ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 542 น้ำพุกลางทะเลทราย
บทที่ 542 น้ำพุกลางทะเลทราย
………………..
“แม่นางสามสีลงมาเถิด”
ซ่งโหยวเงยหน้าบอกแมวสามสีที่อยู่บนเนินดิน
“ได้เลย!”
เนินดินแม้จะสูง ทว่าขาลงกลับมิใช่เรื่องยาก
เห็นเพียงแม่นางสามสีเดินไปที่ขอบเนิน ก้มลงมองเบื้องล่างครู่หนึ่ง ก่อนจะโจนทะยานลงมา อาศัยส่วนที่ยื่นออกมาของเนินดินช่วยผ่อนแรง ก็เหยียบลงมายังพื้นดินได้อย่างราบรื่น
“นี่คือดินก้อนที่เราตามหาอยู่ใช่ไหม” เจ้าแมวเงยหน้าจ้องซ่งโหยว
“ใช่แล้ว”
“ไม่ต้องออกแรงหากันแล้วสิ”
“ก็เป็นเช่นนั้นแล”
“เยี่ยนอันก็ไม่ต้องบินอยู่บนฟ้าตลอดเวลาแล้ว” เจ้าแมวเหลียวไปมองทางด้านข้าง “ทำเอาเยี่ยนอันเหนื่อยแทบแย่เลย”
“เยี่ยนอันไร้ความสามารถนัก…”
เจ้านกนางแอ่นก้มหัวลงด้วยความละอายใจ
“ล้วนเป็นเรื่องของวาสนา วาสนามิมอบหนทางลงสู่ใต้พิภพให้แก่พวกเรา ทว่ากลับช่วยทุ่นแรงให้แทน” ซ่งโหยวยิ้มพลางกล่าว “ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ก็แล้วกัน”
นกนางแอ่นพยักหน้าเห็นด้วยโดยมิได้เอ่ยคำใด
“อืม…”
เจ้าแมวคลานเข้ามาใกล้ เงยหน้าจ้องมองพลังวิญญาณในมือของซ่งโหยว กลุ่มแสงสีแดงนั้นดึงดูดนางไว้ ทำเอาความฟุ้งซ่านและความกังวลพลันสลายไปจากดวงใจ ดวงตาที่ใสกระจ่างดุจแก้วมณีบรรจุไว้เพียงแสงสีแดงนั้น นางเผลอยืนด้วยสองขาหลัง ยืดอุ้งเท้าออกไป ทั้งที่ยังห่างกันกว่าหนึ่งฉื่อ ทว่านางก็ยังอดมิได้ที่จะทำท่าตะปบคว้าอากาศ
ซ่งโหยวเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมา ก่อนจะหันไปมองนกนางแอ่น
“บางครั้งเรื่องราวมันก็เรียบง่ายและมิได้สลักสำคัญอะไร แต่หากคิดมากเกินไป กลับจะเป็นการเพิ่มความกังวลให้แก่ตนเองเสียเปล่า มิสู้เรียนรู้จากแม่นางสามสีให้มากเข้าไว้ คิดให้น้อยลง ลดความใส่ใจในสิ่งต่างๆ ลงบ้าง เมื่อใจว่างเปล่าย่อมจะกระจ่างแจ้ง เมื่อกระจ่างแจ้งย่อมจะสงบนิ่ง เป็นอิสระ และปล่อยวางได้เอง”
เจ้าแมวได้ยินนักพรตเอ่ยถึงนาง ก็เหลียวกลับมาจ้องด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่านักพรตมิได้กล่าวสิ่งใดต่อ นางจึงละสายตากลับไปจ้องกลุ่มแสงสีแดงนั้นตามเดิม
นกนางแอ่นเองก็จ้องมองนางพลางตกอยู่ในห้วงความคิด
แม่นางสามสีมีความสุขจริงๆ
และแม่นางสามสีก็ดูจะปล่อยวางได้จริงๆ
“ก็แค่ฝุ่น…”
“ก็แค่ฝนตก…”
“ก็แค่แมลง…”
ถ้อยคำของแม่นางสามสีแว่ววนอยู่ในหัวของนกนางแอ่น
