ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 403 มุ่งสู่จุ่นเจ่อซาน
บทที่ 403 มุ่งสู่จุ่นเจ่อซาน
……………
“ผู้คนล้วนพลัดพรากจากญาติมิตร…”
“หยาดน้ำตาหลั่งไหลท่วมท้องพระโรง”
ซ่งโหยวเดินค้ำไม้เท้าไผ่ไปอย่างเชื่องช้า ประกอบกับแสงแดดยามฤดูใบไม้ผลิที่สาดส่องมา ยิ่งทำให้เขาดูเหมือนกำลังออกไปเที่ยวชมทิวทัศน์นอกเมือง มีม้าแดงคอยแบกสัมภาระเดินตามมาติดๆ แต่เมื่อเทียบกันแล้ว เจ้าแมวกับนกนางแอ่นดูจะเป็นอิสระกว่ามาก
เหยาโจวมีภูมิประเทศซับซ้อน มีหมอกควันพิษปกคลุมหนาแน่น
แม้จะยังเป็นฤดูใบไม้ผลิ แต่ก็ร้อนระอุเสมือนเข้าสู่ฤดูร้อนเต็มตัว
ที่เจิ้งซีและอันหมินยังพอทนได้บ้าง ยิ่งเดินลงใต้ก็จะยิ่งร้อนขึ้น สัดส่วนของชาวพื้นเมืองก็เพิ่มขึ้น ผู้คนที่พูดภาษากลางได้ก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ ซ่งโหยวพยายามหาคนพูดคุยระหว่างทางบ่อยครั้ง แต่ก็มักจะฟังไม่ออก บางครั้งได้ยินคำภาษากลางปนกับสำเนียงท้องถิ่นหนักๆ ก็พอจะทราบว่า แม้จะเป็นยามฤดูหนาวที่นี่ก็ยังอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมาก
“ดูเหมือนว่าที่นี่จะอยู่ใกล้กับสวี่โจว” ซ่งโหยวนั่งอ่านตำรา ‘อวี๋ตี้จี้เซิ่ง’ อยู่ในป่าไผ่ ก่อนจะหันไปกล่าวกับแมวสามสี
“สวี่โจว?”
แมวสามสีที่กำลังแทะหญ้าอยู่ริมถนนรีบหันมามองเขา
นกนางแอ่นก็บินมาเกาะบนไหล่ของนักพรต ก้มหน้ามองตำราในมือของเขา
“ใช่แล้ว สวี่โจว”
“คือที่ที่เราเดินทางออกจากอี้ตูไปใช่ไหม”
“แม่นางสามสีความจำดีจริงๆ”
“คือที่ที่เป็นบ้านเกิดของเยี่ยนอันใช่ไหม”
“แม่นางสามสีความจำยอดเยี่ยมจริงๆ”
“คือที่ที่เราได้เจอจอมยุทธ์หญิงอู๋ใช่หรือไม่”
“แม่นางสามสีจำชื่อของนางได้”
“แม่นางสามสีนี่เก่งกาจจริงๆ”
“สวี่โจวอยู่ไกลมากเชียวนะ!”
“แต่อยู่ใกล้ที่นี่มาก”
“หือ”
แมวน้อยเอียงศีรษะมองเขาด้วยความฉงน “แต่พวกเราเดินทางมาไกลมากแล้วนี่!”
“ใช่แล้ว พวกเราพเนจรมาเจ็ดปีแล้ว”
“เจ็ดปีแล้ว!”
