ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 535 เขาหั่วเยี่ยนแห่งดินแดนประจิม
บทที่ 535 เขาหั่วเยี่ยนแห่งดินแดนประจิม
………………..
ด่านซีเฟิงที่ในฤดูกาลอื่นมักจะมีขบวนพ่อค้าวานิชสัญจรพลุกพล่านและฝูงอูฐเดินเรียงรายเป็นแถว วันนี้กลับดูค่อนข้างเงียบเหงา มีเพียงนักพรตผู้หนึ่งพาม้าและแมวมายังใต้กำแพงเมือง
นักพรตแสดงใบผ่านทางและกล่าวขอบคุณทหารรักษาการณ์ ก่อนจะจูงม้าเดินออกจากประตูอุโมงค์ของเมืองไป
เสียงกระดิ่งม้ายังคงดังแว่วไปตามสายลม
นักพรตอดมิได้ที่จะเหลียวหลังกลับไปมอง
กำแพงเมืองที่พอกด้วยดินเหลืองนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าศิลา บนกำแพงสร้างหอเมืองอันงดงาม เสาสีแดงกระเบื้องสีเขียว สลักเสลาลวดลายอย่างประณีต นี่คือ ‘นามบัตร’ ใบแรกของต้าเยี่ยนที่หันหน้าเข้าสู่ดินแดนตะวันตก เมื่อผู้ที่มาจากดินแดนตะวันตกมาเยือนที่นี่แล้วได้เห็นกำแพงด่านอันสูงตระหง่านและหออันวิจิตร ย่อมได้รับรู้ถึงกำลังชาติตระกูลและสุนทรียภาพของต้าเยี่ยนเป็นอันดับแรก หากเป็นผู้ที่มาจากเบื้องหลังมุ่งหน้าสู่ดินแดนตะวันตกเพื่อจากลาต้าเยี่ยน เมื่อเดินมาถึงตรงนี้ ก็จะได้เหลียวมองสถาปัตยกรรมอารยธรรมและสุนทรียศาสตร์แห่งความเป็นอยู่ของชาวต้าเยี่ยนเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อมิให้ลืมเลือนแผ่นดินเกิด
มิรู้ว่ามีปัญญาชนเท่าใดที่อาลัยรักยามส่งสัญจรมาถึงที่นี่แล้วเกิดความกำซาบใจจนสามารถประพันธ์บทกวีอมตะคู่แผ่นดิน
วันนี้ซ่งโหยวก็พ้นด่านซีเฟิงมาแล้วเช่นกัน
น่าเสียดายที่เขาไม่มีความรู้ด้านบทกวีติดตัวมาด้วย
“…”
ซ่งโหยวกระตุกยิ้มพลางส่ายหน้า แล้วเริ่มก้าวเดินต่อไป
หิมะในวันนั้นโปรยปนมาถึงที่นี่ด้วยเช่นกัน
ต้องขอบคุณหิมะครั้งนั้นที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นตลอดเส้นทาง ทะเลสาบกลางทะเลทรายบางแห่งที่เคยแห้งขอดไปแล้ว บัดนี้กลับมามีน้ำขังอีกครั้ง
ซ่งโหยวมีโอกาสได้เห็นทะเลสาบสีชมพูในส่วนลึกของทะเลทราย บริเวณน้ำตื้นเป็นสีชมพูระเรื่อ ส่วนที่ลึกสีจะเข้มขึ้นเล็กน้อย ดูราวกับน้ำทับทิมคั้นสดที่ถูกลมพัดจนเกิดระลอกคลื่น ม้วนตัวเป็นฟองสีขาวตามชายฝั่ง
