ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 533 เทพเซียนไม่เคยตระบัดสัตย์
บทที่ 533 เทพเซียนไม่เคยตระบัดสัตย์
………………..
“ข้าอยากขอแรงจากพวกเจ้าทั้งสองสักหน่อย” ซ่งโหยวเอ่ยขึ้นขณะมุ่งหน้าไปยังภูเขาทราย
“ขอแรงรึ!”
“คุณชายกล่าวมาได้เลย”
“ข้าจะตั้งแท่นบูชาขอฝน ทว่าผืนฟ้านี้เดิมทีไร้ฝน มิเพียงไร้ฝน แม้แต่ไอความชื้นและพลังวิญญาณก็เบาบางยิ่งนัก ดังนั้นการตั้งแท่นบูชาครั้งนี้จึงเป็นการวางค่ายกลด้วยในตัว” ซ่งโหยวเอ่ยพลางก้าวเดิน “การตั้งแท่นคือการอธิษฐานต่อฟ้าดิน ทั้งยังเป็นการแจ้งต่อสวรรค์ จำต้องใช้เทียนสามชนิดที่ต่างกัน และธูปอีกเก้าชนิด”
“เทียนสามชนิด ธูปเก้าชนิดหรือขอรับ” นกนางแอ่นทวนคำ
“เทียนมีหลายชนิดด้วยหรือ” แมวน้อยฉงนใจ
“เทียนสามชนิดนั้นหาไม่ยาก เพียงเข้าไปสอบถามตามร้านรวงในซาตู ย่อมหาได้แน่นอน” ซ่งโหยวกล่าว “เทียนไข เทียนขี้ผึ้ง เทียนน้ำมันกัญชงหรือเทียนน้ำเต้า เลือกมาสามอย่างก็พอ ซาตูเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างดินแดนตะวันตกและจงหยวน ไม่ถึงขั้นหาได้ไม่ครบหรอก”
“เทียนอะไรนะ…กัญ…น้ำเต้า…”
“แล้วธูปเล่า”
“ธูปนั้นยุ่งยากกว่าเล็กน้อย ในสถานที่เดียวกัน นอกจากธูปที่พวกขุนนางเชื้อพระวงศ์ใช้กันเองแล้ว ชาวบ้านทั่วไปมักจะมีธูปเพียงหนึ่งหรือสองชนิด และส่วนผสมของแต่ละร้านก็แทบจะเหมือนกันหมด” ซ่งโหยวเมินคำถามของแม่นางสามสีเสีย “ยังดีที่พวกเราเดินทางมาหลายปี จาริกไปทั่วทุกแห่งหน จึงเคยพบเห็นธูปที่แตกต่างกันมากมาย เพียงแต่ต้องให้พวกเจ้าไปซื้อหรือเก็บรวบรวมวัตถุดิบมาให้ข้า”
“ได้เลย!”
“วัตถุดิบมีอะไรบ้างหรือ”
“ประการแรกต้องมีก้านไม้ไผ่ยี่สิบเจ็ดก้าน” ซ่งโหยวนึกย้อนขณะเดิน “ส่วนผสมนั้นมีค่อนข้างมาก ทั้งใบสน ไป๋จื่อ กานพลู กล้วยไม้ป่า ไม้กฤษณา และอื่นๆ อีกหลายอย่าง บอกทั้งหมดคราวเดียวพวกเจ้าคงจำได้ไม่หมด ประเดี๋ยวข้าจะเขียนลงกระดาษ ทำรายการพร้อมปริมาณมากน้อยและความยากง่ายในการหาซื้อ บางอย่างอาจต้องลงไปหาทางทิศใต้จึงจะมี”
“ตกลง!”
“การตั้งแท่นบูชาต้องใช้เวลาเพื่อสะสมไอความชื้นและพลังวิญญาณ ช่วงเวลานี้ข้าจะอยู่บนเขาตลอด ฝากพวกเจ้าช่วยดูแลเจ้าม้าด้วย” ซ่งโหยวกล่าวพลางชะงักไปเล็กน้อย “แถวนี้หญ้ามีน้อย ทางที่ดีควรพามันไปยังที่ที่ไกลจากทะเลทรายหน่อย หากมีแหล่งน้ำด้วยจะดียิ่ง แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องรบกวนท่านเจ้าเมืองจางช่วยดูแลให้”
“แม่นางสามสีดูแลม้าเก่งที่สุด!”
