ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 543 เก้าพันเก้าร้อยลี้จากฉางจิงสู่แดนตะวันตก
บทที่ 543 เก้าพันเก้าร้อยลี้จากฉางจิงสู่แดนตะวันตก
………………..
“น้ำเพียงหยดเดียวหรือ”
“มิผิด! เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน ผู้คนมากมายต่างเห็นมากับ ท่ามกลางทะเลทรายเยี่ยงนี้จะมีบ่อน้ำผุดขึ้นมาเองได้อย่างไร หากมิใช่เพราะความเมตตาของท่านเซียน ที่จงใจเนรมิตไว้ให้พวกเราที่เป็นพ่อค้าและนักเดินทางได้ดับกระหายยามผ่านมาถึงที่นี่”
“นั่นน่ะสิ ท่านช่างเป็นเทพเซียนโดยแท้…”
“ก็ใช่น่ะสิ บนศิลาจารึกฝั่งโน้นเขียนไว้ว่า น้ำในบ่อนี้ล้วนมาจากเกาะกลางทะเลตะวันออกเฉียงใต้ บ้างก็เลยเรียกที่นี่ว่าบ่อยืมน้ำ หรือบ่อเทพเซียน หากมิใช่เทพเซียน ใครเล่าจะมีฤทธานุภาพปานนั้น หยิบยืมสายน้ำมาจากเกาะร้างห่างไกลออกไปนับหมื่นลี้ได้”
“กล่าวได้มีเหตุผลยิ่งนัก…”
ท่ามกลางสติอันเลือนราง เสียงสนทนาเหล่านั้นแว่วเข้าหูเขาไม่ขาดสาย
น้ำใสสะอาดซึมซาบเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว ยามนี้เขารู้สึกว่าร่างกายของตนดั่งผืนทรายที่ถูกแดดแผดเผามาเนิ่นนาน ทุกสัดส่วนสามารถกักเก็บน้ำได้มหาศาล และเมื่อน้ำใสหลั่งไหลลงสู่ผืนทรายนี้ ทุกแห่งหนในกายก็ดูดซับไว้อย่างรวดเร็ว กลับคืนสู่ความชุ่มชื้นและฟื้นคืนชีวาขึ้นมาอีกครั้ง
ในที่สุดพ่อค้าก็ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้น
คนสองคนที่สนทนากันอยู่เบื้องหน้ากำลังประสานมืออำลากัน แม้จะเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่พบกันโดยบังเอิญ ทว่าการได้พานพบก็นับเป็นวาสนาที่หาได้ยากยิ่ง มิต้องถามว่าเคยรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความเคารพต่อกันอย่างนอบน้อมก่อนจะแยกย้าย
คนหนึ่งมุ่งสู่ตะวันออก อีกคนมุ่งสู่ตะวันตก
ส่วนพ่อค้ายังคงยืนอยู่ที่เดิม เขามองไปยังบึงน้ำแห่งนี้ ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบด้าน สติปัญญาเริ่มกลับมาแจ่มใส เมื่อเปรียบเทียบกับทัศนียภาพรอบกาย ความทรงจำก็ค่อยๆ กระจ่างแจ้งขึ้น
ในห้วงคำนึง ปรากฏภาพของนักพรตหนุ่มที่นั่งสมาธิอยู่เบื้องหน้า ภาพที่ตัวเขาเองเคยสนทนาด้วย
ตอนนั้น ที่นี่หาได้มีบึงน้ำไม่
“…”
พ่อค้าเผลอยิ้มออกมาบางๆ
เขากระตุกสายจูงอูฐให้เดินมาอย่างช้าๆ เพื่อให้มันได้ดื่มกินจนอิ่มหนำ ส่วนตนเองก็กรอกน้ำจนเต็มถุง ก่อนจะเดินฝ่าแสงตะวันอันร้อนแรงไปหยุดอยู่ที่หน้าศิลาจารึกเพื่อพิจารณาอย่างละเอียด
อักษรสั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยค ไร้ซึ้งนามผู้จารึก
ทว่ากลับแสดงออกถึงสง่าราศีแห่งเทพเซียนอย่างเปี่ยมล้น
พ่อค้าเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ตนเองเคยร่วมทางมาด้วยช่วงหนึ่ง ได้รับความเมตตาช่วยชีวิตถึงสองครั้งสองครา ทว่ากลับได้สนทนากันเพียงไม่กี่ประคำ ทั้งยังมิเคยถามไถ่ชื่อแซ่ จึงมิอาจรู้ได้เลยว่าเทพเซียนท่านนั้นคือผู้ใด
“ฮ่า…”
เขายิ้มออกมากับตนเอง ทว่าในใจคาดการณ์ไว้แล้วว่า นับจากนี้ไปท่ามกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่แห่งนี้ จะต้องมีตำนานเทพเซียนเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งอย่างแน่นอน
ตราบที่น้ำพุมิเหือดแห้ง ตำนานย่อมมิเลือนหาย
