ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 538 เจ้าช่างไร้ยางอายนัก
บทที่ 538 เจ้าช่างไร้ยางอายนัก
………………..
“เปลวเพลิงนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ…”
หลังจากชื่นชมทัศนียภาพของทุ่งกว้างจนอิ่มหนำ ซ่งโหยวก็กวาดสายตากลับมามองเปลวเพลิงที่พวยพุ่งอยู่ที่ปากปล่องภูเขาเบื้องหลัง
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญอาคมธาตุไฟ ย่อมมองออกว่า แม้แต่เปลวไฟที่ปากปล่องนี้ก็มีความพิเศษยิ่งนัก เป็นไฟที่หาได้ยากยิ่งและดูจะทรงพลังกว่าไฟที่เขาเสกขึ้นมาเสียอีก
“ฮ่าๆ!”
องค์เทพเหยียนหยางยังคงหัวเราะร่าด้วยท่าทีองอาจห้าวหาญ หาได้คิดจะปิดบังหรือถ่อมตัวแม้แต่น้อย เขาเอ่ยออกมาตรงๆ ว่า “นี่คือปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจากการปิดด่านบำเพ็ญตนครั้งที่ยาวนานที่สุดของข้าเมื่อพันปีที่แล้ว ผ่านไปนับพันปีไฟนี้ก็ไม่เคยมอดลงเลย ซ้ำยังลุกโชนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับตบะพลังวิญญาณที่ข้าสั่งสมมาตลอดการบำเพ็ญตน อย่าว่าแต่ผีสางเทพยดาทั่วไปเลย ต่อให้เป็นเทพจินหลิงผู้เป็นจ้าวดาราแห่งวิมานสวรรค์มาที่นี่ หากเขากล้าเดินเข้าไปในปากปล่องภูเขาของข้าสักรอบ ข้าก็จะหลอมกายทองคำของเขาให้กลายเป็นน้ำทองคำให้ดู”
“สมกับเป็นเทพอัคคีโดยแท้”
ซ่งโหยวประสานมือคารวะ มิได้เอ่ยคำใดต่อ เขาเดินลงเขาจากไปทันที
ม้าขนแดงเยื้องย่างตามหลังเขาไปอย่างสม่ำเสมอดังเช่นที่เคยเป็นมา
แมวสามสีก็รีบตามไปติดๆ ทว่าขณะเดินไปนางก็ยังมิวายเหลียวหลังกลับไปมองเทพอัคคีหนวดเคราครึ้มผมยาวสยายในชุดคลุมแดงผู้นั้นบ่อยครั้ง ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมยิ่ง
“คนผู้นั้นดูท่าจะเก่งกาจมากเลยนะ!”
“ผู้บำเพ็ญยุคบรรพกาล ย่อมต้องเก่งกาจเป็นธรรมดา”
“ผู้บำเพ็ญยุคบรรพกาลคืออะไรหรือ”
“คือผู้บำเพ็ญตนรุ่นเดียวกับบรรพจารย์ของอารามเรา บำเพ็ญเพียรจนตบะสูงส่งทะลุฟ้าดิน เก่งกาจยิ่งนัก” ซ่งโหยวอธิบายให้นางฟังอย่างอดทนขณะก้าวเดิน “เทพจินหลิง โจวเหลยกง แม่นางจิ้งจอก จระเข้ยักษ์ หรือแม้แต่ปีศาจต้นหลิวและเยี่ยนเซียนแห่งอันชิง ล้วนไม่อาจเทียบเขาได้ และไม่ได้มีอายุยืนยาวเท่าเขา เว้นเสียแต่วว่าแม่นางจิ้งจอกจะบำเพ็ญจนมีเก้าหาง หรือปีศาจต้นหลิวได้สมปรารถนาตามที่หวัง ถึงจะพอมีคุณสมบัติไปเปรียบเทียบกับเขาได้”
“แล้วเซียนงูเล่า เก่งเท่าเขาไหม”
“ไม่เท่า”
“เทพแห่งขุนเขาเล่า”
“ไม่อาจทราบได้ว่าหากอยู่ในเขตภูเขาลูกนั้นจะสูสีกันหรือไม่ แต่หากออกจากภูเขามาแล้ว ย่อมเทียบไม่ได้แน่นอน”
“เก่งขนาดนั้นเลย!”