“เยี่ยนอันจดจำไว้แล้วขอรับ”
ซ่งโหยวเริ่มปีนเขาขึ้นไป
ทว่าครานี้ต่างจากครั้งก่อน จากที่เคยเดินสามก้าวแล้วลื่นไถลไปสองก้าวนั้น ทุกย่างก้าวกลับมั่นคงเด็ดเดี่ยวนัก ไม่มีแม้แต่จะจมลงในทราย ราวกับภูเขาแห่งนี้ไม่ได้ก่อขึ้นจากทราย แต่เป็นผนังหินขรุขระสีทองอร่ามขนาดมหึมา
ไม่นานซ่งโหยวก็เดินนำหน้าไปถึงยอดเขา เขาเขียนรายชื่อวัตถุดิบทำธูปให้ภูตน้อยทั้งสอง จากนั้นจึงจัดตั้งแท่นบูชา
แท่นบูชามีอานุภาพหลักอยู่สองประการ
หนึ่งคือเพื่อกักเก็บพลังอาคม
สองคือเพื่ออธิษฐานต่อเทพยดาฟ้าดิน
ในยุคบรรพกาล ผู้บำเพ็ญตบะมักใช้ประโยชน์ในข้อแรกมากกว่า ต่อมาเมื่อวิถีเทพเจริญรุ่งเรืองแต่วิถีบำเพ็ญเสื่อมถอย จึงอาศัยประโยชน์ข้อที่สองเป็นหลัก
ยามที่ต้องกระทำการใหญ่โตซึ่งต้องใช้พลังอาคมมหาศาล มักจะเกิดสถานการณพลังอาคมไม่เพียงพอ ในยามนั้นจึงสามารถตั้งแท่นบูชา เพื่อกักเก็บพลังอาคมของตนไว้ด้วยวิธีการพิเศษ เมื่อสะสมจนมากพอก็จะนำออกมาใช้
ซ่งโหยวบำเพ็ญวิชาวัฏจักรสี่ฤดู พลังวิญญาณจึงเป็นพลังตามฤดูกาล ข้อดีคือพลังบางส่วนจะมีไอความชื้นแฝงมาด้วย ทว่าก็มิใช่พลังวิญญาณทั้งหมดจะมีผลเช่นนั้น
เมื่อคำนวณดูแล้ว จริงๆ ก็มีไม่มากนัก
จิตวิญญาณธาตุน้ำในที่แห่งนี้เบาบางจนแทบจะไม่มี ลำพังจะนำเพียงพลังวิญญาณเหล่านี้มาเติมเต็ม ย่อมไม่เพียงพอที่จะบันดาลให้ฝนตกเป็นบริเวณกว้างได้
ดังนั้นจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป ต้องตั้งแท่นบูชา เพื่อสั่งสมพลังวิญญาณเหล่านี้ไปวันต่อวัน
จนกว่าจะเพียงพอต่อการเรียกฝน
ในวันเดียวกันนั้น ภูตน้อยทั้งสองก็ได้นำเทียนสามชนิดกลับมา หลายวันต่อจากนั้นพวกเขาก็ยุ่งวุ่นวายอยู่ข้างนอก บางครั้งแยกย้ายกันไปสองทาง ใช้ความสามารถของตนเป็นประโยชน์ ตนหนึ่งเข้าไปในซาตูเพื่อเปรียบเทียบราคาซื้อวัตถุดิบราคาถูก อีกตนบินไปแสนไกลเพื่อเก็บวัตถุดิบจากธรรมชาติ บางครั้งก็ออกไปพร้อมกัน แบ่งหน้าที่กันอย่างสอดประสาน
หลังจากซ่งโหยวจัดวางแท่นบูชาเสร็จสิ้น เขาก็พำนักอยู่บนเขาตลอดมา ทุกวันจะถ่ายโอนพลังอาคมเข้าไปด้วยวิธีเฉพาะ เวลาที่เหลือคือนั่งอยู่บนยอดเขา เฝ้ามองดวงตะวันขึ้นลับขอบฟ้าและจันทราดาราที่เปลี่ยนผันไปเรื่อย
เบื้องล่างภูเขายังคงมีฝูงอูฐและขบวนพ่อค้าวานิชสัญจรไปมาไม่ขาดสาย
ที่นี่คือเส้นทางที่มิอาจเลี่ยงได้ในการเข้าออกดินแดนตะวันตก
ครั้นเหล่าพ่อค้าที่ผ่านมายังจุดพักม้าเย่าเฉวียนแหงนหน้ามองขึ้นไป ก็ยังคงเห็นท้องฟ้าสีครามกว้างไกลไร้สีสันอื่น พื้นดินก็ยังคงมีเพียงภูเขาทราย ทว่าบนยอดภูเขาทรายที่สูงที่สุดนั้น กลับปรากฏโต๊ะสูงหนึ่งตัวและนักพรตผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ยามที่ผู้คนเดินผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ต่างอดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองไปทางนั้น
