ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 537 ที่แท้คือวาสนาในครานั้น
บทที่ 537 ที่แท้คือวาสนาในครานั้น
………………..
“ท่านเทพอัคคีทราบสิ่งที่ข้ากำลังคิดได้อย่างไร”
“พวกผู้อาวุโสในสำนักของเจ้า ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่มาเยือน ครั้นได้ยินนามของข้าเข้า ก็มักจะถามเช่นนี้ทุกคน”
เทพอัคคีหันกลับมามองเขา
ดูไปแล้วเทพเจ้าบรรพกาลผู้นี้ช่างธรรมดาสามัญยิ่งนัก เขามีคิ้วหนาตาโต ใบหน้าเหลี่ยมคมสัน ร่างกายกำยำล่ำสัน ไว้เคราและปล่อยผมยาวสยาย สวมชุดคลุมสีแดงตัวหลวมประดุจเปลวเพลิง รูปลักษณ์เค้าโครงหน้าละม้ายคล้ายชาวจงหยวน
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวพยักหน้าเบาๆ สิ่งนี้คือความหนักแน่นของกาลเวลา
ตำราในอารามบันทึกไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า องค์เทพหั่วหยางเดิมทีเป็นนักพรตบำเพ็ญตบะในยุคบรรพกาล มีฤทธานุภาพสูงส่งยิ่ง การที่เขายอมขึ้นไปสถิตบนวิมานสวรรค์ และกลายเป็นเทพเจ้านั้น ก็เพียงเพราะอยากเป็นอมตะ เขาเป็นหนึ่งในผู้บำเพ็ญเพียงไม่กี่คนจากยุคบรรพกาลที่ข้ามมาอาศัยในยุคปัจจุบันได้อย่างราบรื่นด้วยการอาศัยแรงศรัทธา
เขาถูกเรียกขานว่าเป็นองค์เทพมาตั้งแต่ครั้นโบราณกาล ในยุคนั้นโลกมนุษย์ยังมิได้แบ่งแยกฐานันดรเทพให้ชัดเจนนัก และเหล่าเทพเองก็มิใคร่ใส่ใจเรื่องนี้นัก โดยเฉพาะอย่างองค์เทพหั่วหยางที่อาศัยแรงศรัทธาเพื่อต่ออายุขัย ยิ่งมิสนใจว่าบนสวรรค์ตนจะอยู่อยู่ในระดับใด หรือมีอำนาจล้นฟ้าเพียงไหน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บำเพ็ญยุคบรรพกาลเหล่านี้มักจะมีวิชาเฉพาะตัวอันแก่กล้า ดังนั้นหลังจากเปลี่ยนมาอาศัยแรงศรัทธาแล้ว จึงมิได้ยึดติดกับเครื่องเซ่นสรวงมากนัก
หากท่านผู้นี้เป็นพี่น้องกับองค์เทพหั่วหยาง ย่อมมิใช่เทพที่ถือกำเนิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และมีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะเป็นชาวต้าเยี่ยน
เพียงแต่ในยุคนั้น ยังห่างไกลจากคำว่าต้าเยี่ยนนัก
ทว่าความหมายของคำว่า ‘จงกว๋อ’ หรือ ‘อาณาจักรศูนย์กลาง’ นั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่ในช่วงแรกจงกว๋อมิได้กว้างใหญ่นัก เป็นเพียงพื้นที่ส่วนกลางของต้าเยี่ยนในปัจจุบัน ต่อมาขอบเขตของแนวคิดนี้จึงค่อยๆ ขยายออกไป จนถึงปัจจุบันชาวต้าเยี่ยนต่างเชื่อว่าตำแหน่งที่ตนอยู่นั้นคือศูนย์กลางของใต้หล้า เป็นอาณาจักรแห่งสวรรค์โดยชอบธรรม ดังนั้นทั่วทั้งต้าเยี่ยนจึงมักเรียกขานตนเองว่าจงกว๋อ
