ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 530 ใครว่าทะเลทรายไม่ต้อนรับแขก
บทที่ 530 ใครว่าทะเลทรายไม่ต้อนรับแขก
ปึก! ปึก! ปึก!…
ซ่งโหยวใช้มือข้างหนึ่งถือแผ่นแป้งหนาง ส่วนอีกข้างถือหินก้อนหนึ่งแล้วออกแรงทุบลงไปอย่างแรง
แผ่นแป้งย่างนั้นแห้งสนิท แข็งราวกับเหล็กกล้า ยากจะทุบให้แตกได้
มิน่าเล่า พ่อค้าถึงพกมันเดินทางข้ามทะเลทรายได้
ปึก ปึก…
แมวสามสีหมอบอยู่ข้างกาย อาศัยร่มเงาจากร่างของนักพรตที่ทอดลงมาบังแดด นางมองดูเขาพลางทำหน้าเซ่อระคนประหลาดใจ
เสียงกระทบแต่ละครั้ง ร่างของนางก็สั่นเทิ้มตามไปด้วยหนึ่งที
ผ่านไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนนางจะทนดูต่อไปไม่ไหว จึงมุดออกจากร่มเงาอย่างเงียบเชียบ ยื่นอุ้งเท้าหน้าที่มีถุงมือขาวเล็กๆ ออกมา กางกรงเล็บแหลมคมดุจกลีบดอกไม้ แล้วกรีดลงบนแผ่นแป้งย่างของซ่งโหยวเบาๆ ทีหนึ่ง
กรงเล็บโค้งเล็กที่งามราวกับหยกเนื้อดีนั้น แม้จะมีความยาวไม่เท่าความหนาของแผ่นแป้ง ทั้งยังเพียงแค่กรีดผ่านผิวหน้าไปอย่างแผ่วเบา ทว่ากลับตัดแผ่นแป้งย่างออกมาได้ชิ้นหนึ่งอย่างง่ายดาย
แมวสามสีถอยกลับไปหมอบที่เดิมเงียบๆ เงยหน้าจ้องมองนักพรตหนุ่มเขม็ง
“…”
นักพรตหนุ่มก้มลงมองสบตานาง ก่อนจะถอนหายใจออกมา “แม่นางสามสี ทำเช่นนี้ไม่สนุกเลยนะ”
แมวสามสีไม่พูดจา ยังคงจ้องเขาตาไม่กะพริบ
คล้ายกับอยากจะดูว่าเขาจะกินเจ้าสิ่งนี้อย่างไร
“เฮ้อ…”
นักพรตหนุ่มถอดถอนใจยาว
ส่วนที่แข็งที่สุดของแผ่นแป้งย่างคือขอบด้านนอก ซึ่งแข็งไม่ต่างจากก้อนหิน ส่วนด้านในจะนุ่มกว่าเล็กน้อย ทว่าก็ยังเหมือนดินเหนียวที่แห้งกรัง ซ่งโหยวบิออกมาชิ้นหนึ่ง ส่งเข้าปากแล้วใช้ความอุ่นและน้ำลายในช่องปากค่อยๆ ทำให้มันอ่อนตัวลง ขณะเดียวกันก็ใช้มือป้องหน้าผากแหงนมองท้องฟ้า
ดวงตะวันราวกับจะแผดเผาปฐพีให้ละลาย
ทะเลทรายดูราวกับไร้ซึ่งขอบเขต
ในที่สุดแผ่นแป้งย่างก็ค่อยๆ อ่อนนุ่มลง ปลดปล่อยกลิ่นหอมของแป้งหมี่และกลิ่นงาคั่วออกมา มีรสหวานจางๆ เค็มอ่อนๆ ท่ามกลางทะเลทรายเช่นนี้ กลับรู้สึกว่ารสชาติไม่เลวเลยทีเดียว
ซ่งโหยวกินชิ้นเล็กหมด ก็บิเพิ่มอีกชิ้น
ทว่าไม่นานนักเขาก็เริ่มรู้สึกคอแห้งผาก จำต้องจิบน้ำตามไปอึกหนึ่ง แต่ก็มิกล้าดื่มมากเกินไป
แมวสามสียังคงจ้องเขาเขม็ง
ครู่ต่อมา ในที่สุดนางก็ละสายตา หันไปมองทางอื่น ก่อนจะโจนทะยานออกไปดุจสายฟ้าฟาด พุ่งไปยังเนินทรายในมุมมืดแล้วตะกุยทรายอย่างบ้าคลั่ง
เห็นเพียงฝุ่นทรายฟุ้งกระจายขึ้นไปสูงลิ่ว
เพียงไม่กี่อึดใจ แมวสามสีก็คาบกิ้งก่าสีดินเหลืองตัวหนึ่งกลับมา เดินส่ายอาดๆ ราวกับขุนพลผู้ชนะศึก นางวางกิ้งก่าลงตรงหน้าซ่งโหยว แล้วเงยหน้าจ้องดูเขาที่กำลังกินแป้งย่างตาไม่กะพริบ
“กินนี่สิ!”