นอกจากนี้ยังมีทะเลสาบเกลือธรรมชาติที่มีร่องน้ำตัดสลับไปมา แบ่งทะเลสาบออกเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มากมาย แต่ละช่องมีสีสันแตกต่างกันไป บ้างมีสีเขียวขจีประดุจหยก บ้างมีสีน้ำเงินเข้มดั่งสีนภา บ้างมีสีเหลืองปนเขียวดั่งยอดหญ้า ในทะเลสาบยังมีผลึกเกลือ ดูราวกับมีเศษหยกนับไม่ถ้วนแผ่กระจายอยู่บนพื้นดิน เป็นภาพอัศจรรย์ที่พบเห็นได้ในดินแดนพิศวงแห่งนี้เท่านั้น
ไม่คิดครหาในความวิจิตรและดีงามที่พบเห็นได้ยากในโลกหล้า มิพักต้องพิจารณาอย่างละเอียด เพียงแค่เดินผ่านมันไป ก็จำต้องตกอยู่ในภวังค์จนเผลออุทานออกมาว่า ‘ช่างงดงามนัก’
นอกจากความงามแล้ว ยังแฝงไว้ด้วยความประหลาดล้ำ
ความประหลาดล้ำนั้นอยู่ที่ว่า หากก่อนหน้านี้ซ่งโหยวไม่ได้บันดาลหิมะ แล้วปล่อยให้ละลายกลายเป็นน้ำขังอยู่ในทะเลสาบท่ามกลางทะเลทราย ต่อให้เขาเดินผ่านที่นี่ ก็คงมิเห็นรัตนชาติหลากสีในผืนทรายเหล่านี้ อย่างมากคงเห็นเพียงหลุมบ่อที่แห้งขอดทิ้งคราบน้ำไว้เท่านั้น เมื่อลองตรองดูอย่างละเอียด นี่คล้ายกับเป็นของขวัญตอบแทนที่ฟ้าดินมอบให้แก่เขา
เมื่อเดินหน้าต่อไป ดินก็เริ่มเปลี่ยนสี กลายเป็นสีแดงเข้ม ราวกับถูกไฟเผาผลาญมา
แม้แต่ภูเขาตามทางก็กลายเป็นสีแดง
หลังจากพ้นเขตที่ซ่งโหยวบันดาลหิมะ แผ่นดินก็กลับมาแห้งแล้งอีกครั้ง หรืออาจจะแห้งแล้งยิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ บนพื้นเต็มไปด้วยหญ้าแห้งเหี่ยว ทั้งยังดูเหมือนถูกอบหรือถูกคั่วมาจนแห้งกรอบ เพียงสัมผัสเบาๆ ก็แตกละเอียด
ทะเลทรายเวิ้งว้างกว้างสุดลูกหูลูกตา ไม่เห็นแม้แต่อูฐหรือลาสักตัว บนทุ่งกว้างมีเพียงนักพรต ม้าสีขนแดงและแมวสามสีที่กำลังจาริกไป และนกนางแอ่นที่บินวนอยู่บนฟากฟ้า
ยิ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก แม้ที่ซาโจวจะเพิ่งเข้าสู่ต้นวสันต์ ยังคงมีไอหนาวทั้งวันทั้งคืน ทว่าที่นี่กลับร้อนขึ้นเรื่อยๆ ร้อนจนผู้คนไม่อาจทนได้ คณะเดินทางต้องคอยหลบแดดทุกเที่ยงวัน และเลือกเดินทางเฉพาะในช่วงเช้าที่ยังไม่ร้อนจัดกับช่วงเย็นหลังตะวันตกดินเท่านั้น บนทุ่งกว้างที่ราบเรียบ เงาของพวกเขาล้วนทอดตัวยาวออกไปไกล
ท่ามกลางทุ่งกว้าง นอกจากเสียงลมพัดผ่านแล้ว ก็หลงเหลือเพียงเสียงสนทนาระหว่างนักพรตกับแมว
“ทำไมถึงเรียกที่นี่ว่าเกอปี้หรือ”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“หืม! ยังมีเรื่องที่เจ้าไม่รู้อีกหรือ!”