ซ่งโหยวมองว่าท่านผู้นี้ก็คือผู้บำเพ็ญตนยุคบรรพกาลตัวจริงเช่นกัน มีความเป็นไปได้มากว่าเขาจะใช้วิธีเดียวกับพี่น้องของตน คือเข้าสู่วิถีเทพโยอาศัยแรงศรัทธา เพียงแต่องค์หนึ่งไปอยู่บนสวรรค์ แต่อีกคนกลับมายึดครองภูเขาที่นี่เพื่อเป็นเทพเจ้า องค์หนึ่งดูดซับแรงศรัทธาจากราษฎรในจงหยวน ส่วนอีกตนกลับรับชาวดินแดนตะวันตกมาเป็นสาวก
“ในเมื่อท่านเทพอัคคีและองค์เทพหั่วหยางเคยเป็นพี่น้องกัน เหตุใดทุกวันนี้จึงต้องอยู่แยกกันคนละทิศละทางเช่นนี้เล่า” ซ่งโหยวอดมิได้ที่จะถามด้วยความสงสัย
“เป็นพี่น้องกัน จำเป็นต้องตัวติดกันตลอดเวลาด้วยหรือ”
“นั่นก็จริง”
“เหอะ…”
องค์เทพเหยียนหยางพ่นลมหายใจคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามตรงๆ ว่า “เจ้ามาหาข้าด้วยธุระอันใด”
“ได้ยินว่าที่นี่มีเขาหั่วเยี่ยน เปลวเพลิงบนเขาโชติช่วงชั่วนิรันดร์มิเคยดับมอด ภายในเขามีเทพอัคคีผู้ทรงฤทธิ์เดชสถิตอยู่ ข้าเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วใต้หล้าก็เพื่อเพิ่มพูนพุทธิปัญญาและประสบการณ์ จึงตั้งใจมาเยี่ยมเยียน”
“ข้านึกว่าเจ้าฟังคำของพวกมนุษย์ข้างล่างนั่น แล้วนึกว่าความแห้งแล้งสาหัสในช่วงสองปีมานี้เป็นฝีมือข้า เลยตั้งใจจะมาหาเรื่องข้าเสียอีก” เทพอัคคียังคงกล่าวอย่างเถรตรง
“นอกจากมาจาริกชมโลกและเพิ่มพูนความรู้แล้ว ความจริงก็มีธุระอื่นอยู่บ้าง และตั้งใจมาดูให้รู้แจ้งว่าความแห้งแล้งเบื้องล่างนั้นเกี่ยวข้องกับที่นี่หรือกับท่านเทพหรือไม่ ทว่ายังมีธุระอีกประการหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่า” ซ่งโหยวทราบดีว่าบรรพจารย์ในอารามแต่ละรุ่นล้วนเคยติดต่อกับท่านผู้นี้มาก่อน จึงแสดงความนอบน้อมและรักษามารยาทไว้ ยามเห็นเทพอัคคีเลิกคิ้วขึ้น เขาก็กล่าวต่อว่า “ข้ามาตามหาพลังวิญญาณธาตุทั้งห้าจากห้าทิศ”
“พลังวิญญาณธาตุทั้งห้าจากห้าทิศ”
“ใช่แล้ว…”
“คือสิ่งใดกัน”
“คือพลังวิญญาณฟ้าดินห้าประการจากห้าทิศ แบ่งออกเป็นห้าธาตุ หลอมรวมกลายเป็นก้อนดิน ข้าตามหามาได้สามทิศแล้ว ยังขาดอยู่อีกสองทิศ”
“มันคือของวิเศษหรือ”
“จะว่าใช่…ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่…ก็ไม่ใช่”
“เอาไว้ใช้ทำอะไร”
“ใช้ในการสร้างนรกภูมิ”
“นรกภูมิรึ”
“ใช่แล้ว”
“รีบเล่าให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้!”