แมวสามสีดูจะตกตะลึงไม่น้อย
“แล้วใครจะเก่งกว่าเขาเล่า”
“ในหมู่เทพเซียนที่ซ่อนเร้นกายอยู่บนสวรรค์ อาจจะมีบางองค์ที่เก่งเท่าเขาหรือเก่งกว่าเขา” ซ่งโหยวเอ่ยกับนาง “ได้ยินว่าวิมานสวรรค์ยังมีวิชาลับบางอย่างที่สามารถรวบรวมแรงศรัทธาที่เทพทั้งวิมานได้รับมาไว้ที่จุดเดียว และมอบให้แก่แม่ทัพเทพผู้เจนจัดในการศึก เมื่อนั้นแม่ทัพเทพก็จะเก่งกาจขึ้นมาอย่างมหาศาล อาจเป็นเพราะเหตุนี้ เขาจึงได้ย้ายมาอยู่ที่นี่”
“แล้วเจ้ากับเขา ใครเก่งกว่ากัน”
“ข้าน่ะหรือ”
นักพรตหนุ่มเผยยิ้มบางๆ เอ่ยพลางเดินไปว่า “วิชาอาคมลนโลกหล้ามีนับหมื่น ล้วนลึกล้ำยากหยั่งถึง มีทั้งข่มและส่งเสริมกัน มีทางแก้ทางกันสลับไปมา ยากจะบอกได้ว่าสิ่งใดเก่งกาจที่สุด อีกอย่างท่านเทพอัคคีเป็นผู้อาวุโส ข้าเป็นผู้น้อย ย่อมไม่กล้ากล่าวอ้างว่าตนเก่งกว่าท่านหรอก”
“ฟังไม่เข้าใจเลย…”
“ข้าก็เก่งพอๆ กับเขานั่นแล”
“…”
แมวน้อยได้ฟังก็ยิ่งทำสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นไปอีก นางเร่งฝีเท้าซอยเท้าเล็กๆ แซงนักพรตไปอยู่ด้านหน้า แล้วหันขวับกลับมาจ้องมองสีหน้าของเขาในยามนี้ ก่อนจะจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงเปิดปากขึ้น
“เจ้านี่นะ…”
นักพรตไม่เคยสอนคำพูดทำนองนี้ให้นางเลย ด้วยคลังคำศัพท์ที่จำกัด นางนึกอยู่นานก็นึกไม่ออกว่าจะสรรหาคำใดมาพรรณนาได้ จึงได้แต่สะบัดหน้าหนีแล้ววิ่งลงเขาไป
หลังจากลงเขามาแล้ว นักพรตก็มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกต่อ
เดินไปได้สิบลี้ ไม่มีเปลวเพลิงแผดเผาแล้ว
เดินไปได้ห้าสิบลี้ ข้างทางเริ่มปรากฏบ้านเรือนเก่าแก่ที่ถูกปล่อยร้าง
ผ่านไปร้อยลี้ จึงเริ่มเห็นร่องรอยของมนุษย์
กระทั่งในทุ่งกว้างปรากฏเส้นทางสายหนึ่งที่มีรอยล้อรถชัดเจน ดินใต้เท้าถูกเหยียบย่ำจนแน่นหนา
จากนั้นร่องรอยของผู้คนก็เริ่มหนาตาขึ้น
มีทั้งพ่อค้าวานิชและคนเดินถนน
ทว่าที่เห็นมากที่สุดคือกลุ่มคนที่มีสภาพไม่ต่างจากผู้อพยพหรือผู้ประสบภัย ผมเผ้าแห้งกรังกระเซอะกระเซิง ริมฝีปากและโหนกแก้มเต็มไปด้วยรอยแตก เดินโซซัดโซเซอยู่บนถนนราวกับร่างที่ไร้วิญญาณ นานๆ ครั้งจะมีคนล้มฟุบลงไป
เดิมทีซ่งโหยวตั้งใจจะมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกตามที่เทพอัคคีชี้ทาง ซึ่งปกติจะไม่ต้องเดินตามเส้นทางสายนี้เพราะมันเบี่ยงออกไปเล็กน้อย ทว่าเขาก็ยังเลือกก้าวเดินไปบนถนนเส้นนี้ เดินเคียงข้างไปกับผู้คนเหล่านี้ สัมผัสถึงไอแห่งความตายและร่วงโรยที่แผ่ออกมาจากตัวพวกเขา ในขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ถึงความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ภายในใจของพวกเขา สิ่งนี้สร้างความสะเทือนใจแก่เขาเป็นอย่างยิ่ง
นี่คือกลุ่มคนที่กำลังหนีตาย
หนีไปจากดินแดนแห้งแล้งที่กว้างใหญ่หลายพันลี้นี้
