ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 534 พ้นด่านหยางกวน ไร้ซึ่งมิตรสหายใด
บทที่ 534 พ้นด่านหยางกวน ไร้ซึ่งมิตรสหายใด
………………..
ผู้คนในซาตูนั้นมีจำนวนมหาศาลมิต่างกับมดปลวก ล้วนพากันเดินออกจากบ้านเรือน แม้ความหนาวเหน็บจะกัดกินเข้ากระดูก ลมเหนือพัดกรีดผิวปานใบมีด ทว่าพวกเขากลับหาได้นำพาไม่ ทุกคนเพียงแหงนหน้าขึ้น มองหมู่เมฆทมิฬประดุจน้ำหมึกบนฟากฟ้า และปุยหิมะที่ปลิดปลิวลงมา
แม้หิมะตกครั้งนี้จะนำมาซึ่งความหนาวเย็น ทว่ายามร่วงสู่พื้นพสุธา กลับเปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิต
ไม่รู้ว่ามีผู้คนเท่าใดที่โห่ร้องยินดี และมีอีกเท่าใดที่หลั่งน้ำตาออกมา
“หิมะตกแล้ว!”
“สวรรค์มีตา!”
“เหตุใดจึงไม่ตกเร็วกว่านี้สักหนึ่งวัน”
“ท่านพ่อ…หากท่านฝืนทนต่อได้อีกเพียงสองวันก็คงดี…”
“พี่ฉาง! หิมะตกแล้ว!”
ริมฝีปากและโหนกแก้มของชาวบ้านบางคนแห้งแตกจนเห็นรอยร่องของกล้ามเนื้อและคราบเลือดแห้งกรัง ทว่าดวงตาที่เคยขุ่นมัวมาแสนนาน บัดนี้กลับทอประกายแห่งความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
บางคนถึงขั้นเงยหน้าอ้าปากกว้าง หวังจะรองรับเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นลงมา ดวงตาสะท้อนภาพบุปผาโปรยปรายเต็มผืนฟ้า
บ้างก็ยามเกล็ดหิมะเพิ่งแตะถึงพื้น มิสนว่าจะเปื้อนฝุ่นผงหรือไม่ พวกเขาก็รีบหยิบฉวยขึ้นมากิน ด้วยเกรงว่าหิมะนี้จะตกเพียงชั่วครู่ หากช้าไปเพียงนิดเดียวจะมิหลงเหลือให้ลิ้มลอง
เหล่าพ่อค้าวานิชที่ล้มลงกลางทางจนสติเริ่มเลือนราง ร่างกายเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวสลับกันไป กลับรู้สึกได้ถึงหยาดความเย็นชุ่มชื่นที่ตกลงบนใบหน้า พวกเขาเค้นแรงเฮือกสุดท้ายลืมตาขึ้น ภาพที่ปรากฏในแววตาคือภาพที่ยามเข้าสู่ห้วงนิทราเคยฝันเห็นนับครั้งไม่ถ้วน
ชั่วขณะนั้น ถึงกับแยกไม่ออกว่าเป็นชความจริงหรือความฝัน
ทว่ายังมีราษฎรที่ร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวด เพียงเพราะบุคคลอันเป็นที่รักต้องมาด่วนจากไปในคืนก่อนที่หยาดพิรุณแห่งชีวิตจะมาถึง ทั้งที่ก่อนสิ้นใจยังเฝ้าถวิลหาภาพเหตุการณ์นี้อยู่ทุกลมหายใจ
ลาป่าในทุ่งกว้างหมอบลงกับพื้น แหงนมองฟ้า
แม้แต่ยมทูตจากเฟิงโจวที่กำลังคุมตัววิญญาณผ่านทางมา ครั้นเห็นภาพนี้ยังต้องชะงักฝีเท้า แม้แต่เหล่าภูตผีหรือเทพารักษ์ในท้องที่ เมื่อเห็นนิมิตนี้ก็อดมิได้ที่จะปรากฏกายออกมาเฝ้ามองความเวิ้งว้างของฟ้าดิน สัมผัสถึงจิตวิญญาณและพลังชีวิตอันน่าอัศจรรย์ที่แฝงอยู่ ใจพลันเกิดความหยั่งรู้บางประการ
นี่หาใช้ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทว่าคืออิทธิปาฏิหาริย์
หิมะตกลงมาต่อเนื่องถึงสามวันสามคืน มีหนักสลับเบาแต่ไม่เคยหยุดนิ่ง ปกคลุมไปทั่วแผ่นดิน
เนินทรายในทะเลทรายและลอนคลื่นบนทุ่งกว้าง ซึ่งเดิมทีเป็นเพียงระลอกคลื่นที่เคลื่อนคล้อยไปอย่างเชื่องช้าตามกาลเวลา บัดนี้ถูกหิมะฉาบไล้จนกลายเป็นทะเลน้ำแข็งขาวโพลนไปสิ้น