เทพอัคคีผู้นี้ช่างเป็นคนเปิดเผยและเถรตรงโดยแท้
มิเพียงตรงไปตรงมา ทว่ายังดูจะใจร้อนอยู่มิน้อย
ซ่งโหยวมิได้ใส่ใจ เขาถือวิสาสะนั่งลงบนแท่นหินข้างๆ แล้วเริ่มเล่าเรื่องการสร้างบรกภูมิให้เขาฟัง
เทพอัคคีดูจะมิเกรงใจและมิรู้สึกเหินห่างต่อเขาเลยแม้แต่น้อย ระหว่างนั้นเขามักจะเอ่ยถามแทรกอยู่บ่อยครั้ง
พอได้ยินว่าการสร้างนรกภูมิต้องใช้ดินนห้าทิศ ก็ถามว่าเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร พอรู้ว่าฟังมาจากปากของราชครูในตอนนั้น ก็ซักไซ้ไล่เลียงรายละเอียดเพิ่ม พอได้ยินว่าเขาจะสร้างนรก ก็ถามว่าเหตุใดสรวงสวรรค์ถึงมิส่งเทพเซียนมาร่วมด้วย พอได้ยินว่าเขาปะทะกับเทพเจ้า ก็ถามว่าเขาได้สังหารเทพเจ้าพวกนั้นไปบ้างหรือไม่
เมื่อใดก็ตามที่ได้ยินเรื่องที่ซ่งโหยวขัดแย้งกับสวรรค์ เขาเป็นต้องระเบิดเสียงหัวเราะชอบใจออกมาดังลั่น ยิ่งพอได้ยินว่าซ่งโหยวสังหารองค์เทพจวี้ซิง เขาก็ถึงกับปรบมือร้องเรียกด้วยความสะใจ เสียงสะท้อนก้องไปทั่วโถงถ้ำ
ดูท่าเทพผู้นี้เองก็มิค่อยลงรอยกับสวรรค์สักเท่าไหร่นัก
เทพอัคคีผู้นี้หาได้มีเล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย ซ้ำแล้วยังไม่มีวาทศิลป์เอาเสียเลย ท่วงท่าคำพูดล้วนแฝงกลิ่นอายยุคโบราณ ทว่าต่างจากความอิสระเสรีตามแบบฉบับองค์เทพเย่ว์หวังนัก เขาให้ความรู้สึกเอนเอียงไปทาง เปิดกว้างเสียมากกว่า ยอดคนมักมีนิสัยเปิดกว้างเช่นนี้ ไม่ว่าจะอยู่บนตำแหน่งที่สูงส่ง มีสติปัญญาเลิศล้ำ หรือมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ สรุปคือเป็นผู้ที่ไม่ว่าใครก็ยากจะเทียบเคียงได้ ไม่มีใครทำอะไรตนได้ ก็ทำตัวตามใจปรารถนาได้เต็มที่ แต่ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง สติปัญญาหรือวรยุทธ์ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้บำเพ็ญยุคบรรพกาลผู้นี้ สิ่งเหล่านั้นกลับดูไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิง
ภายใต้ความเปิดกว้างนั้น ยังแฝงไว้ด้วยความซื่อตรง
ทว่าเมื่อได้สนทนาพาทีกันอย่างออกรสเช่นนี้ พูดจาโผงผาง หัวเราะร่าอย่างอิสระ กลับให้ความรู้สึกที่สะใจยิ่งนัก แม้แต่ซ่งโหยวยังพลอยได้รับอิทธิพล รู้สึกว่าเทพองค์นี้ช่างน่าสนใจเหลือเกิน
แมวสามสีเองก็มักจะจ้องมองเขาตาเขม็ง
จะมีก็แต่นางแอ่นหนุ่มที่มักจะสะดุ้งตกใจกับเสียงหัวเราะขององค์เทพอยู่บ่อยครั้ง
