ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 406 หยั่งรู้กลางขุนเขา
บทที่ 406 หยั่งรู้กลางขุนเขา
……………
นักพรตหนุ่มมองหาที่ว่างแห่งหนึ่งทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิ
เด็กหญิงตัวน้อยแม้จะมีร่างกายกระจ้อยร่อย ทว่านางกลับเลียนแบบท่าทางของเขา นั่งลงขัดสมาธิในท่วงท่าที่แทบจะถอดแบบกันมาไม่มีผิดเพี้ยน แม้แต่สีหน้าก็ยังพยายามแสร้งทำให้ดูเฉยเมยเช่นเดียวกันกับเขา นางจดจ้องไปยังภูเขาจุนเจ่อที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่วางตา
ตรงนี้คือรอยต่อระหว่างขุนเขาสองลูก มีพื้นที่ว่างกว้างขวาง เห็นเนินหินรูปร่างประดุจผู้อาวุโสตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาฝั่งตรงข้าม ส่วนเบื้องหลังของพวกเขาคือภูเขาอีกลูกหนึ่ง ซึ่งหากมองดูดีๆ จะพบว่ามันสูงกว่าเขาจุนเจ่อเสียอีก หากขึ้นไปบนนั้นย่อมมองเห็นเขาจุนเจ่อทั้งลูกได้ ทว่าภูเขาลูกนี้กลับดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก ดูไม่ต่างอะไรจากขุนเขาทั่วไป ไม่มีทั้งความวิจิตรพิสดารหรือตำนานเทพเซียนใดๆ จึงถูกผู้คนมองข้ามไปโดยปริยาย
สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งที่กำบังลมและที่พักผ่อน ทั้งยังอยู่ใกล้เขาจุนเจ่อ นักพเนจรจำนวนมากจึงเลือกที่จะปักหลักหยุดพักอยู่ที่นี่ บ้างก็นั่ง บ้างก็นอนแล้วแต่อัธยาศัย
ผู้คนที่ออกมาท่องเที่ยวสัญจรส่วนใหญ่มักมีนิสัยรักความอิสระเรียบง่าย หรือต่อให้ปกติจะใช้ชีวิตเคร่งเครียดเพียงใด ช่วงเวลานี้ต่างก็สัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายทั้งนั้น รอบกายจึงเต็มไปด้วยเสียงสนทนาพาที ส่วนใหญ่เป็นคนแปลกหน้าซึ่งไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน บ้างก็มาจากแดนไกลอย่างเหยาโจวหรือล่างโจว เพียงมองตากันแล้วถูกชะตา ก็เริ่มสนทนากันทันที ไม่ต้องกังวลว่าจะไร้หัวข้อสนทนา เพราะการได้ร่วมยืนอยู่บนขุนเขาแห่งนี้ ก็นับเป็นวาสนาและหัวข้อสนทนาชั้นเลิศแล้ว
มีเพียงนักพรตและเด็กหญิงน้อยเท่านั้นที่ยังคงนั่งขัดสมาธิ ท่วงท่านิ่งสงบดุจรูปสลัก สายตามองตรงไปยังเขาจุนเจ่อ ไม่แม้แต่จะเหลียวมองข้างทาง
แม้แต่ขุนนางหนุ่มแซ่เหวยก็ยังปลีกตัวกลับไปสนทนากับผู้เฒ่าแซ่สงอย่างนอบน้อม คราวนี้เขาเลิกหยั่งเชิงและทิ้งความคาดหวังส่วนตนไปสิ้น เพียงพูดคุยกับผู้เฒ่าสีหน้าเปี่ยมเมตตา เอ่ยวาจาอ่อนโยน ทว่าแฝงไปด้วยประสบการณ์ของผู้ที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนต่อไป กลับเป็นความอ่อนน้อมถ่อมตนที่มอบบทเรียนชีวิตอันล้ำค่ายิ่งกว่าสิ่งใดให้เขา