มิใช่เพียงเรื่องเหล่านี้ แต่แม่นางสามสีมิเคยใส่ใจเรื่องรอบกายมากมาย รวมถึงความทุกข์ยากและความพ่ายแพ้ ทว่าเมื่อพิจารณาดูให้ดี นอกจากแม่นางสามสีแล้ว ดูเหมือนผู้อื่นก็มิได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เช่นกัน ดังนั้น ความใส่ใจเหล่านั้นจึงดูเหมือนจะเป็นเพียงการสร้างความลำบากใจให้แก่ตนเองแต่เพียงฝ่ายเดียว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นกนางแอ่นก็พลันกระจ่าง
แม่นางสามสีได้ส่งอิทธิพลต่อเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิเช่นนั้น ตัวเขาในกาลก่อนคงไม่อาจคิดมาถึงจุดนี้ได้เลย
นกนางแอ่นนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน
ส่วนซ่งโหยวนั้นสิ้นความง่วงเหงา เขาพนมมือขัดสมาธิลงเพื่อทำความเข้าใจพลังวิญญาณธาตุนี้
ฟู่…
แสงสีแดงเบื้องล่างสว่างโชติช่วงขึ้น
พลังวิญญาณธาตุนี้ถือกำเนิดขึ้น ณ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มิอาจระบุแน่ชัดว่าเป็นทิศตะวันตกหรือทิศเหนือกันแน่ หากนับตามธาตุทั้งห้า ย่อมถือเป็นธาตุไฟ มีพลังร้อนแรง เปี่ยมด้วยพลังแห่งการเคลื่อนไหว เร่งเร้า และการทำลายล้าง
หากเป็นยามปกติ สิ่งนี้ย่อมหนักอึ้งดั่งขุนเขา ร้อนแรงเหนือคณา และมีอานุภาพทำลายล้างมหาศาล อย่าว่าแต่ภูตผีปีศาจหรือนักพรตทางโลกจะสัมผัสหรือนำพาไปเลย เพียงแค่เข้าใกล้ ก็อาจถูกรังสีความร้อนของมันแผดเผาจนมอดไหม้ หรือถูกพลังวิญญาณของมันส่งผลกระทบจนพลังในกายเสียสมดุล ตบะแตกซ่าน และร่วงโรยลงอย่างรวดเร็ว
ทว่ายามนี้ มันกลับเบาหวิวดั่งขนนก ล่องลอยอยู่ในอากาศ ทั้งยังเก็บงำพยศจนสิ้น กลับกลายเป็นเชื่องซึม ราวกับตะเกียงที่คอยส่องสว่างนภารามราตรีกลางทะเลทราย พริ้วไหวเล็กน้อยตามแรงลมยามราตรี
แสงสีแดงผสานแสงดาริกา ส่องสว่างพื้นที่ผืนเล็กๆ ท่ามกลางทะเลทรายลึกที่มีเพียงคณะเดินทางกลุ่มนี้
ทว่าพวกเขาก็ถึงเวลาที่จะต้องจากที่นี่ไปแล้ว
ฉึบ…
ซ่งโหยวหยิบตำรา ‘อวี่ตี้จี้เซิ่ง’ ออกมา ค่อยๆ เปิดหน้ากระดาษอย่างระมัดระวัง เสียงกระดาษที่กรอบเกรียมทำให้เขารู้สึกสะท้อนใจ
กว่าจะรู้สึกตัวก็ผ่านมาสิบปีแล้ว ตำราเล่มนี้กระดาษกลายเป็นสีเหลืองเข้ม ผ่านแดดผ่านลมและการกัดเซาะของกาลเวลาจนแห้งกรอบ ยามเปิดหน้ากระดาษจึงมิกล้าลงแรงหนัก ด้วยเกรงว่าจะทำหูกระดาษพับหรือฉีกขาด
เขาเปิดไปจนถึงหน้าแผนที่ฉบับย่อ
เจ้าแมวละสายตาจากแสงสีแดงเหนือศีรษะ คลานเข้ามาข้างกาย ชะโงกหน้าจ้องมองหน้ากระดาษเช่นกัน
นกนางแอ่นเองก็บินมาเกาะที่ไหล่ของนักพรตหนุ่ม
“พวกเราจะไปที่ไหนกันต่อหรือ”
เจ้าแมวเหลียวหน้าจ้องนักพรตตาไม่กะพริบ
มีเพียงเจ้าม้าที่มิได้ใส่ใจสิ่งใด มันยังคงนอนสงบนิ่งอยู่บนทุ่งเกอปี้