แม่นางสามสีเอ่ยปาก
“ไม่กิน ขอบใจเจ้ามาก”
ซ่งโหยวตอบพลางบิแป้งย่างต่อ
“กินสิ!”
แมวสามสีใช้อุ้งเท้าสะกิดกิ้งก่าอีกครั้ง
“แม่นางสามสีกินเองเถิด”
“คนที่นี่เขากินเจ้านี่กันทั้งนั้น! ย่างกินน่ะ!” แมวสามสีพยายามโน้มน้าว “รสชาติเหมือนไก่ที่ท่านชอบกินนั่นแหละ!”
“ข้ามีของกินแล้ว”
“ก็พอได้อยู่นะ”
“มันไม่มีเนื้อ!”
“ไว้คราวหน้าแล้วกัน”
“!”
แมวสามสีแหงนหน้าขึ้น สีหน้าเริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ จ้องเขาอยู่พักใหญ่จึงละสายตาไป ส่ายหัวไปมาแล้วคาบกิ้งก่าตัวนั้นหลบไปนั่งกินในร่มเงาเพียงลำพัง
เมื่อมื้อเที่ยงจบลง ก็ออกเดินทางต่อ
ทางข้างหน้าสลับสับเปลี่ยนระหว่างทรายเหลืองกับทรายขาว ทางกรวดหินกับทะเลทรายพาดผ่านกันครั้งแล้วครั้งเล่า ซ่งโหยวเดินทางมุ่งหน้าไปยังอาณาจักรเพลิงพิภพตามทิศทางที่เจ้าเมืองจางชี้แนะ
ยิ่งเดินไปข้างหน้า อุณหภูมิก็ยิ่งสูงขึ้น
ความร้อนพุ่งสูงเกินกว่าอุณหภูมิในร่างกายไปไกลโข อุณหภูมิบนผิวทรายสามารถลวกผิวหนังคนธรรมดาให้พองไหม้ได้ในชั่วพริบตา แมวสามสีจึงจำต้องแปลงกายกลับเป็นมนุษย์ สวมรองเท้าเดินเท้าไป เสื้อผ้าหนาๆ กลับกลายเป็นสิ่งช่วยกันความร้อนได้ดีกว่าเสื้อผ้าบาง
ท้องนภาสีคราม ผืนดินเหลืองอร่าม มองไม่เห็นพรรณไม้แม้สักต้นหรือสัตว์แม้สักตัว
ในช่วงแรกแม่นางสามสียังมีหยุดฝีเท้าบ้าง หันไปจ้องมองบางจุดเขม็ง ราวกับว่าภายใต้ผืนทรายตรงนั้นมีกิ้งก่า งู หรือแมงป่องซ่อนตัวอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าที่แห่งนี้มิได้เงียบสงัดไร้ชีวิตเสียทีเดียว ทว่าหลังจากเดินไปได้สองวัน แม้แต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยเหล่านี้ก็แทบไม่ปรากฏให้เห็น
ยามเดินอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ ทิศทางเริ่มแยกแยะได้ยาก กาลเวลาก็ดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งพิศวง
เพียงกวาดทรายขึ้นมาสักกำมือ ทรายเหล่านั้นอาจมาจากเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ยามกวาดสายตามองไปรอบกาย ทุกสิ่งที่เห็นอาจจะเคยเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่หมื่นปีที่แล้ว และจนกว่าท่านจะจากไป จนกว่าท่านจะเดินไปถึงจุดสิ้นสุดของอายุขัย มันก็ยังคงจะเป็นเช่นเดิม ราวกับไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปรไปเลยแม้แต่น้อย
กาลเวลา ณ ที่แห่งนี้ดูราวกับเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า
ทว่าในขณะเดียวกัน กลับดูเหมือนจะผ่านไปอย่างรวดเร็วยิ่งนัก