สนทนากันอยู่พักใหญ่ เหล่าบัณฑิตและขุนนางคนอื่นๆ ก็เข้ามาทำความรู้จัก แล้วพากันพรรณนาถึงความงดงามของขุนเขาและท้องทะเล
ทว่านักพรตและเด็กหญิงตัวน้อยก็ยังคงนั่งนิ่งประหนึ่งหินผา แม้แต่สายตาก็ยังไม่วอกแวกไปไหน
แต่หากจะพูดให้ถูก ก็คงมีเพียงนักพรตเท่านั้นที่ไม่ได้วอกแวกเลยแม้แต่น้อย
ส่วนเด็กหญิงน้อยนั้นเพียงแต่เลียนแบบท่าทางของเขาเท่านั้นเอง
ในเมื่อคิดจะเลียนแบบ ย่อมต้องคอยสังเกตอิริยาบถของนักพรต
ดังนั้น แม้ส่วนใหญ่แม่นางสามสีจะนั่งนิ่งไม่ไหวติง คอยจ้องมองเขาจุนเจ่อราวกับจะเสาะหาเคล็ดลับการฝึกตนให้มีอิทธิฤทธิ์แก่กล้าโดยเร็ว ทว่าในที่สุดก็อดมิได้ที่จะเหลือบมองไปยังนักพรตข้างกาย คอยดูว่าเขากำลังทำอะไร เมื่อเห็นว่าเขายังคงนิ่งสงบดังเดิม นางจึงรีบเบนสายตากลับไปปฏิบัติภารกิจเสาะหาเคล็ดลับของนางต่อทันที
สายลมบนยอดเขาพัดแรงนัก แม้จะเป็นฤดูร้อนก็ยังสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็น
แต่ไม่ว่าลมจะพัดแรงเพียงใด บนยอดเขาจุนเจ่อจะยังคงมีชั้นเมฆบางๆ ลอยอยู่เสมอ เมฆเหล่านั้นค่อยๆ เปลี่ยนรูปทรงไปตามแรงลม บ้างก็ถูกยืดออกเป็นแนวยาว บ้างก็ถูกฉีกออกเป็นริ้วบางๆ ทว่าครู่ต่อมาก็หลอมรวมตัวขึ้นใหม่ เป็นดั่งสายใยที่ไม่มีวันจางหายไปสิ้น
“ฮ้าว…”
แม่นางสามสีหาวออกมา
สุดท้ายนางก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายบ้างแล้ว
นางหันไปมองนักพรตอีกครั้ง เห็นเขายังคงนิ่งจึงเม้มปาก พยายามฝืนรวบรวมสมาธิในการเรียนรู้ต่อไป บัดนี้ใบหน้าเล็กๆ นั้นเริ่มฉายแววจริงจังขึ้นมาบ้างแล้ว
ทว่าภูเขาที่คงสภาพเช่นเดิมไม่แปรเปลี่ยนมานับหมื่นปีนั้นกลับว่างเปล่าถึงเพียงนั้น ยามแรกเห็นอาจรู้สึกแปลกใหม่ ทว่ามองนานไปก็กลับกลายเป็นความจำเจ จะให้แมวอย่างนางมาทำเรื่องเช่นนี้ ก็ถือว่าฝืนใจนางมากจริงๆ
แม่นางสามสีพยายามจะตั้งใจ ทว่าร่างกายกลับไม่รักดี ค่อยๆ โน้มตัวเอนไปทางนักพรตจนสุดท้ายก็พิงลงบนตัวเขา
ความอบอุ่นแผ่ออกมาจากกายนักพรต แม้เนื้อผ้าจะมิได้นุ่มละมุน ทว่ากลับให้ความรู้สึกสบายและคุ้นเคยอย่างยิ่ง ทั้งยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันแสนคุ้นเคย พิงลงไปเช่นนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะล้มพับลงไป ช่างสุขใจเหลือเกิน
พอได้พิงแล้วก็คร้านที่จะยืดตัวตรงอีกต่อไป
“แบบนี้ก็มองเห็นภูเขาเหมือนกัน…”
แม่นางสามสีปลอบใจตนเอง นางยังคงหันหน้าไปทางภูเขาจุนเจ่อ พยายามลืมตาจ้องมองภูเขานั้นต่อไป