“แม่นางสามสี ดูคราบน้ำมันจากปลาที่เจ้ากินสิ” ซ่งโหยวใช้หลังมือปัดหน้ากระดาษเบาๆ พลางเอ่ยด้วยความจนใจ
“ไม่ใช่…”
เจ้าแมวพยายามจะแก้ตัว ทว่าเมื่อสูดจมูกดมดู กลิ่นน้ำมันที่ลอยมาจากจุดนั้นคือกลิ่นปลาแห้งสูตรลับที่นางเคยทำไว้จริงๆ คงเป็นเพราะยามกินมีเศษหล่นลงไป และเมื่อถูกหนีบไว้ในตำรานานวันเข้าจึงทิ้งร่องรอยไว้ ทว่านางก็มิได้ใส่ใจนัก เพียงสะบัดหัวไปมาแล้วพึมพำว่า
ซ่งโหยวยิ้มบางๆ มิได้ถือสาความกับนางต่อ
พวกเขาเดินทางไปตามแผนที่ต้าเยี่ยนบนหน้ากระดาษมาแล้วกว่าครึ่ง ทุกหน้ากระดาษล้วนเต็มไปด้วยความทรงจำ
ยามนี้หลงเหลือเพียงดินแดนตะวันตกอีกค่อนส่วน ซึ่งกว้างขวางไพศาลยิ่งนัก อย่างน้อยก็เทียบเท่ากับขนาดแคว้นทางทิศตะวันออกของต้าเยี่ยนหลายแคว้นรวมกัน แน่นอนว่าต้องเดินทางไปให้ถึง เพราะที่นั่นมีแผ่นดินที่กว้างใหญ่ที่สุดและทัศนียภาพที่งดงามที่สุด มีทั้งเจียงหนานนอกด่าน เส้นทางสายไหมที่รุ่งโรจน์ดั่งความฝัน และกลิ่นอายอารยธรรมต่างแดนที่ไม่ควรพลาด
เพียงแต่หากเดินหน้าต่อไป เรื่องของภาษาคงจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่เสียแล้ว
จากนั้น ก็คงเหลือเพียงดินแดนทางทิศตะวันตกเฉียงใต้อีกไม่กี่แคว้นเท่านั้น
“อวิ๋นโจว…”
รอยคราบน้ำมันจากปลาแห้งที่แม่นางสามสีเคยกินดันเปื้อนตรงทิศใต้ของอวิ๋นโจวพอดิบพอดี
“เขาฉีอวิ๋น…”
ซ่งโหยวนิ่งพึมพำกับตนเอง ก่อนจะหันไปถามเจ้าแมว “แม่นางสามสีตัดสินใจว่าจะเดินทางต่อไปอย่างไรหรือ”
“แม่นางสามสีจะตามเจ้าไป”
“แล้วเยี่ยนอันเล่า”
“เยี่ยนอันเพียงขอทำหน้าที่สำรวจทางและลำธารให้คุณชายขอรับ”
“…”
ดีแท้ ต่างก็มีการตัดสินใจของตนเอง
ซ่งโหยวปิดตำราลงดัง พรึ่บ
ยามนี้ในใจเขาล้วนมีคำตอบชัดแจ้งแล้ว
เส้นขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงรำไรดั่งท้องปลา ขอบเขตทุ่งโกบีค่อยๆ สว่างไสวขึ้นบดบังแสงแห่งไอวิญญาณ
แสงเงินแสงทองจับต้องลงบนยอดเนินดินที่สูงใหญ่ที่สุด
ยามนี้คือช่วงเวลาที่หนาวเหน็บที่สุด มือเท้าของซ่งโหยวเย็นเฉียบ ทว่ากลับเหมาะแก่การเร่งเดินทางยิ่งนัก เขาจึงเก็บพลังวิญญาณลงในย่าม วางรวมไว้กับพลังวิญญาณอีกสามทิศที่เหลือ จากนั้นจึงนำสัมภาระขึ้นหลังม้า หยิบแป้งหนางย่างกับปลาแห้งออกมาเป็นมื้อเช้า เดินไปกินไป มุ่งหน้าสู่ดินแดนอันไกลโพ้น
พ่อค้าได้เดินทางย้อนกลับมาจากดินแดนตะวันตกแล้ว
จะว่าไปก็น่าอัศจรรย์นัก
เมื่อเข้าสู่แดนตะวันตกและผ่านพ้นระยะสองพันลี้นั้นมาได้ ก็หลุดพ้นจากภัยแล้งสาหัส ได้พบพานวสันตฤดูอันรื่นรมย์ มิเพียงไร้ซึ่งไอร้อนระอุ แต่แฝงไปด้วยไอหนาวหลงฤดูอยู่หลายส่วน หลังจากการเดินทางอันยาวไกลนับสองพันลี้ผ่านพ้นไป ยามที่ได้เห็นลำธารน้ำใสที่เกิดจากการละลายของหิมะเป็นสายแรก ย่อมรู้สึกตื้นตันถึงขั้นที่ไม่อาจพรรณนาออกมาได้
