ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 536 เยี่ยมเยียนเทพอัคคี
บทที่ 536 เยี่ยมเยียนเทพอัคคี
………………..
“ท่านเทพตรัสว่า ท่านคือแขกของพวกเรา”
ยามนี้เสียงของปีศาจตนนั้นเบาลงมาก มิได้ดังสนั่นประดุจฟ้าร้องอีกต่อไป ทว่าเปลี่ยนเป็นเสียงอู้อี้ในลำคอ ดูท่าทางซื่อๆ เมื่อประกอบกับสำเนียงประหลาดนั่นแล้ว ก็ได้กลิ่นอายแบบชาวดินแดนตะวันตกอยู่มิน้อย
ยิ่งเมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ ภาพลักษณ์ของมันก็ค่อยๆ ตรงกับคำบอกเล่าเรื่องปีศาจแห่งทะเลทรายที่ซ่งโหยวเคยได้ยินจากเจ้าเมืองจางและราษฎรในซาตู ทว่ายามนี้มันมิได้ดูดุร้ายอีกต่อไป ถึงขั้นน้อมตัวลงใช้มือลูบอกคำนับเขาพลางเอ่ยว่า “พวกเราขอเชิญท่านไปเยือนเขาเทวะในฐานะแขก”
น้ำเสียงของมันในยามนี้เต็มไปด้วยความจริงใจ ท่าทีนอบน้อมผิดกับเมื่อครู่ราวกับคนละคน และที่น่าทึ่งคือมันเปลี่ยนท่าทีได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งนัก แม้แต่ซ่งโหยวก็ยังมองไม่เห็นความขัดเขินแม้แต่น้อย
ราวกับว่าในสายตาของมัน ทุกอย่างควรจะเป็นเช่นนี้เอง
หากมิใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญการวางแผนเล่นละครตบตาอย่างยอดเยี่ยมที่สุด ก็คงจะเป็นผู้ที่มีจิตใจซื่อตรงเรียบง่ายจนเข้าขั้นบื้อ ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายใดๆ
และปีศาจผู้นี้เห็นได้ชัดว่ามิใช่พวกแรก
ส่วนเรื่องที่เหตุใดก่อนหน้านี้จึงอารมณ์ฉุนเฉียวนัก…ซ่งโหยวนิ่งคิดเพียงครู่เดียวก็พอจะเดาความได้ ประกอบกับตนตั้งใจมาเยือนในฐานะแขก จึงมิอยากสร้างความลำบากใจให้มันอีก จึงกล่าวว่า “ขอบพระคุณท่านเทพอัคคีที่เชิญชวน เช่นนั้นโปรดนำทางเถิด”
ปีศาจตนนั้นได้ยินดังนั้นก็เหลียวมองพวกเขา โดยเฉพาะม้าขนแดงที่อยู่ด้านหลังซ่งโหยว รวมถึงปีศาจหมีที่หมอบเกาแผ่นหลังอยู่ไม่ไกล รวมถึงฝูงเสือและหมาป่าตามพื้น ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดัง ‘พรึ่บ’ ร่างของมันพลันสลายกลายเป็นกองทรายเหลือง ร่วงหล่นลงกลายเป็นเนินทรายเตี้ยๆ สูงครึ่งจั้ง ยาวหนึ่งจั้งตรงจุดที่มันเคยยืนอยู่
จากนั้น ภายในเนินทรายก็มีเสียงอู้อี้แว่วออกมา คล้ายดังมาจากที่ไกลแสนไกล ประกอบกับสำเนียงเฉพาะตัวจึงฟังเข้าใจได้ยากยิ่ง
“เชิญแขก…ขึ้นมาบนหลังข้า…”
ทุกครั้งที่เปล่งวาจาออกมา เม็ดทรายด้านบนก็พลันร่วงหล่นลงตามไปด้วย
แม่นางสามสีจ้องมองตาค้างด้วยความอัศจรรย์ใจ
จากนั้นนางจึงหันไปมองนักพรต
เห็นเพียงนักพรตหนุ่มค้ำไม้เท้าไผ่ ก้าวเดินขึ้นไปบนเนินทรายนั้นแล้ว
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ…
ปีศาจหมีที่หมอบอยู่บนพื้นดุจเนินเขาเตี้ยๆ สีดำ กำลังบิดกายและหัวพยายามจะใช้เท้าหลังเกาใบหน้า ทว่ามิทันได้เกา ร่างมหึมานั้นก็ระเบิดออก กลายเป็นกลุ่มเมฆสีดำทะมึน เช่นเดียวกับฝูงเสือและหมาป่าในบริเวณนั้น ก่อนที่ควันดำจะลอยกลับเข้าไปในธงผืนเล็กที่โบกสะบัดอยู่ข้างกายแมวสามสี
ควันดำนั้นหนาทึบประดุจเมฆาบดบังแสงอาทิตย์ ส่วนภายในธงก็คล้ายจะมีมังกรซ่อนกายคอยสูบกลืนเมฆหมอกเหล่านั้นอยู่