ต่างฝ่ายต่างกลายเป็นทัศนียภาพในดวงตาของกันและกัน
รอจนกระทั่งภูตน้อยทั้งสองรวบรวมวัตถุดิบได้ครบถ้วน และอาศัยแดดกล้าในทะเลทรายตากจนแห้ง ซ่งโหยวจึงพาพวกเขานั่งลงบนยอดภูเขาทราย เริ่มทำธูปอย่างไม่รีบร้อน
“ทำชนิดไหนก่อนดีเล่า”
ซ่งโหยวนิ่งคิดครู่หนึ่งจึงเผยยิ้มออกมา
เขาหยิบใบสน กล้วยไม้ป่า กานพลู และพืชป่าที่ดูธรรมดาอีกหลายชนิดมาไว้ในมือ เพียงออกแรงบีบเบาๆ แล้วคลายมือออก สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นเศษผงละเอียด
ทว่าเขามิได้บีบต่อไป แต่กลับหันไปกล่าวกับภูตน้อยทั้งสองที่ถือครกกับสากอยู่ว่า “ตำให้ได้ความละเอียดประมาณนี้ก็พอแล้ว”
“ละเอียดเท่านี้!”
“ทราบแล้วขอรับ”
เด็กหนุ่มนางแอ่นไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบใบสนกำหนึ่งใส่ลงในครก กำสากไว้แน่นแล้วเริ่มลงมือตำ
แม่นางสามสีจ้องมองนักพรตตาเขม็ง เดิมทีนางอยากจะถามว่า ‘เจ้าก็บีบละเอียดได้เองนี่นา แล้วทำไมต้องใช้ให้พวกข้าตำด้วย’ แต่เห็นเด็กหนุ่มข้างกายเริ่มทำงานแล้ว นางย่อมไม่อยากยอมแพ้ จึงกลืนคำพูดนั้นลงไป แล้วหยิบกล้วยไม้ป่าขึ้นมากำหนึ่ง
ทว่านางมิได้ใส่ลงในครก กลับเอื้อมมือออกไปไกลๆ เลียนแบบท่าทางของนักพรตเมื่อครู่ กำมือขาวผ่องแน่นจนสั่นระริกเพราะออกแรงมากเกินไป
ฟันก็นิ่งขบเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
“!”
เด็กหญิงตัวน้อยเผยสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที จากนั้นจึงหยิบสากขึ้นมาตำด้วยท่าทางไม่เต็มใจและไม่ยอมแพ้
ขณะตำก็ชะโงกคอมอง เปรียบเทียบความละเอียดของสมุนไพรในมือกับกองของนักพรตอยู่เป็นระยะ
หลังจากนั้น ทุกครั้งก่อนจะตำ นางจะต้องหยิบสมุนไพรขึ้นมาบีบในมือก่อน บีบไปพลางครุ่นคิดไปพลาง คอยศึกษาว่าต้องทำอย่างไรถึงจะบีบให้ละเอียดได้เหมือนกับนักพรต แล้วจึงค่อยเริ่มตำต่อไป
เสียงตำหนักแน่นและกังวานแว่วมาจากบนยอดเขาต่อเนื่องเกือบทั้งวัน
ในที่สุดซ่งโหยวก็เริ่มผสมธูป
เขาทำธูปแต่ละชนิดเพียงสามดอก จึงไม่ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่ซับซ้อนอันใด เพียงเลือกยามที่ลมสงบ หรือบอกกล่าวขอให้สายลมหยุดพักครู่หนึ่ง แล้วเทส่วนผสมลงบนโต๊ะแท่นบูชาเพื่อนำมาผสมเข้าด้วยกัน จากนั้นใช้กระดาษแดงกับก้านไม้ไผ่ม้วนห่อให้เป็นแท่งก็เป็นอันเสร็จสิ้น
“แม่นางสามสี เจ้าเลียมันหน่อยสิ”
“ทำไมหรือ”
แมวสามสีถามไปพลางชะโงกหน้าเข้ามาเลียไปพลาง
นางเลียกระดาษแดงจากปลายด้านหนึ่งไปยังอีกด้าน ทำให้เนื้อกระดาษติดกันแน่น