มิต้องพูดถึงว่าหลังจากนั้นยังมีภูเขาหิมะให้เห็นอีก
เมื่อนึกถึงเส้นทางยามขามา หากไม่ใช่เพราะได้พบนักพรตท่านนั้นและได้รับน้ำใจที่มอบน้ำให้ พ่อค้าคิดว่าตนเองก็คงมิอาจรอดชีวิตออกมาได้เช่นกัน
ทว่าป่านนี้นักพรตผู้นั้นจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ
พ่อค้าอดที่จะเป็นห่วงมิได้
แต่ตนเองเป็นพ่อค้าเร่ร่อน มาเยือนแล้วก็ต้องกลับไป
อย่างไรเสียก็ต้องฝ่าเส้นทางสายนั้นไปอีกสักครา
ทั้งยังต้องทำเวลาให้ดี
มิเช่นนั้นหากเข้าสู่ฤดูร้อน เส้นทางนั้นจะยิ่งร้อนแรงปานแผดเผา เผลอๆ แม้จะหลบอยู่ใต้ร่มเงาก็อาจจะร้อนจนถึงแก่ชีวิตได้
เพียงแค่นึกถึง ใจก็พลันขลาดกลัวขึ้นมา
พ่อค้ามิกล้ารั้งอยู่นาน รีบนำผ้าไหมไปแลกกับเครื่องเทศ เตรียมน้ำติดตัวไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วจึงเริ่มออกเดินทางกลับ
ระหว่างทางพบทั้งซากศพผู้อดตาย และผู้คนที่จวนจะสิ้นใจ
ตามหลักแล้วไม่ว่าอย่างไรก็มิควรยื่นมือเข้าช่วย ในยามที่ตนเองยังแทบเอาตัวไม่รอดจะมีแก่ใจที่ไหนไปช่วยผู้อื่น พ่อค้าเองก็เตรียมใจที่จะนิ่งดูดายไว้แล้ว ทว่าเขามักจะนึกถึงภาพเหตุการณ์ในวันนั้น นึกถึงนักพรตที่เดินเท้าอยู่หลายวันโดยไม่มีน้ำสักหยดตกถึงท้องแต่กลับยื่นน้ำส่งให้เขาดื่ม ต่อให้ใจแข็งเพียงใดก็มีอันต้องสั่นคลอนอยู่บ้าง ดังนั้นตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาจึงได้แบ่งปันน้ำต่อลมหายใจออกไปบ้างไม่มากก็น้อย และทุกครั้งเขามักจะด่าทอความโง่เขลาของตนเองเสมอ
เหตุนี้เอง น้ำที่เตรียมมาอย่างจำกัดจึงเริ่มไม่เพียงพอ ทุกครั้งที่หยุดพัก เขาต้องเสียเวลาและแรงกายอย่างมากเพื่อเสาะหาน้ำดื่มเพิ่มเติม
อีกทั้งภัยแล้งทางด้านนี้ดูเหมือนจะรุนแรงกว่าเดิมเกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้
ยามที่ผ่านทุ่งเกอปี้อันกว้างใหญ่มาถึงจุดที่ร้อนที่สุด พ่อค้าก็เริ่มเกิดอาการหน้ามืดตาลาย ฝีเท้าเบาหวิว กระหายน้ำจนแทบขาดใจ ทว่ารอบกายกลับไร้ซึ่งแหล่งน้ำและไม่มีที่ใดให้หาซื้อได้ ราวกับต้องกลับไปตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับตอนขามาไม่มีผิดเพี้ยน
“แย่แล้ว…”
พ่อค้าสัมผัสได้ถึงลางร้ายอย่างยิ่ง
แม้แต่สติรับรู้ถึงความย่ำแย่นี้ก็เริ่มพร่าเลือน ทั้งที่เป็นการตัดสินใจด้วยเหตุผลแต่เขากลับเผลอมีความหวังลมๆ แล้งๆ ผุดขึ้นมา
คราวก่อนมีนักพรตมอบน้ำให้ จึงผ่านพ้นช่วงที่ยากลำบากที่สุดมาได้