เพียงชั่วพริบตา โลกหล้าก็กลับมาแจ่มใสไร้ธุลี
ฟึ่บ…
ธงผืนนั้นลอยกลับเข้าไปในย่ามบนหลังม้าด้วยตนเอง
แมวน้อยจึงละสายตา แล้วรีบวิ่งตามนักพรตและม้าขึ้นไปบนเนินทราย
เนินทรายนี้ให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มเหมือนเนินทรายทั่วไป ทว่ายามเหยียบลงไปกลับมักจะรู้สึกไม่มั่นคง ราวกับมีบางสิ่งซ่อนอยู่เบื้องล่าง ทำให้นางรู้สึกอยากจะชะโงกหน้าลงไปมองด้วยความสงสัย
“ท่านแขกโปรดให้อภัยข้าด้วย ปีนี้ฟ้าดินแห้งแล้งเหลือเกิน คนตายไปตั้งมากมาย คนข้างนอกต่างใส่ความท่านเทพของข้า หาว่าเป็นบทลงโทษที่ท่านเทพประทานให้ จึงมีพวกมนุษย์สามัญมาด่าทอท่านเทพที่นี่ไม่เว้นแต่ละวัน แล้วยังมีพวกนั้น…พวกที่มีอาคมน่ะ บุกรุกมาหวังจะรบกวนท่านเทพถึงเขาหั่วเยี่ยน” เนินทรายเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงอู้อี้จากเบื้องล่าง “บางคนก็เหมือนชายฉกรรจ์ทั่วไป ครั้นมาถึงที่นี่ก็คิดจะสู้กับข้าท่าเดียว ข้าจึงไล่กลับไปบ้าง สังหารไปบ้าง บางคนก็พูดความเท็จหมายหลอกลวงข้า ข้าช่างโมโหยิ่งนัก…”
“ฟังไม่รู้เรื่องเลย”
เสียงใสของแม่นางสามสีนั้นแฝงไปด้วยความสัตย์จริง
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
ซ่งโหยวพยักหน้ารับรู้
เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ทว่ามีรายละเอียดเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย แม้จะเข้าสู่เขตแดนประจิมแล้ว แต่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของต้าเยี่ยน มีที่ทำการตั้งอยู่ และเมืองหน้าด่านอันซีทั้งสี่ก็ยังเป็นขุมกำลังที่ไร้เทียมทานในแถบนี้ จึงได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมต้าเยี่ยนอย่างเข้มข้น แม้แต่คนในดินแดนตะวันตกจำนวนมากนอกจากหน้าตาแล้ว ทั้งภาษา วัฒนธรรมและการใช้ชีวิตล้วนมิได้ต่างจากชาวต้าเยี่ยนเลย และในต้าเยี่ยนนั้น ให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นที่ตั้งมาแต่โบราณกาล หากมีเทพเจ้าองค์ใดสร้างความเดือดร้อน มักจะมีผู้กล้าใจซื่อตรงและเด็ดเดี่ยวกล้าใช้ร่างมนุษย์ธรรมดาสามัญเข้าซักไซ้ไล่เลียงเทพเจ้า
“ทว่าท่านก็ควรจะถามไถ่ให้ชัดเจนเสียก่อน มิเช่นนั้นอาจจะทำร้ายผู้บริสุทธิ์ได้”
“…”
กองทรายเบื้องล่างเงียบไป
มิทันเอ่ยคำ และมิขยับเขยื้อน
ช่างเหมือนกับเด็กน้อยที่ถูกอาจารย์หรือผู้ใหญ่ชี้ความผิดให้เห็น แล้วมิยอมเถียง มิยอมรับผิด เพียงแต่ก้มหน้าเงียบงัน ทำเป็นไม่ได้ยินเสียอย่างนั้น
มันเงียบไปครู่ใหญ่ กว่าจะมีเสียงแว่วออกมาอีกครั้ง
“ท่านแขก โปรดทรงตัวให้ดี”
ครั้นมันเอ่ยปาก ทรายใต้ฝ่าเท้าก็เริ่มสั่นไหวอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแรงสั่นสะเทือนจากเสียงหรือแรงลมจากการพ่นลมหายใจ กระทั่งกรวดหินก้อนเล็กๆ ยังกระดอนขึ้นมา
แม่นางสามสีควบคุมตนเองไม่ได้ รีบยื่นกรงเล็บออกไปตะปบเล่นทันที
ในวินาทีนั้น พลันบังเกิดเสียงดังประดุจสายฟ้าขึ้นใต้เท้า
ครืนน…
เนินทรายใต้เท้าขยับเขยื้อนอย่างฉับพลัน กลายเป็นระลอกคลื่นที่เคลื่อนที่ไปบนทุ่งกว้าง หอบเอาทรายและหินกลิ้งไปด้วยกัน
