ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 540 เพิ่มพูนความเมตตาสักครา
บทที่ 540 เพิ่มพูนความเมตตาสักครา
………………..
จ๊อก…จ๊อก…
ซ่า…
ท่ามกลางทะเลทรายเกอปี้ที่แห้งแล้งมาแสนนาน พลันมีเสียงกระแสน้ำไหลวนและเสียงระลอกคลื่นดังขึ้น
ผู้คนไม่รู้เท่าใดต่างพากันตะลึง ไม่กล้าเชื่อสายตาว่าสิ่งที่เห็นคือความจริงหรือความเท็จ เป็นภาพฝันยามนิทรา เป็นภาพหลอนก่อนสิ้นใจ หรือเป็นปีศาจจำแลงกายมาล่อลวงจิตใจ หรือจะเป็นเพียงภาพลวงตากลางทะเลทรายกันแน่
โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเดินผ่านข้างกายนักพรตหนุ่มและกำลังเหลียวหน้ากลับมามองการกระทำของเขา ยิ่งถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง
ยามนี้เห็นเพียงน้ำใสสะอาดพวยพุ่งถาโถม ทีแรกคละคลุ้งไปด้วยฝุ่นผงริมขอบแอ่งจนขุ่นมัว แต่เนื่องจากดินแถบนี้เต็มไปด้วยเศษหินและชั้นหิน น้ำจึงกลับมาใสกระจ่างในเวลาอันรวดเร็ว ก่อนจะแผ่ขยายออกไปโดยรอบ บางคนที่เดินอยู่ไม่ไกลจากนักพรตหนุ่มนัก ยามนี้น้ำได้ไหลนองมาถึงใต้เท้าของพวกเขาแล้ว
คนเหล่านั้นต่างก้มลงมอง พลางเบิกตาโพลง
“น้ำ!”
ในที่สุดก็มีคนพุ่งตัวเข้าไป
เขาโน้มกายลงวักน้ำขึ้นมาหนึ่งฝ่ามือ ทีแรกนึกว่าคงคว้าได้เพียงความว่างเปล่า แต่กลับสัมผัสได้ถึงน้ำใสเย็นฉ่ำกลางอุ้งมือจริงๆ ท่ามกลางทะเลทรายยามโพล้เพล้ ขณะที่คลื่นความร้อนยังไม่มลายหายไป ไอเย็นฉ่ำนั้นพลันแผ่ซ่านเข้ามาสร้างความตะลึงลานให้แก่ผู้คน
ครั้นดื่มลงคอ ก็พบว่าน้ำนั้นมีรสชาติดุจน้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์
“น้ำจริงๆ ด้วย!”
“ไม่ใช่ของปลอม!”
“พวกเรารอดตายแล้ว!”
“ท่านเซียน! ท่านคือเซียนเดินดิน!”
ผู้คนทั้งหลายไม่อาจอดกลั้นความปิติยินดีได้อีกต่อไป ทุกคนต่างรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย แย่งกันพุ่งตัวเข้าไปหาแหล่งน้ำ บางคนถึงกับคร้านจะใช้มือรองน้ำ จึงนอนหมอบลงข้างบึงแล้วก้มลงดื่มอึกใหญ่
น้ำนี้ช่างเย็นฉ่ำและหวานล้ำยิ่งนัก
มิหนำซ้ำ ในน้ำยังมีปลาแหวกว่ายอยู่ด้วย
ฝ่ายนักพรตหนุ่มพาม้าเดินถอยออกมาเงียบๆ ไปหยุดยืนอยู่ริมบึง แมวสามสีและนกนางแอ่นก็ติดตามเขามาด้วยเช่นกัน สละพื้นที่ให้แก่เหล่าพ่อค้า นักเดินทาง และผู้อพยพ
ที่นี่คือจุดบรรจบของเส้นทางสายหลัก ผู้คนมหาศาลต่างหลั่งไหลกันเข้ามา จนกระทั่งบึงน้ำเล็กๆ แห่งนี้ถูกล้อมกรอบไว้จนไม่มีช่องว่างให้แทรกตัวเข้าไป บางคนถึงกับเดินลุยน้ำลงไป คราแรกผู้คนที่อยู่ไกลออกไปยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ยินเพียงเสียงตะโกนโหวกเหวกดังมาจากทางนี้ ก็นึกว่าเป็นโจรป่าหรือปีศาจ แต่เมื่อค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ เห็นแสงแดดสะท้อนผิวน้ำวับวาว ต่างก็พากันวิ่งกรูกันเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
