ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 405 เส้นทางสู่สรวงสวรรค์
บทที่ 405 เส้นทางสู่สรวงสวรรค์
……………
“โบราณกล่าวว่า ‘ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว’ จงดูเอาเถิด ผู้เฒ่าท่านนี้มีใบหน้าเปี่ยมเมตตา ท่วงท่าการก้าวเดินก็ดูมีภูมิฐาน ข้ามองว่าท่านผู้นี้ดูคล้ายเทพเซียนอยู่ไม่น้อยเลย” ซ่งโหยวเอ่ยทั้งรอยยิ้มพลางหันไปมองขุนนางหนุ่ม “ท่านคิดว่าผู้เฒ่าท่านนี้ใช่เทพเซียนหรือไม่เล่า”
“เฮ้อ…”
ขุนนางหนุ่มกลับถอนหายใจออกมา มิได้ตอบคำถามในทันที แต่ส่ายหน้าไปมาแล้วกล่าวว่า “ข้าเคยได้ยินมาว่า เมื่อมนุษย์สิ้นอายุขัยแล้วได้สำเร็จเป็นเซียน หากยังไปไม่ถึงวิมานสวรรค์ ก็ยังไม่อาจนับเป็นเทพเซียนได้เต็มตัว แต่จะกลายเป็นเพียงวิญญาณที่มีอิทธิฤทธิ์จำแลงกายแก่กล้ากว่าวิญญาณทั่วไป และไม่เกรงกลัวแสงตะวัน เว้นแต่ผู้ที่เมื่อยามมีชีวิตจะหมั่นบำเพ็ญเพียรจนมีอาคมแก่กล้า จึงจะมีวิชาอาคมอื่นติดตัวมาก่อนจะไปรับตำแหน่ง และยังมีเรื่องเล่าว่าหลังจากตำนานเมื่อร้อยปีก่อนแพร่งพรายออกไป เหล่าเทพเซียนที่กำลังเดินทางไปรับตำแหน่งบนเขาจุนเจ่อก็มักถูกผู้คนเข้ามารบกวนบ่อยครั้ง ทำให้ยิ่งล่าช้า บ้างก็ถูกรั้งไว้ ดังนั้นยามเหล่าเทพเซียนจะเดินทางไปรับตำแหน่งจึงมักแปลงกายเป็นปุถุชนเพื่อมิให้ใครจำได้ หรือไม่ก็เลือกเดินทางยามราตรีแทน”
“ดูท่าท่านจะศึกษามาไม่น้อยเลยทีเดียว”
“ล้วนแล้วแต่ฟังเขาเล่ามาทั้งสิ้น” ขุนนางหนุ่มส่ายหน้าอย่างเคอะเขิน “ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ที่เฟิงโจวเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ลำน้ำอิ่นเจียงถูกตัดขาด มวลน้ำไหลย้อนกลับไปยังทิศทางเดิมอยู่วันหนึ่งเต็มๆ กว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ หมู่บ้านและตัวเมืองตลอดสองฝั่งแม่น้ำไล่มาจนถึงเหยาโจวต่างได้รับความเสียหายมากน้อยต่างกันไป ท่ามกลางมหันตภัยครั้งนั้น มีผู้ทรงธรรมปรากฏกายช่วยเหลือผู้คน ชาวบ้านซาบซึ้งใจนักจึงพากันตั้งศาลเจ้าไว้สักการะ หากคำนวณดูแล้ว กลางเดือนสี่ปีนี้ คงมีเทพเซียนที่จะขึ้นไปรับตำแหน่งบนวิมานสวรรค์ไม่น้อยเลย”
ซ่งโหยวได้ฟังก็อดหัวเราะออกมามิได้ เขารู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจยิ่ง “ในเมื่อท่านวิเคราะห์ได้ถี่ถ้วนถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่เข้าไปลองถามท่านผู้เฒ่าผู้นั้นดูล่ะว่าเขาเป็นคนจากที่ไหน”
“คุณชาย… ท่านไม่ใช่เทพเซียนจริงๆ หรือ”
“เทพเซียนกล่าวความเท็จได้ด้วยหรือ”
“ก็ข้าไม่รู้นี่นา”
“แล้วเซียนจากอี้โจว ต้องมาขึ้นสวรรค์ที่เขาจุนเจ่อด้วยหรือ”
“เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้อีกนั่นแล”
“นับเป็นวาสนาของพวกข้าที่ได้ล่วงรู้เรื่องราวแปลกใหม่น่าสนใจเช่นนี้ ฟังแล้วช่างเพลิดเพลินใจนัก ข้าย่อมไม่กล้าเล่าความเท็จให้ท่าน ข้าเป็นเพียงนักพรตธรรมดาเท่านั้น หาใช่เทพเซียนอย่างที่ท่านเข้าใจ” ซ่งโหยวยิ้มให้เขา “หากท่านปรารถนาจะตามหาเทพเซียนจริงๆ เห็นทีคงต้องเบนสายตาไปทางอื่นเสียแล้ว”
“อันที่จริงข้าก็ไม่ได้คิดจะดึงดันตามหาหรอก” ขุนนางหนุ่มแย้มยิ้มอย่างสดใสพลางตอบว่า “จริงอยู่ที่ผู้คนซึ่งมาปีนเขาจุนเจ่อในช่วงนี้ ส่วนใหญ่ล้วนมาเพราะหวังจะพึ่งพาบารมีเทพเซียน ขอพรให้ตนมีสุขภาพแข็งแรงอายุยืนยาว ทว่าข้าหาได้คิดเช่นนั้น ก็แค่อยากเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นในช่วงเวลาปกติเท่านั้น ไม่ว่าจะได้ร่วมทางกับเทพเซียนผู้มีจริยวัตรงดงาม หรือจะได้ร่วมทางกับผู้มีจิตใจเป็นอิสระเช่นคุณชาย ล้วนไม่ได้แตกต่างกันหรอก ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้น เพียงไม่กี่หมื่นวันเท่านั้น ได้เห็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ได้เห็นก็รู้สึกอิ่มเอมแล้ว”
“เช่นนั้นวันนี้ท่านคงเดินสวนทางกับเทพเซียนเข้าเสียแล้ว”
“น่าเสียดายที่ดวงตาปุถุชนคู่นี้ ไม่อาจจำแนกเซียนตัวจริงได้”
ขุนนางหนุ่มกล่าวทีเล่นทีจริงพลางลอบพิจารณานักพรตหนุ่มไปด้วย บางครั้งสายตาก็ประสานเข้ากับดวงตาของเด็กหญิงตัวน้อยที่เหลียวมองกลับมา
เส้นทางขึ้นเขามีเพียงสายเดียว ความเร็วในการเดินของทั้งสองก็สูสีกัน หากมิได้ตั้งใจแยกตัวออกไป ก็ต้องร่วมทางกันไปเช่นนี้ เช่นเดียวกับผู้เฒ่าท่วงท่าดุจเซียนผู้นั้น ก่อนหน้านี้เขาเดินตามหลังมา แต่เมื่อเดินมาได้สักพัก กลับกลายมาเป็นเดินเคียงข้างพวกซ่งโหยวพร้อมกับชมทัศนียภาพไปพลาง
ขุนนางหนุ่มยังคงลอบสังเกตซ่งโหยวอยู่เนืองๆ
นักพรตผู้นี้ดูมีสง่าราศีดุจผู้อยู่เหนือโลกีย์ยิ่งนัก
ไม่ว่าจะปีนเขาชันเพียงใด ลมหายใจเขายังคงสม่ำเสมอ สีหน้าสงบนิ่ง จังหวะก้าวไม่เคยเปลี่ยนแปลง ในตอนแรกขุนนางหนุ่มยังเดินไล่ตามมาได้อย่างง่ายดาย ทว่ายิ่งสูงขึ้นไป เขาก็ต้องใช้แรงมากขึ้นจึงจะเดินตามฝีเท้าของซ่งโหยวทัน อีกทั้งท่าทางของซ่งโหยวก็ดูผ่อนคลายสบายใจอยู่เป็นนิจ ทอดน่องชมลมชมไม้ไม่รีบร้อน มิได้กังวลเลยว่าเด็กหญิงตัวน้อยจะวิ่งนำไปไกลหรือวิ่งรั้งท้ายอยู่เพียงลำพัง ราวกับไม่กลัวว่านางจะถูกผู้ใดลักพาตัวไป
บางครั้งเขาก็หยุดรอเด็กน้อยหรือไม่ก็สนทนากับนางผ่านแววตา สีหน้าและน้ำเสียงอันนุ่มนวล ยากจะพบเจอในหมู่ปุถุชน
