ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 404 เทพเซียนขึ้นรับตำแหน่ง
บทที่ 404 เทพเซียนขึ้นรับตำแหน่ง
……………
เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องนภาเริ่มทอแสงรำไร
ซ่งโหยวออกจากโรงเตี๊ยมแล้วมุ่งหน้าไปยังถนนดินเหลืองฝั่งซ้ายมือตามคำบอกเล่าของเถ้าแก่โรงเตี๊ยม กระทั่งได้พบกับเจ้าหน้าที่เก็บค่าผ่านทางขึ้นเขา
แม่นางสามสีจงใจจำแลงกายเป็นมนุษย์ นางสวมชุดสามสี ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังเจ้าหน้าที่ รอดูว่าตนจะต้องเสียเงินหรือไม่ หากต้องเสียเงิน นางตั้งใจจะบอกว่าไม่ไปแล้ว จากนั้นค่อยแอบไปหาที่ลับตาคน คืนร่างกลับเป็นแมวแล้ววิ่งผ่านเจ้าหน้าที่ไป
มีด่านตามสถานที่ต่างๆ ไม่กี่ด่านที่ขวางแมวได้
ทว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นกลับมีใจเมตตา โดยเฉพาะกับเหล่านักพรต
“ขออภัยด้วยคุณชาย ทางการกำหนดไว้ว่า ผู้ขึ้นเขาต้องเสียค่าผ่านทางคนละห้าสิบเหวิน หากนำม้าหรือล่อขึ้นไปด้วย ก็ต้องเสียอีกตัวละห้าสิบเหวิน” เจ้าหน้าที่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “แต่หากท่านมีใบผ่านทางและรู้จักกับนักพรตท่านใดในอารามบนเขา มีจุดประสงค์มาเยี่ยมเยียนมิตรสหาย เพียงแสดงใบผ่านทางแจ้งฉายาของนักพรตท่านนั้น ก็ไม่ต้องเสียค่าผ่านทางขอรับ”
“ข้าไม่รู้จักใครทั้งนั้น”
“จะว่าไป ข้าเองก็ใช่ว่าจะคุ้นเคยกับนักพรตเหล่านั้น”
“ข้าแค่อยากมาปีนเขา” ซ่งโหยวกล่าวปฏิเสธความหวังดีนั้น
“เช่นนั้นคงช่วยไม่ได้ล่ะนะ…”
ขณะนั้น เด็กหญิงตัวน้อยก็หันมามองนักพรตหนุ่มด้วยดวงตาดำขลับตัดกับตาขาวชัดเจน ก่อนจะหันกลับไปจ้องเจ้าหน้าที่ต่อ
ซ่งโหยวจึงเอ่ยปากถาม “แล้วศิษย์น้อยของข้าเล่า”
“ศิษย์น้อยหรือ…”
เจ้าหน้าที่กวาดสายตามองแม่นางสามสีอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะโพล่งออกมาว่า “จะเก็บเงินเด็กน้อยเช่นนางไปทำไมกันเล่า คุณชายคงมีเงินเหลือใช้จนไม่รู้จะใช้จ่ายไปกับอะไรแล้วกระมัง!”