แมวน้อยชะงักไปครู่หนึ่ง ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
เช่นนี้ก็ได้ธูปดอกแรกแล้ว
จนบัดนี้ แม่นางสามสีก็เริ่มสังเกตเห็นบางอย่าง
ก่อนหน้านี้ตอนตำสมุนไพร ทุกอย่างล้วนเป็นส่วนผสมดิบๆ มีกลิ่นต่างกันไป และยังผสมปนเปกันไปหมดโดยไม่มีสัดส่วนที่แน่นอน ทว่ายามนี้เมื่อคัดเลือกส่วนผสมบางส่วนมาผสมรวมกันตามสัดส่วนที่กำหนด ม้วนเป็นธูปความหนาเท่าปลายนิ้ว แลบลิ้นออกมาเลียเบาๆ กลิ่นที่คุ้นเคยก็พุ่งกระทบนาสิกทันที
กลิ่นและเสียงล้วนมีมนตร์ขลัง มักจะผูกโยงเข้ากับความทรงจำเสมอ
บางครั้งความทรงจำอาจเลือนรางไปแล้ว ทว่าเมื่อได้ยินเสียงหรือท่วงทำนองที่คุ้นเคย หรือได้ลิ้มรสกลิ่นอายที่คุ้นชิน สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นเงาแห่งความจำกระชากมันกลับคืนมาทันที
เพียงชั่วพริบตาเดียว มันก็ดึงนางกลับไปยังจุดเริ่มต้น
ณ กระท่อมดินเตี้ยๆ ในหมู่บ้านเชิงเขา เห็นหญิงชรา โต๊ะทำธูปไม้ที่ประกอบขึ้นด้วยตนเอง รางธูปที่เต็มไปด้วยเครื่องหอม และลำแสงที่ทอดเฉียงผ่านหน้าต่างเข้ามา ท่ามกลางลำแสงนั้นมีละอองธูปละเอียดลออ ฉายให้เห็นร่างเงาทั้งสองอย่างชัดเจน
แน่นอนว่ายังมีนักพรตผู้หนึ่งยืนโน้มตัวอยู่ข้างๆ คอยศึกษาอย่างตั้งใจ
ทุกสรรพสิ่งในภวังค์นั้นพลันกระจ่างชัดขึ้น
แม่นางสามสีมองเห็นแมวตัวหนึ่งนั่งเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่แทบเท้าของนักพรต ไม่กล้าเข้าใกล้เขาเกินไปและไม่กล้าอยู่ห่างเกินไป มิใช่เพราะนิสัยเรียบร้อย ทว่าแท้จริงคือไม่กล้าขยับเขยื้อนกายต่างหาก
บัดนี้เมื่อลองนึกย้อนดูพร้อมกับจ้องมองนักพรตที่กำลังทำธูป สีหน้าของเจ้าแมวสามสีกลับยิ่งเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ
นึกว่าแต่ก่อนตัวเองจะความจำไม่ดีเสียอีก
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“ฟู่…”
ประจวบเหมาะกับที่สายลมเย็นพัดมา พร้อมกับแสงอาทิตย์อัสดง
แสงสีทองทอดเฉียงอาบไล้ร่างนักพรต ยามลมพัดพาละอองธูป กลางอากาศพลันเต็มไปด้วยจุดแสงลอยล่อง ส่องประกายระยิบระยับใต้แสงตะวัน
“…”
แมวสามสีสูดจมูก
กลิ่นอายที่ลอยมากับอากาศ คล้ายจะลอยมาจากเมื่อสิบปีที่แล้ว…
ฤดูกาลเปลี่ยนผันจากสารทฤดูเข้าสู่เหมันต์ อุณหภูมิลดฮวบลงในทันใด
ฤดูหนาวปีนี้หนาวเย็นกว่าปีก่อนๆ มากนัก
หากเป็นปีที่ผ่านๆ มา เมื่อถึงยามหนาวเหน็บที่สุด เขตซาตูมักจะมีหิมะบางๆ โปรยปนในยามค่ำคืน ปกคลุมภูเขาทรายและทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทราย เปลี่ยนแผ่นดินให้กลายเป็นทะเลน้ำแข็ง ทุ่งหญ้านั้นมีความลาดชันดูคล้ายระลอกคลื่นกลางทะเล ส่วนภูเขาทรายที่สูงใหญ่ก็เปรียบดั่งคลื่นยักษ์ ครั้นพอรุ่งสางดวงตะวันฉายแสง หิมะจึงจะค่อยๆ ละลายเผยให้เห็นโฉมเดิมของทะเลทราย