“แม่นางสามสีมาดูนี่”
เห็นได้ชัดว่าแมวสามสีเริ่มเติบโตขึ้นบ้างแล้ว คาดว่าคงป็นเพราะนางได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ, ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ตลอดจนเริ่มมีความกังวลในการดูแลนักพรตเอาแต่นั่งอยู่บนแท่นสูงตลอดระยะเวลาหนึ่งปี ทั้งยังเลือกกินเอามากๆ ไม่รู้ว่าเรื่องเมื่อปีที่แล้วส่งผลต่อนางด้วยหรือไม่ แต่เมื่อเห็นแม่นางสามสีรู้ความขึ้นมาแล้ว ซ่งโหยวก็กางแผนที่ออกมาให้นางดู ก่อนจะดึงหญ้าเขียวที่นางคาบอยู่ในปากออกมาใช้ชี้ไปตามแผนที่ในตำรา
“ถิ่นเดิมของพวกเราคืออี้โจว จากนั้นมุ่งไปสวี่โจวทางตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ขึ้นไปฉางจิงที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นก็วนเวียนอยู่ทางตอนเหนือแล้วกลับมายังฉางจิง จากนั้นก็เดินทางลงใต้มาตลอด ผ่านเฟิงโจว มาถึงฝั่งตะวันตกของเหยาโจว คือที่แห่งนี้…”
ซ่งโหยวชี้ไปที่ตำแหน่งของเหยาโจวบนแผนที่
แมวน้อยจ้องมองอย่างตั้งใจ
ซ่งโหยวชี้ไปยังเมืองทางตะวันตกของเหยาโจวอีกเมืองหนึ่ง “ที่นี่คือสวี่โจวที่เราเคยเดินผ่านมา เป็นบ้านเกิดของเยี่ยนอัน มีแม่น้ำหลิ่วเจียงไหลผ่าน”
แมวน้อยปั้นสีหน้าจริงจัง ไม่ยอมกะพริบตาเลยแม้สักครั้ง
ตอนนี้นางไม่ได้ถามคำถามทำนองว่า ‘ทำไมตอนนั้นเราไม่ตรงมาที่นี่เลยล่ะ’ อีกต่อไปแล้ว เช่นเดียวกับที่นางไม่ถามว่าทำไมนักพรตต้องลำบากปีนเขาขึ้นลงอยู่เสมอ
แม่นางสามสีนั้นฉลาดเป็นเลิศ ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่อยู่กับนักพรต นางก็ได้เข้าใจถึงเหตุผลที่นักพรตลงเขามาและความหมายของการเดินทาง
แต่สำหรับนางแล้ว ความหมายส่วนใหญ่ของการเดินทางก็ยังคงเป็นการเดินตามนักพรตไป
เช่นเดียวกับที่นักพรตเคยกล่าวไว้เมื่อครั้นพานางออกมาจากศาลเจ้าว่าจะพานางเดินทางไปพร้อมกัน จะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และอีกเหตุผลหนึ่งคือเดินตามนักพรตไปเรื่อยๆ อย่างที่นางมักจะพูดอยู่เป็นประจำ
ซ่งโหยวอดทนเล่าเรื่องรูปลักษณ์ของแผ่นดินต้าเยี่ยนและแนวคิดภูมิศาสตร์ให้นางฟัง
“เช่นนั้นเราจะกลับไปสวี่โจวหรือไม่”
แมวสามสีมองซ่งโหยวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เยี่ยนอันอยากกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดบ้างหรือไม่” ซ่งโหยวหันไปกล่าวกับนกนางแอ่นที่อยู่บนไหล่ “หากเยี่ยนอันอยากกลับไป พวกข้าจะรอเจ้าอยู่ที่อำเภอข้างหน้าสองวัน อย่างไรเสียก็อยู่ไม่ไกลกัน เจ้าใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันก็บินกลับไปได้แล้ว พวกข้าจะได้พักผ่อนด้วย”
แมวน้อยก็หันไปจ้องมองนกนางแอ่นเช่นกัน
