ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 539 หยาดน้ำกลายเป็นทะเลสาบ
บทที่ 539 หยาดน้ำกลายเป็นทะเลสาบ
………………..
ใต้เงาภูเขาฮวาเหยียนในยามสาย ผู้คนสัญจรเป็นทิวแถวประดุจฝูงมด
“คุณชายไม่ไปต่อแล้วหรือขอรับ”
พ่อค้าผู้นั้นยืนอยู่ข้างนักพรตอย่างไร้เรี่ยวแรง เขาใช้สายตาเชิงคำถามมองดูซ่งโหยวอยู่หลายครา เมื่อเห็นอีกฝ่ายมิมีท่าทีตอบสนอง จึงได้เอ่ยถามขึ้นในที่สุด
“พักอยู่ที่นี่สักสองสามวันค่อยไป”
นักพรตเหลียวมองดูเหล่าผู้อพยพโดยรอบ แล้วแหงนหน้ามองดวงตะวันบนสรวงสวรรค์ที่เริ่มแผดเผาร้อนแรงขึ้นทุกที
ที่นี่แห้งแล้งสาหัสกว่าซาโจวมากนัก หากจะบันดาลมหาพิรุณที่นี่อีกครั้ง เกรงว่าต้องใช้เวลาสะสมพลังยาวนานกว่าร้อยวัน และที่สำคัญคือภูมิศาสตร์แถบนี้มิมีสภาพแวดล้อมที่ช่วยกักเก็บน้ำ ทั้งยังไร้ผู้คนอยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ต่อให้บันดาลฝนลงมาสักคราก็ไม่มีประโยชน์อันใดนัก เผลอๆ ไม่ทันข้ามวันน้ำก็คงระเหยไปจนสิ้น
โชคดีที่เขายังมีอีกวิธีหนึ่ง
“เช่นนั้นก็เชิญไปนั่งทางด้านหลังเถิดขอรับ ตรงที่มีร่มเงาบังแดดได้ ที่นี่แดดจัดเหลือเกิน หากคุณชายไม่หาที่กำบังแดด อีกประเดี๋ยวคงถูกตะวันแผดเผาจนกลายเป็นศพแห้งเป็นแน่”
“ข้ามีตบะคุ้มกาย ไม่เป็นไรหรอก” ซ่งโหยวเอ่ยพลางเงยหน้ามองเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ตรงนี้ดีแล้ว ข้าจะนั่งบำเพ็ญตนอยู่ตรงนี้แล”
“…”
“ท่านอย่าได้รั้งอยู่ที่นี่นานนักเลย” ซ่งโหยวเอ่ยกับเขา ราวกับมิได้ใส่ใจว่าจะต้องเสียน้ำลายไปเท่าใด “ข้าเห็นว่าท่านเป็นผู้รู้ความและรักษาสัจจะ ทั้งมีความกล้าหาญและยึดมั่นในอุดมการณ์ นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก ความพลิกผันของชีวิตเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ขอเพียงก้าวพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ในวันหน้าต่อให้มิทราบว่าจะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่เพียงใด ทว่าย่อมมิใช่คนต่ำต้อยไร้ค่าแน่นอน รีบเดินทางต่อไปเถิด หาทางรอดให้ไวจะดีกว่า”
“…”
ริมฝีปากของพ่อค้าแห้งผากจนเป็นสีขาวและมีรอยแตก เขามองไปยังถุงน้ำที่นักพรตพกมา รู้ดีว่าภายในคงเหลือน้ำไม่เท่าไร จึงมิกล้าเอ่ยปากขอ ทั้งยังไม่มีเรี่ยวแรงจะพูดจา ได้แต่ประสานมือคารวะให้เขา แล้วเดินโซซัดโซเซจากไปมุ่งหน้าสู่ร่มเงาเบื้องหน้า
เมื่อเหลียวหลังกลับมามอง
นักพรตยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ วางย่ามสัมภาระไว้ข้างกาย ม้าตัวนั้นก็ยืนอยู่ข้างเขาอย่างสงบ ส่วนแมวน้อยก็หาเนินทรายเล็กๆ แห่งหนึ่ง ยืดคอชะเง้อมองไปทั่วทิศทาง
ช่างเป็นนักพรตที่แปลกประหลาดยิ่งนัก