ดาหน้ากันเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต
สำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ย่อมไม่มีสิ่งใดเป็นทางรอดได้ดีกว่านี้แล้ว
เห็นเพียงนักพรตหนุ่มจูงม้ายืนอยู่ด้านหลัง มือถือไม้เท้าไม้ไผ่ ริมฝีปากแห้งผาก ไม่รู้ว่ามีผู้คนเท่าใดวิ่งผ่านกายเขาพุ่งตรงไปยังบึงน้ำที่เขาสร้างขึ้นมา เบื้องไกลคืออาทิตย์อัสดงเหนือทะเลทราย เบื้องหน้าคือระลอกน้ำระยิบระยับ บนผิวน้ำมีจุดแสงสีทองเปล่งประกาย ก่อเกิดเป็นม้วนภาพอันมหัศจรรย์และยิ่งใหญ่อลังการ
น้ำนี้หาได้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า และหาได้เกิดขึ้นจากการกลั่นตัวของพลังวิญญาณ
ก่อนหน้านี้ ซ่งโหยวนั่งอยู่ตรงนี้เป็นเวลาสิบวัน สิ่งที่เขาสัมผัสได้คือพลังวิญญาณธาตุน้ำแห่งท้องทะเลแดนตะวันออกเฉียงใต้
พลังวิญญาณทั้งห้าทิศ ล้ำลึกไร้ก้นบึ้ง
โดยเฉพาะไอวิญญาณธาตุน้ำนั้นลึกลับยากหยั่งถึง เคลื่อนไหวไร้ร่องรอย
ดินแดนแห่งท้องทะเลที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของพลังวิญญาณธาตุน้ำก็เป็นเช่นนี้ หาได้เพียงมีเรื่องราวอัศจรรย์มากมาย แม้แต่ทิศทางและระยะทางก็ยังกลับกลายเป็นความเลือนราง บางคนเคยพบเห็นพวกเขาห่างจากชายฝั่งเพียงไม่กี่ร้อยลี้ บางคนหลงเข้าไปไกลถึงหลายพันหลายหมื่นลี้ บางคนเดินทางมาจากทะเลใต้ บางคนมาจากทะเลฝั่งตะวันออก ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะความมหัศจรรย์ของพลังวิญญาณทั้งสิ้น
ครั้นยังอยู่เมืองหยางตู เหวินผิงจื่อเคยมาเยี่ยมเยียน ประจวบเหมาะกับที่ซ่งโหยวกำลังพยายามสัมผัสกับพลังวิญญาณธาตุนี้ จนเกิดปรากฏการณ์ฟ้าดินขึ้น มิเพียงยืดระยะทางเดินไปห้องสุขาของเหวินผิงจื่อ แต่ยังทำให้แอ่งน้ำล้างม้าในลานบ้านมีจุดเชื่อมต่อกับสถานที่ลี้ลับ ครั้นเหวินผิงจื่อก้มลงมอง ก็เห็นฝูงปลาว่ายวน ปะการังดาษดื่น และฉลามยักษ์กำลังล่าเหยื่อ เห็นชัดว่าเป็นใต้ทะเลลึก ทำเอาเขาตกใจจนแทบพลัดตกลงไป
ครานั้นคือความประจวบเหมาะ เป็นการสั่นสะเทือนร่วมกับพลังวิญญาณ เป็นวาสนาที่ยากจะพบพาน ต้องอาศัยทั้งกาลเวลา ชัยภูมิ และบุคคลที่เหมาะสม จึงแทบจะเลียนแบบไม่ได้เลย
ทว่าซ่งโหยวกลับปรารถนาจะฝืนกระทำ และต้องการจะเลียนแบบให้ได้