แต่ที่โชคดียิ่งกว่าใครคือ เมื่อเทียบกับคนรุ่นหลังแล้ว เขาถือเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง หากวันใดที่แก่ตัวลงแล้วนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ลูกหลานฟัง คงจะฟังดูน่าตื่นเต้นและลึกลับยิ่งกว่าเดิมอีกหลายส่วน
“โลกหล้ามีเซียนอยู่จริงๆ หนอ…”
คำพรรณนาเช่นนี้มิได้ออกมาจากปากเขาเพียงผู้เดียว
ทันใดนั้น พลันบังเกิดเสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่นอยู่เหนือศีรษะ
มีสายฟ้าแลบผ่านนภากาศไปชั่ววูบ
ผู้คนต่างเงยหน้ามองขึ้นไป จึงได้พบว่าไม่รู้เมื่อใดที่เหนือศีรษะได้มีมวลเมฆขุ่นมัวก่อตัวขึ้น คล้ายกับว่าพิรุณกำลังจะโปรยปราย
มิน่าเล่า วันนี้ถึงไม่ร้อนระอุเหมือนดั่งวันก่อนๆ
ผู้คนล้วนอัศจรรย์ใจ ไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
ครืน…ครืน…
เสียงฟ้าร้องดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ผ่านไปไม่นาน หยาดพิรุณก็โปรยปรายลงมาจริงๆ
แม้จะเป็นเพียงฝนเม็ดเล็กๆ และตกลงมาเพียงชั่วครู่ก็หยุดสาย สำหรับทะเลทรายที่แห้งผากมานานแสนนานเช่นนี้ มันอาจเป็นเพียงหยดน้ำพรมบนกองทราย ทว่ามันก็ได้ช่วยชะโลมให้ผืนดินชุ่มชื้นขึ้นมาบ้าง ช่วยหล่อเลี้ยงคอที่แห้งผากของปฐพี และนับเป็นฝนสายแรกในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา
ฤดูร้อน รัชศกต้าอันปีที่หนึ่ง
ซ่งโหยว ผู้ซึ่งถูกเหล่าพ่อค้าวาณิชจากแดนตะวันตกยกย่องให้เป็นเทพเซียน ได้เดินพ้นจากดินแดนที่แห้งแล้งนั้นมาแล้ว เขายังคงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกอย่างต่อเนื่อง สมาชิกในคณะยังคงเป็นนักพรต ม้า แมวและนกนางแอ่น
ช่างมหัศจรรย์นัก เพียงแค่เดินพ้นระยะสองพันลี้นั้นมา ภูมิอากาศก็กลับกลายเป็นเย็นสบายรื่นรมย์ขึ้นมาทันที แม้จะเป็นช่วงต้นฤดูร้อนแต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงไอเย็นประปราย
การพเนจรครั้งนี้ถูกลิขิตให้เป็นกระบวนการอันแสนยาวไกล
สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงยิ่งยวด
มิใช่เพียงเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ตามวันเวลา หรือตามลมฟ้าอากาศเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงไปตามระยะทางและพื้นที่ที่ข้ามผ่านอีกด้วย
บ่อยครั้งที่ต้องเผชิญกับการที่หนึ่งขุนเขามีสี่ฤดูและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปทุกหนึ่งร้อยลี้
ยามฟ้าใสคือฤดูร้อน ยามเมฆฝนปกคลุมคือฤดูหนาว
กลางวันร้อนระอุ ยามราตรีเหน็บหนาวเข้ากระดูก
บางคราเดินเข้าสู่หุบเขาใหญ่ ทุ่งหญ้าบนที่ราบสูงปลูกเต็มไปด้วยรวงข้าวสาลี ยามฤดูร้อนที่รวงข้าวสุกงอม ขุนเขาใหญ่น้อยโอบล้อมพริ้วไหว โลกทั้งใบจึงกลายเป็นระลอกคลื่นสีทองอร่าม ราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งนิทาน กลางวันบนยอดเขาสูงดวงตะวันแผดเผาจนหนังศีรษะร้อนผ่าว ทว่าพอตกกลางคืน กลับหนาวเหน็บจนสั่นสะท้าน
บางคราเดินเข้าสู่หาดหินหลากสีสันทุ่งเกอปี้ ทว่ากลับมีสายน้ำไหลผ่านอยู่ทุกแห่งหน ช่างเป็นความรู้สึกที่แตกต่างกับดินแดนแห้งแล้งพันลี้ที่เคยผ่านมาโดยสิ้นเชิง
บางคราแรมรอนอยู่ริมบึงน้ำ น้ำในบึงสีน้ำเงินครามเข้มข้นมีทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มสลับกันไป ใสสะอาดปราศจากมลทิน ไร้ซึ่งร่องรอยของผู้คน ดูราวกับอัญมณีที่ฝังอยู่บนผืนแผ่นดินตะวันตก