พ่อค้าเดินมาถึงร่มเงา พอได้ผ่อนลมหายใจก็พลันขาอ่อน ล้มพับลงกับพื้นทันที
ท่ามกลางทุ่งกว้างอันเวิ้งว้างนั้นมิมีถนนสายใหญ่มากนัก ภูเขาฮวาเหยียนจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ผู้สัญจรไปมาในเขตเหอเฉิงต้องผ่านพ้น
เหล่พ่อค้าวานิช นักเดินทาง และผู้อพยพมากมายต่างมารวมตัวกันที่นี่
ไม่มีใครกล้าออกเดินทางในยามที่แสงแดดแผดเผา เพราะต่อให้ท่านพกน้ำมามากเพียงใด ก็เดินไปได้ไม่กี่ลี้หรอก สุดท้ายก็ต้องล้มลงภายใต้แสงแดดจ้าและอุณหภูมิที่สูงลิ่ว จากนั้นร่างก็จะถูกอบจนแห้งกรายเป็นศพเฝ้าแดนทรายอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อเข้าใกล้ช่วงเที่ยงวัน ผู้คนจึงต้องพยายามหาที่หลบแดด ต่อให้หาที่กำบังมิได้ ก็ต้องซุกกายอยู่ใต้เงาของตัวอูฐ แล้วใช้ผ้าคลุมร่างไว้ จะมีก็เพียงช่วงเช้าตรู่และยามโพล้เพล้เท่านั้นที่เป็นเวลาดีที่สุดในการเดินทาง
หน้าผาหินของภูเขาฮวาเหยียนถูกเจาะเป็นโถงถ้ำมากมาย ทั้งยังมีหุบเขาและรอยแยกตามธรรมชาติอยู่มิน้อย อีกทั้งยังมีเพลิงพักและบ้านไม้ที่สร้างไว้พอให้ผู้คนบังแดดได้ ประกอบกับการที่ภูเขาฮวาเหยียนนั้นหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เมื่อพ้นเที่ยงวันไปแล้ว ภูเขาจะทอดเงาเป็นบริเวณกว้างลงบนพื้นดิน นานวันเข้าที่นี่จึงกลายเป็นจุดพักหลบแดดชั้นยอดของผู้สัญจร
ยามนี้มีผู้คนนับไม่ถ้วนหยุดพักอยู่ที่นี่ มีเสียงสนทนาอย่างอ่อนแรงแว่วมาเป็นระยะ
บางคำก็ฟังเข้าใจ บางคำก็ฟังไม่ออก
“อากาศพิลึกนี่…”
“รู้หรือไม่ว่าแถวนี้ที่ใดยังมีน้ำเหลือบ้าง”
“ที่ไหนจะมีน้ำอีก แม่น้ำในเมืองเหอเฉิงแห้งขอดไปหมดแล้ว เมืองเหอเฉิงจะกลายเป็นเมืองร้างอยู่รอมร่อ มิเห็นหรือว่าผู้คนต่างพากันหนีออกมากันหมด”
“มิให้คนมีชีวิตอยู่รอดเลยหรือไร…”
“พวกท่านจะไปที่ใดกัน จะเดินออกไปได้หรือ”
“ไม่ไปก็ตายเหมือนกันนั่นแหละ…”
“คราวนี้สงสัยต้องทิ้งชีวิตไว้เสียแล้ว”
“เฮ้อ…”
การสนทนาด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย คือการหาที่พึ่งทางใจโดยสัญชาตญาณยามเข้าใกล้ความตาย คือความหวังที่จะได้ยินข่าวสารเรื่องแหล่งน้ำ และคือเสียงทอดถอนหายใจกับคำตัดพ้อสุดท้ายของชีวิต
“โธ่…ท่านเทพเอ๋ย หากท่านไม่ยอมให้พวกข้ามีชีวิตรอด ก็โปรดรับพวกข้าไปเถิด เหตุใดต้องทิ้งให้พวกข้าทนทุกข์อยู่ในโลกมนุษย์เช่นนี้ ชาตินี้ข้าไม่เคยทำความชั่วอันใดเลย…”
เสียงร่ำไห้ เสียงทอดถอน และเสียงอ้อนวอนดังระงม
ทุกสุรเสียงล้วนแว่วเข้าสู่โสตประสาทของนักพรตหนุ่ม
ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่กำลังเอ่ยปาก หรือผู้ที่นิ่งเงียบ ต่างอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปยังนักพรตที่อยู่เบื้องหน้า
