ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 541 ได้มาโดยมิเสียแรง
บทที่ 541 ได้มาโดยมิเสียแรง
………………..
แสงสายัณห์ค่อยๆ จางหายไป สิ่งที่ก้าวเข้ามาแทนที่คือจันทร์กระจ่างเหนือศีรษะ
ไม่รู้เหตุใดจันทราปีนี้จึงสว่างนวลยิ่งนัก ประกอบกับบนท้องฟ้าไม่มีเมฆหมอกแม้เพียงเศษเสี้ยว แสงจันทร์จึงสาดลงมาโดยไร้สิ่งกีดขวาง ชโลมให้ทุกสรรพสิ่งบนพื้นดินมองเห็นได้อย่างชัดเจนตา
แม้จะต้องเร่งเดินทางในยามราตรีก็คงมิใช่ปัญหา
ในที่สุดริมบึงน้ำก็กลับคืนสู่ความสงบ เหล่าพ่อค้าและนักเดินทางส่วนใหญ่ที่รั้งรออยู่ ณ เขาฮวาเหยียนต่างเติมน้ำจนเต็มและจากไปหมดแล้ว ซ่งโหยวจึงได้พาเจ้าม้าขนแดง แม่นางสามสีและเยี่ยนอันเดินมายังริมบึง
“ดื่มให้เต็มที่เถิด” ซ่งโหยวลูบต้นคอของม้าคู่ใจ “หลายวันมานี้พวกเจ้าลำบากกันมากแล้ว”
เจ้าม้าโน้มคอลงดื่มน้ำอย่างหิวกระหาย
นกนางแอ่นเกาะอยู่ริมบึง ก้มลงใช้จะงอยปากจิบน้ำแล้วเงยหน้าขึ้นทันที พลางขยับจะงอยปากอย่างกลืนน้ำลงไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนแม่นางสามสีนั้นก้มลงใช้ลิ้นเลียน้ำในทันใด
ฝ่ายนักพรตหนุ่มใช้ถุงหนังรองน้ำขึ้นมาดื่ม
ต่างฝ่ายต่างมีวิถีการดื่มน้ำเป็นของตนเอง
ดื่มไปได้พักหนึ่ง แม่นางสามสีก็หยุดชะงัก พลันเงยหน้าจ้องมองไปยังใจกลางบึงน้ำด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและนิ่งค้างไม่ไหวติง
สายลมเหนือทุ่งเกอปี้พัดผ่าน พลันเกิดระลอกคลื่นขึ้นเหนือผิวน้ำ
ผิวน้ำใต้แสงจันทร์กระจ่างสะท้อนประกายเงินวับวาว
“อืม…”
เจ้าแมวละสายตากลับมา แล้วจึงเริ่มเลียน้ำต่อ
เลียไปเลียมา นางก็พลันก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า นางก้าวลงไปในบึงน้ำแล้วลอยตัวขึ้น ขนยาวสลวยพริ้วไหวไปตามกระแสน้ำ โผล่มาเพียงหัวแมวกลมๆ เท้าฟูๆ เล็กๆ ทั้งสี่ตะกุยท่าสุนัขว่ายน้ำ พาร่างกายว่ายห่างออกไปเรื่อยๆ ดูแล้วก็น่าเอ็นดูไม่น้อยเลย
“แสงจันทร์ช่างงดงามเหลือเกิน”
น้ำนี้ช่างใสเย็นและหวานล้ำนัก
โดยเฉพาะในสถานที่เช่นนี้
หลังจากกระหายมาเนิ่นนาน ทุกสัดส่วนของร่างกายต่างโหยหาความชุ่มชื้นจากสายน้ำ ชีวิตคนเราคงตามหาเรื่องราวรื่นรมย์ยิ่งกว่าการได้ดื่มน้ำหวานเย็นชื่นใจในยามนี้ได้ยากยิ่งนัก
“แม่นางสามสี อย่าได้ไปถ่ายเบาในบึงเชียว”
“!”
แม่นางสามสีที่กำลังตะกุยน้ำหยุดชะงักทันควัน ร่างแมวที่ลอยนิ่งอยู่เหนือผิวน้ำค่อยๆ นิ่งไป นางเหลียวหน้ากลับมาจ้องมองนักพรตหนุ่มด้วยใบหน้าเคร่งเครียดตาไม่กะพริบ
จ้องอยู่นานครู่หนึ่ง นางถึงละสายตาไป ไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงตะกุยน้ำต่อ ร่างเล็กๆ เคลื่อนที่ไปบนผิวน้ำอย่างช้าๆ จนกระทั่งทันใดนั้น นางก็มุดดำลงไปในน้ำอย่างรวดเร็ว
บุ๋ง…บุ๋ง…
มีฟองผุดขึ้นมาประปราย
ครู่ต่อมา นางก็โผล่หัวขึ้นมาอีกครั้ง ตะกุยน้ำเข้าหาฝั่งพร้อมกับคาบปลากลับมาหนึ่งตัว
เมื่อก้าวขึ้นฝั่งก็นาสะบัดขนไล่น้ำ แล้ววางปลาลง
“กินปลาเถิด!”