ขุนนางหนุ่มสัมผัสได้ถึงความอิสรเสรีภายในใจซ่งโหยว
แม้แต่เด็กหญิงตัวน้อยก็ดูพิเศษนัก นอกจากความงามยากหาที่เปรียบ ทุกท่วงท่าของนางยังแฝงไปด้วยความเฉลียวฉลาดปราดเปรียวน่าอัศจรรย์นัก ม้าตัวนั้นก็เช่นกัน
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ขุนนางหนุ่มยังไม่เคยพบผู้ใดที่มีลักษณะคล้ายเทพเซียนไปมากกว่านักพรตผู้นี้เลย
หรือว่าเขาจะกำลังทำสิ่งตรงกันข้ามกับผู้อื่น
เหล่าปุถุชนต่างรู้ว่าเทพเซียนที่ไปรับตำแหน่งนั้นล้วนจำแลงกายเป็นมนุษย์และพยายามซ่อนตัวอย่างที่สุด แต่เขาผู้นี้กลับทำตรงข้าม จงใจคงรูปลักษณ์นักพรต เพื่อไม่ให้เหล่านักพเนจรสงสัยอย่างนั้นหรือ
ทว่าขุนนางหนุ่มสังเกตเห็นเขามาตั้งแต่ประตูทางขึ้นเขา เห็นเขาจ่ายค่าผ่านทางหนึ่งร้อยเหวินกับตา แต่ก็ไม่ยักจะเคยได้ยินว่ามีเทพเซียนองค์ใดต้องเสียค่าผ่านทางก่อนขึ้นไปรายงานตัวบนวิมานสวรรค์
หรือนี่จะเป็นการแสดงตบตาแสนแนบเนียน
เงินพวกนั้นอาจจะเป็นของที่เสกขึ้นมา
ขุนนางหนุ่มครุ่นคิด
ครั้นเดินมาถึงช่วงกึ่งกลางเขาก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี นักพเนจรจำนวนมากเลือกที่จะหยุดพักและหาอะไรกินรองท้อง
ขุนนางหนุ่มเห็นนักพรตผู้นี้ส่งไข่ต้มหนึ่งฟองให้เด็กหญิงตัวน้อย ส่วนตนนั้นหยิบหมั่นโถวออกมาสองลูก ดื่มน้ำสะอาดประทังความหิวพร้อมแบ่งปันอาหารกับเด็กน้อย ดูแล้วน่าเอร็ดอร่อยนัก ไม่ละม้ายคล้ายคลึงเทพเซียนที่เพิ่งสิ้นใจแล้วกำลังมุ่งหน้าไปรับตำแหน่งเอาเสียเลย
ขุนนางหนุ่มพกเนื้อแห้งและลูกท้อมาด้วย เขาแบ่งมันให้ซ่งโหยวเป็นสินน้ำใจ แน่นนอนว่าซ่งโหยวเองก็มิได้ปฏิเสธ
ดูแล้วก็ยิ่งไม่เหมือนเทพเซียนเข้าไปใหญ่
“สบายใจนัก”
นักพรตหนุ่มเอ่ยออกมาลอยๆ
“สบายใจจัง~”
เด็กหญิงตัวน้อยหลับตาพริ้ม นางพูดตามนักพรตด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าเอ็นดู
แสงแดดยามบ่ายเริ่มแผดจ้า ทว่าสายลมบนเขาก็พัดมาเย็นฉ่ำชื่นใจ หลายคนเริ่มลังเลใจว่าจะเดินทางต่อดีหรือไม่ ขุนนางหนุ่มแอบชำเลืองมองนักพรตผู้นี้ เห็นเขาเดินหาต้นสนโบราณต้นหนึ่งที่แผ่กิ่งก้านสาขาหนาทึบพอจะบังแดดได้ ก่อนจะเป่าฝุ่นละอองและเศษกิ่งไม้บนพื้นออก จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนแล้วบอกกับเด็กน้อยว่าจะงีบหลับสักพัก
นักพรตผู้นี้… บทจะนอนก็นอนลงไปง่ายๆ เสียอย่างนั้น
เมื่อหลับสนิทไปแล้ว ก็ปล่อยให้ลมภูเขาพัดผ่านผิวหน้า ปล่อยให้ใบสนร่วงหล่นลงสู่กายดั่งผ้าห่ม ทั้งยังปล่อยให้นักพเนจรคนแล้วคนเล่าเดินผ่านร่างไป เจ้าม้าขนแดงคอยยืนเล็มหญ้าอยู่ข้างกาย แม้แต่แมลงและสัตว์น้อยตามป่าเขาก็ยังปีนป่ายไปตามร่างของมันหรือคนข้างกายอย่างไม่นึกเกรงกลัว