“ในเมื่อมันเป็นสิ่งของเช่นนั้น ข้าก็พอจะนึกออกแล้ว” องค์เทพเหยียนหยางยืดกายประทับนั่งตัวตรง “ทว่าสิ่งนั้นไม่ได้อยู่ที่ข้า เปลวเพลิงบนภูเขาลูกนี้ เกิดจากการบำเพ็ญตบะของข้าเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ยามที่เจ้าบำเพ็ญตน หากไม่ตั้งใจควบคุมให้ดี ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อโลกภายนอกเป็นธรรมดา ต่อมาข้าเห็นว่าไฟพวกนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ช่วยให้พวกมนุษย์นั่นอยู่ห่างจากข้าไปหน่อย มิเช่นนั้นในแต่ละปีคงต้องมาเป่าประกาศตีฆ้องร้องป่าวรบกวนข้าอยู่หลายหน น่ารำคาญใจนัก ข้าจึงไม่ได้ดับมัน ปล่อยให้มันมอดไหม้อยู่เช่นนี้จนถึงปัจจุบัน”
องค์เทพเหยียนหยางกล่าวพลางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาจ้องตาเขาแล้วเอ่ยว่า “ทว่าไฟจากเขาหั่วเยี่ยนของข้านี้ มันเผาไหม้อยู่เพียงพื้นที่แถบนี้เท่านั้น ต่อให้ร้อนเพียงใด ก็เผาไปไม่ถึงสิบลี้หรอก ยิ่งไม่อาจลามไปถึงแคว้นอื่นๆ ภัยแล้งในช่วงสองปีนี้เป็นเพียงการผันแปรของฟ้าดิน เมื่อสองพันปีก่อนแถบนี้ยังเต็มไปด้วยทะเลสาบเลย บัดนี้กลับมีแต่ดินทราย เรื่องราวของโลกหล้ามันก็เป็นเช่นนี้เอง หากมีชีวิตอยู่มานานพอ ย่อมจะได้เห็นทะเลกลายเป็นไร่นา จนไม่รู้สึกแปลกใจในสิ่งใดอีก ทว่ามันมี ‘บางสิ่ง’ ที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปรของฟ้าดินและเข้าไปซ้ำเติมภัยแล้งให้รุนแรงขึ้นจริง และสิ่งนั้นก็น่าจะเป็นสิ่งที่เจ้ากำลังตามหาอยู่นั่นแล”
“โลกภายนอกมีข่าวลือว่า ‘ภัยแล้งนี้เป็นฝีมือของเทพอัคคี’ เล่าลือกันได้สมจริงยิ่งนัก สิ่งนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงและศรัทธาของท่านเทพ เหตุใดท่านเทพจึงไม่ยอมชี้แจงเล่า”
“ชี้แจงไปเพื่ออะไร พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ จะให้พูดจามากความข้าก็ขี้เกียจจะใส่ใจ” องค์เทพเหยียนหยางเอ่ยอย่างไม่แยแส “พวกมนุษย์ธรรมดา มีชีวิตอยู่อย่างมากก็ไม่เกินกี่สิบปี ก็ปล่อยให้พวกเขาพูดไปเถิด อย่างไรเสียทั่วทั้งฟ้าดินนี้ก็ไม่มีใครทำอะไรข้าได้อยู่แล้ว”
“…”
ซ่งโหยวอดมิได้ที่จะยิ้มพลางส่ายหน้า
นี่แลคือความไร้กังวลที่แท้จริง
ทว่าท่านเทพอัคคีผู้นี้คงจะปลีกวิเวกและดำรงอยู่มานานเกินไป ความคิดความอ่านยังคงหยุดนิ่งอยู่ในยุคสมัยที่ค่อนข้างเรียบง่าย ทว่าโลกหล้าในยามนี้ทุกด้านล้วนเปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว หากเทพองค์หนึ่งสร้างภัยแก่แผ่นดินเพียงเพราะความชอบใจหรือความแค้นส่วนตน จนเกิดภัยแล้งไปสามพันลี้ ย่อมต้องถูกผู้คนตราหน้าด่าทอ ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดาร และเสื่อมเสียชื่อเสียงไปชั่วกาล
มิได้ถูกลืมเลือนไปได้ง่ายดายเหมือนในอดีตอีกต่อไป
ซ่งโหยวมิได้เอ่ยขัดอันใด เขาเพียงถามต่อว่า “ไม่ทราบว่าสิ่งที่ท่านเทพกล่าวถึงนั้นอยู่ที่ใดหรือ”