ชั่วขณะนั้น บนทุ่งกว้างประหนึ่งเกิดคลื่นยักษ์ม้วนตัวไปข้างหน้า นักพรตค้ำไม้เท้าไผ่ยืนตระหง่านอยู่บนยอดคลื่นอย่างมั่นคง ม้าขนแดงย่อขาลงตามสัญชาตญาณ ส่วนแม่นางสามสีรีบหมอบกายลงต่ำ เพื่อให้แน่ใจว่าตนจะยังยืนอยู่บนคลื่นทรายได้อย่างมั่นคงโดยไม่ถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไป
เนินทรายที่โถมตัวไปนั้นรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนหูแว่วเสียงลมพัดกระโชกอย่างรุนแรง หากมีกรวดทรายก้อนใดถูกเหวี่ยงออกไป เพียงพริบตาเดียวก็จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังไกลลิบ หากเบื้องหน้ามีลมพัดพาฝุ่นทรายขึ้นมา ยามเนินทรายเคลื่อนตัวผ่าน ฝุ่นทรายเหล่านั้นก็จะถูกสะบัดไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเส้นสายที่เกือบจะเป็นเส้นตรงอยู่กลางอากาศ
เด็กหนุ่มนางแอ่นกระพือปีกอย่างบ้าคลั่ง บินขนานไปกับเนินทราย ลดระดับความสูงลงมาอยู่ในระดับเดียวกับคณะเดินทาง
แม่นางสามสีจึงหันไปจ้องเขาตาเขม็ง
มิรู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด และมิอาจทราบได้ว่าเดินทางมาไกลเพียงไหน ณ เส้นขอบฟ้าไกลโพ้นพลันปรากฏภูเขารูปร่างแปลกประหลาดและแฝงด้วยมันต์ขลังลูกหนึ่ง
ภูเขาลูกนั้นเป็นรูปทรงกรวยคว่ำเกือบจะสมบูรณ์แบบ พื้นผิวของมันมีรอยแยกเป็นริ้วแนวตั้งนับมิถ้วน สูงชะลูดจนหมู่เมฆาสีขาวคลอเคลียอยู่เพียงช่วงไหล่เขา ส่งเสริมให้มันมีรูปลักษณ์ดุจเขาเทวะในยุคบรรพกาล
เมื่อเพ่งมองอย่างละเอียด บนภูเขามีควันพวยพุ่งออกมาตลอดเวลา ลอยละล่องขึ้นสู่เบื้องบน กลายเป็นกลุ่มเมฆหมอกที่โอบล้อมกลางเขา ดูเหมือนว่าบนภูเขาจะมีอุณหภูมิสูงจัด หรือมิเช่นนั้นก็มีเปลวเพลิงแผดเผาอยู่ เพียงแต่เนื่องจากอยู่ไกลเกินไปจึงมองเห็นไม่ชัด
อุณหภูมิรอบกายพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงขั้นที่ว่าแม้พวกเขากำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง แต่ลมที่พัดผ่านกายกลับร้อนระอุ
ร้อนเสียยิ่งกว่าไอน้ำเดือดเสียอีก
เขาหั่วเยี่ยนเบื้องหน้าค่อยๆ ใกล้เข้ามาทุกที เผยรายละเอียดที่แจ่มชัดยิ่งขึ้นให้แก่แขกผู้มาเยือนจากแดนไกล
บนภูเขามีเปลวเพลิงแผดเผาอยู่จริงๆ
เปลวไฟที่ปากปล่องยิ่งพุ่งทะยานสูงขึ้นสู่เบื้องบน
พรึ่บ…
เริ่มมีเปลวไฟลุกไหม้ขึ้นมาตามผืนดินรอบกาย ทั้งที่พื้นทรายแถบนี้ว่างเปล่าไร้สิ่งใด
จนกระทั่งคณะเดินทางมาถึงเชิงเขาเทวะ
เนินทรายจึงค่อยๆ หยุดเคลื่อนไหวในที่สุด
“ท่านแขก โปรดลงไปเถิด”
สิ้นคำกล่าวของมัน คณะเดินทางก็พากันเดินลงจากเนินทราย
ทรายบนเนินนั้นพลันพูนขึ้นอีกครั้ง ทรายชั้นนอกพลันทลายลงมา เผยให้เห็นร่างจริงของปีศาจตนเดิม มันเอ่ยกับพวกเขาว่า “ยินดีต้อนรับสู่ขุนเขาเทวะ ท่านเทพรอท่านอยู่บนภูเขาแล้ว”
ทุกคนต่างแหงนหน้ามองขึ้นไป
เบื้องหน้าคือเขาเทวะขนาดยักษ์ที่มีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมาเองกลางอากาศ ก่อนหน้านี้ตอนมองจากที่ไกลยังพอมองเห็นหมู่เมฆและยอดเขาได้บ้าง ทว่ายามมาอยู่ประชิดเช่นนี้ เมื่อมองยามขึ้นไปกลับเห็นเพียงทัศนียภาพสีขาวโพลน
“เชิญเถิด!”