ขุนนางหนุ่มเห็นกับตาว่ามีกระรอกป่าวิ่งขึ้นไปบนตัวของนักพรต แต่เขากลับไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นเลย กระรอกที่ควรจะขี้ขลาดก็ไม่ได้ดูมีท่าทีกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย ในวินาทีนั้น มนุษย์และธรรมชาติได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นภาพที่ขุนนางหนุ่มไม่เคยเห็นมาก่อน ทำเอาชั่วขณะหนึ่งเผลอคิดไปว่านักพรตผู้นี้ได้ละลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของขุนเขาใหญ่เสียแล้ว กระทั่งเด็กหญิงตัวน้อยหันมามอง กระรอกตัวนั้นถึงได้ตกใจวิ่งปรี่ขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนยอดไม้
ลมภูเขาพัดผ่านไพรวัน โลกทั้งใบเงียบสงัดไร้สำเนียง
มีเพียงเสียงแผ่วเบาจากพงไพรแว่วมาเป็นระยะ แต่มิได้รบกวนความสงบนั้นเลย กลับกลายเป็นเครื่องประดับที่ขับเน้นความเงียบงันให้เด่นชัด และยิ่งส่งเสริมให้นักพรตผู้อิสรเสรีดูไร้ซึ่งความกังวลใดๆ
แม้แต่สัมภาระเขาก็วางทิ้งไว้ริมทาง ราวกับไม่กลัวว่าจะถูกขโมย
ยามนี้ขุนนางหนุ่มเริ่มรู้สึกว่า เขาดูไม่เหมือนเทพเซียนที่กำลังจะไปรับตำแหน่ง แต่ดูเหมือนเทพเซียนเดินดินเสียมากกว่า
เนิ่นนานเข้าขุนนางหนุ่มก็คล้ายจะเริ่มเคลิบเคลิ้มไปกับบรรยากาศ เขาจึงหาต้นสนสักต้นนั่งพิงหลัง กอดสัมภาระไว้ในอ้อมอก หนังตาก็พลันหนักอึ้ง ไม่ทันไรก็หลับไปเช่นกัน
งีบหลับไปเพียงชั่วครู่แท้ๆ แต่กลับไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้ว
รู้สึกเพียงว่าเป็นการนอนหลับที่ช่างสบายไปทั้งกายและใจเหลือเกิน
ครั้นสัมผัสได้ถึงเงาร่างวูบวาบเบื้องหน้า ขุนนางหนุ่มพลันลืมตาขึ้น คราวนี้ถึงเห็นนักพรตแซ่ซ่งตื่นแล้ว และกำลังจัดสัมภาระขึ้นหลังม้า เตรียมตัวจะออกเดินทางต่อ
“จะออกเดินทางแล้วหรือคุณชาย”
“ใช่แล้ว ข้าหลับสบายมาก” นักพรตหนุ่มยิ้มให้เขา “เห็นท่านหลับสนิทจึงไม่กล้าปลุก”
“ข้าเองก็หลับสบายมากเช่นกัน”
“ท่านจะงีบต่ออีกสักครู่ก็ได้นะ”
“คุณชายจะไปแล้วนี่ เช่นนั้นข้าขอไปด้วยแล้วกัน”
ขุนนางหนุ่มรีบลุกขึ้นยืนส่ายหัวไปมา เขารู้สึกมึนงงเล็กน้อย นับเป็นอาการปกติหลังตื่นนอน ทว่าจิตใจกลับแจ่มใสเป็นพิเศษ ร่างกายเบาสบายอย่างยิ่ง แม้ยามกวาดสายตามองไปรอบกาย ยังรู้สึกว่าทัศนียภาพกลางขุนเขานั้นดูสว่างไสวและชัดเจนขึ้นถนัดตา
เดินไปได้ไม่ไกลนัก ก็พบกับชายชราผู้นั้นอีกครั้ง
ดูท่าทางท่านผู้เฒ่าเองก็น่าจะเพิ่งหาที่หยุดพักผ่อนมาเช่นกัน