“มุ่งหน้าจากที่นี่ไปทางทิศตะวันตกอีกสามร้อยลี้ ลึกลงไปใต้ผืนดิน” เทพอัคคีกล่าว “ครานั้นข้าก็เคยไปหามันมาเหมือนกัน ทว่าสิ่งนั้นค่อนข้างประหลาด ขนย้ายยากนัก แม้จะสอดคล้องกับวิถีบำเพ็ญของข้า แต่ประการแรกคือการจะพามันกลับมาต้องเปลืองแรงมิใช่น้อย ประการที่สอง…เหอะ ข้าบำเพ็ญต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์อันใดนัก เล่นสนุกกับมันได้ไม่กี่วันข้าก็กลับมาที่นี่”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
“หากเจ้าจะไปหา ก็จงรีบไปเถิด! แม้การได้สนทนากับเจ้าจะนับว่าสะใจไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องที่เจ้าสังหารเทพนั่น หึๆ แต่ข้าก็ไม่รั้งเจ้าไว้นานหรอก” เทพอัคคีกล่าวพลางแสยะยิ้ม “หากวันหน้าเจ้าสังหารเทพองค์ใดบนสวรรค์ได้อีก แล้วกลับมาเล่าให้ข้าฟังได้ก็นับว่าดียิ่ง”
“ท่านเทพมีความแค้นเคืองกับวิมานสวรรค์หรือ”
“บุญคุณความแค้นเมื่อนานมาแล้ว จะนับว่าเป็นสิ่งใดกัน” เทพอัคคีโบกมือ “ไม่เอ่ยถึงจะดีกว่า”
“ขอรับ”
ซ่งโหยวเพียงยิ้มรับ หาได้ซักไซ้ต่อ
คงจะมีบุญคุณความแค้นกันอยู่ไม่น้อย
มิเช่นนั้น เหตุใดสองพี่น้องที่บำเพ็ญตนจนมีตบะทัดเทียมกัน จึงมีคนหนึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเทพอัคคีฝ่ายธรรมะบนวิมานสวรรค์ ได้รับความศรัทธาจากราษฎร แต่อีกคนกลับต้องหดหัวอยู่ที่นี่ ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยในสถานที่คับแคบ ทว่ากลับไม่ได้อยู่ในแผ่นดินจงหยวนเสียด้วยซ้ำ บางทีต้าเยี่ยนอาจเป็นศูนย์กลางของโลกจริงๆ มิใช่เพียงด้านวัฒนธรรมหรือเศรษฐกิจ แต่กระทั่งเรื่องภูตผีเทพเจ้าหรือพลังวิญญาณก็ยังเป็นศูนย์กลาง ต่อให้เป็นเทพเจ้าหรือปีศาจก็มักไม่เต็มใจจากต้าเยี่ยนไปโดยง่าย เพราะหากออกไปแล้วก็ไม่ต่างอำรจากการถูกเนรเทศ
“ก่อนจากไป ข้าขอขึ้นไปชมทัศนียภาพบนยอดเขาได้หรือไม่”
“ย่อมได้”
ครู่ต่อมา ซ่งโหยวและคณะพร้อมด้วยองค์เทพเหยียนหยางก็มายืนอยู่บนยอดเขาหั่วเยี่ยน
เบื้องหลังมีเปลวเพลิงพุ่งทะยานเสียดฟ้า ทุกคนยืนหันหลังให้กองเพลิง เบื้องหน้าคือทุ่งกว้างสีเหลืองดินสุดลูกหูลูกตา ประหนึ่งหัวใจได้เปิดกว้างข้ามพ้นขอบเขตไปพร้อมกับทัศนียภาพนั้น
องค์เทพเหยียนหยางเล่าถึงรูปลักษณ์ของที่นี่เมื่อสองพันปีก่อนพลางวาดมือชี้ไปยังผืนฟ้าดินที่ห่างไกล ราวกับทุกสิ่งยังคงใหม่สดอยู่ในความทรงจำ ประหนึ่งเพิ่งเห็นมาเมื่อวานนี้เอง เขาเล่าไปพลางก็อดมิได้ที่จะหยุดถอนหายใจ ความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งและกาลเวลาที่ผันผ่านล้วนรวมอยู่ในที่แห่งนี้แล้ว
ซ่งโหยวยืนสงบนิ่งอยู่นาน จึงได้กล่าวลา
“ข้าขอลาท่านเทพตรงนี้ ที่ผ่านมารบกวนท่านแล้ว หวังเพียงวันหน้าหากมีผู้สืบทอดอารามฝูหลงมาเยือนที่นี่ ขอท่านเทพโปรดเห็นแก่ความหลัง นำพาพวกเขามาชมทัศนียภาพที่ข้าเคยเห็นด้วยเถิด”