“เรื่องที่ข้าไม่รู้ยังมีอีกมากนัก” นักพรตหันไปมองนาง “และต่อให้เป็นเรื่องที่ข้าพอจะรู้ ก็เป็นเพียงเพราะข้าได้เปรียบที่มีอายุมากกว่า จึงได้รู้ก่อนแม่นางสามสีเท่านั้นเอง”
แมวสามสีเงยหน้ามองนักพรต “เช่นนั้นในวันหน้า แม่นางสามสีจะรู้มากกว่าเจ้าไหม”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
“จริงหรือ”
“จริงสิ” นักพรตยันไม้เท้าเดินไปอย่างช้าๆ พลางพยักหน้าเอ่ย เนื่องจากต้องสงวนแรงไว้ น้ำเสียงจึงแผ่วเบาลงมาก “ประการแรกคือแม่นางสามสีฉลาดกว่าข้า ประการที่สองคือยามที่แม่นางสามสียังเล็ก ข้าก็ได้บอกเล่าทุกอย่างที่ข้ารู้ให้แม่นางสามสีฟังหมดแล้ว เมื่อแม่นางสามสีเติบโตขึ้นและได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ย่อมต้องรู้มากกว่าข้าเป็นธรรมดา”
“อืม…”
แมวน้อยลองตรึกตรองดู คล้ายว่าจะเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น
จากนั้นนางจึงละสายตาแล้วก้าวเดินต่อไป
ในทุ่งกว้างนั้นบางแห่งพื้นแข็ง บางแห่งพื้นนุ่ม ตรงที่แข็งจะเต็มไปด้วยกรวดหินแหลมคมทิ่มตำเท้า ทำให้นางเดินลำบาก ชวนหงุดหงิดยิ่งนัก ส่วนตรงที่นุ่มก็เต็มไปด้วยทรายละเอียดที่ถูกแดดเผาจนร้อนจัด เพียงก้าวเท้าลงไป อุ้งเท้าทรงมังคุดก็จมหายไปในทราย ทั้งร้อนทั้งไร้แรงส่ง ทำให้เดินโอนเอนไปมา ไม่สบายตัวเอาเสียเลย
แมวสามสีอดไม่ได้ที่จะชะเง้อคอมองไปรอบๆ รู้สึกว่าไม่ว่าจะมองไปทิศทางใด ทัศนียภาพล้วนไร้สิ่งกีดขวาง สามารถมองเห็นไปจนถึงสุดขอบฟ้า เห็นหมอกควันที่ล่องลอย และเพราะมีแสงแดดส่องกระทบลงมา จึงเห็นขอบฟ้าไล่สีจากน้ำเงินไปยังเหลืองและเทา ดูสบายตายิ่งนัก
ฟ้าดินนี้ช่างดูเหมือนวงกลมไร้ขอบเขต
“ที่นี่กว้างใหญ่ขนาดนี้ เมื่อไหร่เราจะเดินออกไปได้สักที” แมวสามสีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“ขอเพียงก้าวเดินต่อไป ย่อมต้องออกไปได้แน่นอน”
“น้ำของพวกเราใกล้จะหมดแล้วนะ”
“พวกเราก็ใกล้จะถึงแล้วเช่นกัน”
ซ่งโหยวสัมผัสได้รางๆ แล้ว
อุณหภูมิในที่แห่งนี้ค่อยๆ สูงขึ้น ดูเผินๆ คล้ายเป็นเรื่องปกติ ทว่าในความปกตินั้นกลับแฝงไปด้วยพลังวิญญาณพิศวง
เบื้องหน้ามีผู้มากวิชาผู้หนึ่ง
เป็นผู้มากวิชาที่แท้จริง
“ที่นี่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีจิ้งเหลนให้จับสักตัวเลย” แม่นางสามสีหันซ้ายแลขวาพลางบ่นอุบ ปกติแมวมักจะชำนาญการใช้ชีวิตเพียงลำพัง และนางเองก็เป็นพวกหาความสุขให้ตนเองเก่ง หากระหว่างทางได้เจอเพื่อนเล่นที่ควบตำแหน่งของว่างด้วย การเดินทางช่วงนี้คงจะสนุกขึ้นไม่น้อย
ทว่าพอกล่าวจบ นางพลันชะงักฝีเท้า หันไปจ้องมองเนินทรายที่ดูแสนธรรมดาตรงหน้าด้านขวาด้วยสีหน้าฉงนใจ
เนินทรายตรงหน้าดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
กรุ๊งกริ๊ง…
เสียงกระดิ่งม้าดังกังวาน
ทันใดนั้นก็พลันบังเกิดความเคลื่อนไหวขึ้นกลางทุ่งกว้างที่เคยเงียบสงัด
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่น
กองทรายในที่ไกลออกไประเบิดออกกระทันหัน ทรายหยาบพุ่งกระจายเต็มฟ้า เผยให้เห็นร่างจริงของปีศาจสูงกว่าหนึ่งจั้งตนหนึ่ง
ส่วนล่างของปีศาจตนนี้ดูคล้ายแมลงทะเลทรายที่มีหลายขา ส่วนครึ่งบนมีลักษณะคล้ายมนุษย์ทว่ามีแขนถึงสี่ข้าง ผิวพรรณเป็นสีเหลืองดุจผืนดิน ดูมีเนื้อมีหนังบึกบึนไหล่หนาเอวกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยมัดกล้ามและดูดุร้าย หัวของมันกลมเกลี้ยงเกลา ทว่าด้านข้างกลับมีผมสีแดงงอกออกมา ทั้งยังมีเคราครึ้มสีแดงเพลิง
ร่างกายที่สูงกว่าหนึ่งจั้งสร้างแรงกดดันมิน้อย ยังดีที่ไม่มีเล็บแหลมหรือเขี้ยวโค้ง จึงดูนุ่มนวลลงบ้าง
“ผู้ใดมาก่อกวนกัน”
ปีศาจตนนั้นตะโกนออกมาเป็นภาษาที่ฟังไม่ออก คล้ายเป็นการซักถาม เสียงดังประดุจฟ้าร้อง
แม้จะเป็นการถาม ทว่าในขณะเดียวกันมันกลับสะบัดมือวูบหนึ่ง บันดาลให้เสาทรายบนพื้นพุ่งทะยานทะลุรากหญ้าขึ้นมา ดูราวกับมังกรดินที่โถมเข้าหาคณะเดินทางเบื้องหน้าโดยตรง
“แง้ววว!”