คราวนี้ขุนนางหนุ่มรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปชวนสนทนา “ท่านผู้เฒ่า อายุอานามปานนี้แล้วแต่ยังเดินขึ้นเขาได้อย่างคล่องแคล่วประหนึ่งเหาะเหินเดินอากาศ เร็วกว่าคนหนุ่มเสียอีก ท่านนี่แข็งแรงดีจริงๆ…”
“ไม่ได้ครึ่งเมื่อก่อนหรอก…”
ชายชราตอบกลับอย่างเป็นกันเอง
ทั้งสองเดินคุยกันไปตลอดทาง จนได้ความว่าผู้เฒ่าท่านนี้มีแซ่สยง เป็นชาวเฟิงโจว อาศัยอยู่ริมแม่น้ำอิ่นเจียง
วินาทีที่ได้ยินเช่นนั้น ขุนนางหนุ่มก็แทบจะปักใจเชื่อแล้วว่าเขาคือเทพเซียน ทว่าต่อมากลับได้ยินว่าท่านผู้เฒ่าเคยเป็นผู้ฝึกยุทธ์ สมัยหนุ่มเคยมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วยุทธภพ แม้ปัจจุบันจะร่วงโรยไปตามวัย แต่การปีนเขานั้นหาใช่เรื่องหนักหนาอันใด จึงยังคงเดินเหินได้คล่องแคล่ว เมื่อได้ยินเช่นนั้นขุนนางหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ครั้นเขาหันกลับมา ก็เห็นนักพรตหนุ่มกำลังมองมาที่เขาด้วยแววตาเป็นประกาย ประหนึ่งเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นเรื่องสนุกสนานยิ่ง
“คุณชาย เหตุใดจึงจ้องมองข้าเช่นนั้นเล่า”
“ข้าเพียงรู้สึกว่าท่านเป็นคนน่าสนใจนัก”
“น่าสนใจอย่างไรหรือ”
“ท่านกล่าวว่าปรารถนาจะร่วมทางกับเทพเซียนเพราะเลื่อมใสในคุณธรรมยามเขามีชีวิต ทว่ายามท่านเสาะแสวงหาเทพเซียน ท่านกลับใส่ใจเพียงว่าเขาเป็นเทพเซียนหรือไม่ หาได้สนใจคุณธรรมและจรรยามารยาทที่สะท้อนออกมาจากวาจาของเขาเลย… เกรงว่าเมื่อร้อยปีก่อน ท่านหลี่ผู้นั้นคงไม่ได้บังเอิญพบเทพเซียนด้วยวิธีเดียวกับท่านหรอกกระมัง”
ขุนนางหนุ่มได้ยินดังนั้นถึงกับอึ้งไป
เขาหยุดคิดใคร่ครวญครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตาโพล่งคล้ายตระหนักรู้ จึงประสานมือคารวะซ่งโหยวด้วยความนับถือ “คำกล่าวของคุณชายทำให้ข้าตาสว่างเสียที ช่างน่าละอายนัก น่าละอายจริงๆ…”
“ข้าแค่พูดลอยๆ เท่านั้น ท่านอย่าได้ถือสาเลย”
“มิได้ มิได้ ต้องขอบคุณคุณชายที่ช่วยชี้แนะให้ข้าได้สติ”
“ทั้งที่คำพูดของข้าแฝงแววล่วงเกินท่านแท้ๆ แต่ท่านกลับดูไม่ขุ่นเคืองเลย ใจคอกว้างขวางหนักแน่น ทั้งยังรู้จักสำรวจตนเองและกลับตัวได้รวดเร็ว นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก ข้าเองยังเทียบท่านไม่ได้เลย” ซ่งโหยวประสานมือกลับ
“ฮ่าๆๆ ท่านชมเกินไปแล้ว ข้าก็รู้จักละอายใจนะ…”
ขุนนางหนุ่มผู้นี้มีอุปนิสัยเปิดเผยร่าเริงนัก
ซ่งโหยวยิ้มบางๆ แล้วก้าวเดินต่อไป
ข้ามผ่านขุนเขาชั้นแล้วชั้นเล่า จนล่วงเข้าสู่ช่วงบ่าย ครั้นได้ยินเสียงอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจของนักพเนจรเบื้องหน้าและได้ก้าวพ้นเนินเขามาถึงจุดชมทิวทัศน์ ภาพของเขาจุนเจ่อก็ปรากฏชัดแก่สายตา