ดังนั้นท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ ภายใต้แสงแดดแผดเผา เขาจึงบังคับใจให้สงบนิ่งเพื่อทำความเข้าใจอย่างละเอียด นั่งนิ่งอยู่นานถึงสิบวัน เพียงเพื่อจะค้นหาความมหัศจรรย์ของไอวิญญาณในครานั้นให้พบ แล้วกำราบมันไว้ในกำมือ
สิ่งนี้จะกลายเป็นความหวังในชีวิตของคนเบื้องหน้า
และจะกลายเป็นการบำเพ็ญตนของเขาเองด้วย
เป็นการบำเพ็ญที่หาได้ยากยิ่ง
ยามนี้สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ ความเข้าใจในความมหัศจรรย์ของพลังวิญญาณของเขาลึกซึ้งขึ้นมาก เป็นความเข้าใจในส่วนหนึ่งของพลังวิญญาณห้าธาตุ อีกทั้งยังเป็นการเข้าใจถึงสภาพการณ์ของใต้หล้าและวิถีแห่งเต๋า และเขายังบรรลุผลสำเร็จในการใช้และทำให้พลังวิญญาณนี้สำแดงผลลัพธ์ออกมาเป็นครั้งแรก เมื่อกาลเวลาผ่านไป สิ่งนี้จะกลายเป็นวิชาอาคมประจำตัวเขา หรืออาจจะช่วยส่งเสริมวรยุทธ์ในวิชาแขนงที่เขาเชี่ยวชาญอยู่แล้วให้สูงส่งยิ่งขึ้น
น้ำเพียงหยดเดียวนี้เป็นเพียงสื่อนำ สิ่งที่มันเชื่อมต่ออยู่จริงๆ ก็คือบึงน้ำจืดบนเกาะร้างแห่งหนึ่งในท้องทะเลไกลโพ้น
น้ำในยามนี้ จึงคือน้ำในบึงที่อยู่ห่างออกไปนับหมื่นลี้
ซ่งโหยวเม้มปากแน่น
แม้จะเป็นผู้บำเพ็ญตนที่ละทิ้งทางโลก แต่การไม่ได้ดื่มน้ำเลยเป็นเวลาสิบวัน อีกทั้งยังต้องทนแดดทนลมเช่นนี้ ก็นับว่าเขาได้สัมผัสถึงความทุกข์ยากของราษฎรผู้ประสบภัยอยู่หลายส่วน
เห็นเพียงเสี้ยวก็หยั่งรู้ถึงทั้งหมด
เดิมทีคิดว่าลำบากแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะลำบากถึงเพียงนี้
ยามนี้เริ่มมีผู้คนดื่มน้ำจนเพียงพอ และกรอกน้ำใส่ภาชนะจนเต็ม บางคนที่มีอูฐมาด้วยก็พาอูฐไปกินจนอิ่มหนำ เมื่อได้สติกลับมา ต่างก็เริ่มสงสัยว่าน้ำนี้มีที่มาจากที่ใด
พลันเห็นคนกลุ่มหนึ่งก้าวตรงมาหาซ่งโหยว บ้างก็เบิกตามองด้วยความอัศจรรย์ใจ บ้างก็ตื้นตันจนน้ำตานองหน้า บ้างก็ตื่นเต้นจนตัวสั่น หรือบ้างก็ขลาดเขลาหวาดกลัว แต่ทุกคนกลับพร้อมใจกันคุกเข่าลงตรงหน้านักพรตหนุ่ม พลางกราบไหว้และตะโกนถ้อยคำต่างๆ นานาด้วยภาษาที่แตกต่างกัน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าพวกเขากำลังกล่าววาจาใด
เป็นการกราบไหว้เทพเซียน เป็นการกราบไหว้ผู้มีพระคุณ
ทีแรกนักพรตหนุ่มคิดจะโบกไม้เท้าไผ่แทนการบอกทุกคนให้ลุกขึ้น หรือเอ่ยปากตักเตือนมิให้พวกเขาทำเช่นนี้ แต่เมื่อผู้คนที่ได้ดื่มน้ำนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำยังพากันมาพนมมือขอบพระคุณเขา เขาจึงไม่อาจปรามได้อีกต่อไป
ทำได้เพียงเบี่ยงกายออกเล็กน้อย เพื่อแสดงว่าตนไม่อาจรับน้ำใจนี้ไว้ได้ทั้งหมด และเป็นการรักษาจริยาที่อ่อนน้อม