แม่นางสามสีเอ่ยกับนักพรตด้วยน้ำเสียงจริงจัง พูดจบก็หันหลังเดินลงบึงน้ำไปอีกครา “แม่นางสามสีจะไปจับมาอีก!”
อาหารค่ำในคืนนี้จึงเป็นปลาในบึงน้ำ
ซึ่งเป็นปลาจากเกาะกลางทะเลที่ห่างไกลออกไปนับหมื่นลี้
เมื่อซ่งโหยวอิ่มหนำสำราญแล้ว เขาก็ปูพรมขนสัตว์ริมบึงท่ามกลางแสงจันทร์ แล้วนอนหลับไปพร้อมความสุขสำราญ
อย่าได้ดูแคลนว่าตอนกลางวันในทะเลทรายจะร้อนจนแทบสิ้นใจ เพราะเมื่อถึงยามราตรี อุณหภูมินั้นกลับเย็นสบายกำลังดี ปูพรมขนแกะนอนโดยไม่ต้องห่มผ้า เพียงใช้ผ้าคลุมพาดหน้าท้องไว้ ในยามที่ไร้กังวล ย่อมหลับได้สนิทใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น ซ่งโหยวได้ดื่มน้ำและกรอกน้ำจนเต็มถุง โดยเฉพาะเจ้าม้าที่เขาให้มันดื่มจนอิ่มแปล้ จากนั้นจึงเริ่มออกเดินทาง
เขาละทิ้งเส้นทางสายหลัก มุ่งหน้าเข้าสู่ทุ่งเกอปี้
ภาพเบื้องหน้าคือแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล มีเพียงกลุ่มของนักพรตกลุ่มเดิม กลางวันหลบแสงตะวัน ค่อยออกเดินทางในยามเช้าตรู่และพลบค่ำ แม้จะอ้างว้างแต่กลับเปี่ยมด้วยความแน่วแน่ นี่ไม่ใช่เพียงการตามหาพลังวิญญาณธาตุไฟเท่านั้น แต่ยังเป็นการออกพเนจรเพื่อบำเพ็ญตนอีกด้วย
เขายังพอจำแนกทิศทางอันเลือนรางนี้ได้
ระยะทางมิได้ไกลนัก ราวสองร้อยลี้เห็นจะได้
เมื่อเข้าใกล้ในระยะหนึ่ง พลังวิญญาณอีกสามทิศที่เหลือก็เริ่มสั่นไหว
ซ่งโหยวเดินทางอยู่สามวัน จนกระทั่งได้พบกับพื้นที่เขตนั้น
มันคือนครปีศาจกลางทุ่งเกอปี้
สิ่งที่เรียกว่านครปีศาจนั้น คือภูมิประเทศที่ถูกลมกัดเซาะ เป็นเนินดินที่ถูกลมพัดพาและกระแสน้ำกัดเซาะจนเกิดเป็นแท่งดินที่เรียงตัวสลับกันขนานไปกับทิศทางลม
ธรรมชาติและสายลมคือประติมากรที่ยิ่งใหญ่ พวกมันสลักเสลาเนินดินเหล่านี้ให้กลายเป็นรูปทรงที่แตกต่างกันไป ไม่มีสิ่งใดเหมือนกันเลย ที่พบเห็นได้บ่อยคือแท่งดินแนวยาวที่วางตัวไปในทิศทางเดียวกัน ดูคล้ายกองเรือรบที่เรียงรายกันอยู่ในท้องทะเลในอนาคต แต่ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือรูปทรงแปลกประหลาดสารพัด มีทั้งที่คล้ายสัตว์ คล้ายป้อมปราการ คล้ายบ้านเรือน หรือแม้แต่คล้ายภูตผีปีศาจ ช่างพิสดารนัก
เนื่องจากรูปทรงที่แปลกประหลาดพิลึกพิลั่น ประกอบกับยามที่มีลมพัดผ่านช่องว่างระหว่างเนินดิน จะบังเกิดเสียงโหยหวนคล้ายเสียงผีร่ำไห้หรือหมาป่าหอน จึงเป็นที่มาของชื่อนครปีศาจ
เขามาถึงที่หมายแล้ว เพียงแต่การค้นหานั้นกลับออกจะยุ่งยากอยู่บ้าง
องค์เทพเหยียนหยางเคยกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า พลังวิญญาณธาตุนั้นถือกำเนิดขึ้น ณ ส่วนลึกใต้ทุ่งเกอปี้แห่งนี้