เด็กหญิงตัวน้อยเบิกตาโพลง ยิ่งจ้องเขาตาเขม็ง
“ขอบคุณท่านมาก”
ซ่งโหยวหัวเราะเบาๆ เขาคลำหาสิ่งของในถุงใส่ผ้าบนหลังม้าครู่หนึ่ง แล้วยื่นเหรียญทองแดงร้อยเหวินที่ร้อยเป็นพวงไว้อย่างดีให้เจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่รับเงินแล้วปล่อยให้พวกเขาขึ้นเขาไป ทว่าก็อดไม่ได้ที่จะมองตามหลังพร้อมกับพึมพำในใจ นักพรตผู้นี้ช่างคร่ำครึเสียจริง
แม่นางสามสีเผยสีหน้าเคร่งขรึม อารมณ์ของนางตอนนี้ดูซับซ้อนยากจะบรรยาย
นางรู้สึกยินดีที่ไม่ต้องเสียเงิน ทำให้ประหยัดเงินไปได้บ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกขุ่นเคืองกับถ้อยคำของเจ้าหน้าที่ ทว่าสิ่งที่แมวอย่างนางไม่เข้าใจที่สุดก็คือ แม้แต่ม้ายังต้องเสียเงิน แต่ตัวนางผู้เป็นถึงแม่นางสามสี เป็นถึงปีศาจแมวเหมียว กลับผ่านไปได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักแดง
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวลูบศีรษะนางเบาๆ ก่อนจะเริ่มเดินขึ้นเขา
เขาจุนเจ่อเป็นหนึ่งในห้ายอดขุนเขา ผู้ศรัทธาหลั่งไหลมาเยือนไม่ขาดสาย ซ้ำแล้วยังเลือกออกเดินทางในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เบื้องหน้าเบื้องหลังของนักพรตหนุ่มจึงเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย
ทว่าเหล่านักพนเจรจะกระจุกตัวอยู่เพียงเชิงเขา ครั้นเริ่มปีนสูงขึ้นไป ผู้คนก็เริ่มบางตาลง
ซ่งโหยวหวนนึกถึงความรู้สึกยามปีนเขาอวิ๋นติ่งขึ้นมาอีกครั้ง
เขาจุนเจ่อมิได้กว้างใหญ่หรือสูงเสียดฟ้าเท่าเขาอวิ๋นติ่ง หากกล่าวถึงชื่อเสียงก็ยากจะตัดสินว่าที่ใดโด่งดังกว่า ก่อนเขาจะได้ไปเยือนเขาอวิ๋นติ่งก็เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เขาอวิ๋นติ่งมีตำนานเทพเซียนมากมายและแคว้นผิงโจวเองก็อุดมไปด้วยตำนานปรัมปรา ทว่าเขาจุนเจ่อก็ใช่ว่าจะน้อยหน้า ทัศนียภาพทะเลสาบจิ้งเต่าล่างเขาอวิ๋นติ่งนั้นงดงามดุจภาพวาด ส่วนเขาจุนเจ่อนั้นตั้งตระหง่านดุจเสาค้ำสวรรค์ มองจากที่ไกลคล้ายเห็นเป็นผู้อาวุโสผู้เปี่ยมด้วยจรรยามารยาทยืนเด่นอยู่บนยอดเขา เป็นทัศนียภาพที่แปลกตานัก ยิ่งเขาจุนเจ่อเป็นหนึ่งในห้ายอดขุนเขาอันมีความผูกพันกับศาสนา สถานะของมันจึงดูจะสูงส่งกว่าเขาอวิ๋นติ่งอยู่กลายๆ
และเขาจุนเจ่อยังมีข้อได้เปรียบที่สำคัญอีกประการหนึ่ง
เพียงเป็นปุถุชนที่มีร่างกายแข็งแรงไร้โรคภัย ก็ล้วนสามารถปีนขึ้นไปถึงยอดได้
ผิดกับเขาอวิ๋นติ่งที่ยากจะพิชิต
ด้วยเหตุนี้ แม้เขาจุนเจ่อจะเก็บค่าผ่านทางขึ้นเขา แต่ผู้คนก็ยังหลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย
ซ่งโหยวยังคงก้าวเดินไปอย่างเนิบนาบท่ามกลางกลุ่มนักพเนจร เขาหยุดพักเป็นระยะ คอยหันกลับไปมองเส้นทางที่เดินผ่านมาและความสูงชันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งก็หันไปสนทนากับแม่นางสามสีหรือไม่ก็หยุดยืนทอดสายตามองไปยังจุดใดจุดหนึ่งบนขุนเขา ราวกับกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง
บัดนี้เป็นช่วงต้นฤดูร้อน ผลตี้กั่วยังไม่สุกงอมดี ทว่ากลับเริ่มเห็นผลซู่เหมยสีแดงฉ่ำตามเถาวัลย์ริมทางแล้ว ซ่งโหยวลองเด็ดมาชิมบ้าง ผลใดเปรี้ยวหรือหวานล้วนขึ้นอยู่กับโชคชะตา
ไม่ทันไร พวกเขาก็ปีนขึ้นมาได้สูงพอสมควรแล้ว
บัดนี้ผู้คนจำนวนมากเริ่มอ่อนแรง ต่างเดินตามซ่งโหยวไม่ทันแล้ว มีเพียงคนร่างกำยำไม่กี่คนที่พอจะเดินแซงหน้าเขาขึ้นไปได้
ชุดนักพรตของเขานับว่าเป็นที่สะดุดตานัก อีกทั้งยังมีม้าขนแดงไร้บังเหียนคอยเดินตาม นับว่ายากพานพบยิ่ง ผู้คนที่เดินผ่านไปจึงมักจะเหลียวหลังหันมามองเขา โดยเฉพาะผู้ที่กำลังหยุดพักเหนื่อย มักจะถือโอกาสนี้เข้ามาทักทาย
นักพรตหนุ่มมิได้หยุดฝีเท้า เพียงตอบรับกลับไปตามมารยาท
ครู่ต่อมาถึงมีขุนนางหนุ่มผู้หนึ่งเดินขนาบข้างมา คอยส่งสายตาชำเลืองมองพวกเขาอยู่ร่ำไร
ตามมาด้วยเสียงที่แว่วมาจากเบื้องหลัง
“ขอทางหน่อยท่าน…”
พร้อมกับเสียง เอี๊ยดอ๊าด ที่ดังตามมา
ซ่งโหยวหันไปมอง เห็นชายวัยกลางคนเปลือยท่อนบนสองคนกำลังแบกเก้าอี้ไม้ไผ่ซึ่งชายในชุดขุนนางรูปร่างอ้วนฉุลงพุงกำลังนั่งอยู่ เก้าอี้ไม้ไผ่พลันโยกคลอนขึ้นลงตามฝีก้าว เกิดเป็นเสียงอย่างที่เขาได้ยิน
ทางเดินบนเขานั้นแคบนัก อย่างมากก็เดินเรียงหน้ากระดานได้เพียงสองคน
ซ่งโหยวและขุนนางหนุ่มผู้นั้นรีบเบี่ยงตัวหลบไปริมทาง เพื่อเปิดทางให้ชายแบกเก้าอี้ทั้งสองผ่านไปก่อน
ชายวัยกลางคนทั้งสองคนนั้นรูปร่างผอมจนเห็นกระดูก เดาว่าคงหาเลี้ยงชีพบนเขาแห่งนี้มานาน แต่ถึงกระนั้นฝีเท้าของพวกเขาก็รวดเร็วกว่าคนทั่วไปมาก แม้จะแบกขุนนางร่างท้วมอยู่ก็ตาม ระหว่างที่แบกก็ใช้ผ้าเก่าๆ ซับเหงื่อไปพลาง
ผิดกับขุนนางบนเก้าอี้ที่ใช้ผ้าไหมอย่างดีซับเหงื่อ
“ขอบคุณท่าน…”
เสียงเก้าอี้ไม้ไผ่ค่อยๆ ห่างออกไปพร้อมกับกลุ่มคน
ซ่งโหยวละสายตากลับมา สีหน้ายังคงราบเรียบสงบนิ่ง ทว่าขุนนางหนุ่มที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับทอดสายตามองมาที่เขา ราวกับหมายจะสบโอกาสนี้เอ่ยทักทาย ว่าแล้วก็รีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“คารวะคุณชาย”
“คารวะท่าน”
“ข้ามีนามว่าเหวยอินหวา เป็นชาวล่างโจว ไม่ทราบว่าคุณชายมีนามว่าอย่างไร”
“ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว เป็นชาวอี้โจว”
“อี้โจวหรือ ไกลเชียว”
“ก็ไม่ใกล้นักหรอก”
“คุณชายขึ้นเขาจุนเจ่อมาเพื่อสักการะองค์เทพหรือว่ามาเยี่ยมเยียนมิตรสหายที่อารามหลังเขากันเล่า”
“ข้ามาชมทัศนียภาพ”