ณ ที่แห่งนี้มีคนเท่าใดกัน ริมบึงมีคนเบียดเสียดกันเท่าใด
คนเท่าใดที่ดื่มเสร็จแล้ว และมีอีกเท่าใดที่ยังหลั่งไหลเข้ามา
ไม่อาจนับจำนวนได้เลย
เห็นเพียงอาทิตย์อัสดงกลมโตเหนือทะเลทราย บึงน้ำซึ่งปรากฏขึ้นอย่างไร้ที่มาทอแสงสีทองระยับ นอกจากผู้คนที่ยังคงวิ่งพล่านด้วยความกระหายแล้ว นักพรต แมว และม้า คือสิ่งเดียวที่ยืนหยัดมั่นคงท่ามกลางฝูงชนที่หมอบกราบอยู่รอบบึงน้ำ ทุกครั้งที่พวกเขาโขกศีรษะหรือประสานมือ ทุกเสียงตะโกนในภาษาที่ต่างกัน ล้วนออกมาจากใจจริง เป็นภาพที่ยิ่งใหญ่และตราตรึงใจผู้คนอย่างที่สุด
หากนักพรตผู้นี้เป็นเพียงสามัญชน เกรงว่ายามนี้คงกลายเป็นเทพเจ้าให้ผู้คนกราบไหว้บูชาไปเสียแล้ว
จะว่าไปก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
ก่อนหน้านี้ในยามที่ทุกคนโผเข้าหาขอบบึงเพื่อดื่มน้ำ กลุ่มของนักพรตยืนสงบนิ่งอยู่เพียงลำพัง มาบัดนี้ยามที่ทุกคนคุกเข่าหมอบราบกับพื้น ก็ยังคงมีเพียงกลุ่มของนักพรตเท่านั้นที่ยืนเด่นอยู่ผู้เดียว
พวกเขายังคงยืนตระหง่านอยู่ ณ ที่เดิม
“ทุกท่าน เวลาเดินทางเหลือน้อยเต็มทีแล้ว เมื่อเติมน้ำจนพอแล้ว ก็โปรดออกเดินทางเถิด” ซ่งโหยวโบกไม้เท้าไม้ไผ่ในมือ “หากท่านใดฟังภาษาพื้นเมืองออก โปรดช่วยแปลความให้ข้าด้วย”
พลันนั้นมีเสียงขานรับระงับเซ็งแซ่ดังมาจากเบื้องล่าง
เมื่อได้ดื่มน้ำจนอิ่มหนำ ก็มีแรงพูดแรงจาแล้ว
ทว่าผู้คนต่างหันมามองหน้ากัน ยังไม่มีผู้ใดลุกขึ้นจากไป
กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลุ่มชน “ไม่ทราบว่าท่านผู้สูงส่งคือเทพเซียนองค์ใดบนสรวงสวรรค์”
“ข้ามิใช่เทพเซียน เป็นเพียงนักพรตจากต้าเยี่ยน”
“มิใช่” ซ่งโหยวเอ่ยตอบอย่างราบเรียบ “ข้าเพียงเดินทางผ่านมา พบเห็นความแห้งแล้งและทุกข์ยากของพวกท่าน ประจวบเหมาะกับพอมีหนทางอยู่บ้าง จึงหยิบยืมน้ำจืดมาจากเกาะแก่งกลางทะเลตะวันออกเฉียงใต้มาให้เท่านั้น”
“เกาะกลางทะเลตะวันออกเฉียงใต้…”
ครั้นผู้คนได้ฟังก็ต่างพากันตื่นตะลึงยิ่งนัก
“น้ำนี้แม้หยิบยืมมาจากเกาะร้างกลางทะเล ทว่าขึ้นชื่อว่าหยิบยืมย่อมมีวันหมดสิ้น แม้ในท้องทะเลจะไม่ขาดแคลนน้ำ แต่บึงน้ำบนเกาะนั้นก็มีขนาดจำกัด พวกท่านเดินทางผ่านที่นี่ ดื่มกินได้ตามสำราญ นำติดตัวไปได้ตามต้องการ แต่จงจำไว้ว่าต้องรู้คุณค่าของน้ำ ยามตักตวงต้องมีใจกตัญญู ห้ามฟุ่มเฟือย ห้ามทิ้งขว้าง และห้ามทำให้สกปรกโสมมเป็นอันขาด” ซ่งโหยวกล่าวพลางยันไม้เท้าไม้ไผ่ไว้ น้ำเสียงของเขาก็เริ่มแห้งพร่าไปบ้างแล้ว
“พวกข้าจะจำให้มั่น!”