ในฐานะที่เขาจุนเจ่อเป็นหนึ่งในยอดเขาเลื่องชื่อแห่งใต้หล้า ย่อมอุดมไปด้วยพลังวิญญาณมหาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่าปีศาจโหยหา วิมานสวรรค์เป็นจุดศูนย์รวมของจิตวิญญาณแห่งทวยเทพและเป็นสถานที่ที่ซ้อนเร้นความลับอันวิจิตรไว้มากมาย เขาจุนเจ่อซึ่งถูกขนานนามว่าอยู่ใกล้สรวงสวรรค์ที่สุดจึงได้รับกลิ่นอายแห่งความลี้ลับนั้นมาด้วย
ทว่าแม่นางสามสีหาได้มองเห็นถึงความลึกซึ้งนั้น นางรู้เพียงว่ามันช่างสบายเหลือเกิน
โดยเฉพาะยามได้พิงหลังนักพรตเช่นนี้ ก็ยิ่งสบายขึ้นไปอีก
ไม่ทันไรก็เริ่มรู้สึกถึงความหนักอึ้งบนเปลือกตา
ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือนลง
แม่นางสามสีรู้สึกแปลกใจที่ตอนนางสัปหงกเวลามักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ก้มหน้าหลับตาลงครู่เดียว กว่าจะลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่าเวลาได้ล่วงเลยไปเนิ่นนานแล้ว ราวกับว่ามีแมวตัวอื่นขโมยเวลาของนางไปเสียอย่างนั้น ทว่าบางครั้งเวลากลับเดินช้าจนน่าใจหาย ทั้งที่คิดว่าผ่านไปแสนนานเสมือนใกล้จะหมดวันแล้ว แต่แท้จริงกลับผ่านไปไม่นานเลย
นางไม่อาจหาข้อสรุปในเรื่องนี้ได้
จะโทษก็คงต้องโทษเวลา
หากจะหาบทสรุปจริงๆ ก็คงต้องโทษเวลาอยู่ดี เพราะมันมักจะทำตัวตรงข้ามกับแม่นางสามสีเสมอ
ยามใดที่นางอยากให้เวลาเดินช้าลง มันกลับวิ่งหนี ทว่ายามใดที่อยากให้มันผ่านไปเร็วๆ มันกลับก้าวเดินไปอย่างเนิบนาบ
แต่ในวันนี้ ความคิดของนางกลับลึกซึ้งและซับซ้อนยิ่ง นางอยากให้เวลาเดินช้าและเร็วในคราวเดียวกัน ครั้นความต้องการทั้งสองนั้นตีรวนกันอยู่ในใจ เวลาจึงดูเหมือนจะทำตัวไม่ถูกว่าควรเดินอย่างไรให้นางพึงพอใจ ทันใดนั้น ความรู้สึกประหลาดบางอย่างก็เริ่มส่งผ่านมาทางร่างของนักพรต ราวกับได้รับอิทธิพลจากกลิ่นอายนั้น ภาพเบื้องหน้าจากที่เคยพร่าเลือน กลับกลายเป็นภาพที่แปลกตาออกไป
กระแสลมบนเขาจุนเจ่อคล้ายจะพัดผ่านรวดเร็วยิ่งขึ้น หมู่เมฆที่คลุมทับพลันแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ไป ทุกสิ่งทุกอย่างประหนึ่งถูกเร่งความเร็วขึ้นมิเช่นนั้น… ก็คงเป็นนางเองที่มองเห็นสรรพสิ่งเคลื่อนช้าลงกว่าเดิม
เมฆบนภูเขาเบาบางดุจผ้าคลุม มันลากหางยาวสะบัดพลิ้วไปตามลม บางครั้งเมฆก้อนเล็กๆ ก็ถูกลมพัดปลิวไป ทว่ายังไม่ทันจะร่วงถึงขอบฟ้าก็มลายหายไปสิ้น เมฆเบื้องไกลแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเรื่อย เคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูง สลายตัวและก่อตัวใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แสงแห่งทิวากาลพลันหม่นลงอย่างรวดเร็ว
“!”
