่งคือศาลองค์เทพเย่ว์หวัง ภายในมีเพียงเทพเจ้าประทับอยู่เพียงองค์เดียว
มีบทกลอนคู่ติดอยู่ที่ประตูว่า
‘เจ้าแสวงหาชื่อเสียงลาภยศ เขาเสี่ยงทายความดีชั่ว น่าเสียดายที่ข้าไร้ซึ่งหัวใจและกายเนื้อ จะออกความคิดเห็นอันใดได้’
ในโถงมีกลิ่นควันธูป, มีระฆัง และภาชนะตั้งเรียง ช่างน่าขันที่ผู้คนต้องสิ้นเปลืองเงินทองมากมายโดยเปล่าประโยชน์
อีกแห่งหนึ่งเป็นวัดเล็กๆ ไม่มีชื่อหรือป้ายใดๆ ภายในมีเพียงรูปปั้นไม้แกะสลักอย่างหยาบๆ ไม่มีแม้แต่ตาหูจมูกปาก
ที่ประตูวัดก็มีบทกลอนคู่เขียนไว้ว่า
‘นรกอยู่ตรงหน้า อย่าได้รอจนกระทั่งก่อกรรมแล้วจึงสำนึกผิด
แม้กระจกกรรมจะแขวนอยู่บนแท่น แต่หากผ่านพ้นไปได้ ก็พร้อมจะเมตตา’
เขาเยี่ยซานนั้นใหญ่โต ดอกไม้บานเต็มพื้นที่ เมื่อมองจากระยะไกล วัดอารามทั้งสองแห่งดูเล็กจิ๋วเป็นอย่างยิ่ง เป็นเพียงจุดเล็กๆ ท่ามกลางทะเลดอกไม้ แต่ก็อยู่ระดับเดียวกับเมฆขาวด้านหลังภูเขา
นักพรตนำแมวสามสีและม้าขนแดงเดินไปไกลขึ้นเรื่อยๆ เดินผ่านแอ่งน้ำดุจอัญมณีบนพื้นดิน เดินผ่านดงดอกไม้ป่า ดูผิวน้ำในทะเลสาบที่เกิดเป็นระลอกคลื่น ดูแมลงบินไปมาในพุ่มดอกไม้ ดูความเคลื่อนไหวของสัตว์เล็กๆ ที่นานๆ ครั้งจะปรากฏขึ้นบนผืนดินที่เคยรกร้าง ก็เกิดความรู้สึกพึงพอใจที่ยากจะบรรยาย
แมวสามสีวิ่งไปข้างหน้าบ้าง ตามหลังบ้าง มีเรื่องของตัวเองให้ต้องจัดการ บางครั้งก็กลับมาอยู่ข้างนักพรต พูดคุยกับเขา
“นี่คือทะเลสาบที่แม่นางสามสีเคยบอกเจ้าว่ามีปลาเยอะ แต่ก็มีแค่ปลาตัวเล็กๆ ใช้เบ็ดธรรมดาตกก็ได้ ส่วนทะเลสาบตรงนั้นมีปลาใหญ่เยอะ แต่จะจับยากหน่อย”
“เป็นเช่นนั้นเอง”
“ในสระน้ำนี้มีปลาไหลเยอะมาก ปลาไหลตากแห้งที่แม่นางสามสีทำก็จับมาจากที่นี่ ตอนนี้ก็ยังกินไม่หมดเลย”
“แม่นางสามสีหัดตกปลาแล้วหรือนี่”
“ก็พูดถึงปลาไหลอยู่ไม่ใช่หรือ…”
“ข้าคงฉลาดสู้แม่นางสามสีไม่ได้”
“ก็จริงนะ…”
แมวพูดจบก็วิ่งพรวดออกไปในพงหญ้า แต่คราวนี้ไม่ได้เป็นเพราะเจอสัตว์ตัวเล็กๆ แต่เป็นเพราะนางข้ามสะพานหินไปแล้ว ค่อยๆ ออกห่างจากเขาเยี่ยซาน นางจึงชี้ไปในทิศทางต่างๆ เล่าให้เขาฟังว่าตรงไหนคือที่ที่นางเคยเก็บเห็ดในฤดูร้อน ตรงไหนเคยจับกระต่าย ตรงไหนเคยหักกิ่งไม้มาทำไม้เท้าหรือคันเบ็ด…
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา นางทำงานหนักจริงๆ
ไม่เพียงแต่จับปลาเองเท่านั้น ยังต้องย่างปลาให้เขากินด้วย ไม่กล้าใช้เงินซื้อน้ำตาล ก็จะไปขอน้ำผึ้งจากรังผึ้ง เมื่อเห็นว่าเนื้อตากแห้งมีราคาแพง ก็จับกระต่ายจับหมูป่ามาทำเอง เมื่อนึกได้ว่านักพรตมักจะกินของอื่นๆ นอกจากเนื้อสัตว์ ก็ไปเก็บผลไม้ป่า ขุดหาผักป่า หาดอกเห็ดมาต้มโจ๊กให้เขากิน เพราะเกรงว่าเขาจะหิว
ซ่งโหยวหันหลังกลับไปมอง ก็เห็นว่าเขาเยี่ยซานอยู่ไกลออกไปแล้ว