ใต้พิภพนั้นร้อนระอุจนน่าใจหาย ธารหินภูเขาไฟเวียนวน พลังวิญญาณเกรี้ยวกราดรุนแรง ไม่เสถียรสักเท่าไร ทั้งยังเชื่อมต่อกับอักขระวิญญาณทั่วทั้งแผ่นดิน ความร้อนระอุที่สั่งสมมานานปีเช่นนี้เอง จึงได้หล่อหลอมจนถือกำเนิดเป็นพลังวิญญาณธาตุนี้ขึ้นมา
หลังจากพลังวิญญาณถือกำเนิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบย้อนกลับต่อฟ้าดิน ประจวบเหมาะกับที่ดินแดนซีอวี้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงซาโจวและหล่งโจวเกิดการผันผ่านของธรรมชาติจนเริ่มแห้งแล้ง ซึ่งสอดคล้องกับคุณลักษณะของมันพอดี การคงอยู่ของมันจึงเร่งเร้าให้กระบวนการนี้รุนแรงขึ้นอย่างเป็นเหตุเป็นผล ส่งผลให้ภัยแล้งครั้งใหญ่บนแผ่นดินนี้มาเยือนอย่างกะทันหันและโหดร้าย จนราษฎรไม่มีโอกาสแม้จะตั้งตัวหรือดิ้นรนขัดขืน
ในขณะเดียวกัน ไอวิญญาณธาตุนี้ก็ซุกซ่อนอยู่ลึกยิ่งนัก
ยังดีที่เหยียนหยางเจินจวินเคยลงไปตามหามันมาก่อน บนพื้นดินจึงควรจะมีรอยแยกที่ทอดตัวลงสู่ใต้พิภพหลงเหลืออยู่บ้าง
เพียงแต่รอยแยกนี้มิใช่ว่าจะหาได้โดยง่าย
มิใช่ว่ารอยแยกเพียงหนึ่งเดียวบนทุ่งเกอปี้อันกว้างขวางสุดลูกหูลูกตานั้นตามหาได้ยากนัก แต่เป็นเพราะปีนี้เกิดภัยแล้งรุนแรง บนทุ่งเกอปี้จึงเต็มไปด้วยรอยแตก ตั้งแต่รอยเล็กๆ ไปจนถึงร่องลึกราวหุบเหว ซึ่งรอยแยกส่วนใหญ่นั้นมิได้ลึกเท่าใดนัก ไม่ได้เชื่อมต่อไปถึงใต้ดิน
ซ่งโหยวเดินสำรวจนครปีศาจแห่งนี้อยู่หลายวัน ประการแรกก็เพื่อชื่นชมทัศนียภาพอันแปลกประหลาด อีกประการหนึ่งก็เพื่อตามหาทางเข้าไปเสาะแวงพลังวิญญาณใต้พิภพ ทัศนียภาพเหล่านั้นทำเอาเขาอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจอยู่บ่อยครั้ง ทว่ากลับยังไร้วี่แววของรอยแยกที่องค์เทพเหยียนหยางเคยบอกไว้
แน่นอนว่า กำลังหลักในการเสาะหาก็คือนกนางแอ่น
ยังดีที่เนินดินเหล่านี้มีรูปร่างพิสดารพันลึก ช่วยเป็นร่มเงาให้เขาได้พักพิงอย่างดี จึงมิต้องกังวลว่ายามตะวันขึ้นจะต้องเร่งหาที่หลบแดดท่ามกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่
ยามที่ใจมิเร่งร้อน ชีวิตก็ดูจะรื่นรมย์ไปเสียหมด
“น่าจะเป็นบริเวณนี้ล่ะ” ซ่งโหยวสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณใต้พิภพ พลางสังเกตปฏิกิริยาของพลังวิญญาณจากอีกสามทิศที่เขาพกติดตัวมาด้วย จนแทบจะระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้แล้ว “หากคืนนี้ยังหาไม่พบ พรุ่งนี้เช้าคงต้องจำใจเปิดเส้นทางลงไปข้างล่างเองเสียแล้ว”
“ตกลง!”