จนกระทั่งผ่านไปสามวัน สายลมและดวงตะวันจึงปัดเป่าเมฆหมอก แสงแดดอันเจิดจ้าสาดส่องลงสู่พื้นโลก หิมะจึงเริ่มละลายลง แล้วซึมลงสู่ผืนทะเลทรายที่หิวกระหายมานานนัก ไหลรินไปตามร่องเขาหยดย้อยรวมเป็นลำธาร เสียงสายน้ำไหลรินที่ขาดหายไปนานแสนนานดังแว่วขึ้นอีกครั้ง ประดุจเสียงดนตรีจากธรรมชาติที่ถูกบรรเลงขึ้นอีกครา
ระดับน้ำในสระเย่าเฉวียนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงวันเดียวก็กลับมาอยู่ในระดับปกติเหมือนปีที่ผ่านๆ มา
เมตตาธรรมแผ่ไพศาล ชโลมทั่วทุกสรรพสิ่ง
ส่วนซ่งโหยวนั้นได้พาแมวสามสี ม้าขนแดงและนกนางแอ่นกลับเข้าสู่ซาตู เขาหาบ้านร้างหลังหนึ่ง ฝังกระดูกของเจ้าของเดิมให้เรียบร้อย แล้วจึงเข้าพักอาศัยอยู่ที่นั่นชั่วคราว
ยามที่มาถึงซาตูครั้งแรกนั้นเป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง ยามที่ขึ้นเขาไปรวบรวมพลังเรียกฝนก็เข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว บัดนี้เข้าสู่ฤดูหนาวอันเย็นยะเยือก ทะเลทรายจึงไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะแก่การเดินทางไกลอีกต่อไป แม้แต่นักเดินทางที่ขวัญกล้าที่สุดก็ยังต้องหยุดพัก เส้นทางสายการค้าที่เคยรุ่งเรืองกลับกลายเป็นความว่างเปล่า อย่างไรเสียก็เหลือเวลาอีกไม่นานกว่าจะขึ้นปีใหม่ ซ่งโหยวจึงถือโอกาสพักผ่อนอยู่ที่ซาตูเพื่อเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและผลกระทบของการเรียกหิมะครั้งนี้ที่มีต่อท้องถิ่น
ผลที่ออกมาใกล้เคียงกับที่ซ่งโหยวคาดการณ์ไว้
การบันดาลฝนหิมะในครั้งนี้ มิเพียงช่วยเติมน้ำให้ทะเลทราย แต่ยังช่วยเติมไอความชื้นและพลังวิญญาณธาตุน้ำให้แก่ฟ้าดินด้วย หากยามนี้ชาวซาตูสามารถฟื้นฟูแรงศรัทธาที่มีให้ท่านเซียนหูมู่ขึ้นมาได้ รูปปั้นและอิทธิฤทธิ์ของท่านในแถบนี้ก็จะฟื้นคืนมา และมีช่องว่างให้สำแดงฤทธานุภาพได้อีกครั้ง
ทว่าผู้คนในซาโจวนั้นมีมากเกินไป
นี่คือการเปลี่ยนแปลงกระแสหลักของใต้หล้า เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว มิใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงได้ด้วยแรงมนุษย์หรือเทวฤทธิ์ หิมะและฝนห่าใหญ่นี้จึงเป็นเพียงการช่วยเหลืออันน้อยนิดมิต่างกับการดับกองไฟด้วยน้ำเพียงถ้วยเดียวเลย
เพียงบรรลุผลสำเร็จบางประการตามที่ท่านเซียนหูมู่เคยกล่าวไว้ นั่นคือการมอบโอกาสให้ชาวเมืองได้หยุดพักหายใจ มอบโอกาสให้พวกเขาอพยพย้ายถิ่นฐานไปหาทางทำกินที่อื่น หากมิคิดดิ้นรนหาทางรอด ก็จะเป็นไปตามคำกล่าวนั้น นั่นคือวิถีของธรรมชาติจะเป็นผู้ขับไล่มนุษย์ออกไป เพียงแต่นั่นจะเป็นกระบวนการที่แสนสลดและทุกข์ยากยิ่ง
ฤดูใบไม้ผลิ รัชศกหมิงเต๋อปีที่สิบสอง
ความจริงไม่ควรเรียกว่ารัชศกหมิงเต๋อแล้ว
ตามธรรมเนียมของต้าเยี่ยน เมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ จะใช้รัชศกของฮ่องเต้องค์ก่อนต่อเพียงหนึ่งปีเท่านั้น หลังจากผ่านพ้นหนึ่งปีไป จึงจะขึ้นรัชศกใหม่
เจ้าเมืองซาโจวได้นำของกำนัลล้ำค่ามาเยี่ยมเยียนซ่งโหยว พร้อมกับแจ้งข่าวแก่เขาว่า “เมื่อวานมีสาสน์จากในวังส่งมา ฝ่าบาทได้ตั้งชื่อรัชศกใหม่ว่า ‘ต้าอัน’ เพื่อให้แผ่นดินอันยิ่งใหญ่นี้ครองความสงบสุขสืบไป”