อาจเป็นเพราะความหนาวเย็น ขบวนอูฐและเหล่านักเดินทางที่สัญจรอยู่เบื้องล่างจึงเริ่มบางตาลง ทว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา นักเดินทางทุกคนที่ผ่านทางด้านล่างล้วนมองเห็นได้ว่า บนยอดภูเขาทรายที่สูงที่สุดข้างจุดพักม้าเย่าเฉวียน มีแท่นบูชาเพิ่มมาหนึ่งแท่น และมีนักพรตเพิ่มมาหนึ่งรูป
โดยเฉพาะเหล่าขุนนางและทหารในจุดพักม้าเย่าเฉวียน ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจน
บางครั้งมีเพียงนักพรตผู้นั้นลำพัง บางครั้งข้างกายก็มีเด็กชายหญิงคู่หนึ่ง หนึ่งสูงหนึ่งเตี้ย ไม่ว่าวันหรือคืนล้วนอยู่บนเขาลูกนั้น ไม่ดื่มน้ำ ไม่กินอาหาร ไม่รู้ว่ากำลังทำสิ่งใด
เป็นเช่นนี้ล่วงเข้าเกือบร้อยวัน
หลังจากผ่านไปเกือบร้อยวัน ในวันอันแสนธรรมดายิ่งวันหนึ่ง
นักพรตได้สะสมไอความชื้นและพลังวิญญาณไว้มากพอจะบันดาลให้หิมะตกหนักครอบคลุมพื้นที่กว่าครึ่งของซาตูแล้ว เขาจึงลุกขึ้นอย่างไม่ลังเล เรียกเด็กน้อยทั้งสองมาที่หน้าแท่นบูชา
ฟู่…
แม่นางสามสีจุดเทียนแล้วยื่นให้นักพรต
แสงเทียนสามชนิดวูบไหวอยู่กลางสายลม
เด็กหนุ่มนางแอ่นก็คอยจุดธูปทีละดอก แล้วยื่นให้นักพรตเช่นกัน
ธูปเก้าชนิด บางส่วนมาจากอี้โจว บางส่วนจากฉางจิง บางส่วนมาจากแดนเหนือ และบางส่วนจากชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนผสมแต่ละอย่างล้วนต่างกัน ครั้นเผาไหม้ล้วนมีควันครามลอยออกมาเหมือนกัน ทว่ากลับแฝงกลิ่นอายที่ต่างกัน ยามถูกลมพัดกวนรวมกันจึงเกิดเป็นความรู้สึกที่ล้ำลึกสุดหยั่ง
นักพรตปักธูปลงอย่างมั่นคง
มาถึงขั้นนี้ได้ก็ถือว่าเตรียมพร้อมเสร็จสรรพแล้ว
นักพรตอธิษฐานต่อเบื้องบน ขอให้ดลบันดาลสายฝน ก่อนจะฟาดมือลงกับโต๊ะแท่นบูชา
ตูม!
ไอความชื้นและพลังวิญญาณที่สะสมมานานนับร้อยวันระเบิดออกในชั่วพริบตา กลายเป็นแสงทิพย์พุ่งทะยานสู่สรวงสวรรค์ ราวกับจะกระทุ้งผืนฟ้าให้ทะลุ ก่อนจะแผ่กระจายไปตามท้องนภาในทันใด ดุจระลอกคลื่นที่แผ่ซ่านออกไปนับร้อยลี้ในพริบตา
สายลมเย็นยะเยือกลอดผ่านเข้ามา ทำให้เขาที่กำลังตัวสั่นต้องหดคอลง
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง จึงพบว่าหน้าต่างปิดไม่สนิท
“อากาศปีนี้ช่างพิลึกชอบกลเสียจริง…”
ไม่มีถ่านให้ใช้ ซ้ำแล้วยังต้องปิดหน้าต่างให้แน่นหนา
ขุนนางผู้นั้นบ่นพึมพำกระทั่งบรรจงเขียนอักษรตัวสุดท้ายเสร็จ เขาจึงวางพู่กันลงแล้วลุกขึ้นไปปิดหน้าต่าง
ขณะที่เตรียมจะปิดหน้าต่างให้แน่น เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดหน้าต่างชะโงกหน้าออกไปดูตามความเคยชิน
เพียงครู่เดียว เขาก็ถึงกับตะลึงงันไป