แมวสามสีปฏิกิริยาว่องไวยิ่ง นางตวัดกรงเล็บในทันที
ธงเล็กๆ ผืนหนึ่งพุ่งออกมาจากย่ามบนหลังม้า
ฟุ่บ…
ขณะที่ธงพุ่งออกมา ควันดำกลุ่มหนึ่งก็พวยพุ่งกระจายตัว ก่อนที่ร่างปีศาจหมีขนาดมหึมาจะปรากฏขึ้น
ปีศาจหมีตัวนั้นไหล่หนาเอวกว้าง ยามยืนขึ้นสูงกว่าคนหนึ่งช่วงตัว มันใช้ร่างกายกำยำเข้าขวางเสาทรายนั้นไว้โดยตรง
แมวสามสีปราดเข้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
นางวิ่งไปจนถึงเท้าของหมีใหญ่ก่อนจะปีนขึ้นไปตามร่างอันมหึมานั้น ท่วงท่าของนางคล่องแคล่วว่องไว เพียงชั่วอึดใจก็ปีนขึ้นไปนั่งบนไหล่ของหมีใหญ่ได้สำเร็จ ทว่านางมิได้บุ่มบ่ามโจมตีกลับ แต่หันกลับไปมองนักพรตทีหนึ่ง แล้วหันไปมองปีศาจตนนั้นด้วยความสงสัย
“พวกเจ้าเป็นใคร”
ปีศาจตนนั้นเปลี่ยนมาใช้ภาษาที่ฟังเข้าใจได้ เพียงแต่สำเนียงดูประหลาดไปบ้าง
เมื่อเห็นปีศาจหมีที่สูงพอกัน และดูจะล่ำสันกว่าตนเองเล็กน้อยยืนอยู่เบื้องหน้า มันก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่ามิได้ดูหวาดกลัวแต่อย่างใด
มันยังคงถามพลางสะบัดมืออีกครั้ง
คราวนี้มือทั้งสี่ข้างโบกสะบัดพร้อมกัน
ตูม!
ทรายบนพื้นม้วนตัวขึ้นเป็นเสาอีกครั้ง ประดุจมังกรเลื้อยรัด สองสายพุ่งเข้าหาปีศาจหมีด้วยพละกำลังที่มากกว่าเดิม ส่วนอีกสองสายวาดโค้งกลางอากาศ อ้อมผ่านตัวหมีพุ่งตรงไปยังนักพรตที่อยู่เบื้องหลัง
คราวนี้แม่นางสามสีทนไม่ไหวแล้ว
“เมี๊ยว!”
“โฮก!”