“ฮ่าๆ คุณชายช่างมีใจสุนทรีย์นัก” ขุนนางหนุ่มกล่าวพลางมองไปข้างหน้า เห็นกลุ่มชายแบกหามเดินไกลออกไปเรื่อยๆ เสียงแบกเก้าอี้ก็แผ่วลงตามไปด้วย จึงอดหัวเราะออกมามิได้ “ช่างเป็นช่วงเวลาอันประจวบเหมาะ แม้แต่ใต้เท้าที่ปกติไม่ชอบขยับเขยื้อนกายยังพากันมาเที่ยวเล่นที่เขาจุนเจ่อ พวกคนแบกหามเหล่านี้คงโกยค่าน้ำพักน้ำแรงได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียว”
“นั่นสินะ…”
ซ่งโหยวตอบรับทว่าในใจกลับแฝงไปด้วยความฉงน “ที่ช่วงเวลาอันประจวบเหมาะที่ท่านว่า… หมายความว่าอย่างไรหรือ”
“เอ๋”
คราวนี้กลับเป็นขุนนางหนุ่มที่ทำหน้าประหลาดใจ เขาถามซ่งโหยวกลับ “คุณชายไม่ทราบหรือนี่”
“อ้อ ท่านอาจเข้าใจผิดไป ข้าและศิษย์น้อยออกพเนจรไปทั่วหล้า เดือนก่อนเพิ่งไปเยือนเหยาโจวมา เมื่อคืนก็เพิ่งมาถึงอำเภอหวงเหลียง พักที่เชิงเขาอยู่หนึ่งคืน เพิ่งขึ้นเขามาเมื่อเช้านี้เอง ตอนยังไม่ขึ้นมาบนเขา เถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็บอกว่าพวกข้ามาได้ถูกจังหวะเวลาพอดี ตอนนั้นข้ายังนึกว่าเขาหมายถึงช่วงนี้บนเขากำลังอากาศดีเสียอีก” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง “แต่พอได้ฟังท่านกล่าวเช่นนี้ ดูเหมือนว่าคงไม่ได้มีเพียงเรื่องนั้นกระมัง”
“ฮ่าๆๆ…”
ขุนนางหนุ่มได้ยินดังนั้นก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ เขาตบมือพลางกล่าวว่า “ช่วงนี้ก็อากาศดีจริงๆ นั่นแลท่าน ทว่าสาเหตุที่ผู้คนแห่กันมามากมายเพียงนี้ ก็เพราะนี่เป็นช่วงกลางเดือนสี่อย่างไรเล่า”
“กลางเดือนสี่หรือ”
“คุณชายไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนจริงๆ ด้วย”
“หากท่านยินดีจะชี้แนะ…”
“ปัดโธ่! ปีนเขาคนเดียวช่างโดดเดี่ยวนัก ได้สนทนากับผู้บำเพ็ญพรตเช่นท่านแก้เบื่อคลายความเหนื่อยล้าเสียหน่อยก็นับว่าเป็นเรื่องดีนัก!” เหวยอินหวากวาดสายตามองซ่งโหยวอีกครั้ง ก่อนจะเลื่อนสายตาไปทางม้าขนแดงด้านหลังและเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังเงยหน้าจ้องเขาตาแป๋ว “คุณชายเป็นถึงผู้บำเพ็ญพรต เคยได้ยินตำนานเรื่องเทพเซียนใช้ที่แห่งนี้เป็นทางผ่านสู่สรวงสวรรค์หรือไม่”
“พอจะเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง”
“นั่นแลต้นเรื่อง” ขุนนางหนุ่มแซ่เหวยเว้นจังหวะ “ต้องย้อนกลับไปเมื่อร้อยปีก่อน…”
“หืม”
ซ่งโหยวเริ่มสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว
เขาไม่เคยได้ยินเรื่องราวนี้มาก่อนเลย แม้แต่ตอนก่อนจะถึงอำเภอหวงเหลียง หรือตอนถามทาง แม้กระทั่งตอนอยู่เชิงเขาก็ไม่เคยมีผู้ใดเล่าให้ฟัง