เมื่อละสายตากลับมา แมวน้อยก็คืนร่างเป็นมนุษย์อีกครั้งแล้วหักกิ่งไม้มาตีหญ้าเล่น คราวนี้นางดูเหมือนจะสูงขึ้นบ้างแล้ว อย่างน้อยในปีนี้ก็สูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ มาก
คงเป็นผลมาจากความกังวลใจกระมัง
ณ โรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวในจือจวิ้น
เป็นโรงเตี๊ยมเดียวกับที่ซ่งโหยวเคยพักอาศัยร่วมกับปีศาจจิ้งจอกมาก่อน ข้างๆ มีภูเขาเล็กๆ ที่ปีศาจจิ้งจอกกับสาวใช้เคยรอเขาอยู่ในศาลา
ที่น่าสนใจคือเถ้าแก่สามารถจำเขาได้ในทันที
“คุณชาย ท่านมาอีกแล้วหรือ!”
“เถ้าแก่ยังจำข้าได้”
“จำได้สิ จำได้แน่นอน นักพรตผู้ไม่ธรรมดาเช่นท่าน แถมยังมาจากต่างถิ่นด้วย นับว่าหาได้ยากยิ่ง” เถ้าแก่ยิ้มร่าเริง และมองไปยังด้านหลังของเขา “อ้าว ว่าแต่ คราวก่อนคุณชายไม่ได้มาพร้อมกับเซียนอีกสองท่านหรือ”
“คราวนี้ข้ามาคนเดียว”
ซ่งโหยวยิ้มให้เขา ดูเหมือนว่าเจ้าของร้านไม่ได้ประทับใจในตัวเขา แต่ประทับใจในตัวปีศาจจิ้งจอกและสาวใช้ที่มีรูปโฉมงดงามหาใดเทียบมากกว่า
“ขอห้องพักหนึ่งห้องและหญ้าสำหรับม้า”
“ได้เลย!”
“ที่โรงเตี๊ยมมีเหล้าขายหรือไม่”
“ที่นี่ไม่ขายเหล้า แต่หากคุณชายต้องการดื่ม ข้าก็ไปซื้อมาให้ท่านได้ ไม่ว่าจะมากน้อยเพียงใด ขอแค่ค่าวิ่งเพียงหนึ่งหรือสองอีแปะก็พอ”
“ไม่ดื่มหรอก เพียงอยากซื้อเหล้าพกติดตัวไป หากระหว่างเดินทางได้พบสหายเก่า จะได้เชิญเขามาดื่มสักจอก”
“เช่นนั้นข้าจะบอกทางให้ท่านแล้วกัน”
เถ้าแก่เดินออกไปแล้วชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง “คุณชายเดินตรงไปตามถนนสายนี้ เลี้ยวเข้าตรอกด้านขวามือจะเจอร้านขายเหล้า เดินเข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นหอมแล้ว”
“ขอบคุณท่านมาก”
ซ่งโหยวกล่าวขอบคุณเขา แล้วจึงหิ้วสัมภาระขึ้นไปบนชั้นบน
ห้องพักเรียบง่าย ต่างจากเรือนเล็กในฉางจิงอย่างมาก แต่ก็ถือว่าเป็นห้องที่ดูดีไม่น้อย
ซ่งโหยววางสัมภาระลง เป่าลมหายใจใส่โต๊ะและเก้าอี้เพื่อไล่ฝุ่นที่เกาะอยู่ จากนั้นก็หยิบตำรา ‘อวี๋ตี้จี้เซิ่ง’ ออกมาจากถุงผ้า
ไม่ทันไรหนังสือที่ซื้อมาจากเมืองอี้ตูเล่มนี้ก็เริ่มเหลืองแล้ว แม้จะดูแลเป็นอย่างดี แต่กระดาษนั้นช่างเปราะบางเหลือเกิน บัดนี้ถึงได้มีรอยขาดที่มุม
ซ่งโหยวค่อยๆ เปิดตำราออกอย่างระมัดระวัง
แมวน้อยก็กระโดดขึ้นไปบนโต๊ะทันที ยื่นศีรษะออกมาจ้องมองหนังสือไปพร้อมกับเขา
แม่น้ำอิ่นเจียงไหลผ่านจือจวิ้น หากล่องเรือตามแม่น้ำไปก็จะเข้าสู่ดินแดนเหยาโจว ซึ่งเป็นเส้นทางที่เขาเคยเดินทางไปกลับมาแล้ว ซ่งโหยวสามารถเลือกอีกเส้นทางหนึ่งแทนเส้นทางที่จะต้องผ่านอำเภอเจิ้งซี หากเหมาะสมก็อาจจะแวะไปเยี่ยมเยียนองค์หญิงฉางผิงด้วย แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้มีความสนิทสนมกันสักเท่าไร แต่ตลอดหนึ่งปีที่ไม่ได้พบกัน กลับรู้สึกราวกับว่าเป็นสหายเก่า