ปีศาจตนนั้นผายมือทำท่าเชิญ
ขาจำนวนนับไม่ถ้วนของมันเริ่มเคลื่อนไหว พาร่างกายส่วนบนเดินมุ่งหน้าขึ้นเขาไปอย่างมั่นคง
ซ่งโหยวเหลียวมองข้างหลังเล็กน้อย ก่อนจะรีบก้าวตามไป
บนเขาลูกนี้เต็มไปด้วยโขดหิน จึงเดินได้สะดวกกว่าภูเขาทราย
คณะเดินทางมุ่งหน้าขึ้นไปอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคง
ซ่งโหยวเดินพลางเหลียวมองไปรอบทิศ ทั้งมองเปลวเพลิงบนภูเขา และมองทัศนียภาพของทุ่งกว้างเบื้องหลังที่ยิ่งสูงก็ยิ่งแลดูโอ่อ่ากว้างขวาง ในขณะเดียวกันก็สัมผัสถึงกระแสพลังวิญญาณในที่แห่งนี้ไปด้วย
พลังวิญญาณของที่นี่ช่างเก่าแก่และลึกล้ำ ทั้งร้อนแรงและดุดัน เปลวเพลิงบนภูเขาล้วนถือกำเนิดมาจากสิ่งนี้
หากเป็นปุถุชนธรรมดาสามัญมาถึงที่นี่ ย่อมมิอาจขึ้นเขาได้แน่นอน กระทั่งเชิงเขาก็คงเข้ามิถึง คงถูกเปลวเพลิงแผดเผาตายไปตั้งแต่ที่ไกลๆ อย่างมากก็มาได้เพียงแท่นบูชาด้านนอกเขตไฟลามเท่านั้น แม้จะเป็นปีศาจที่มีตบะหรือนักพรตผู้มีวิชากันไฟ ก็มิอาจแตะต้องพลังวิญญาณแห่งนี้ได้โดยง่าย และยิ่งมิอาจซึมซับมันเข้าไป มิเช่นนั้นไฟจะย้อนเข้าตัว แผดเผาทั้งวิญญาณและเส้นลมปราณจนมอดไหม้
ทว่าพลังวิญญาณของที่นี่ดูเหมือนจะไม่ได้มาจาก ‘ดินธาตุไฟ’ แต่กลับดูเหมือนมาจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งมากกว่า
หรือมาจากเทพเจ้าองค์หนึ่ง
ในขณะเดียวกัน ก็ไม่เกิดปฏิกิริยาใดขึ้นกับดินอีกสามทิศ
คล้ายจะเป็นการยืนยันข้อสรุปของซ่งโหยว
เมื่อเดินมาถึงช่วงกึ่งกลางเขา ยามแหงนหน้ามองอีกครั้ง ยอดเขาเบื้องบนก็ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบเสียแล้ว คงจะเป็นปุยเมฆสีขาวที่เคยมองเห็นจากด้านล่างว่าล้อมรอบช่วงไหล่เขานั่นเอง ยามนี้มีประตูถ้ำปรากฏขึ้นบนหน้าผา มีปีศาจตนใหญ่สวมเกราะโบราณยืนเฝ้าอยู่ที่ปากถ้ำดุจองครักษ์ ร่างกายสูงใหญ่ราวสองถึงสามจั้ง ดูน่าเกรงขามดั่งองค์เทพหรือเทพผู้พิทักษ์
“ท่านแขกเชิญด้านในเถิด”
ปีศาจทรายกล่าวพลางเดินนำเข้าไป
ซ่งโหยวลอบสังเกตปีศาจตนใหญ่ที่ปากถ้ำครู่หนึ่ง ก่อนจะค้อมศีรษะลงเล็กน้อยแล้วเดินเข้าสู่ประตูถ้ำ
ประตูถ้ำนั้นสูงกว้างหลายจั้ง คณะเดินทางเดินเข้าไปข้างใน แม้จะมีม้าขนแดงมาด้วยหนึ่งตัว ก็ยังดูเล็กจ้อยนัก