“ต้าอันหรือ”
“ขอรับ…”
เจ้าเมืองจางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบกล่าวเสริม “ต้องขอบคุณคุณชายจริงๆ ทางราชสำนักได้ตกลงที่จะให้อพยพราษฎรบางส่วนจากซาโจว ผ่านเหยียนโจวไปยังเย่ว์โจวแล้ว สำหรับชาวซาโจว นี่คือโอกาสรอดชีวิตของพวกเขาจริงๆ”
ความจริงซาโจวมิได้อยู่ไกลจากเย่ว์โจวนัก
แคว้นเหยียนโจวทางตอนเหนือนั้นทอดตัวยาว มีอาณาเขตติดต่อกับหล่งโจว ซาโจว และดินแดนตะวันตก หากเดินขึ้นไปทางทิศเหนือของซาโจวก็จะเข้าสู่ทางตะวันตกของเหยียนโจว จากนั้นเดินทางจากทิศตะวันตกไปตะวันออก ทะเลทรายกว้างใหญ่กลายเป็นทุ่งหญ้า ทางทิศตะวันออกของเหยียนโจวก็คือเย่ว์โจว ซึ่งมีสภาพอากาศดีและกำลังขาดแคลนแรงงานพอดี
ทว่าเจ้าเมืองจางย่อมรู้แจ้งแก่ใจดี
ในฐานะที่ซาโจวเป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมต่อต้าเยี่ยนกับดินแดนตะวันตก และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ อย่างไรเสียที่แห่งนี้ย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดมาแต่โบราณ หากต้าเยี่ยนปรารถนาจะควบคุมดินแดนตะวันตก ย่อมต้องใช้ที่นี่เป็นด่านผ่านทาง ในทางกลับกัน หากมีศัตรูเข้มแข็งจากดินแดนตะวันตกคิดจะรุกราน ก็ต้องผ่านเส้นทางนี้เช่นกัน ความจริงแล้วราชสำนักต้องการให้มีราษฎรพำนักอยู่เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการปกครอง
ประกอบกับในวังมิทราบถึงความร้ายแรงของภัยแร้งในแถบตะวันตกเฉียงเหนือเมื่อปีกลาย หากเขาส่งฎีกาขึ้นไปอย่างบุ่มบ่ามโดยมิได้อ้างถึงชื่อของท่านผู้นี้ เกรงว่าคงยากที่จะได้รับความไว้วางใจและคำอนุมัติ
“บัดนี้เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิ กว่าจะแจ้งไปยังหัวเมืองและอำเภอต่างๆ รวมถึงประกาศให้ราษฎรอพยพไปยังเย่ว์โจวล้วนต้องใช้เวลาไม่น้อย ข้าจึงอยากเริ่มดำเนินการให้เร็วที่สุด เช่นนี้อาจจะยังทันรอบเพาะปลูกประจำฤดูนี้” เจ้าเมืองจางกล่าวพลางชะงักไปเล็กน้อย “แม้ว่าทางการและราชสำนักจะจัดสรรธัญญาหารมาสงเคราะห์ ทว่าผู้คนนั้นมีมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้ ก็ถือว่าไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย”
“ลำบากท่านเจ้าเมืองแล้ว”
“ล้วนเป็นเพราะบารมีของคุณชายแท้ๆ ไม่รู้ว่าหิมะตกเมื่อเดือนก่อนช่วยต่อลมหายใจให้ชาวซาโจวได้มากเพียงใด” เจ้าเมืองจางกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อมยิ่ง ในวันนั้นเขาอยู่ในเมืองเช่นกัน มิเพียงเห็นหิมะโปรยปนเต็มฟ้า แต่ยังเห็นแสงทิพย์พุ่งทะยานสู่สรวงสวรรค์และระลอกคลื่นแห่งพลังวิญญาณแผ่ซ่านไปทั่วชั้นฟ้า ยามนึกถึงคราใด ดวงตายังคงเปี่ยมไปด้วยความอัศจรรย์ใจและสะท้อนใจลึกๆ รู้สึกเพียงว่านั่นคืออิทธิปาฏิหาริย์โดยแท้ “หากมิได้คุณชายสำแดงฤทธิ์เดช ต่อให้ราชสำนักจะอนุญาตให้อพยพ ป่านนี้ราษฎรชาวซาโจวคงล้มตายไปไม่รู้เท่าใดแล้ว”