ผู้คนต่างหลบซ่อนอยู่ในโถงถ้ำ ซุกตัวในเงาหุบเขา หรือหลบอยู่ในรอยแยก บ้างก็นั่งอยู่ใต้เพลิงไม้ มีเพียงนักพรตผู้นี้ที่นั่งอยู่ท่ามกลางแสงแดดเพียงลำพัง
ดวงตะวันกลางทุ่งกว้างนั้นแผดเผารุนแรง ผืนดินร้อนระอุจนแทบจะทอดไข่ให้สุกได้ แสงจ้าจนผู้คนไม่อาจลืมตาได้ ภายใต้แสงเจิดจ้านั้น ร่างของนักพรตนั่งขัดสมาธิอย่างนิ่งสงบช่างดูโดดเด่นยิ่งนัก กระทั่งชุดนักพรตสีซีดเก่าคร่ำคร่าของเขายังดูสว่างจ้าและขาวสะอาดขึ้นมาหลายส่วน
จุดที่เขานั่งอยู่นั้น บังเอิญมีหลุมตื้นๆ อยู่หลุมหนึ่ง
นักพรตไม่ลุก แมวน้อยและนกนางแอ่นก็ไม่ยอมไปไหน อย่างไรเสียเงาจากย่ามที่วางไว้ก็เพียงพอจะบังแดดให้เจ้าแมวและนกนางแอ่นได้แล้ว นางจึงคอยจ้องมองดูนักพรตที่นิ่งสงบประดุจพระชราเข้าฌานอยู่ตลอดเวลา
จะมีก็แต่ม้าขนแดงที่ยืนตากแดดอยู่ข้างๆ ช่างลำบากนัก
โชคดีที่ไม่ว่าจะเป็นแมว ม้า หรือนกนางแอ่น ต่างก็มีตบะคุ้มกาย ไม่ได้หิวโหยน้ำหรือถูกแดดเผาตายได้ง่ายๆ
ทว่าความรู้สึกทรมานนั้นย่อมหนีไม่พ้น
ยิ่งถูกแผดเผานานเข้า ยิ่งขาดน้ำนานไป ความทรมานนั้นจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แม้แต่ปีศาจก็ใช่ว่าจะทนได้ตลอดรอดฝั่ง
ย่ามสัมภาระยังคงทอดเงาเป็นแถบเล็กๆ แม่นางสามสีหมอบราบอยู่อย่างโรยแรงเคียงข้างกับนกนางแอ่น ท่ามกลางความทรมานนั้น นางก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองนักพรตที่อยู่ข้างกาย
นักพรตผู้นี้ก็นั่งตากแดดแผดเผาอยู่อย่างนั้นจริงๆ นั่งนิ่งสงบมาสามวันเต็มแล้ว ระหว่างนั้นไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมาเลย
หากเป็นสามัญชนทั่วไป ผ่านช่วงบ่ายไปก็คงถูกย่างจนสุกและแห้งกรอบไปแล้ว
“…”
แมวสามสีอดใจไม่ไหว ค่อยๆ คลานหมอบไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
เพียงยื่นกรงเล็บพ้นเขตเงา กระทบกับพื้นดินใต้แสงแดดจ้า ความร้อนระอุก็แผ่ซ่านเข้ามาจนนางต้องชักเท้ากลับอย่างรวดเร็วประดุจสายฟ้าแลบ จนเมื่อเรียกตบะมาคุ้มกายแล้วนั่นแล จึงได้เริ่มก้าวเดินต่อไปจนถึงข้างกายนักพรต นางชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ พลางสูดจมูกดมกลิ่น คอยสังเกตอาการของเขา เหมือนเมื่อคราแรกที่เพิ่งรู้จักกันใหม่ๆ
เพียงแต่ครานั้นเจ้าแมวสามสีกลัวว่านักพรตจะตาย จึงเข้าไปดูว่ายังมีลมหายใจอยู่หรือไม่ ส่วนนางในตอนนี้ย่อมรู้ดีว่านักพรตหาได้ตายง่ายๆ เพียงนั้น ทว่าก็ยังอยากจะเข้าไปสังเกตดูอยู่ดี
“นักพรต…เจ้าหิวไหม”
แมวสามสีลองถามหยั่งเชิงด้วยเสียงที่เบาแสนเบา เกรงว่าจะรบกวนเขา ทว่าในใจก็อยากได้ยินคำตอบ
“เมี๊ยว”
แมวสามสีเอียงคอเข้าไปใกล้ พลางจ้องมองริมฝีปากที่แห้งกรังของเขา “เจ้าจะดื่มน้ำไหม พวกเรายังพอมีน้ำเหลืออยู่นะ!”