เส้นทางที่ซ่งโหยวเดินผ่านในยามนี้ ไม่รู้ว่าเคยมีผู้คนรุ่นก่อนเดินผ่านไปมากเท่าใด และไม่รู้ว่าจะมีคนรุ่นหลังเดินตามมาอีกเท่าไหร่ มีความเป็นไปได้ว่า ทัศนียภาพที่นักพรตหนุ่มและเจ้าแมวได้เห็นในยามนี้ มิได้ต่างไปจากสิ่งที่ผู้คนเมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อนได้เห็นเลย และในอีกหลายร้อยหลายพันปีข้างหน้า หากมีคนรุ่นหลังมาเยือนที่นี่อีกครั้ง ทิวทัศน์ที่พวกเขาโห่ร้องชื่นชม ก็คงแทบไม่ต่างไปจากสิ่งที่ซ่งโหยวเห็นอยู่ในยามนี้เลยแม้แต่น้อย
เฉกเช่นเดียวกับหมู่ดาวที่พราวระยับอยู่เต็มท้องฟ้า
ความรู้สึกเช่นนี้นับว่าพิศวงยิ่งนัก
ราวกับว่ากาลเวลา ณ ที่แห่งนี้ ได้ปรากฏสภาวะขัดแย้งสองประการออกมาพร้อมกัน ทั้งความพร่าเลือนและความชัดแจ้ง
การก้าวเดินอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ ประหนึ่งกำลังเดินอยู่บนจุดสิ้นสุดร่วมกันของโลกและกาลเวลา มันคือความโดดเดี่ยวอันยิ่งใหญ่ ทว่าในขณะเดียวกันก็นับเป็นบททดสอบและการบำเพ็ญตบะที่หาได้ยากยิ่ง
“แม่นางสามสีเคยเห็น หอเกลือหรือไม่”
“คืออะไรหรือ”
“มันคือหอคอยสูงใหญ่ ยอดหอคอยงดงามราวกับหยกขาวและส่องแสงเจิดจ้า หากเป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ต่อให้เจ้าอยู่ห่างออกไปนับสิบลี้ ก็ยังสามารถมองเห็นแสงอันเรืองรองของมันได้ มันเป็นเสมือนดวงตะวันบนผืนดินที่ยากจะจ้องมองด้วยตาเปล่า” ซ่งโหยวกล่าวพลางสาวเท้าเดิน “นั่นคือปาฏิหาริย์ที่สร้างโดยน้ำมือมนุษย์”
“แม่นางสามสีไม่เคยเห็นหอเกลือ”
“ข้าหวังว่าวันหน้าแม่นางสามสีจะได้เห็นมันบ้าง”
“แล้วหอเกลืออยู่ที่ใดเล่า”
“ในอนาคต” ซ่งโหยวกล่าวพลางเม้มริมฝีปาก ก่อนจะเสริมว่า “อาจจะเป็นเช่นนั้น”
“อนาคตที่ว่านั้นอีกนานเท่าใดหรือ”
“นานเท่าใดน่ะหรือ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” ซ่งโหยวกล่าวอย่างจนใจ “ทำได้เพียงพยายามเร่งให้มันมาถึงเร็วขึ้นอีกนิด”
“เจ้านี่ไม่ฉลาดเลย”
“นั่นสินะ” ซ่งโหยวเอ่ยเสียงแผ่วเพื่อออมน้ำลาย “หากข้าฉลาดเหมือนแม่นางสามสี ข้าคงบันดาลให้มันมาปรากฏอยู่ตรงหน้าเสียตั้งแต่วันพรุ่งนี้แล้ว”
“หืม…”
ผ่านไปครู่หนึ่ง แววตาของนางดูจะอ่อนโยนลงมาก ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “ไยจู่ๆ ถึงพูดเรื่องสิ่งนั้นขึ้นมา”
“เพียงแค่รู้สึกโหยหาเล็กน้อย”
“โหยหาหรือ”
“ใช่แล้ว”
“ไม่เห็นจะเข้าใจเลย…”
“…”
นักพรตหนุ่มใช้ไม้เท้าพยุงกายเดินต่อไปพลางเม้มริมฝีปาก เขาไม่เซ้าซี้ในหัวข้อนี้ต่อ แต่กลับหันไปถามอีกประการหนึ่งว่า “เช่นนั้นแม่นางสามสีเคยได้ยินคำกล่าวนี้หรือไม่”
“แม่นางสามสีเคยได้ยินมาเยอะเชียวนะ!”