เสียงแมวขู่ตามด้วยเสียงหมีคำรามดังประสานกัน
อุ้งเท้าหมีขนาดใหญ่สองข้างกดลงพร้อมกัน ตะปบมังกรทรายสายหนึ่งจนแตกละเอียดด้วยแรงมหาศาล ก่อนจะก้มตัวพุ่งไปข้างหน้า ใช้ไหล่กระแทกมังกรทรายอีกสายจนสลายไป จากนั้นจึงคำรามกึกก้องพุ่งเข้าหาปีศาจตนนั้นด้วยความเร็วสูง จนแมวสามสีบนบ่าต้องหมอบตัวลงเกาะขนไว้แน่น มิเช่นนั้นคงถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไป
ฟู่…
ชั่วขณะนั้น ทุ่งกว้างพลันเต็มไปด้วยพายุทรายฟุ้งกระจาย
ส่วนหนึ่งมาจากมังกรทรายที่แตกละเอียด อีกส่วนมาจากฝุ่นทรายที่ปีศาจหมีตะกุยยามทะยานตัวเข่าใส่ ทว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นทรายที่ปีศาจฝั่งตรงข้ามบันดาลมา
ปีศาจหมีพุ่งฝ่าพายุทรายไปสู่จุดนั้น
ทว่าเมื่อตะปบลงไปกลับพบว่าปีศาจตนนั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงกองทรายกองใหญ่ที่มีปริมาตรเกือบเท่าตัวปีศาจตนนั้นกองอยู่บนพื้น
ในเวลาเดียวกัน ปีศาจหมีคล้ายจะรู้สึกตัว มันรีบหันขวับกลับไปมองข้างหลัง
บนทุ่งกว้างเบื้องหลัง ทรายถูกพลังลึกลับควบคุมให้พวยพุ่งขึ้นมารวมตัวกัน ก่อเป็นร่างปีศาจสูงหนึ่งจั้ง จากนั้นทรายชั้นนอกก็ค่อยๆ ทลายลง เผยให้เห็นร่างปีศาจตนเดิมข้างใน
คราวนี้ปีศาจตนนั้นมิได้จู่โจมโดยบุ่มบ่าม มันลอบสำรวจปีศาจหมีเบื้องหน้าและแมวสามสีที่อยู่ข้างหลัง ก่อนจะหันไปมองนักพรตที่ยืนค้ำไม้เท้าอยู่ข้างม้าขนแดงด้วยความฉงน มันเห็นกับตาว่าปีศาจหมีรับการโจมตีของมันได้ ซึ่งเรื่องนี้พอจะเข้าใจได้เพราะปีศาจหมีตนนี้มิได้อ่อนแอ ทว่ากลับไม่ทราบว่ามังกรทรายอีกสองสายที่พุ่งใส่นักพรตกับม้านั้นถูกสกัดไว้ได้อย่างไร
เมื่อครู่มันมองไม่ทัน และดูเหมือนจะไม่มีเสียงการปะทะหรือปฏิกิริยาใดๆ เกิดขึ้น ราวกับว่ามังกรทรายทั้งสองสายเลือนหายไปเองเสียดื้อๆ
ทว่าแม่นางสามสีมิยอมรามือให้นางหรอก
แมวน้อยเผยสีหน้าเคร่งขรึม สูดลมหายใจเข้าลึก ปีศาจหมีดูจะรู้ใจนางเป็นอย่างดี มันรีบยืดตัวขึ้นเพื่อเพิ่มระดับความสูงให้นาง เพื่อให้นางพ่นไฟออกมาได้อย่างถนัด
ฟู่ววว!
เปลวไฟกองมหึมาพวยพุ่งออกมาดุจมังกรเพลิง
ปีศาจตนนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นอีกครั้ง
ซ่า!
ทรายบนพื้นพลันพุ่งขึ้นมากลายเป็นกำแพงทรายหนาถึงสองฉื่อ
แม้ไฟของแม่นางสามสีจะมีอุณหภูมิสูงและแฝงไปด้วยตบะแรงกล้า ทว่าแรงปะทะกลับมิได้รุนแรงนัก เปลวไฟจึงได้แต่แผ่กระจายไปตามแนวกำแพงทราย มิอาจทำอันตรายปีศาจที่อยู่เบื้องหลังได้
“ข้าขออัญเชิญเทพแห่งขุนเขา!”
แมวน้อยร้องเรียกด้วยเสียงใสเล็ก
ก้อนหินน้อยใหญ่ในทุ่งกว้างพลันกลิ้งมารวมกัน ก่อตัวขึ้นเป็นยักษ์หินสูงเกือบหนึ่งจั้งในชั่วพริบตา
โครม!
กำแพงทรายพลันถูกกระแทกจนกลายเป็นช่องโหว่
แมวสามสีไม่รอช้า พ่นไฟออกมาอีกครั้งทันที
ฟู่ววว!