ยิ่งเดินไป ผู้คนก็ยิ่งหนาตาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขบวนการค้าหรือผู้อพยพดูเหมือนจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
เบื้องหน้าในที่สุดก็ปรากฏหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
เป็นกลุ่มบ้านไม้บนทุ่งกว้าง สีของไม้ที่ใช้สร้างถูกพายุทรายกัดกร่อนจนซีดจาง ดูเก่าคร่ำคร่า ตั้งอยู่ประปรายบนผืนดิน เข้ากับบรรยากาศของทุ่งกว้างนี้เป็นอย่างดี
ทว่าหมู่บ้านนี้กลับดูเงียบเหงาพิกล คล้ายกับไม่ค่อยมีคนพักอาศัยอยู่แล้ว
ผู้คนจำนวนมากสัญจรผ่านไปอย่างเงียบงัน บ้างก็เหลียวมองบ้านไม้ที่ปิดประตูเงียบเหล่านั้น หรือบางคนก็เดินเข้าไปเคาะประตู
ซ่งโหยวเดินทางมาแล้วมากมาย ทว่าถนนเส้นนี้ช่างต่างจากถนนส่วนใหญ่ที่เขาเคยผ่านพ้นมาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นทัศนียภาพข้างทาง ดวงตะวันอันแผดเผา ความทุกข์ยากบนเส้นทาง หรือแม้แต่เพื่อนร่วมทางรอบกาย ล้วนมิเหมือนกันเลย
ปัง ปัง ปัง…
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังมาจากเบื้องหน้า
คนส่วนใหญ่ที่ได้ยินเสียงนี้กลับทำหูทวนลม ราวกับว่าเพียงแค่ก้มหน้าก้าวเดินต่อไปก็ใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีไปสิ้นแล้ว กระทั่งเรี่ยวแรงจะเงยหน้ามองก็ยังหามีไม่ มีเพียงนักพรตหนุ่มที่หยุดฝีเท้าลง แล้วหันไปมองตามทิศทางของเสียงเคาะประตูนั่น
นั่นคือพ่อค้าหน้าตาดูเหมือนชาวจงหยวนผู้หนึ่ง เขาถือเงินไว้ในมือพร้อมกับเคาะประตูร้องเรียก
ภายในบ้านมีเสียงตอบกลับมาจริงๆ
แต่เป็นภาษาท้องถิ่น
ซ่งโหยวฟังไม่มค่อยเข้าใจ ทว่าฟังจากความร้อนรนที่แทรกมากับน้ำเสียงแบแห้งนั้น ก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงเจตนาของเขา
เขาซื้อน้ำนั่นเอง
เงินในมือพ่อค้ามีจำนวนไม่น้อยเลย ทว่าคนในบ้านกลับไม่ยอมเปิดประตูให้
“เฮ้อ…”
เขาถอนหายใจยาวเหยียด แต่เมื่อสิ้นเสียงถอนหายใจก็ไม่พูดไม่จาอีก คล้ายกับเกรงว่าหากระบายลมหายใจออกมามากกว่านี้จะยิ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำไปมากขึ้น จากนั้นจึงหันกายกลับอย่างไร้เรี่ยวแรง หมายจะก้าวเดินต่อไป
ทว่าขาทั้งสองพลันอ่อนเปลี้ย ฝีเท้าซวนเซจนเกือบจะล้มพับลงกับพื้น
“ระวังหน่อย”
ซ่งโหยวเอ่ยเตือน พลางหยิบถุงน้ำออกมา “ข้ายังมีน้ำเหลืออยู่บ้าง แบ่งให้ท่านดื่มได้สักหน่อย”
“จริงหรือ”
พ่อค้าผู้นั้นยอมปริปากพูดในที่สุด
“จริงสิ”
“อึกละเท่าไหร่รึ”
“ไม่คิดเงินหรือ”
“รับไปเถิด”
ซ่งโหยวยื่นถุงน้ำของตนให้เขา
พ่อค้ารับไปโดยมิลังเล รีบดึงจุกไม้ออกแล้วแหงนหน้าอ้าปากกว้าง หมายจะดื่มอึกใหญ่ ทว่ากลับชะงักลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเปลี่ยนเป็นจิบน้ำ ก่อนจะส่งคืนให้ซ่งโหยว
“ขอบคุณท่านมาก ทว่าแถบนี้แห้งแล้งสาหัสนัก ขาดแคลนน้ำยิ่งนัก ท่านเก็บน้ำเพียงน้อยนิดนี้ไว้ดื่มเองเถิด อย่าได้เที่ยวแจกจ่ายให้ผู้อื่นสุ่มสี่สุ่มห้าเลย”