ไม่รู้ว่านางจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
เหยาโจวอยู่ติดกับล่างโจว มีจุดเชื่อมต่อคือเขาจุนเจ่อซานซึ่งเป็นทางขึ้นสู่สวรรค์ของเหล่าเซียน คล้ายกับเขาเทียนจู้ซาน เทพเจ้าที่เพิ่งสำเร็จเป็นเทพก็ต้องผ่านภูเขาเหล่านี้ขึ้นไปรายงานตัวบนสวรรค์
ว่ากันว่าในทะเลนอกแคว้นล่างโจว มีดินห้าทิศอยู่ก้อนหนึ่ง
ซ่งโหยวหันไปมองแมวสามสีที่กำลังคันเพราะขนทิ่มจมูก เมื่อเห็นนางตั้งใจมองก็ลากนิ้วไปตามแผนที่พร้อมขอคำปรึกษาจากนาง
“เราจะเดินทางไปทางนี้กัน แม่นางสามสีคิดเห็นอย่างไรบ้าง”
“ได้เลย!”
แม่นางสามสีตอบเสียงจริงจัง สีหน้าก็พลันเคร่งขรึมลง
“ไว้ไปถึงที่นั่นข้าจะพาแม่นางสามสีไปจับปลาในทะเล ว่ากันว่าบนชายหาดก็จับปลาได้เช่นกัน”
“เช่นนั้นคนที่อาศัยอยู่ริมทะเลก็กินปลาทุกวันเลยหรือ”
“ก็คงเป็นเช่นนั้นกระมัง”
“ดีจังเลย!”
“ฮ่า…”
ถัดจากล่างโจวไปก็จะเป็นหยางโจว
หยางโจวเป็นแคว้นที่รุ่งเรืองที่สุดในใต้หล้า
ซ่งโหยวก็ยังคงใช้นิ้ววาดเส้นพร้อมกับปรึกษานางไปด้วย แมวสามสีตั้งใจฟังเป็นพิเศษ
ทว่าผ่านไปสักพัก นางก็เอียงศีรษะพร้อมกับใช้หน้าผากถูใบหูของซ่งโหยวเล่น “นักพรต แม่นางสามสีรู้สึกคิดถึงจิ้งจอกกับหางของนางนิดหน่อย”
“…”
ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า “คิดถึงหางตนใดหรือ”
“ทุกตนเลย พวกนางขี้เล่น”
“แล้วระหว่างเล่นหางตนเองกับหางปีศาจจิ้งจอก อะไรสนุกกว่ากัน”
“เล่นหางตนเองสนุกกว่า!”
“เป็นเช่นนั้นหรือ…”
ซ่งโหยวหยุดไปอีกครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ถึงได้แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวกับนาง “ดูเหมือนว่าปีนี้แม่นางสามสีจะเติบโตขึ้นมาก มากเสียจนรู้แล้วว่าความคิดคะนึงเป็นอย่างไร”
“ก็นักพรตสอนข้าเองนี่”
“เป็นเพราะแม่นางสามสีฉลาดด้วย”
“จริงหรือ”
“แน่นอน”
“จิ้งจอกบอกว่าเจ้าแค่พูดเอาใจข้า!”
“จะเชื่อคำของจิ้งจอกได้อย่างไร”
“จริงด้วย…”
แมวสามสีพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม จากนั้นก็ส่ายหน้าไปมา ก่อนจะกระโดดลงไปเล่นก้อนผ้าของตนเองต่อ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ซ่งโหยวก็พาเจ้าม้าไปซื้อเหล้า
เมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลกลับมีสุราดี เพียงเดินมาถึงปากซอยก็ได้กลิ่นสุราหอมหวนเข้มข้นแล้ว
ซ่งโหยวซื้อเหล้ามาครึ่งกา พกพาไปตลอดทางมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ไปนั่งเงียบๆ ริมแม่น้ำอิ่นเจียง รอคอยจนกว่าเรือจะผ่านมา