วันนี้อากาศเป็นใจนัก จึงมองเห็นถึงยอดเขาจุนเจ่อ
แท้จริงแล้ว เขาจุนเจ่อคือเนินหินที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาอีกที มีความสูงหลายสิบจั้ง รูปร่างคล้ายชายชรากำลังยืนอยู่ ลวดลายบนหินผาดูประหนึ่งเส้นผมและหนวดเคราที่เหมือนจริงยิ่งนัก รูปทรงก็คล้ายคนกำลังประสานมือ แม้ความเหมือนนี้จะเกิดจากรูปลักษณ์ส่วนหนึ่งและจินตนาการอีกส่วนหนึ่ง ทว่าก็นับว่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก
ยามนี้บนยอดเขามีหมู่เมฆลอยล่อง ถูกลมพัดพาให้เคลื่อนคล้อย คล้ายกับผืนผ้าโปร่งบางคลุมไหล่รูปสลักอันเป็นผลงานของธรรมชาติ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจบดบังความยิ่งใหญ่นั้นได้เลย
“โอ้…”
เสียงอุทานดังขึ้นจากข้างกายซ่งโหยว
“บนภูเขามีเนินหิน รูปร่างประดุจผู้ทรงธรรม ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือทวยเทพหรือเป็นความอัศจรรย์ของธรรมชาติกันแน่ ช่างประหลาดเหลือเกิน ประหลาดยิ่งนัก” ขุนนางหนุ่มเอ่ยคำว่าประหลาดซ้ำหลายครั้ง ก่อนจะกล่าวต่อ “หากบอกว่าบรรดาเทพเซียนขึ้นไปรายงานตัวบนวิมานสวรรค์จากตรงนี้ ข้าพร้อมเชื่อหมดใจเลย”
กล่าวจบเขาก็หันมองคนข้างกาย
เห็นเพียงนักพรตหนุ่มยืนสงบนิ่ง ไม่เอ่ยสิ่งใดเพียงใช้ไม้เท้าพยุงกายเหม่อมองไปยังภูเขาหินเบื้องไกล ส่วนศิษย์น้อยของเขาก็มีท่วงท่าสงบเสงี่ยมไม่แพ้กัน นางเพียงชะเง้อคอมองตรงไปยังเขาจุนเจ่อ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความใคร่รู้มากกว่าความตกตะลึง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจความหมาย หรือว่านางได้ติดตามนักพรตไปเห็นความมหัศจรรย์ของโลกหล้ามานักต่อนักแล้วกันแน่
“…”
ซ่งโหยวยกยิ้มบางๆ
นี่คือหนึ่งในห้าเส้นทางสู่สรวงสวรรค์สินะ
ครั้นยังอยู่ที่อี้โจว เขาเคยไปเยือนภูเขาเทียนจู้ทางตอนเหนือ สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ที่เชื่อมต่อระหว่างแดนสวรรค์และโลกมนุษย์ ทว่าตอนนั้นเขามิได้พิจารณาอย่างละเอียดนัก มิได้สืบเสาะไปถึงกลไกภายใน ครานี้มาเยือนเขาจุนเจ่อ นอกจากจะมาชมทัศนียภาพแล้ว เขาตั้งใจจะมาดูให้เห็นกับตาว่าเทพเซียนที่มารายงานตัวครั้งแรกนั้นขึ้นไปอย่างไร เหตุใดต้องขึ้นไปจากสถานที่ทั้งห้าแห่งนี้เท่านั้น
ประจวบเหมาะกับที่ตอนนี้เป็นช่วงกลางเดือนสี่พอดี ช่างดีเหลือเกิน
เช่นนั้นแล้วก็ไม่ต้องเสียเวลารอคอยนานเกินไป
ถึงกระนั้นแล้ว สิ่งที่ซ่งโหยวได้ฟังมาตลอดทั้งวันนั้นกลับทำให้เขาเชื่อมั่นว่า คืนนี้ต้องมีผู้ได้ขึ้นไปเยือนวิมานสวรรค์แน่นอน