แม่นางสามสีสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
แววตาของนางกลับมาแจ่มชัดดังเดิม ทันที่ทีนางลุกขึ้น จังหวะของสรรพสิ่งต่างๆ บนใต้หล้าที่เคยถูกเร่งเร้าก็กลับคืนสู่ปกติ
แสงจากฟากฟ้าหม่นลงจริงๆ
แม่นางสามสีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองนักพรตหนุ่ม
“มีอะไรหรือแม่นางสามสี”
น้ำเสียงของเขายังคงนุ่มนวลเช่นเดิม
“เจ้ามองภูเขาอย่างเดียวเลยหรือ”
“ใช่แล้ว”
“แล้วเมื่อครู่เจ้าเห็น… เมฆบนฟ้า… วิ่ง… วิ่งเร็วมาก… หรือไม่”
“ไม่เห็นนะ”
“เจ้าไม่ได้มองไปทางนั้นตลอดหรอกหรือ”
“ข้ามองอยู่ตลอด”
“แล้วเจ้าเห็นสิ่งใด”
“เห็นสิ่งที่ข้าอยากเห็น”
“แล้วเจ้าเห็นอะไรกันแน่”
“พลังวิญญาณอันลี้ลับและประตูสู่สรวงสวรรค์” ซ่งโหยวกระซิบบอกนางเบาๆ ก่อนจะแย้มยิ้มละไม “ดูท่าว่าแม่นางสามสีจะได้เห็นสิ่งที่น่าสนใจเข้าเสียแล้ว”
“แม่นางสามสีเห็น…”
เด็กหญิงตัวน้อยหันมามองเขาอย่างลุกลี้ลุกลน นางพยายามโบกไม้โบกมือเล่าเรื่องราวอย่างขะมักเขม้น พยายามเค้นคำพูดออกมาอย่างตะกุกตะกักเพื่อถ่ายทอดภาพที่ได้เห็นให้เขาฟัง
เมื่อเล่าจบ นางก็ยังคงจ้องมองนักพรตด้วยความไม่มั่นใจ “เจ้าเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจแล้ว”
“จริงๆ หรือ”
“แน่นอน” นักพรตหนุ่มยิ้มให้นาง “เมื่อใดที่จิตวิญญาณเชื่อมต่อกับฟ้าดิน ก็มักจะลืมเลือนวันเวลาไปด้วย แม่นางสามสีมีไหวพริบและสติปัญญาหลักแหลม จึงเข้าสู่สภาวะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติได้โดยไม่รู้ตัว”
“แม่นางสามสีนึกขึ้นได้ว่าฟ้าใกล้จะมืดแล้ว แต่ยังมิได้ไปเก็บฟืนมาให้นักพรตเลยสะดุ้งตื่นขึ้นมา”
“เช่นนั้นก็นับว่าตื่นมาได้จังหวะพอดี
“อื้อ…”
เด็กหญิงตัวน้อยจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่งด้วยแววตาประดุจยามที่นางยังเป็นแมวสามสี จากนั้นก็นิ่งไปสักพักแล้วจึงลุกขึ้นยืนอย่างไม่มั่นคงนัก ก่อนจะเดินเตาะแตะมุ่งหน้าไปยังภูเขาใหญ่เบื้องหลังเพื่อหาเก็บเศษฟืนสำหรับทำอาหารและประทังความหนาวในคืนนี้
ยามนี้จึงเหลือเพียงม้าขนแดงและเจ้านกนางแอ่นที่อยู่เป็นเพื่อนซ่งโหยว
เหล่านักพเนจรที่ขึ้นเขามาในวันนี้ต่างเริ่มแยกย้ายไปตามทางของตน บ้างชมทัศนียภาพเขาจุนเจ่อจนอิ่มเอมใจแล้วก็รีบลงเขาไปก่อนฟ้ามืด บ้างเสาะหาที่กำบังลมเตรียมค้างแรมบนเขา หยิบเอาผ้าห่มผืนหนาออกมาห่อหุ้มกาย บ้างก็รวมกลุ่มกับมิตรสหายผู้มีปณิธานเดียวกันจุดคบไฟร่ำสุรา ร่ายบทกวีและชนแก้วกันอย่างครื้นเครง ตั้งใจจะใช้เวลาทั้งคืนไปกับการสังสรรค์
นักพรตหนุ่มกวาดสายตามองคนเหล่านั้นเพียงครู่หนึ่งก่อนจะเบนสายตากลับมา
ความสง่างามและกลไกอันเร้นลับแห่งเขาจุนเจ่อล้วนสถิตอยู่ในใจเขาเรียบร้อยแล้ว