ประจวบเหมาะกับยามที่ตะวันจวนจะลับขอบฟ้าอีกครา
นกนางแอ่นมิรีรอ กระพือปีกบินทะยานออกไป เพียงพริบตาก็กลายเป็นจุดเล็กๆ บนท้องฟ้าก่อนจะหายลับสายตาไป
ซ่งโหยวเองก็เริ่มออกเดินเช่นกัน
ผืนดินสีเหลืองจัดอมแดงเบื้องหน้าเต็มไปด้วยเนินดินรูปร่างประหลาดที่ถูกลมกัดเซาะ แสงตะวันยามอัสดงพาดผ่านเส้นขอบฟ้าในระดับต่ำ ทอดเงาของเนินดินแต่ละลูกให้ยาวระไปกับพื้น การเดินอยู่ท่ามกลางสถานที่แห่งนี้ นอกจากตนเองแล้วก็ดูจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดเลย เมื่อแว่วเสียงลมพัดผ่านช่องหินคล้ายเสียงผีร่ำไห้ ย่อมชวนให้ผู้คนขวัญผวาได้โดยง่าย
แม่นางสามสีก็เดินตามหลังเขามาติดๆ
เพียงแต่เจ้าแมวนั้นดูจะตื่นตัวยิ่งกว่ามนุษย์นัก ความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะทำให้นางระแวดระวัง จินตนาการอันล้ำเลิศยังทำให้นางมองเห็นเนินดินเหล่านั้นเป็นสิ่งต่างๆ นานา ผ่านมาหลายวันนางก็ยังไม่รู้สึกคุ้นชินกับความประหลาดและเสียงลมของที่นี่ ดังนั้นยามเดินจึงต้องคอยเดินเบียดชิดติดเท้าของนักพรตหนุ่ม พลางเหลียวหน้าแลหลังตลอดเวลา เพื่อทำหน้าที่ปกป้องนักพรตของนางอย่างสุดความสามารถ
ราตรีเริ่มลุ่มลึก แต่ก็ยังหาทางเข้าไม่เจอ
“หึๆ…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางยกยิ้มออกมาอย่างไม่ถือสา เอ่ยกับนกนางแอ่นว่า “ลำบากเจ้าแล้ว หาทางเข้าไม่เจอก็มิเป็นไร อย่างไรเสียมันก็อยู่ใต้เท้าเรานี่เอง พรุ่งนี้เช้าค่อยลงไปก็แล้วกัน”
“ตกลงขอรับ”
“พักผ่อนให้เต็มที่เถิด”
ซ่งโหยวนอนเอนกายลง พลางชมจันทร์ชื่นชมดวงดาว
ทว่ากลางดึกสงัด พลันบังเกิดแสงสว่างวาบขึ้นในที่ห่างไกล พร้อมกับกระแสความร้อนและแรงสั่นสะเทือนของพลังวิญญาณที่แผ่ซ่านมา จนรบกวนการนอนของนักพรตและแมวสามสี
แม่นางสามสีตื่นตัวที่สุด นางลืมตาขึ้นทันควัน จิตใจฟื้นคืนความแจ่มใสอย่างรวดเร็วโดยไม่มีอาการงัวเงียแม้แต่น้อย นางพลิกตัวลุกขึ้นยืนบนพื้น ยืดคอเหลียวมองไปยังทิศทางนั้น
“อืม…”
แม่นางสามสีคิดไว้แล้วว่าที่นี่มันไม่ชอบมาพากล
หินพวกนี้ประหลาดนัก บางก้อนคล้ายคน บางก้อนคล้ายผี บางก้อนคล้ายสุนัข ดูอย่างไรก็ผิดปกติไปเสียหมด
แต่นักพรตคนนี้ยังยืนยันว่าทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา
แม่นางสามสีชะเง้อมองแต่ก็ยังเห็นไม่ชัด นางจึงวิ่งเหยาะๆ ไปยังเนินดินที่อยู่ใกล้ที่สุด อาศัยรอยเว้าแหว่งบนเนินดินรูปร่างพิลึกนั้นปีนป่ายขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว เพียงประเดี๋ยวเดียวก็ขึ้นไปถึงยอดเนิน แล้วจ้องมองไปยังทิศทางนั้น
นางเห็นแสงสีแดงพวยพุ่งขึ้นมาจากที่ไกลๆ พุ่งตรงมาทางนี้ด้วยความเร็วสูงยิ่ง คล้ายกับสายฟ้าที่แลบผ่านนภากาศ เพียงพริบตาก็มาถึงเบื้องหน้า
“!”