“ไม่กล้าฝ่าฝืนแน่นอน!”
“ต้องป่าวประกาศออกไปให้ทั่ว!”
“นี่คือน้ำช่วยชีวิต คือน้ำพุเทพเซียนโดยแท้…”
คราแรกมีเพียงเสียงขานรับกลับมาเป็นภาษาทางการของต้าเยี่ยน ก่อนจะตามด้วยภาษาพื้นเมืองจากผู้ที่ช่วยแปลความให้ จากนั้นเหล่าผู้อพยพและราษฎรในแถบนั้นต่างก็พากันส่งเสียงขานรับ ทั้งคำมั่นสัญญาและถ้อยคำขอบคุณ
“ในเมื่อท่านเซียนมีอิทธิฤทธิ์แก่กล้า เหตุใด…เหตุใดจึงไม่สำแดงปาฏิหาริย์ขจัดภัยแล้งในดินแดนนี้ให้สิ้นซากเล่า” ใครคนหนึ่งตะโกนถาม
“ภัยแล้งครานี้คือการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดิน เป็นการผันแปรของธรรมชาติ ดั่งท้องทะเลกลายเป็นไร่นา ไม่ว่าเทพหรือเซียนองค์ใดก็ไม่อาจขัดขืน” ซ่งโหยวตอบด้วยน้ำเสียงสงบ
“ได้ยินมาว่า…” คนพูดเงยหน้าขึ้น มองไปรอบกายแล้วทอดสายตาไปไกล จนกระทั่งหยุดลงที่ร่างของนักพรตหนุ่ม เมื่อเห็นท่วงท่าและสีหน้าของเขาจึงคล้ายกับเกิดความมั่นใจ “ได้ยินมาว่าภัยแล้งนี้เป็นฝีมือของเทพอัคคีแห่งภูเขาหั่วเยี่ยน หากท่านเซียนกำจัดเทพโฉดองค์นั้นได้ ภัยแล้งย่อมมลายหายไปสิ้น”
“นั่นเป็นเพียงข่าวลือ”
ซ่งโหยวฟังแล้วสีหน้ายังคงเรียบเฉย น้ำเสียงไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ทว่าภายในใจกลับยิ่งมั่นใจขึ้นอีกหลายส่วน
“ขอให้ท่านที่เข้าใจหลายภาษา ช่วยแปลคำกล่าวของข้าต่อไปเถิด ภัยแล้งครั้งนี้คือการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของฟ้าดิน เป็นการผันแปรตามธรรมชาติ หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับภูตผีปีศาจหรือเทพยดาองค์ใด โปรดอย่าได้ก่นด่าตำหนิเทพองค์ใดเพราะเหตุนี้เลย การกระทำเช่นนั้นถือเป็นการใส่ความ มิใช่เรื่องดี ภัยแล้งนี้หาได้เกี่ยวข้องกับเทพอัคคีแห่งภูเขาหั่วเยี่ยนหรือเทพพิรุณแห่งหล่งโจวและซาโจวทั้งสิ้น”
พลันเกิดเสียงดังอื้ออึงขึ้นอีกครา
ผู้คนต่างมองหน้ากันไปมา ทว่าเมื่อได้ยินเรื่องนี้จากปากของเทพเซียนผู้ช่วยชีวิต พวกเขาย่อมยอมเชื่อถืออย่างไร้ข้อกังขา
“พวกท่านลุกขึ้นเถิด โปรดมุ่งหน้าต่อไป และยามที่เดินไปถึงที่ห่างไกล ก็โปรดช่วยป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไปเถิด”
“ขอบพระคุณท่านเซียน”
ในที่สุดจึงมีคนเริ่มลุกขึ้น เตรียมออกเดินทางต่อ