“ดวงดาวบนท้องฟ้าก็คือเม็ดทรายบนผืนดิน” ซ่งโหยวกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ยามนี้แม่นางสามสีเหยียบย่ำดวงดาวไปตั้งมากมายเชียวละ”
“หืม…”
เด็กหญิงก้มลงมองเท้าของตนเองทันที
“น่าสนใจใช่ไหมเล่า”
“อืม…”
ทว่าเด็กหญิงกลับหันหน้าไปมองทางข้างหน้า ใบหน้าเล็กๆ นั้นเรียบเฉยไร้ความรู้สึก “ร้อนจะตายอยู่แล้ว พูดให้น้อยลงหน่อยเถิด”
“…”
ซ่งโหยวถึงกับนิ่งเงียบไป
เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวน้อยนี้รู้จักคิดได้ถึงเพียงนี้ ก็นับว่าหาได้ยากยิ่ง
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนได้รับการปลอบประโลม จึงละสายตากลับมาและก้าวเดินต่อไปอย่างเงียบเชียบ
ยามตะวันรอน แสงอัสดงแห่งทะเลทรายก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
คณะนักพรตยังคงก้าวเดินต่อไปท่ามกลางทะเลทราย
อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลง จากที่เคยร้อนระอุกลับกลายเป็นเย็นสบาย ผืนทรายที่เคยร้อนลวกก็เริ่มอุ่นกำลังดี แม่นางสามสีจึงแปลงกายกลับเป็นแมวอีกครั้ง
พรึ่บ…
นกนางแอ่นบินมาเกาะบนหัวม้า เอี้ยวคอไซ้ขนก่อนจะเอ่ยว่า “คุณชาย ข้างหน้าคงจะเป็นอาณาจักรเพลิงพิภพแล้วละขอรับ ทั่วบริเวณรัศมีสิบสี่ลี้มีไฟลุกโชนอยู่เต็มไปหมด พวกเรามาถูกทางแล้ว ทว่าระยะทางยังเหลืออยู่อีกหลายสิบลี้ เกรงว่าคงจะไปถึงในวันพรุ่งนี้”
“เช่นนั้นก็รอวันพรุ่งนี้เถิด”
“วันนี้พวกเราจะพักแรมกันที่นี่เลยไหมขอรับ”
“อย่าเพิ่งรีบร้อนเลย อาศัยช่วงที่ยังมีแสงอาทิตย์เดินต่ออีกสักพักเถอะ”
“ตกลงขอรับ!”