“ข้ามีตบะคุ้มกาย ไม่ขาดน้ำตายหรอก”
“เฮ้อ…”
“เมื่อครู่ท่านเข้าไปขอน้ำมาหรือ”
“อยากจะขอซื้อน้ำสักหน่อย เดิมทีที่นี่คนพลุกพล่านนัก ข้าเคยมาซื้อน้ำที่นี่ทุกปี” พ่อค้ากล่าว อาจเพราะได้น้ำอึกนั้นช่วยฟื้นกำลัง หรือเพราะซาบซึ้งในน้ำใจ “ผลคือตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปีกลายแถบนี้ก็แล้งจัด ไม่มีฝนตกแม้แต่หยดเดียว จนร่มที่พกมาแทบจะเปื่อยคาฝัก พวกเขาเองก็ยังไม่มีน้ำจะดื่ม คิดว่าคงพากันอพยพหนีไปหมดแล้ว มิเช่นนั้นก็คงตายกันไปหมดแล้ว”
น้ำอึกนั้นสำหรับคนที่ขาดน้ำอย่างรุนแรงอย่างเขาย่อมมิต่างจากถ้วยน้ำดับไฟกองเพลิง เขาพยายามควบคุมน้ำเสียงและการระบายลมหายใจขณะพูด ทว่าดวงตากลับอดมิได้ที่จะเหลือบมองถุงน้ำของซ่งโหยวอยู่บ่อยครั้ง
“ดื่มอีกสักหน่อยเถิด”
“จะดีหรือ…”
“เมื่อครู่ท่านแค่จิบน้ำเองนี่”
ซ่งโหยวเอ่ยพลางยื่นถุงน้ำให้เขาอีกครั้ง พร้อมกับถามว่า “ผู้คนบนถนนเหล่านี้ ล้วนแต่อพยพหนีไปทั้งนั้นหรือ”
“จะทำอย่างไรได้เล่า” พ่อค้าดื่มน้ำลงคอดังอึกโดยมิยอมให้หกแม้แต่หยดเดียว ก่อนจะกล่าวต่อ “ดินแดนตะวันตกอันแห้งแล้งเช่นนี้ ร้างผู้คนมานานแล้ว เดิมทีนึกว่าแล้งแค่ปีกลาย ปีนี้จะดีขึ้น ที่ไหนได้ เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิมาตั้งนานแล้วก็ยังไร้เงาฝน ผู้คนมากมายจึงทนไม่ไหวอีกต่อไป จำต้องทิ้งถิ่นฐานหนีตายกันไป”
“แล้วจะไปที่ใดกัน”
“บ้างก็ไปทางทิศตะวันตก ที่นั่นคือเจียงหนานนอกด่านเชียว บ้างก็ขึ้นเหนือ สรุปคือที่ใดไม่แล้งก็ไปที่นั่น” พ่อค้ากล่าว “ที่นี่คือเขตเหอเฉิงใต้การปกครองของแคว้นซีโจวในอดีต เบื้องหน้าคือภูเขาฮวาเหยียนอันเลื่องชื่อ ตรงนั้นมีทางแยก ทางเดินลงใต้ของดินแดนประจิมมีถนนสายใหญ่เพียงไม่กี่เส้น หากจะเดินทางไกลล้วนต้องผ่านที่นั่นทั้งสิ้น ผู้คนจึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่มากมายเพียงนี้”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวพอจะรู้จักภูมิศาสตร์ของต้าเยี่ยนอยู่บ้าง
เดิมทีราชสำนักต้าเยี่ยนได้ก่อตั้งจวนเจ้าเมืองซีโจวไว้แถบนี้ และเรียกที่นี่ว่าเมืองเหอเฉิง ต่อมาเมื่อต้าเยี่ยนแผ่อิทธิพลควบคุมดินแดนตะวันตกได้มากขึ้น จวนเจ้าเมืองจึงถูกย้ายปทางทิศตะวันตก
“น้ำนี่…”
“ท่านดื่มต่อเถิด แบ่งไว้ให้แมวและนกนางแอ่นของข้าเพียงเล็กน้อยก็พอ” ซ่งโหยวกล่าว “หากดื่มหมดเราค่อยไปหาใหม่ ต่อให้แล้งเพียงใด ในทุ่งกว้างย่อมต้องมีแหล่งน้ำซ่อนอยู่เสมอ”
“เช่นนั้นข้าขออีกสักหน่อย”
พ่อค้าแหงนหน้าขึ้นอีกครั้ง ค่อยๆ รินน้ำเข้าปาก แล้วแบ่งกลืนลงคอหลายครั้ง จึงส่งถุงน้ำคืนให้เขา
จากนั้นทั้งสองก็ออกเดินทางร่วมกัน มุ่งหน้าไปอย่างเงียบงัน