ซ่งโหยวเหลือบเห็นพ่อค้าแดนตะวันตกคนเดิมที่ก่อนหน้านี้เคยคิดจะแบ่งน้ำให้และเตือนให้เขาจากไป ยามนี้พ่อค้าผู้นั้นดื่มน้ำจนอิ่มและเติมน้ำลงถุงหนังจนเต็มเปี่ยมแล้ว ซ่งโหยวเพียงค้อมศีรษะให้เขาเล็กน้อย พ่อค้าผู้นั้นก็คำนับตอบ ก่อนจะจูงอูฐมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออก จุดหมายปลายทางอาจจะเป็นตลาดตะวันตกในเมืองฉางจิง
ผิวน้ำในบึงยังคงทอประกายระยิบระยับ
กระทั่งดวงตะวันลับขอบฟ้าไปโดยสิ้นเชิง ท้องฟ้าก็ปรากฏแสงสายัณห์งดงามเหนือพรรณนา คล้ายสีฟ้าแต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว คล้ายม่วงแต่เจือแดง คล้ายชมพูแต่ปนด้วยขาว แสงอ่อนโยนดุจภาพฝันสะท้อนลงบนผิวน้ำกลางทะเลทรายเกอปี้ แสงนี้จะยังไม่เลือนหายไปอย่างน้อยหนึ่งชั่วยาม เหล่าพ่อค้าและนักเดินทางที่ถูกอาบชโลมด้วยแสงสายัณห์และได้เติมน้ำจนเต็มเปี่ยม คงจะรุดหน้าไปได้ไกลไม่น้อย
ซ่งโหยวยืนนิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปยังที่ไกลตา
ใต้เขาฮวาเหยียนมีโขดหินตั้งอยู่ ห่างออกไปพอสมควร
นักพรตหนุ่มเพียงสะบัดไม้เท้าไผ่
ครืน!
หินก้อนมหึมาพลันลอยละลิ่วมาทันที
ตูม!
หินยักษ์ตกลงริมบึง ส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ผู้คนจำนวนมากต่างตกใจจนต้องหันมามอง
แม้แต่เจ้าแมวก็ยังยืดคอจ้องเขม็ง
ภายใต้สายตาทุกคู่ที่จดจ้องมา นักพรตหนุ่มเพียงตวัดไม้เท้าไผ่กลางอากาศ หินยักษ์ก็ถูกตัดออกชั้นหนึ่ง เผยให้เห็นหน้าตัดราบเรียบเงางาม
จากนั้นนักพรตก็ตวัดไม้เท้าแทนพู่กันบรรจงเขียนตัวอักษรลงไป
รัชศกต้าอันปีที่หนึ่ง ดินแดนตะวันตกประสบภัยแล้งใหญ่นานต่อเนื่องถึงสองปี ไร้พิรุณโปรยปราย มวลชีวิตตกยาก ราษฎรลำบากยากแค้น น้ำในบึงนี้หยิบยืมมาจากเกาะร้างไร้นามกลางทะเลแดนตะวันออกเฉียงใต้ ผู้สัญจรผ่านไปมาดื่มกินได้ตามปรารถนา ห้ามลบหลู่ดูหมิ่นเป็นอันขาด
เพียงหวังให้ศิลาจารึกนี้คงอยู่ยืนยาว
เพื่อให้ชาวโลกประจักษ์ว่า ภัยแล้งหาใช่ฝีมือของเทพอัคคี
เพื่อให้ชาวโลกประจักษ์ว่า น้ำในบึงมีที่มาอย่างไร
เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงภัยแล้งในยามนี้ และให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่า ณ ดินแดนตะวันตกนี้เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ขึ้นตั้งแต่เมื่อใด
ทว่าเขากลับมิได้ทิ้งชื่อของตนเองไว้เลย
………………..