เงาของคนและสัตว์ทอดข้ามทะเลทรายยาวเหยียด
แมวสามสีเหลียวกลับมามองนกนางแอ่นพลางเดินไปด้วยความสงสัย อุณหภูมิที่เริ่มเย็นลงทำให้ความอยากชวนคุยของนางกลับมาอีกครั้ง “เจ้าเนี่ยนะ ทุกครั้งที่พูด ทำไมถึงเรียกแต่คุณชาย ไม่ยักจะเรียกหาแม่นางสามสีบ้าง”
นกนางแอ่นบนหัวม้าถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง
ก็เพราะแม่นางสามสีตัดสินใจอะไรไม่ได้น่ะสิ
“เพราะว่า…เพราะว่าแม่นางสามสีมีเรื่องอื่นต้องให้กังวลใจ วันๆ หนึ่งก็ยุ่งมากอยู่แล้ว เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ จึงไม่จำเป็น…จึงมิกล้ารบกวนแม่นางสามสีให้ลำบากใจเพิ่มขึ้นอีก”
เห็นได้ชัดว่าแม้เจ้านกนางแอ่นจะฟังบทสนทนาระหว่างนักพรตกับแมวสามสีมานานหลายปีจนซึมซับมาบ้าง แต่ด้วยขีดจำกัดทางธรรมชาติ ทำให้ยังไม่เชี่ยวชาญทักษะการสื่อสารกับแม่นางสามสีนัก คำพูดคำจาจึงดูไม่เป็นธรรมชาติและมีติดขัดอยู่บ้าง
“?”
เจ้าแมวจ้องมองนกนางแอ่นด้วยความกังขา
มนุษย์ยังไม่อาจมองเห็นอารมณ์จากใบหน้าแมวได้ แล้วแมวจะไปมองเห็นอารมณ์จากหน้าตาของนกที่เต็มไปด้วยขนได้อย่างไร
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
เจ้าแมวพยักหน้า เมื่อใจยอมรับได้ก็กลายเป็นมีความสุขขึ้นมาทันที ก่อนจะถามต่อว่า “แล้วทำไมทุกครั้งที่เจ้าลงมาพัก ถึงต้องไปยืนบนหัวม้า บางทีก็ยืนบนไหล่นักพรต แต่ไม่เคยมานั่งบนหลังแม่นางสามสีเลยล่ะ ตัวเจ้าก็เล็กนิดเดียว แม่นางสามสีแบกเจ้าไหวอยู่นะ”
“เพราะว่า…เพราะว่าทุกวันนี้แม่นางสามสีต้องวุ่นอยู่กับการดูแลข้าและคุณชายจนเหนื่อยมากแล้ว ข้าจะกล้าทำให้แม่นางสามสีต้องเหนื่อยกว่าเดิมได้อย่างไรกันเล่า”
“แต่เจ้าตัวนิดเดียวเองนะ ไม่หนักหรอก แม่นางสามสีคาบเจ้าเดินไปก็ได้นะ”
“…”
นกนางแอ่นตกใจจนอึ้งงันไป
โชคดีที่ยังอยู่ในร่างนก หากกลายร่างเป็นมนุษย์ ใบหน้าของเขาคงแปรเปลี่ยนจากสีปกติเป็นสีแดงแล้วกลายเป็นสีขาวซีดไปแล้วแน่ๆ
“เรื่องนี้…เรื่องนี้คงไม่ต้องลำบากแม่นางสามสีหรอก”
“ทำไมล่ะเมี๊ยว”
“หัว…หัวม้านั้นกว้างกว่า ยืนได้มั่นคงกว่า! หลังของแม่นางสามสีนั้นแคบ ทั้งยังไม่ราบเรียบ มีขนยาวปุย ยืน…ยืนไม่ค่อยอยู่เท่าไร!”