“เขาจุนเจ่อกลายเป็นยอดขุนเขาตั้งแต่เมื่อร้อยปีที่แล้ว ตำนานกล่าวว่าเมื่อมนุษย์ตายลงจะได้สำเร็จเป็นเซียน ยามจะขึ้นไปรายงานตัวบนสรวงสวรรค์ครั้งแรกจะต้องใช้เขาจุนเจ่อแห่งนี้เป็นทางผ่าน แต่ตอนนั้นยังมีคนมาปีนเขาไม่มากนัก เมื่อร้อยปีที่แล้วมีคนแซ่หลี่ผู้หนึ่งมาเยือนเขาแห่งนี้ ระหว่างทางเขาได้พบกับผู้เฒ่าหน้าตาใจดีช่างเจรจาผู้หนึ่งกล่าวว่าตนนั้นแซ่อ้าย ท่านหลี่เองก็ชำนาญการเสวนา บนเขาไร้ผู้ใด ทั้งสองจึงร่วมทางกันไป สนทนาพาทีกันอย่างถูกคอและคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันจนเกิดเป็นมิตรภาพอันแน่นแฟ้น”
ขุนนางหนุ่มเล่าต่อ
“ครั้นถึงยอดเขาก็หยุดพักครู่หนึ่งก่อนจะเตรียมตัวลงเขา ผู้เฒ่าอ้ายกลับประสานมือคำนับท่านหลี่แล้วบอกความจริงว่า ตนไม่ได้มาปีนเขาเที่ยวเล่น แต่กำลังจะไปรับตำแหน่งบนสวรรค์ต่างหาก”
“ผู้เฒ่าอ้ายเป็นชาวเฟิงโจว ครั้นยังมีชีวิตอยู่เป็นผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม เมื่อวายชนม์จึงได้ขึ้นเป็นเซียน ทำหน้าที่ดูแลคลังหลวงบนสวรรค์ หากเหล่าผู้สำเร็จเป็นเซียนจากแคว้นทางใต้จะขึ้นสวรรค์ไปรายงานตัวครั้งแรก จะต้องใช้เขาจุนเจ่อแห่งนี้เป็นทางผ่าน โดยช่วงเวลาที่จะขึ้นสวรรค์ได้นั้นจะตรงกับช่วงกลางเดือนสี่และกลางเดือนสิบของทุกปี ครั้นผู้เฒ่าเห็นว่าตนและท่านหลี่มีวาสนาต่อกัน คุยกันถูกคอไปเสียทุกเรื่อง จึงไม่อยากปิดบังความจริง ก่อนจากกันเขากำชับมิให้ท่านหลี่เที่ยวไปบอกใครซี้ซั้ว ว่าจบแล้วผู้เฒ่าอ้ายก็โผบินจากยอดเขาจุนเจ่อ หายลับไปในนภากาศต่อหน้าต่อตาท่านหลี่”
“ต่อมาท่านหลี่กลับไปส่งคนไปสืบข่าวที่เฟิงโจว ปรากฏว่าท่านผู้นั้นเพิ่งจะตายจากไปจริงๆ และในเวลาต่อมาชื่อของผู้เฒ่าอ้ายก็ปรากฏอยู่ในรายนามเทพเซียนตามอารามเต๋า ซึ่งรายละเอียดทุกอย่างนั้นตรงตามที่ผู้เฒ่าอ้ายกล่าวไว้ทุกประการ”
ซ่งโหยวฟังจบก็ยกยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้นบ้าง
“ดูท่าว่าเขาจะรักษาคำสัตย์ไม่ได้เสียแล้ว”
“คงไม่ได้ตั้งใจจะแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปหรอกกระมัง”
“ก็นับว่าเป็นวาสนาอันประเสริฐอย่างหนึ่ง”
“แน่นอนๆ!” ขุนนางหนุ่มกล่าวต่อ “ครั้นเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไป ผู้คนก็แห่กันมาปีนเขาจุนเจ่อมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนจงใจมาให้ตรงช่วงเวลาดังว่า หมายจะลองเสี่ยงโชคดู ว่ากันว่าต่อมาก็มีคนพบเห็นเทพเซียนระหว่างทางจริงๆ บางคนได้สนทนาด้วย บางคนได้ผูกมิตร หรือบางคนก็เห็นเพียงเงาวูบวาบเลือนลาง หรือแม้กระทั่งเห็นผู้มีอาคมเหาะเหินเดินอากาศข้ามไปก็มี ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จกันแน่”
“ช่างมหัศจรรย์นัก”