“…”
นกนางแอ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ท่านบรรพบุรุษขึ้นไปอยู่บนสวรรค์แล้ว เขาไม่ได้อยู่ที่อันชิงอีกต่อไป แม้ว่าข้าอยากจะกลับไปสักครั้ง แต่กลับไปก็ไม่มีอะไรให้ดูนัก บินไปกลับภายในวันเดียวก็ย่อมได้”
“ก็ดี”
ซ่งโหยวพยักหน้าพลางมองแผนในมือ พลันมีภาพความทรงจำมากมายปรากฏขึ้น
ตอนที่เดินทางไปเยือนสวี่โจว เป็นช่วงที่เขาเพิ่งลงจากเขาไม่นาน ออกจากอี้ดูก็ตรงไปยังสวี่โจวเลย เมื่อหวนคิดถึงช่วงเวลานั้น ก็รู้สึกว่าเพิ่งผ่านไปไม่นาน แต่แท้จริงแล้วกลับผ่านมาถึงเจ็ดปีเศษ หากหวนระลึกถึงภูเขาแม่น้ำ, เส้นทางที่เคยเดิน, เหตุการณ์และมรสุมที่เคยผ่านพ้นมาตลอดเจ็ดปีนี้ ก็รู้สึกว่ามันช่างผ่านมานานเหลือเกิน
ซ่งโหยวเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะกลับไปดูอีกครั้ง
ตอนนี้เยี่ยนเซียนก็ไม่ได้อยู่ที่สวี่โจวแล้ว ไม่รู้ว่าเจ้าอารามโจ่วเจียวที่เคยรู้จักยังคงอยู่หรือไม่ งานประชันยุทธ์หลิ่วเจียงน่าจะยังคงจัดอยู่ แต่แค่ไม่ได้จัดในปีนี้ และถึงจะจัดก็ไม่ใช่ช่วงเวลานี้ อีกทั้งเมื่อกลับไปก็ไม่รู้ว่าจะได้พบสหายเก่าหรือไม่ จะเหลือก็แต่ภูเขาและแม่น้ำที่คุ้นเคย ซ่งโหยวควรจะกลับไปชมทิวทัศน์เหล่านี้ อย่างน้อยอีกสักครั้งหนึ่ง อย่างน้อยก่อนที่ชีวิตนี้จะดับสูญก็คงต้องย้อนกลับมาดูเส้นทางที่เคยเดินผ่านไปเมื่อครั้นยังหนุ่ม และแน่นอนว่าไม่ใช่ตอนนี้
“เช่นนั้นแล้ว เราจะไปที่ไหนกัน”
“ไปเขาจุนเจ่อซานกัน” ซ่งโหยวกล่าวกับแมวสามสีพลางใช้มือลากเส้นบนแผนที่ “ไปชื่นชมขนบธรรมเนียมและผู้คนในเหยาโจวเสียหน่อย”
“ดีเลย!”
“…”
นักพรตยิ้มเล็กน้อย พลางปิดตำราในมือลงอย่างแผ่วเบา
ไม่ทันไรก็เข้าสู่ฤดูที่ดอกไม้ร่วงโรยแล้ว หนทางข้างหน้ามีแต่ไอหมอก แสงตะวันยามอัสดงทอดไกลนับพันลี้
ภูเขานับไม่ถ้วน บุปผาสีชาดร่วงโรยดุจห่าฝน
ฤดูร้อน รัชศกหมิงเต๋อปีที่เก้า อำเภอหวงเหลียง เสียจวิ้น แคว้นเหยาโจว
นักพรตเดินค้ำไม้เท้ามาถึงเมืองเล็กๆ ที่ห่างไกลแห่งนี้ด้วยร่างกายอันเปรอะไปด้วยฝุ่นผงจากการเดินทาง เขามองซ้ายมองขวา ด้านหลังมีเจ้าม้าขนแดงคอยเดินตามหลังมาอย่างเงียบๆ
เมืองเล็กๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ตีนเขาจุนเจ่อซาน ห่างจากภูเขาเพียงไม่กี่สิบลี้เท่านั้น หากอากาศดีขึ้นเล็กน้อย ก็จะมองเห็นภูเขาสูงลูกนั้นได้จากในตัวเมือง
ทว่าซ่งโหยวไม่ได้เข้าพักในตัวเมือง เพราะระหว่างทางเขาได้สอบถามผู้คนมาแล้วว่า ที่ตีนเขาจุนเจ่อซานมีโรงเตี๊ยมอยู่หลายแห่ง พักที่นั่นจะสะดวกกว่า