เปลวไฟพลันพวยพุ่งเข้าใส่
ทว่าในจังหวะที่ไฟกำลังจะถึงตัว ร่างมหึมาของปีศาจตนนั้นกลับสลายตัวกลายเป็นกองทรายสีเหลืองทลายลงไป ทิ้งไว้เพียงกองทรายอีกกองบนทุ่งกว้างแห่งนี้
ฟู่…
เปลวไฟปะทะเข้ากับกองทราย แผดเผาทรายให้เปลี่ยนสีอย่างรวดเร็ว
ทว่ากลับมิอาจทำอันตรายปีศาจตนนั้นได้เลย
“หือ”
แมวสามสีหันมองหาเงาร่างของปีศาจตนนั้นอีกครั้ง พลางขมวดคิ้วแน่น รู้สึกว่าปีศาจตนนี้ช่างไร้มารยาทและรับมือได้ยากเย็นนัก ยากกว่าการจับหนูเสียอีก
ซ่า…
ในที่ไกลออกไป ทรายพวยพุ่งขึ้นมารวมตัวเป็นร่างปีศาจอีกครั้ง
คราวนี้มันเว้นระยะห่างออกไปไกลกว่าเดิมมาก
“พวกเจ้าเก่งไม่เบานี่!”
ปีศาจตนนั้นยืนอยู่บนกองทราย ครึ่งล่างหมอบราบ ขาหลายข้างขยับไปมาอย่างไม่ค่อยรักดี ส่วนครึ่งบนเหยียดตรง สายตาก็คอยจ้องมองมาที่พวกเขา “พวกเจ้ามาทำอะไรที่เขาหั่วเยี่ยนอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกข้ากัน”
ครืนน…
ยักษ์หินเหวี่ยงแขนก้าวอาดๆ พุ่งเข้าหาปีศาจตนนั้นอย่างดุดัน
ทุกฝีเท้าที่เหยียบลงบนกองทรายนุ่มนิ่มทิ้งรอยลึกไว้เป็นทาง
แม่นางสามสีทะยานตัวลงจากหลังหมี นางวิ่งปราดเข้าหาปีศาจตนนั้นพลางร่ายอาคมเรียกฝูงเสือและหมาป่าออกมา ตั้งใจจะใช้ความคล่องตัวและจำนวนที่มากกว่าเข้ากดดัน ทั้งตัวนาง เสือและหมาป่า รวมถึงปีศาจหมีที่เพิ่งกำราบมาได้ไม่นาน กระจายกำลังกันล้อมทุ่งกว้างแห่งนี้ไว้ เพื่อจะพิสูจน์ว่ามันใช้วิธีใดในการหลบหนีและโผล่ออกมาที่ใดกันแน่
ทว่าจังหวะนั้นเอง นักพรตที่อยู่ข้างกายกลับโบกมือห้ามไว้
“!”
แมวน้อยรีบชะงักฝีเท้าหยุดกะทันหัน
ยักษ์หินก็พลอยลดความเร็วและหยุดยืนนิ่งตามไปด้วย
“ตัวข้าแซ่ซ่ง นามโหยว เป็นชาวอี้โจวแห่งแคว้นต้าเยี่ยน ลงเขาจาริกท่องเที่ยวไปทั่วใต้หล้า ได้ยินชื่อเสียงของเขาหั่วเยี่ยนมานาน ทั้งยังได้ข่าวว่าที่นี่มีองค์เทพยุคบรรพกาลสถิตอยู่ จึงปรารถนาจะมาชมให้เป็นบุญตา” นักพรตประสานมือคารวะ “ฟังจากการซักถาม ดูเหมือนท่านจะเป็นเทพารักษ์ผู้พิทักษ์เขาหั่วเยี่ยนแห่งนี้ ทว่าเหตุใดจึงลงมือรุนแรง ไม่แม้แต่แจ้งใจความและไม่ให้พวกเราได้ตอบคำถามเช่นนี้เล่า”
“เหอะ!”
ปีศาจตนนั้นหาได้มีความยำเกรงไม่ มันเพียงเอ่ยเสียงต่ำ “มีหรือจะยอมให้พวกมีจิตคิดไม่ซื่อเช่นพวกเจ้าบุกรุกเข้ามายังแดนศักดิ์สิทธิ์กลางเขาเทวะตามใจชอบ อีกทั้งเจ้ายังคิดว่าจะเข้าพบท่านเทพได้ตามใจชอบหรือ”
ทว่าพอสิ้นคำกล่าว มันกลับต้องชะงักไป
จากนั้นมันก็หาได้นำพาซ่งโหยวอีกไม่ แต่น้อมกายเอียงหูฟัง คล้ายกำลังรับฟังสุรเสียงที่ผู้อื่นมิอาจได้ยิน สีหน้าท่าทางพลันเปลี่ยนเป็นนอบน้อมยิ่ง
ครั้นพอยืดตัวตรงขึ้นอีกครั้ง ท่าทีของมันก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
………………..