แล้วคราวนี้เล่า ใครจะมาช่วยเขา
ขณะที่กำลังโซซัดโซเซอยู่นั้น พลันมีคนเดินสวนมา เป็นชายชาวต้าเยี่ยนผู้หนึ่งที่ริมฝีปากยังคงชุ่มชื้น เมื่อเห็นว่าเขาดูจะไม่ไหวแล้ว ชายผู้นั้นกลับเป็นฝ่ายเอ่ยทักขึ้นก่อนว่า
“สหายท่านนี้ อดทนอีกนิดเถิด เดินไปข้างหน้าอีกหน่อย ที่เขาฮวาเหยียนมีน้ำอยู่ เรียกว่าบ่อตีสุ่ยมีน้ำให้ดื่มมากพอ”
บ่อตีสุ่ย
นั่นคือสิ่งใดกัน
พ่อค้ามิอาจขยับปากหรือเอ่ยคำใดได้อีกแล้ว
ยามนี้ใบหน้าของเขาซูบเซียวจนดูมิได้ เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายขยับฝีเท้าที่แข็งทื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เพียงแต่ค่อยๆ เหลียวหน้ากลับมาทอดสายตามองผู้พูดด้วยความฉงนสงสัยในใจ
ฟังดูคล้ายกับบ่อน้ำที่เกิดจากหยดน้ำที่ไหลรินลงมา
หรือจะเป็นน้ำที่หยดลงมาจากรอยแยกบนเขาฮวาเหยียน
ทว่าสภาวะแห้งแล้งปานนี้ เขาฮวาเหยียนจะมีน้ำหยดลงมาได้อย่างไร แล้วเขาฮวาเหยียนจะมีบ่อน้ำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน
เขาครุ่นคิดไปพลางขยับฝีเท้าไปพลาง แม้ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นลวงตนหรือไม่ แต่ในใจก็เกิดความหวังขึ้นมาบ้าง
มิตราบเท่าที่เดินมาไกลเพียงใด ในยามที่พละกำลังเหือดแห้งและสติเริ่มเลือนราง พลันเห็นผู้คนและม้าฝูงใหญ่มาชุมนุมกันอยู่เบื้องหน้า เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นบึงน้ำใสสะอาดจนมองเห็นก้นบึง ทอแสงระยิบระยับอยู่ภายใต้ดวงตะวัน พ่อค้าแม่ขายและราษฎรผู้ลี้ภัยจำนวนมากต่างมาชุมนุมกันอยู่ริมบึง บ้างก็นั่งดื่ม บ้างก็ตักน้ำ หรือบ้างก็นำอูฐมาเติมน้ำ ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งขรึมและเลื่อมใส
“…”
พ่อค้าถึงกับยืนบื้อใบ้อยู่ตรงนั้น
ดวงตะวันที่แผดเผาจนผืนดินแห้งกรังเช่นนี้ น้ำพุนี้มาจากที่ใดกัน
จนกระทั่งเขาพาร่างอันโซซัดโซเซคลานเข้าไปหมอบลงข้างบึงน้ำ ดื่มกินจนอิ่มหนำและนอนพักผ่อนอยู่บนพื้นดิน เสียงสนทนาข้างกายจึงแว่วเข้าหูของเขา
“พี่ชายท่านนี้คงยังไม่รู้ล่ะซี บึงน้ำแห่งนี้มีนามว่าบ่อตีสุ่ย แต่มิใช่หยดน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาหรอกนะ หากแต่ก่อนหน้านี้มีเทพเซียนท่านหนึ่งเดินทางมาถึงที่นี่ เห็นมวลมนุษย์ตกทุกข์ได้ยากจนทำใจมิได้ จึงได้นั่งบำเพ็ญเพียร ได้ยินว่าท่านนั่งนิ่งอยู่ที่นี่นานหลายวัน ยอมทนแดดทนลมแผดเผาโดยมิยอมจากไป จนกระทั่งท่านเซียนลุกขึ้น หยิบถุงน้ำประจำกายออกมาแล้วหยดน้ำลงที่นี่เพียงหยดเดียว ทันทีที่หยดน้ำถึงพื้น ก็กลายเป็นบึงน้ำแห่งนี้ขึ้นมาทันตา”
………………..