มินานนัก ขุนนางหนุ่มแซ่เหวยก็เดินกลับมาหาซ่งโหยวอีกครั้ง เขาประสานมือคารวะพลางเอ่ยขึ้น
“วันนี้ต้องขอบคุณคุณชายที่ช่วยปัดเป่าหมอกควันในใจข้า ข้ารู้สึกสบายใจและเป็นอิสระขึ้นมาก เมื่อครู่เห็นท่านกำลังเข้าฌานบำเพ็ญตนจึงไม่กล้ารบกวน ยามนี้เห็นท่านว่างแล้ว จึงอยากมาเชิญคุณชายไปร่วมวงด้วย มีเหล่าขุนนางและบัณฑิตจากทั่วสารทิศมารวมตัวกัน ร่ำสุราทานเนื้อร้อนๆ ผิงไฟคลายหนาว พวกเขาหาที่กำบังลมได้ไม่เลวเลย…”
“ขอบใจในความปรารถนาดีของท่าน เพียงแต่ข้าเองก็มีอุปกรณ์ไว้รับมือกับลมหนาวแล้ว น้ำและอาหารไม่มิได้ขาดแคลน ไม่รบกวนพวกท่านจะดีกว่า”
“ข้าสิควรเป็นฝ่ายขอบคุณท่าน”
เมื่อเห็นเขาปฏิเสธอย่างนุ่มนวล ขุนนางหนุ่มก็มิได้เซ้าซี้ แต่ก็ยังไม่ได้จากไปในทันที เขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าแล้วชวนคุยต่อว่า “จริงด้วย วันนี้คุณชายบอกว่าเป็นพื้นเพเดิมชาวอี้โจว ไม่ทราบว่าท่านเพิ่งเดินทางมาจากที่ใดหรือ”
“ข้ามาจากเฟิงโจว”
“คุณชายก็มาจากเฟิงโจวหรือ”
“ใช่แล้ว” ซ่งโหยวยิ้มบางๆ พลางตอบอย่างใจเย็น “แต่พวกข้าไม่ใช่เทพเซียนที่สิ้นอายุขัยจากภัยพิบัติแห่งเฟิงโจวแล้วกำลังจะไปรับตำแหน่งบนสวรรค์หรอกนะ”
“ฮ่าๆๆ…”
ขุนนางหนุ่มอดหัวเราะไม่ได้ ก่อนจะถามต่อว่า “ข้าเพียงอยากถามว่า ท่านได้ไปเยือนตอนใต้ของเฟิงโจวมาหรือยัง”
“ข้าไปมาแล้ว”
“โอ้” ขุนนางหนุ่มเริ่มมีท่าทีตื่นเต้น “ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง”
“ท่านหมายถึงเรื่องใดหรือ…”
“ก็ต้องหมายถึงทัศนียภาพน่ะสิ ถ้ามีเรื่องแปลกประหลาดอัศจรรย์ก็ยิ่งดี ข้าน่ะหลงใหลในความลี้ลับของขุนเขาและสายน้ำนัก ก่อนหน้านี้ตอนออกพเนจรไปถึงชายฝั่งแคว้นล่างโจว เคยได้ยินว่าทางใต้ของเฟิงโจวเกิดเหตุพสุธากัมปนาท จนลำน้ำอิ่นเจียงไหลย้อนกลับสู่ทางน้ำเดิม ช่วงเวลานั้นทางใต้ของเฟิงโจวเต็มไปด้วยเสียงโหยหวนของภูตผีและสายฟ้าฟาดท่ามกลางวันแดดจัด ตอนนั้นข้าก็อยากจะไปเห็นกับตา ทว่าบ้างก็ว่าที่นั่นมีแต่ป่าเขารกชัฏทุรกันดาร ไร้ความวิจิตรงดงาม หากข่าวลือเป็นเท็จก็คงเสียเที่ยว แต่หากเป็นจริงก็เกรงว่าจะเป็นฝีมือของเหล่าปีศาจ จึงไม่กล้าไปเยือน”
กล่าวจบเขาก็จ้องมองซ่งโหยว “ในเมื่อคุณชายเดินทางมาจากที่นั่น เช่นนั้นแล้วข้าจึงอยากถามถึงสถานการณ์ที่นั่น”
“ตลอดหนึ่งปีมานี้ ข้าไม่เจอปีศาจเลยสักตน” ซ่งโหยวตอบตามจริง “ถือว่าเป็นข่าวลืออันน่าสะพรึงกลัวนัก ถึงบัดนี้ชาวบ้านในกุยจวิ้นก็ยังมิกล้าย่างกรายเข้าไป ทว่าหากท่านมีใจเด็ดเดี่ยวพอจะเป็นคนแรกที่ไปเยือนที่นั่น ข้าเชื่อว่าทัศนียภาพทางใต้ของอำเภออิ่นหนานจะไม่ทำให้ท่านเสียเที่ยวแน่นอน”
ขุนนางหนุ่มได้ฟังก็เบิกตาโต มองนักพรตหนุ่มอย่างตกตะลึง
เขาเห็นเพียงใบหน้าเปื้อนยิ้มของซ่งโหยว
ดวงตาคู่นั้นหาได้แฝงด้วยความเท็จแต่อย่างใด
……………