นกนางแอ่นกำลังใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง
มือหนึ่งต้องพยายามหาคำตอบ อีกมือต้องงัดเอา “ทักษะขั้นสูงในการสนทนากับคุณชายและแม่นางสามสี” ออกมาใช้ นับว่าทำเอาเขาลำบากใจไม่น้อยเลย
“นั่นสินะ”
แมวสามสีพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยปากชวนต่อ “เช่นนั้นคืนนี้แม่นางสามสีจะพาเจ้าไปล่าสัตว์แล้วกัน ในผืนทรายมีทั้งงู กิ้งก่า แล้วก็แมงป่องซ่อนอยู่ แถวนี้เริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ กลางวันพวกมันมุดหนีลงไปลึกกว่าแถวนั้นเสียอีก พอตกกลางคืนถึงจะออกมา แม่นางสามสีจะพาเจ้าไปจับ พรุ่งนี้จะได้เอาไปย่างกินที่โน่น”
“แม่…แม่นางสามสี ข้าเป็นเพียงนกตัวหนึ่งเท่านั้น”
“เช่นนั้นก็ช่างเถิด”
“เฮ้อ…”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็มากลิ้งเล่นบนทรายสิ! ทรายนี่อุ่นนะ กลิ้งไปมาเหมือนได้แช่น้ำอุ่นเลยล่ะ!”
“ไม่…ไม่ดีกว่า…”
“เช่นนั้นเจ้าก็…”
นักพรตหนุ่มก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่วอกแวก
ทว่าจู่ๆ เขากลับแก้ผ้าคลุมหน้าออก เผยมุมปากประดับรอยยิ้มที่ตัวเขากลั้นไว้ไม่อยู่
ดวงตะวันลับขอบฟ้าไกลโพ้น ทว่านั่นกลับเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุด
คืนนี้ไม่มีกองไฟ เพราะไร้ซึ่งฟืนจะเชื้อเพลิง
ทว่ามีแสงสายัณห์อันวิจิตรฉาบขอบฟ้า หมู่ดาวเริ่มทยอยปรากฏให้เห็น คาดว่าจนถึงรุ่งสาง โลกใบนี้คงมิได้มืดมิดจนเกินไปนัก
เพียงแต่ยามราตรีเริ่มมีลมพัดพาเอาความหนาวเย็นมาเยือน
แมวสามสีดูจะอารมณ์ไม่ดีนัก เพราะคืนนี้นางอุตส่าห์ลงแรงวิ่งไปเสียไกล จับงูเล็กมาได้สองตัวกับแมงป่องอีกไม่กี่ตัว ตั้งใจจะเอามาให้นักพรตของนางทาน ทว่านักพรตผู้นี้คราแรกก็บอกว่าที่นี่ไม่มีฟืน เขาไม่กินของดิบ นางบอกว่าจะพ่นไฟย่างให้ เขาก็บอกว่าไม่กินอาหารที่ปรุงจากไฟอาคม นางครุ่นคิดอยู่นานจนนึกวิธีใช้ทรายร้อนๆ กลบจนสุกได้ เขากลับบอกว่ายังเหลือผลมี่กวาอยู่อีกลูกหนึ่ง หากไม่รีบทานให้หมดวันนี้มันจะเสียก่อน
หากไม่รีบกินผลมี่กวาจะเสีย แล้วพวกแมงป่องกับงูตัวเล็กๆ พวกนี้จะไม่เน่าหรืออย่างไร
ด้วยเหตุนี้นางจึงหมอบอยู่ด้านข้าง ไม่ยอมสนใจนักพรตหนุ่ม
ทว่าเมื่อราตรีล่วงเลย อุณหภูมิยิ่งลดต่ำลง หมู่ดาวกลับยิ่งสุกสกาวระยับตา นางมองดูดวงดาวเหล่านั้นพลางหลงลืมความขุ่นข้องหมองใจก่อนหน้า แล้วคลานเข้าไปอิงแอบข้างกายนักพรต กระซิบถามเขาเบาๆ
“บนดินมีทรายหนึ่งเม็ด บนฟ้าก็จะมีดาวหนึ่งดวงจริงหรือ”
“เขาก็ว่ากันเช่นนั้น”
“ดวงดาวบนฟ้าจะมีมากเท่าเม็ดทรายบนดินได้อย่างไรกัน”
“แม่นางสามสีคงยังไม่รู้ ดวงดาวบนท้องฟ้านั้น อาจจะมีมากกว่าเม็ดทรายบนผืนดินเสียอีก”
“จริงหรือเมี๊ยว”
“เดาเอาน่ะ”
“เดาเอาหรอกหรือ!”