“แม่นางสามสีกลับมาเถิด อย่าได้กวนคุณชายเลย” เสียงของนกนางแอ่นดังแว่วมาจากเบื้องหลัง แผ่วเบาและไร้เรี่ยวแรงเช่นกัน “คุณชายกำลังสัมผัสกับพลังวิญญาณน่ะ”
“หือ”
แมวน้อยหันขวับกลับไปจ้องมองเขาด้วยความฉงน
“แม่นางสามสีไม่สังเกตเห็นหรือ รอบกายคุณชายมีกระแสพลังวิญญาณไหลวนอยู่ ยิ่งนานก็ยิ่งเข้มข้นและลึกล้ำขึ้น”
“เมี๊ยวว~”
แมวน้อยลองสัมผัสดูอย่างละเอียด คล้ายว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ “รู้สึกคุ้นๆ แฮะ”
“หยางตู”
“หยางตู!”
“จริงด้วย!” แมวน้อยเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย “ดูท่าเจ้าจะฉลาดกว่าข้านิดนึงนะ!”
“แดดร้อนจัด สองวันแล้วที่ไม่ได้ดื่มน้ำ แม่นางสามสีอย่าพูดมากเลย และอย่าเดินไปเดินมาเลย กลับมาหลบแดดเถิด รอให้ตอนกลางคืนอากาศเย็นลงหน่อย ข้าจะพาเจ้าม้าออกไปหาแหล่งน้ำในทุ่งกว้างดู”
“ก็ได้…”
ครานี้แมวสามสีไม่เดินไปมาแล้ว นางย่อขาลงเล็กน้อยแล้วกระโดดเบาๆ เพียงครั้งเดียวก็ลอยจากข้างกายนอกพรตกลับมาอยู่ข้างย่ามสัมภาระ
เงาร่างของนางวาดผ่านกลางอากาศครู่หนึ่งก่อนจะตกลงพื้น นกนางแอ่นพลันรู้สึกถึงสัญชาตญาณความกลัวที่ฝังอยู่ในสายเลือด กางปีกออกเตรียมจะหนีตามความเคยชิน ทว่าก็ยังข่มใจหดปีกกลับมาได้ ทว่าเมื่อแมวน้อยกระโดดลงมาข้างกาย เขาก็ยังขยับเท้าถอยห่างออกไปอีกนิดอย่างเงียบเชียบ จึงค่อยลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ตะวันลับขอบฟ้า ยามสนธยามาเยือน
ไอความร้อนกลางฟ้าดินเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยน
ยามค่ำคืนอากาศจึงเริ่มปลอดโปร่งสบายตัว
ส่วนยามเช้าตรู่คือช่วงวลาที่เย็นฉ่ำที่สุด
ทว่าทันทีที่ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า อุณหภูมิก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับต้องการสำแดงฤทธานุภาพให้ชาวโลกได้ประจักษ์
เป็นเช่นนี้เวียนวนไปอีกหนึ่งรอบ
ระหว่างนั้นในทุกเช้าและเย็นที่อากาศเย็นสบาย หากมีใครเดินผ่านนักพรตหนุ่ม เห็นเขานั่งนิ่งไม่ไหวติง ก็จะเข้ามาตรวจดูอาการของเขาบ้าง บ้างก็เห็นเขาเป็นนักพรตจึงให้ความดูแลเป็นพิเศษ แม้ตนเองจะโรยแรงจนแทบสิ้นใจ ก็ยังไม่วายเอ่ยปากถามไถ่ดูว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และเตือนให้เขาไปจากที่นี่เสีย
นักพรตย่อมไม่โตอบออกไป
บางคราวก็มีผู้คิดมิชอบ อยากจะลองเข้าไปรื้อดูว่าในยามสัมภาระมีสิ่งใดซ่อนอยู่บ้าง หรือดูว่าถุงน้ำนั้นแห้งขอดแล้วหรือยัง ทว่าเจ้าม้าขนแดงเพียงแค่ขยับตัวลุกขึ้นยืนทำท่าจะถีบ พวกเขาก็ตกใจวิ่งเตลิดหนีไปสิ้น
การบำเพ็ญตนครั้งนี้ กินเวลาผ่านไปอีกหลายวัน
กระแสพลังวิญญาณรอบกายนักพรตยิ่งเข้มข้นล้ำลึก ไม่ว่าจะเป็นนกนางแอ่นหรือแมวสามสีต่างก็สัมผัสได้อย่างชัดเจน ความลึกล้ำนี้ยากจะพรรณนาด้วยคำพูด พวกเขาเองก็ไม่ทราบว่าจะทำความเข้าใจหรือหยั่งถึงมันได้อย่างไร รู้เพียงว่าต่อให้พำนักอยู่ ณ ใจกลางกระแสพลังวิญญาณที่ล้ำลึกนี้โดยไม่ทำสิ่งใด ก็ดูราวกับได้รับการชำระล้างขัดเกลา หากสามารถไขว่คว้ามาได้เพิ่มขึ้นเพียงเศษเสี้ยว ก็นับว่าเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่แล้ว