แม่นางสามสีตั้งท่าระแวดระวังทันที
ทว่าเมื่อแสงสีแดงนั้นตกลงถึงพื้น กลับปรากฏร่างของชายในชุดคลุมสีแดง ปล่อยผมยาวและไว้หนวดเครา ในมือประคองวัตถุหนึ่งที่ดูเลือนลางสั่นไหว
“?”
แม่นางสามสีถึงกับชะงักงันด้วยความฉงน
ผู้ที่มาก็คือองค์เทพเหยียนหยางนั่นเอง
นางเห็นนักพรตของนางลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน พลางประสานมือทำความเคารพเทพอัคคี ทั้งสองฝ่ายสนทนากันครู่หนึ่ง ความจริงจึงกระจ่างแจ้ง
เป็นเพราะหลายวันก่อน พวกเขาได้ทิ้งแหล่งน้ำไว้ใต้หน้าผาหินเขาฮวาเหยียน ทั้งยังช่วยกล่าวแก้ต่างแทนเทพอัคคีต่อหน้าเหล่าพ่อค้าและราษฎรผู้ลี้ภัย ให้ทุกคนช่วยกันประกาศความจริงออกไป มิหนำซ้ำยังทิ้งศิลาจารึกไว้อีกด้วย แม้เทพอัคคีจะมิได้ใส่ใจในชื่อเสียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เมื่อมีผู้มีน้ำใจไมตรีช่วยชะล้างมลทินให้แก่เขา เขาย่อมไม่อาจนิ่งดูดายได้
เมื่อทราบว่าพลังวิญญาณธาตุไฟนั้นหาได้ยากยิ่ง และเกรงว่าซ่งโหยวจะต้องเสียเวลาเปล่า เขาจึงตั้งใจมาที่นี่ โดยใช้เวลาหลายวันเพื่อดึงเอาพลังวิญญาณธาตุนั้นออกมา แล้วมอบให้เขาเป็นการตอบแทนน้ำใจ
“ขอบพระคุณท่านเทพอัคคี”
“เป็นข้าที่ควรขอบใจเจ้า”
“น้ำใจเพียงเล็กน้อย ย่อมเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว”
“เช่นนั้นก็ถือว่าหายกัน” เทพอัคคีกุมพลังวิญญาณไว้ในมือ เป็นดวงไฟสีแดงวูบไหว ดูคล้ายเปลวเพลิง คล้ายสายน้ำ และคล้ายแสงสว่าง “เจ้าจงรับไว้ให้ดี สิ่งนี้เบาหวิวเสมือนไร้ตัวตน แต่ก็หนักอึ้งดั่งขุนเขา”
“ทราบแล้ว”
ซ่งโหยวยื่นสองมือออกไปรับไว้ มันเบาหวิวราวกับไม่มีน้ำหนักจริงๆ
เทพอัคคีเห็นเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น พลางเอ่ยกับเขาว่า “เจ้าเองก็มีความสามารถไม่เบา”
“ข้าเพียงได้รับความเมตตาจากวิถีแห่งฟ้า ให้เป็นผู้รับภารกิจรวบรวมพลังวิญญาณใต้พิภพ จึงสามารถจับธาตุทั้งห้านี้ได้อย่างสบายๆ” ซ่งโหยวตอบตามจริง “ท่านเทพต่างหากที่มีความสามารถมากล้น”
“ไม่ต้องมากพิธีแล้ว ข้าไปล่ะ”
“ขอให้ท่านเทพเดินทางโดยสวัสดิภาพ” ซ่งโหยวเอ่ยลา “ภายหน้าหากมีเรื่องที่ต้องขอความช่วยเหลือจากท่านอีก โปรดอย่าได้ตระหนี่ถี่เหนียวเปลวเพลิงของท่านเลยนะ”
“เหอะ…”
เทพอัคคีได้ยินดังนั้นก็มิได้ตอบคำ เพียงส่งเสียงจมูกคราหนึ่ง
พริบตานั้น แสงสีแดงก็วับหายไปจากฟ้าดิน
องค์เทพเบื้องล่างลับหายไปแล้ว เหลือเพียงนักพรตหนุ่มที่ถือพลังวิญญาณธาตุที่ได้มาโดยมิเสียแรง ยืนอยู่เบื้องล่างพลางเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าแมวที่อยู่บนเนินดิน
เจ้าแมวพลันเผยสีหน้าเคร่งขรึม จ้องมองเขาเขม็ง
ดูคล้ายกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด และคล้ายกับจะบรรลุสัจธรรมบางอย่างขึ้นมาเสียแล้ว
………………..