“อาจจะนะ”
“อาจจะ…”
เจ้าแมวเลียนแบบท่าทางของเขา ล้มตัวลงนอน เหยียดขาตรงทั้งสองข้าง วางมือราบไปกับพื้น มีเพียงหางที่ชี้ตั้งตรงคลุมร่างไว้ประหนึ่งผ้าห่มผืนน้อย หมู่ดาวนับล้านส่องประกายวาววับในดวงตาสีอำพันของนาง นางจ้องมองอยู่นานแสนนาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาในทันใด “เช่นนั้น ต่อไปเจ้าจะพาแม่นางสามสีไปดูหอเกลือหรือไม่”
“…”
นักพรตหนุ่มนิ่งเงียบไปนานแสนนาน ก่อนจะเอ่ยว่า
“อาจจะนะ”
“อาจจะ!”
“อาจจะ”
“อาจจะ!!”
“ใครจะไปรู้เรื่องของอนาคตเล่า”
“เจ้าก็ลองเดาสิ!”
“เดาไม่ถูกหรอก”
“เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ฉลาดเลย”
เจ้าแมวส่ายหัวไปมา แล้วกลับไปดูดาวต่อ
หางขยับกวาดไปมา นางเองก็ตะปบเล่นไปโดยที่ไม่รู้ตัวเช่นกัน
ไม่รู้ว่าผล็อยหลับไปตอนไหน
ท่ามกลางความสะลึมสะลือ นางคล้ายกับฝันไป
ในฝันนั้น ท่ามกลางมหาทะเลทรายอันกว้างใหญ่ มีหอคอยสูงตระหง่านถูกสร้างขึ้นเรียงราย เป็นหอคอยสมบัติเจ็ดชั้นอันวิจิตร ทว่ายอดหอคอยนั้นทำจากหยกขาว ส่องแสงเรืองรองประดุจดวงตะวัน
จากนั้นนางก็ฝันถึงริมทะเล
ที่นั่นแม้จะแดดจัด ทว่ามีน้ำมากมายมหาศาลสุดลูกหูลูกตา เพียงแค่ปีนขึ้นต้นไม้ไปสอยมะพร้าวลงมาลูกเดียวก็คลายกระหายได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องประหยัดน้ำแม้แต่น้อย เพียงแค่เดินไปรอบชายหาด ก็สามารถหากุ้งหอยปูปลามาประทังหิวได้มากมาย ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีอะไรกิน ที่สำคัญคือสัตว์ทะเลนั้นช่างมีรสชาติล้ำเลิศยิ่งนัก นักพรตเองก็ยังร่วมทานด้วย ที่นั่นราวกับเป็นโลกคนละใบกับที่แห่งนี้
ส่วนนักพรตหนุ่มข้างกายยังคงลืมตาอยู่ เขาตกอยู่ในห้วงคำนึงอันเงียบงัน นับเป็นคืนที่หาได้ยากยิ่งที่เจ้าแมวหลับไปก่อนเขา
ราตรีดึกสงัด ท้องฟ้าพร่างดาวกลับยิ่งงดงามเจิดจ้า ยามนอนทอดกายกลางมหาทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ความรู้สึกโดดเดี่ยวพลันเอ่อล้นขึ้นมา ในดวงตาสะท้อนภาพทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ คล้ายจะมองเห็นความต่ำต้อยน้อยนิดของตนเอง ทว่าไม่ว่าจะเป็นมหาทะเลทรายหรือทางช้างเผือกนี้ ต่างก็ดำรงอยู่มานานนับปีจนไม่อาจคะเน เมื่อเปรียบกับชีวิตมนุษย์ที่แสนสั้น ประหนึ่งว่าจุดกำเนิดของอารยธรรมเพิ่งผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
นี่ก็นับเป็นการบำเพ็ญตบะที่หาได้ยากยิ่งประการหนึ่งเช่นกัน
“…”
นักพรตหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก
ใครว่าทะเลทรายไม่ต้อนรับแขก
ดูเถิด ยังมีแสงดาวพราวพร่างฟ้าคอยต้อนรับอยู่
ง