ซ่งโหยวมิได้รู้สึกยินดีกับคำยกยอเหล่านั้น เขาเพียงเม้มปากเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คงต้องฝากฝังให้ท่านเจ้าเมืองช่วยดูแลชาวซาโจวให้มากแล้ว ตัวข้าเองก็จะไปจากที่นี่แล้ว”
“คุณชายจะไปจากที่นี่เมื่อใดหรือ”
“พรุ่งนี้ก็ออกเดินทางแล้ว” ซ่งโหยวกล่าวพลางประสานมือคารวะ “ข้ายังต้องเดินทางมุ่งหน้าไปทางตะวันตก เพื่อตามหาของบางสิ่ง ได้ยินมาว่าภัยแล้งที่แดนตะวันตกนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าซาโจวเสียอีก จึงอยากจะไปดูให้เห็นกับตา”
“ในเมื่อคุณชายตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ข้าย่อมมิกล้ารั้งไว้” เจ้าเมืองจางรีบคารวะตอบ ก่อนจะกล่าวว่า “ดินแดนตะวันตกกว้างขวางไพศาลยิ่งนัก พื้นที่อย่างน้อยก็เทียบเท่ากับหลายแคว้นของต้าเยี่ยนรวมกัน จากที่นี่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก พ้นด่านซีเฟิงไปแล้วก็จะเข้าสู่เขตแดนตะวันตก ไว้วันนี้ข้ากลับไปแล้วจะรีบเขียนจดหมายรับรองให้ทันที ทหารรักษาการณ์เห็นจดหมายนี้ย่อมให้คุณชายผ่านด่านไปได้”
“เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านเจ้าเมืองมาก”
“ดินแดนตะวันตกมีแคว้นน้อยใหญ่อยู่มากมาย ทางต้าเยี่ยนได้ตั้งเมืองหน้าด่านอันซีไว้สี่แห่ง หากคุณชายมีความจำเป็นประการใด สามารถนำจดหมายรับรองนี้ไปให้แม่ทัพผู้ดูแลเมืองหน้าด่านได้ เชื่อว่าพวกเขาคงไม่กล้าเสียมารยาทต่อคุณชายแน่นอน” เจ้าเมืองจางหยุดคิดครู่หนึ่ง “ได้ยินพ่อค้าวานิชและผู้ส่งสารที่เดินทางไปมาในซาตูกล่าวว่า หลังจากพ้นด่านซีเฟิงไปแล้ว ตลอดระยะทางสองพันลี้ล้วนเป็นดินแดนแห้งแล้ง มีภูเขานามว่าหั่วเยี่ยน แม้แต่ในยามฤดูหนาวก็ยังร้อนรุ่มปานไฟสุม เปลวเพลิงพุ่งเสียดฟ้า แม้แต่ปักษาหรือเทพเซียนก็มิกล้าโบยบินผ่าน ทว่าเมื่อพ้นสองพันลี้ไปแล้ว ภูมิอากาศจะกลับมาเย็นสบายน่าอยู่ มีทุ่งหญ้าเทียนซานอันอุดมสมบูรณ์ จนได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘เจียงหนานนอกด่าน’ เลยทีเดียว เพียงแต่ยิ่งเดินทางไปทางทิศตะวันตกเท่าใด รูปร่างหน้าตาของผู้คนก็จะยิ่งต่างจากพวกเรามากขึ้น คนที่พูดภาษาต้าเยี่ยนได้ก็จะยิ่งน้อยลง หากคุณชายประสบปัญหาเรื่องภาษา สามารถใช้จดหมายรับรองของข้าตามหาขบวนพ่อค้าสัญจร หรือไปที่เมืองหน้าด่านของต้าเยี่ยนเพื่อหาคนที่พูดภาษาท้องถิ่นได้ขอรับ”
“ท่านเจ้าเมืองมีน้ำใจมาก”
ซ่งโหยวจดจำรายละเอียดเหล่านั้นไว้ พร้อมกับกล่าวขอบคุณเขาด้วยความจริงใจ
ซ่งโหยวเริ่มเก็บสัมภาระ
แม้ในยามนี้จะยังคงหนาวเย็น ลมเหนือยังมิจางหาย ลมบูรพายังมามิถึง ทว่าเขาก็มิได้รั้งอยู่ต่อนานนัก เขาพาแมวสามสีและม้าขนแดงเดินออกจากเมืองมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก
เขาผ่านมายังจุดพักม้าเย่าเฉวียนอีกครั้ง
ระดับน้ำในสระเย่าเฉวียนลดลงเล็กน้อยทว่ายังถือว่าบริบูรณ์ดี พืชพรรณรอบบ่อน้ำคล้ายกับได้รับไอวิญญาณหล่อเลี้ยง ในยามที่ไอหนาวยังมิคลายตัวเช่นนี้ มีพืชสีเขียวขจีแทรกตัวออกมาท่ามกลางใบไม้แห้งให้เห็นบ้างแล้ว
“ตรงนั้นมีก้อนหินอยู่ก้อนหนึ่ง!”