“ดังนั้นคนที่มาปีนเขาในช่วงนี้ ส่วนใหญ่ก็มาเพราะหวังอยากเจอเทพเซียนกำลังขึ้นสวรรค์ หมายจะขอ พึ่งพิงบารมีหรือขอความเป็นสิริมงคลให้ตน” ขุนนางหนุ่มพูดไปพลางสังเกตท่าทางของซ่งโหยวไปด้วย แววตาเริ่มมีความฉงนผุดขึ้นมา
“แล้วท่านเล่า… ท่านก็มาตามหาเทพเซียนเช่นกันหรือ” ซ่งโหยวกลับเป็นฝ่ายถามบ้าง
“ข้ามีใจหลงใหลในขุนเขาและสายน้ำเป็นทุนเดิม ตั้งใจจะมาเยือนเขาจุนเจ่อแห่งนี้ตั้งนานแล้ว” เหวยอินหวากล่าว “นอกจากเทพเซียนจะมีอายุยืนยาวและอิทธิฤทธิ์แก่กล้าแล้ว ข้ายังได้ยินมาว่าล้วนเป็นผู้ทรงธรรมทั้งสิ้น หากได้พบพานและร่วมทางกันจริงๆ ต่อให้ไม่ได้รับพรใดๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีที่สุดในชีวิตแล้ว”
“มีเหตุผล”
“ไม่ทราบว่าคุณชายกำลังจะมุ่งหน้าไปที่ใดหรือ” ขุนนางหนุ่มถามตรงๆ
“ท่านคงไม่ได้คิดว่าข้าเป็นเทพเซียนหรอกกระมัง”
“คุณชายมีท่วงท่าอากัปกิริยาสง่าสูงส่งนัก ม้าของท่านก็ไม่เดินเพ่นพ่านไปไหนแม้ไร้บังเหียน แม่นางน้อยก็ดูน่ารักจิ้มลิ้มนัก ผิวพรรณสะอาดสะอ้านไร้ราคี” ขุนนางหนุ่มประสานมือให้เขาอย่างนอบน้อม “ถึงแม้จะไม่ใช่เทพเซียน ก็คงเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่หาตัวจับได้ยากเป็นแน่”
คำพูดเหล่านี้ช่างฟังดูคุ้นหูเหลือเกิน
ดูท่าว่าผู้คนในยุคสมัยนี้ต่างก็มีแนวคิดอยากตามรอยเทพเซียนคล้ายๆ กันไปหมด
อาจเป็นเพราะโลกปุถุชนนั้นจำเจเกินไป การออกตามหาเซียนตามขุนเขาจึงนับเป็นเรื่องจรรโลงใจอย่างหนึ่ง กระทั่งเหล่าบัณฑิตผู้คงแก่เรียนก็ยังมิอาจถอนตัวจากความเชื่อนี้ได้
“ฮ่าๆ…”
ซ่งโหยวรู้สึกสบายใจนักจึงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ข้าเป็นเพียงนักพรตที่มีวิชาอาคมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากท่านต้องการพบเทพเซียน ก็อย่าได้มองมาที่ข้าเลย… แต่จะว่าไประหว่างทางที่เดินขึ้นมา ข้าเห็นชายชราหลายคนดูคล้ายกับเทพเซียนที่กำลังจะขึ้นไปรับตำแหน่งบนสวรรค์อยู่นะ อย่างเช่นท่านที่กำลังเดินตามหลังมาอย่างไรเล่า”
นักพรตหนุ่มกล่าวทั้งรอยยิ้มละมุนละไม ขณะเดียวกันก็มองไปยังเบื้องหลัง
“โอ้”
ขุนนางหนุ่มมองตามสายตาเขาไป พบว่ามีชายชราในชุดหรูหราผู้หนึ่งกำลังเดินขึ้นเขามาเพียงลำพัง
ผู้เฒ่าท่านนั้นมีผมเผ้าขาวราวหิมะแต่ใบหน้ากลับดูเยาว์วัยประดุจเด็กทารกแรกเกิด ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด สีหน้าเปี่ยมเมตตา มีสง่าราศีพ้นโลกีย์ แม้เสื้อผ้าจะดูดีมีภูมิฐานทว่ากลับไร้บริวารติดตาม และแม้จะแก่ชราถึงเพียงนั้น แต่กลับเดินขึ้นเขามาโดยปราศจากแววเหนื่อยล้า
ต่อให้นักพรตไม่เอ่ยทัก ปล่อยให้เขาหันไปเห็นเอง ก็คงอดคิดไม่ได้ว่านี่คือเทพเซียนที่กำลังมุ่งหน้าไปยังสรวงสวรรค์เป็นแน่
แต่จะว่าไป เขาก็เดินสวนชายชราลักษณะเช่นนี้มาหลายคนแล้วเช่นกัน
……………