“ฮ่าๆ…”
องค์เทพเหยียนหยางได้ยินดังนั้นกลับหัวเราะร่า หันมามองเขาแล้วเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าการที่ข้าเชิญเจ้ามา ต้อนรับขับสู้เจ้าเป็นอย่างดี เป็นเพราะเห็นแก่ความหลังที่มีต่อพวกบรรพจารย์ในอารามเจ้าหรือ”
“มิใช่หรือ”
ซ่งโหยวกลับเป็นฝ่ายฉงนใจเสียเอง
“ฮ่าๆผู้สืบทอดอารามฝูหลงของพวกเจ้าแต่ละรุ่นล้วนต่างกัน อย่างมากก็มีความเกี่ยวพันกับรุ่นก่อนหน้า แต่กับรุ่นก่อนหน้าโน้นพวกเจ้าก็มิเคยพบหน้ากันเลย แล้วจะมีความสัมพันธ์อันใดได้ ผู้สืบทอดที่มาหาข้าแต่ละคนก็มีนิสัยใจคอต่างกันไป บางคนมีมารยาท บางคนก็ไม่มี ข้าเห็นมามากจนชินเสียแล้ว” องค์เทพเหยียนหยางกล่าว “ต่อมาไม่ว่าใครจะมา ข้าก็ถือเสียว่าไม่เคยรู้จักบรรพจารย์ของพวกเขา ไม่คิดว่าพวกเขาเป็นลูกศิษย์ลูกหาของสหายเก่า ไม่ว่าคนก่อนหน้าจะมานั่งดื่มสุราสนทนากับข้า หรือมาสู้กับข้าสักตั้ง พอคนใหม่มาถึง ข้าก็ถือว่าความแค้นเคืองก่อนหน้านั้นไม่เคยเกิดขึ้น”
“ท่านเทพช่างเปิดกว้างนัก”
ซ่งโหยวได้ฟังก็ยอมรับนับถือยิ่งนัก เขาเอ่ยชมจากใจจริง ทว่ากลับยิ่งสงสัยกว่าเดิม “เช่นนั้นครั้งนี้…”
“พำนักอยู่ที่นี่แม้จะสงบเงียบทว่าก็น่าเบื่อเกินไป ยังดีที่มีพวกภูตผีปีศาจเลื่อมใสมาขอพึ่งพิงข้าอยู่บ้าง ข้าไม่ได้สนใจเรื่องจะมีลูกน้องหรอก แต่มันก็นับว่าสร้างความบันเทิงให้ข้าได้ไม่น้อย นอกจากนี้ยังมีพวกภูตที่ถือกำเนิดขึ้นเองตามธรรมชาติมาอยู่ที่นี่ ข้าก็เลี้ยงพวกมันไว้ คอยหยอกล้อพวกมันทุกวันก็น่าสนใจดี บางตนมีจิตใจซื่อตรงข้าก็ชอบใจนัก”
องค์เทพเหยียนหยางกล่าวพลางหันมามองเขา “เมื่อไม่กี่เดือนก่อน มีเจ้าตัวเล็กตนหนึ่งมันรักสนุกจนทนไม่ไหว แอบหนีออกไปเที่ยวไกลถึงหล่งโจว ข้าต้องขอบใจเจ้าจริงๆ มิเช่นนั้นมันคงไม่ได้กลับมาแล้ว”
ซ่งโหยวได้ยินดังนั้นพลันชะงักงัน
ในใจพลันกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที
เขาเหลียวหน้ามองลงไปเบื้องล่าง ณ หุบเขาที่ห่างไกลออกไป คล้ายมีภูตตนหนึ่งกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่
ภูตตนนั้นร่างเพรียวบาง แข้งขาเรียวยาว มีร่างกายเป็นแพะ มีเขาเหมือนกวาง ส่วนศีรษะนั้นเป็นจิ้งจอกใบหน้าดั่งหยกประหนึ่งสวมหน้ากาก ทุกครั้งที่มันกระโดดขึ้นล้วนดูแผ่วเบายิ่งนัก พละกำลังในการดีดตัวยอดเยี่ยมเป็นที่สุด ยามหดขาช้าๆ กลางอากาศอย่างไร้กังวลนั้นช่างดูราวกับกำลังร่ายรำอยู่กลางเวหา
“…”
ซ่งโหยวอดมิได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา
ที่แท้ก็คือการตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ จากความปรารถนาดีในครานั้นเอง
วาสนานี้ช่างเป็นเรื่องราวแสนมหัศจรรย์เหลือเกิน
………………..