จนกระทั่งผ่านไปสิบวัน
ยามบำเพ็ญตน กระแสพลังวิญญาณย่อมส่งผลกระทบต่อฟ้าดิน
ในที่สุดนักพรตหนุ่มก็ลืมตาขึ้น
ยามนั้นคือช่วงอาทิตย์อัสดงพอดี
เบื้องหน้ายังมีเหล่าพ่อค้าวานิชและผู้อพยพเดินโซซัดโซเซผ่านไปไม่ขาดสาย ภายในร่มเงาของภูเขาฮวาเหยียนเริ่มมีผู้คนทยอยเดินออกมามุ่งหน้าสู่ที่ไกลแสนไกล ร่างกายผอมแห้งประดุจซากศพเดินได้
ประจวบเหมาะกับมีพ่อค้าชาวแดนตะวันตกสูงวัยผู้หนึ่ง จูงอูฐเดินโอนเอนเข้ามาหาเขา
คาดว่าเขาคงลอบมองนักพรตจากร่มเงาหน้าผามาทั้งวันแล้ว เมื่อครู่แดดร้อนจัดจึงไม่กล้าเข้ามา บัดนี้ตะวันตกดินจึงได้เข้ามาดูว่านักพรตยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว
เมื่อเห็นนักพรตลืมตาขึ้น แม้จะดูซูบเซียวไปบ้างทว่าแววตากลับราบเรียบเป็นปกติ เขาก็ถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
“ท่าน…ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือ”
“ใช่แล้ว…”
นี่คือคนแรกที่นักพรตเห็นยามลืมตาขึ้นมา
“คุณชายมาจากที่ใดกัน เหตุใดถึงได้มานั่งอยู่ที่นี่ทั้งวันทั้งคืน เหตุใดไม่ไปหลบแดดทางด้านหลังเล่า แล้วเหตุใดถึงยังไม่ไปจากที่นี่อีก”
“ข้าบำเพ็ญตนอยู่ที่นี่”
“บำเพ็ญตนรึ” พ่อค้าส่ายหน้า “ที่นี่แห้งแล้งถึงเพียงนี้ คุณชายรีบไปเสียเถิด หากมีน้ำไม่พอ ข้าพอจะแบ่งให้ท่านได้สักหน่อย ถือเสียว่าทำทาน”
“ขอบคุณท่านมาก”
ซ่งโหยวหยัดกายยืนขึ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “แต่ข้าไม่ได้ขาดน้ำหรอก”
ผู้คนมากมายริมทางต่างพากันชายตามามองที่เขา
เห็นเพียงนักพรตหนุ่มหยิบถุงน้ำข้างกายขึ้นมา คล้ายจะดื่มน้ำ เมื่อเห็นดังนั้นแววตาของผู้คนรอบข้างจึงเปี่ยมไปด้วยความอิจฉา หรืออาจจะเป็นความโหยหาจนลำคอเริ่มกระตุกกลืนน้ำลายตามสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อนักพรตเปิดจุดถุงน้ำออก เขากลับไม่ได้ดื่มมันในทันที เพียงค่อยๆ เอียงมันลง
ทุกคนที่เห็นต่างก็ตะลึงงันไป
“…”
ในถุงแทบไม่มีน้ำเหลืออยู่แล้ว แม้จะคว่ำถุงลงจนสุด ตรงปากถุงก็ปรากฏเพียงหยาดน้ำใสราวกับผลึกแก้วเพียงหยดเดียว มันค้างนิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ หยดลงมา
แปะ…
หยาดน้ำหยดลงบนพื้นทุ่งกว้างที่แห้งผาก
หยาดน้ำเพียงหยดจ้อย ถูกทุ่งกว้างกลืนกินไปในชั่วพริบตา ทว่ามันกลับไม่ได้เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่มันกลับเป็นเสมือนชนวนที่ชโลมความชุ่มชื้นลงสู่ผืนปฐพี เพียงชั่วอึดใจ ผืนดินตรงจุดนั้นคล้ายกับถูกเจาะจนทะลุถึงสายน้ำใต้พิภพ หยาดความชุ่มฉ่ำพวยพุ่งออกมาจากจุดเล็กๆ นั้นอย่างบ้าคลั่ง น้ำขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว ค่อยๆ เอ่อล้นกลายเป็นทะเลสาบขึ้นมาในที่สุด
………………..