ภายในถ้ำเต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่พวยพุ่ง คลื่นความร้อนประดังเข้าหาแทบจะปะทะใบหน้า ทว่าร่างของทุกคนกลับถูกปกคลุมด้วยแสงทิพย์ จึงมิได้รับอันตรายจากเปลวเพลิงแม้แต่น้อย
จวบจนเดินผ่านม่านอัคคีไป เบื้องหน้าพลันสว่างกระจ่างใส
เปลวไฟหายไป และความร้อนระอุก็สลายไปสิ้น
สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือโถงทางเดินในถ้ำขนาดมหึมา คดเคี้ยวเลี้ยวลด บางช่วงจงใจสร้างทางโค้งสองสามตลบ สองข้างทางมีทางแยกอีกมากมาย มีปีศาจและภูตพรายนานาชนิดเดินก้มหน้าก้มตาไปมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ซ่งโหยวนึกถึงทางเดินในวังหลวงและจวนอ๋องที่มีเหล่าองครักษ์และบ่าวไพร่เดินกันขวักไขว่
เดินอยู่นาน ในที่สุดก็มาถึงหน้าโถงถ้ำแห่งหนึ่ง
เทพเจ้ายุคบรรพกาลในชุดคลุมสีแดงเพลิงกำลังรอเขาอยู่ที่นี่
ภายในโถงถ้ำนอกจากหินไม่กี่ก้อนที่ใช้แทนเตียงนอนแล้ว แทบจะไร้ซึ่งสิ่งของอื่นใด ไม่มีผลไม้ขนม ไม่มีน้ำชาอาหาร กระทั่งโต๊ะเก้าอี้ก็ไม่มี เห็นได้ชัดว่าท่านผู้นี้มิจำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้ ทว่าเมื่อเห็นซ่งโหยว เขาก็อดมิได้ที่จะพินิจมองนักพรตหนุ่มอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าเป็นผู้สืบทอดอารามฝูหลงคนที่สิบที่มาเยือนที่แห่งนี้”
น้ำเสียงนั้นติดสำเนียงประหลาดเล็กน้อย ทว่ามิใช่สำเนียงดินแดนตะวันตกเหมือนปีศาจทราย แต่เป็นสำเนียงที่เจือกลิ่นอายยุคโบราณ เช่นเดียวกับเทพแห่งขุนเขาแคว้นผิงโจว องค์เทพเย่ว์หวังและเทพยุคบรรพกาลองค์อื่น
“คนที่สิบหรือ”
ซ่งโหยวหยุดฝีเท้าแล้วเอ่ยถาม
“อาจจะใช่” เทพเจ้าเอ่ย “ข้าอยู่มานานเกินไปแล้ว ไม่ได้ตั้งใจนับหรอก”
“ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว เป็นศิษย์ของนักพรตตัวสิง”
“เมื่อก่อนข้ามีนามว่า ‘องค์เทพเหยียนหยาง’ ครั้นมาอาศัยที่นี่ ชาวบ้านแถบนี้ล้วนนับถือข้าในฐานะเทพอัคคี เจ้าจะเรียกข้าอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ”
“องค์เทพเหยียนหยาง…”
ซ่งโหยวทวนชื่อนั้นเบาๆ
ในใจเขานึกไปถึง ‘องค์เทพหั่วหยาง’ ผู้เป็นเทพอัคคีบนวิมานสวรรค์และมีชื่อเสียงเลื่องลือยิ่งในหมู่ราษฎร
“พวกเราเป็นพี่น้องกัน”
เสียงของเทพอัคคีดังมาจากเบื้องหน้า
นับว่าช่วยคลายความสงสัยให้แก่ซ่งโหยวได้พอดี
………………..