เขาจุนเจ่อซานน่าจะเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในเหยาโจวและล่างโจว เทือกเขานับร้อยลี้ทอดตัวยาวเป็นพรมแดนธรรมชาติที่แยกเหยาโจวออกจากล่างโจว และเขาจุนเจ่อซานก็ตั้งตระหง่านอยู่บนเทือกเขานี้ คล้ายกับเขาเทียนจู้ซานที่เป็นเสาหลักค้ำฟ้า และเขาจุนเจ่อซานนี้ก็ดูเหมือนชายชราที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงนั่นเอง
การปีนเขาจุนเจ่อซานต้องใช้เวลาเต็มวัน จึงจำเป็นต้องไปพักค้างคืนที่ตีนเขาเสียก่อน
ดังนั้นซ่งโหยวจึงเพียงแค่เดินผ่านอำเภอหวงเหลียงและแวะซื้อเสบียงเล็กน้อย จากนั้นก็เดินทางไปถึงตีนเขาจุนเจ่อซานก่อนยามพลบค่ำ หวังว่าจะอาศัยเวลาสองวันนี้ในขณะที่อากาศดี ขึ้นไปชมภูเขาก่อน แล้วค่อยกลับลงมาพักผ่อนในเมือง
ที่ตีนเขามีโรงเตี๊ยมอยู่หลายแห่งจริงๆ และมีนักพเนจรมาเยือนไม่น้อยเลย
ซ่งโหยวเข้าพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง สั่งข้าวเตียวหูมาหนึ่งชาม และถือโอกาสสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับเขาจุนเจ่อซานจากเถ้าแก่
เถ้าแก่ทำธุรกิจที่นี่ย่อมคุ้นชินกับนักพเนจรเป็นธรรมดา จึงไม่รู้ว่าตนเคยตอบคำถามลักษณะนี้ไปแล้วกี่ครั้ง เมื่อซ่งโหยวถาม เขาจึงตอบออกมาทั้งหมด
“ท่านเห็นถนนดินเหลืองที่หน้าโรงเตี๊ยมของเราหรือไม่ พรุ่งนี้ท่านต้องออกเดินทางแต่เช้า เดินไปทางฝั่งซ้ายของถนนสายนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะเจอคนเก็บค่าธรรมเนียมขึ้นเขาห้าสิบอีแปะ เมื่อจ่ายเงินแล้วก็เดินขึ้นเขาไปตามทางแคบๆ ได้เลยขอรับ ม้าลาล่อล้วนขึ้นไปได้ทั้งสิ้น หากปีนเร็วหน่อย ช่วงบ่ายก็ขึ้นไปถึงยอดแล้ว หากปีนช้าก็จะไปถึงตอนค่ำ แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะหลงทาง เพราะไม่ได้มีทางขึ้นเขาเพียงทางเดียว แต่จะว่าไปท่านนี่ก็มาถูกช่วงเวลานัก ขอให้ออกเดินทางแต่เช้าก็พอ เพราะระหว่างทางนั้นมีผู้คนสัญจรไปมาเยอะมาก”
“ค่าธรรมเนียมขึ้นเขาห้าสิบอีแปะ”
“ใช่แล้ว ก็เป็นถึงภูเขาศักดิ์สิทธิ์นี่นะ หากจุดธูปบนยอดเขาก็จะนำพาความโชคดีมาสู่ตน หากเก็บก้อนหินกลับไปก็ใช้เป็นเครื่องรางกำจัดเคราะห์ภัยได้ แค่ห้าสิบอีแปะไม่ขาดทุนหรอกขอรับ” เถ้าแก่กล่าว “อีกอย่าง ล้วนเป็นค่าธรรมเนียมที่ทางการเรียกเก็บขอรับ”
“แล้วเด็กเล็กต้องเสียเท่าไหร่หรือ”
“เด็กเล็กขนาดไหนขอรับ”
เจ้าของร้านมองสำรวจนักพรตด้วยความสงสัย มองซ้ายมองขวา ก็ไม่เห็นเด็กเล็กสักคน มีเพียงแมวสามสีที่เงยหน้าขึ้นมาด้วยมองเขาด้วยดวงตากลมโต เขาจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงฉงน “คุณชายไม่ได้มาคนเดียวหรือขอรับ ไฉนจึงถามถึงเด็กเล็กเล่า”
“นางสูงประมาณนี้”
ซ่งโหยวยื่นมือออกไปกะระดับความสูง