แมวสามสีพลันหันขวับไปมองที่ไกลๆ
ซ่งโหยวทอดสายตาตามไปจึงได้พบว่า
ใต้ภูเขาทรายที่เขาเคยพำนักอยู่ร้อยวันนั้น บัดนี้กลับมีแผ่นศิลาจารึกเพิ่มมาแผ่นหนึ่ง สูงกว่าหนึ่งจาง บนนั้นสลักอักษรตัวโตไว้ว่า ‘ศิลาบันดาลหิมะ’ และยังมีอักษรตัวเล็กอีกสองแถว
แม่นางสามสีลุกขึ้นยืนด้วยสองขาหลัง จ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งปราดเข้าไปดูใกล้ๆ รอบหนึ่ง แล้วจึงวิ่งกลับมาเล่าให้ซ่งโหยวฟัง
อักษรตัวเล็กสองแถวนั้นเขียนไว้ว่า
‘ฤดูสารท รัชศกหมิงเต๋อปีที่สิบเอ็ด แดนตะวันเฉียงเหนือประสบภัยแล้งรุนแรง เทพเซียนได้ตั้งแท่นพิธีเรียกฝน ณ ที่แห่งนี้ แผ่เมตตาธรรมหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง*
“…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางยกยิ้มเล็กน้อย มิได้เอ่ยคำใด
ซาตูกำลังจะเริ่มอพยพราษฎรขึ้นสู่ทางเหนือแล้ว
มิรู้ว่าคนรุ่นหลังจะจารึกถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่จะเปลี่ยนภูมิศาสตร์ของดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือทั้งหมดนี้ไว้อย่างไร และจะจารึกถึงการอพยพของราษฎรเพื่อเผชิญหน้ากับชะตากรรมและช่วงชิงชีวิตจากเบื้องบนในครั้งนี้ไว้อย่างไร
นักพรตหนุ่มมุ่งหน้าต่อไปทางทิศตะวันตก
ท่ามกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ปรากฏแนวกำแพงเมืองโบราณสีเหลืองดินทอดตัวยาวต่อเนื่องไปทางทิศตะวันตก ราวกับกำแพงยักษ์ที่กั้นขวางผืนแผ่นดิน
มีหอส่งสัญญาณไฟปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ล้วนเป็นสีเหลืองนวลของดินที่ผ่านการเคี่ยวกรำจากกาลเวลาและพายุลมฝนมาอย่างโชกโชน
ซ่งโหยวเดินผ่านเส้นทางมาตลอดสายโดยมิถูกตรวจตราหรือไต่สวนใดๆ จนกระทั่งเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าด่านซีเฟิงอันเลื่องชื่อ ซึ่งเคยปรากฏอยู่ในกวีบทกลอนมากมาย เมื่อมองดูเมืองหน้าด่านอันมหึมาและสง่างามแห่งนี้ เหล่าทหารรักษาการณ์ในด่านหาได้สร้างความลำบากแก่เขาไม่ ในทางกลับกันพวกเขากลับแสดงความนอบน้อมยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าก่อนที่นักพรตจะเดินมาถึงที่นี่ พวกเขาต่างก็ได้ยินเรื่องราวปาฏิหาริย์ของท่านผู้นี้มานานแล้ว
หิมะครั้งนั้นช่วยชโลมจิตใจ มิเพียงแต่เยียวยาราษฎรและพ่อค้าวานิชในซาตูเท่านั้น ทว่ายังรวมถึงพวกเขาทั้งหมดด้วยเช่นกัน
………………..