นักพรตที่มักจะนั่งขัดสมาธิเข้าฌานอยู่ข้างแท่นบูชาบนยอดเขา วันนี้กลับยืนขึ้นที่ข้างแท่น มิเห็นท่าทางที่โอ้อวดเกินจริงอันใด เห็นเพียงสายลมแรงพัดพาสาบเสื้อและเส้นผมของเขาให้ปลิวไสว มีลำแสงเทพพุ่งทะยานสู่ฟ้าแล้วแผ่ปกคลุมทั่วชั้นบรรยากาศ เสียงดังกัมปนาทประดุจสายฟ้าฟาด ส่งเสริมให้ร่างนั้นดูราวกับเทพสถิตลงมา
“…”
ขุนนางผู้นั้นยืนค้าง ตกอยู่ในอาการตกตะลึงไปทั้งตัว
นี่หรือคือการขอฝนที่เขาเอ่ยถึง
เหตุใดจึงมิเหมือนกับการขอฝนครั้งใดที่เขาเคยพบเห็นมาเลย
วูบ…
พลันบังเกิดลมพัดกระโชกขึ้นกลางฟ้าดิน
สายลมนี้ยังคงหนาวเหน็บ ทว่าหากเทียบกับก่อนหน้านี้ กลับคล้ายว่ามีไอความชื้นปนอยู่หลายส่วน
“ข้าตาฝาดไปเองหรือ…”
ขุนนางผู้นั้นยังคงพึมพำกับตนเอง
ทว่าเขาเห็นได้อย่างถนัดตาว่า บนผืนนภากว้างไกลที่เคยครามใสและลึกซึ้งจนน่าหวาดหวั่น บัดนี้กลับปรากฏกลุ่มควันบางอย่างขึ้นมาทันใด
ช่างยาวนานเหลือเกินที่มิได้เห็นเมฆผืนใหญ่เช่นนี้
ขุนนางเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ปล่อยให้ลมหนาวพัดผ่านกาย เขาเพียงเงยหน้าจ้องมองท้องฟ้าด้วยความตะลึงลาน
เมฆสีขาวเหล่านั้นกำลังค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น
ขุนนางผู้นั้นถึงขั้นนึกว่าตนเองกำลังฝันไป เขาขยี้ตาซ้ำๆ จนกระทั่งท้องฟ้าถูกเมฆครึ้มปกคลุมจนมืดมิด ลมที่พัดมาหอบเอาความชื้นแฉะมาด้วย ริมฝีปากและโหนกแก้มที่แห้งแตกของเขาก็ชุ่มชื้นขึ้น ยามนั้นเหล่าเพื่อนขุนนางที่อยู่เบื้องล่างและห้องข้างเคียงต่างเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติภายนอก ต่างพากันเดินออกมาจากหอสูงและจุดพักม้า แหงนหน้ามองไปทางทิศนั้น
ทุกคนล้วนมีปฏิกิริยาเช่นเดียวกับเขา เสมือนว่าได้เห็นเทพเจ้าจุติลงมาก็มิปาน
จนกระทั่งมีเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจ
“หิมะตกแล้ว!”
“หิมะหรือ!”
ขุนนางผู้นั้นชะงักไปครู่หนึ่ง รีบเพ่งมองอย่างละเอียด
ไม่รู้ว่าท้องฟ้าสีเทานั้นมีปุยหิมะสีขาวโพลนปลิวว่อนอยู่ตั้งแต่เมื่อไร
บางส่วนตกลงสู่ผืนทรายเบื้องล่าง
บางส่วนปลิวตามลมเข้ามาภายในหอไม้
บางส่วนตกลงไปในสระเย่าเฉวียนที่แห้งขอดจนเหลือเพียงดินโคลนก้นสระ
“หิมะ!”
“หิมะจริงๆ ด้วย!”
เสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นจากเบื้องล่างดังมาไม่ขาดสาย
ขุนนางผู้นั้นอดมิได้ที่จะลอบกลืนน้ำลาย เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผากจนรับรู้ถึงรสเลือด ลอบแหงนหน้ามองฟ้า มิอาจละสายตาไปได้เลย
นี่ไม่ใช่หิมะทั่วไป มันคือหิมะตกครั้งใหญ่ ดุจดั่งขนห่านขาวที่ปลิดปลิว
เทพเซียนมิเคยตระบัดสัตย์
บัดนี้ได้ประทานสายน้ำให้กับสระเย่าเฉวียนแล้ว
………………..