“นั่นก็สูงกว่าครึ่งตัวผู้ใหญ่แล้วนะท่าน” เถ้าแก่ขมวดคิ้วพลางส่ายหน้าไปมา “เช่นนั้นข้าก็ไม่ทราบหรอก หากเจอคนมีจิตใจดีหน่อยก็อาจจะไม่เก็บเงินเลย หากเจอคนที่ไม่มีมโนธรรมก็อาจจะเก็บครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าท่านยัดเงินสักสิบอีแปะไว้ที่เอวของเจ้าหน้าที่ บางทีก็อาจจะไม่มีใครเก็บเงินขอรับ”
“เช่นนั้นเองหรือ”
ซ่งโหยวพยักหน้า จากนั้นจึงถามอีกครั้งว่า “มีคนไปปีนเขาแห่งนี้เยอะจริงหรือ”
“ก็ภูเขาศักดิ์สิทธิ์นี่นา ก็ต้องเยอะอยู่แล้ว ขุนนางเศรษฐีก็มากันไม่น้อยเลย”
“ขอบคุณท่านมาก”
“อย่าลืมตื่นเช้าๆ นะ…”
“ข้าจะจำไว้”
ซ่งโหยวหันไปมองภายนอก
เป็นช่วงตะวันลับขอบฟ้าพอดี ภูเขาที่อยู่ไกลออกไปกลายเป็นเงาดำมืด เมฆบนท้องฟ้าก็หนาทึบมาก แต่ก็ยังเว้นช่องเล็กๆ ไว้ให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านมา ย้อมสีเมฆและท้องฟ้ารอบภูเขาให้กลายเป็นสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิง และดูเหมือนว่าใต้ก้อนเมฆนั้นจะมีรูปปั้นหินขนาดยักษ์กำลังยืนประสานมือ ร่างกายอ้วนท้วม สวมผ้าคลุมยาวถึงพื้น แต่ส่วนบนของรูปปั้นได้ทะลุเข้าไปในก้อนเมฆ ทำให้ไม่สามารถเห็นใบหน้าที่แท้จริงได้ เหลือให้เห็นเพียงครึ่งล่างเท่านั้น
นอกประตูมีขุนนางนั่งอยู่บนเสลี่ยงไม้ไผ่ ให้คนสองคนช่วยกันหามจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง
“อาหารมาแล้ว!”
ข้าวหนึ่งชามถูกยกมาวางตรงหน้าซ่งโหยว
เป็นข้าวสีดำในชามดินสีน้ำตาลเข้ม ข้าวทุกเม็ดมีรูปร่างเรียวยาวสีดำ ดูหยาบกร้าน ด้านบนโปะด้วยหัวไชเท้าดองไม่กี่ชิ้น นอกจากนั้นก็ไม่มีอย่างอื่นอีกแล้ว
ซ่งโหยวหยิบตะเกียบขึ้นมาชิมดู นอกจากจะมีผักดองแล้ว ดูเหมือนคราวนี้เถ้าแก่จะราดน้ำซุปเปรี้ยวลงไปด้วย ข้าวจึงมีรสเปรี้ยวขึ้นเล็กน้อย ถือว่ามีรสชาติดีเยี่ยม ช่วยเปิดต่อมรับรสยามฤดูร้อนได้ดีเลยทีเดียว ทว่าเนื้อสัมผัสของข้าวยังทำได้ไม่ดีนัก อย่างมากก็แค่รู้สึกแปลกใหม่เท่านั้น
แท้จริงแล้วข้าวเตียวหูก็คือข้าวป่า
เดิมทีหลายพื้นที่ในต้าเยี่ยนมักจะกินเป็นอาหารหลัก แต่ต่อมาก็ค่อยๆ สูญหายไปเพราะเหตุผลบางประการ ที่น่าสนใจคือพอมันไม่ได้เป็นอาหารหลักอีกต่อไป และเริ่มกลายเป็นอาหารหายาก กลับมีบางพื้นที่เริ่มใช้มันเป็นอาการต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ อาจเป็นเพราะต้องการสื่อความหมายถึงประเพณีโบราณ
“แม่นางสามสีลองชิมดูสิ”
ซ่งโหยวตักข้าวหนึ่งช้อนพร้อมกับหัวไชเท้าดองชิ้นเล็กๆ วางไว้บนฝ่ามือ ก่อนจะยื่นให้แมวน้อย
แมวน้อยจึงยอมชิมดู
นางจ้องมองนักพรตด้วยสายตาตะลึงงัน แต่ก็ต้องจำใจกลืนลงไปเพราะไม่อยากกินทิ้งกินขว้าง หลังจากนั้นนางก็เอาแต่มองนักพรตด้วยสายตาเป็นกังวล
ทว่าซ่งโหยวกลับกินข้าวจนหมดชาม
……………