เส้นทางสายไหมแห่งดินแดนตะวันตกที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดดึงดูดพ่อค้าใจกล้ามากมาย พ่อค้าเหล่านี้มิได้มีเพียงขบวนการค้าใหญ่โต ทว่ายังมีพวกที่ฉายเดี่ยวหรือจับคู่กันสองสามคน ซึ่งอาจกลายเป็นขบวนคารวานยิ่งใหญ่ในอนาคต พ่อค้าผู้นี้เดิมทีเป็นคนหล่งโจว ยามเยาว์วัยร่ำเรียนเขียนอ่านแต่สอบขุนนางไม่ผ่านเสียที ทางบ้านเป็นหนี้สินรุงรังประกอบกับเกิดเหตุอาภัพในครอบครัว จึงยอมเสี่ยงดวงออกมาค้าขายขายทางไกล
นี่คือเส้นทางสายทองคำ ออกเดินทางเพียงเที่ยวเดียวก็อาจสั่งสมความมั่งคั่งได้มหาศาล
ยิ่งแล้งจัด ทางยิ่งเดินยาก ผู้ที่จะมาแย่งเก็บทองบนดินกับท่านก็น้อยลง
ทว่าก็มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่
ยิ่งเดินไปข้างหน้า ผู้คนก็ยิ่งหนาตาขึ้น ซ่งโหยวไม่ได้ดื่มน้ำเลย ทั้งไม่ได้ใช้อาคมหรือพลังวิญญาณมาหล่อเลี้ยงร่างกาย ซ้ำยังจงใจสะกดกระบวนการเหล่านั้นไว้ เพื่อที่จะได้สัมผัสให้แจ้งว่า ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุยิ่งกว่าอุณหภูมิกายเช่นนี้ หากไร้ซึ่งหยาดน้ำมาเติมเต็ม รสชาติที่แท้จริงจะเป็นเช่นไร
แม้แต่ยามที่แม่นางสามสีคะยั้นคะยอให้เขาดื่มน้ำ เขาก็ปฏิเสธ
สำหรับเขา นี่คือประสบการณ์ที่แปลกใหม่
ทว่าสำหรับผู้อื่นริมทางเดิน นี่คือมัจจุราชที่คืบคลานเข้าหา
ทุกย่างก้าวที่เดินไป น้ำในกายเหือดหายไปอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากของซ่งโหยวเริ่มแห้งกร้าน สติเริ่มพร่าเลือน ลำคอแห้งผากจนถึงขีดสุด ความปรารถนาจะได้ดื่มน้ำพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด
ทว่าถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่ปุถุชน ย่อมมิอาจสัมผัสถึงความรู้สึกของผู้อพยพบนถนนสายนี้ได้ทั้งหมด
อาจสัมผัสได้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง ทว่าอาศัยเศษเสี้ยวที่เห็นเพียงจุดเดียวนี้เขาก็พอจะคาดคะเนภาพรวมทั้งหมดได้ เพื่อครุ่นคิดว่าราษฎรภายใต้ภัยแล้งนั้นต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงใด
จนกระทั่งเดินมาถึงภูเขาฮวาเหยียนอันโด่งดังตามคำบอกเล่าของพ่อค้า
เบื้องหน้าคือหน้าผาหินสูงตระหง่านตั้งฉาก ชั้นหินแบ่งแยกกันอย่างชัดเจนและมีสีสันแตกต่างกันไป ราวกับกำแพงสวรรค์
ใต้ชะง่อนผามีถนนสามสายแยกไปสามทิศทาง ตรงจุดตัดมีเพิงพักและบ้านไม้ซอมซ่อตั้งอยู่ไม่น้อย ผู้คนมากมายที่ผ่านทางมาต่างหยุดพักที่นี่ ส่วนใหญ่ต่างนิ่งเงียบ มีเพียงส่วนน้อยที่สนทนากันถึงเรื่องภัยแล้งในที่ต่างๆ และถามไถ่กันว่าที่ใดมีแหล่งน้ำบ้าง
และก็มีผู้คนอีกไม่น้อยที่ล้มลง ณ ที่แห่งนี้ แล้วไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีกเลย
“…”
ซ่งโหยวทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิที่นี่เช่นกัน เขามีความรู้สึกประหนึ่งว่า พอนั่งลงไปแล้วก็ไม่ปรารถนาจะลุกเดินไปที่ใดอีกเลย
………………..