บางคราปีนข้ามภูเขาหิมะ ความหนาวเย็นเสียดแทงไปถึงกระดูก ลมพัดแรงจนแม่นางสามสียืนแทบไม่อยู่ อากาศที่เบาบางทำให้นางรู้สึกวิงเวียนศีรษะอยู่บ้าง ทว่าพอลงมาถึงเชิงเขา กลับกลายเป็นสภาพอากาศฤดูร้อนตามปกติ น้ำที่เกิดจากหิมะละลายไหลกระเซ็นผ่านโขดหิน ชวนให้รู้สึกว่าความแห้งแล้งหลายพันลี้ก่อนหน้านั้นเป็นเพียงฝันตื่นหนึ่ง หาใช่ความจริงไม่
เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ก็มองเห็นเขาเทียนซานแล้ว
ในยามแรกที่มองเห็นเขาเทียนซาน คณะเดินทางเพิ่งจะปีนขึ้นไปบนยอดเขาหิมะแห่งหนึ่ง แม่นางสามสีไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดนักพรตผู้นี้เห็นภูเขาสูงเป็นต้องอยากปีน ยิ่งสูงก็ยิ่งอยากขึ้นไปให้ถึง ทว่าด้วยความที่ร่วมทางกันมาหลายปี นางจึงเคยชินเสียแล้ว ได้แต่คอยเดินตามหลังปีนข้ามภูเขาหิมะที่คนธรรมดายากจะก้าวล่วงอย่างเหน็ดเหนื่อย เมื่อถึงยอดเขา หิมะหนาเตอะจนแทบจะมิดร่างแมว ทว่าเมื่อยืนอยู่บนยอดเขานั้น กลับมองเห็นไปถึงเขาเทียนซานที่อยู่ไกลลิบตา
มันคือเทือกเขาที่ทอดยาวจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก จากปลายสุดของสายตาด้านหนึ่งจรดอีกด้านหนึ่ง ช่างห่างไกลเหลือเกิน ห่างไกลจนดูราวกับเป็นเพียงเส้นสายหนึ่งที่ขีดคั่นระหว่างดินและฟ้า
ทว่ากลับสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของมัน ราวกับเป็นกำแพงสวรรค์ที่แบ่งกั้นฟ้าดินออกจากกัน
มองจากระยะไกลเช่นนี้ ก็มองเห็นเพียงส่วนยอดของเทือกเขาที่ทอดตัวเป็นเส้นตรงไม่ต่อเนื่องกัน เพราะเบื้องล่างมีหมู่เมฆและไอหมอกปกคลุม ยิ่งไกลไอหมอกยิ่งหนาทึบจนบดบังตัวภูเขาไว้ทั้งหมด เหลือเพียงยอดเขาสีขาวโพลนที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะพุ่งทะลุชั้นเมฆออกมา ทิ้งรอยเส้นสีขาวสะอาดตาไว้ในสายตาของนักเดินทาง ราวกับว่าภูเขานั้นมิได้ตั้งอยู่บนพื้นโลก แต่เกิดมาเพื่ออยู่ท่ามกลางหมู่เมฆและตั้งตระหง่านอยู่บนสรวงสวรรค์
กระทั่งแม่นางสามสีเองยังแยกไม่ออกว่า ที่อยู่ไกลลิบนั้นคือยอดเขาหิมะหรือหมู่เมฆที่ขอบฟ้า นางโต้เถียงกับซ่งโหยวไม่หยุด จนกระทั่งนกนางแอ่นอาศัยช่วงที่พวกเขาพักผ่อนบินไปสำรวจมาให้ เมื่อกลับมาบอกความจริง นางจึงยอมปิดปากเงียบ
ซ่งโหยวบอกนางว่า เมื่ออยู่บนภูเขาสูงที่อยู่สูงกว่าหมู่เมฆ มนุษย์ย่อมจะทื่อมะลื่อลงไปบ้าง
แมวก็เช่นเดียวกัน
หลังจากนั้น พวกเขาก็มุ่งหน้าสู่เขาทลายฟ้า ลงจากเขาหิมะและเดินทางต่อ เทือกเขาทลายฟ้าจึงกลายเป็นเพื่อนร่วมทางอยู่เสมอ เป็นเส้นสายที่ขอบฟ้าไกล เป็นกำแพงเมืองที่แสนไกล ตราบเท่าที่สายตามิมีสิ่งบดบัง เพียงเงยหน้าขึ้นก็เห็นเทือกเขานี้อยู่ทุกเมื่อ จนบางคราก็แยกไม่ออกจริงๆ ว่ามันอยู่บนดินหรืออยู่บนฟ้ากันแน่
ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ผืนแผ่นดินทาบทับด้วยสีแดงเข้มและแดงอ่อนสลับกัน ชาวเมืองแถบนี้พักอาศัยอยู่ในบ้านไม้หลังเล็กๆ ภาพที่เห็นช่างดูดั้งเดิมและสะอาดตา ยามที่นักพรตจูงม้าเดินผ่านไป เสียงฝีเท้าเหยียบกิ่งไม้และใบไม้แห้งดังกึกก้องไปทั่ว
เมื่อล่วงเข้าสู่ฤดูหนาว หิมะก็โปรยปรายเต็มท้องฟ้า
ทีแรกแม่นางสามสียังตื่นเต้นยิ่งนัก นางวิ่งกระโดดโลดเต้นไปทั่วอย่างบ้าคลั่ง เล่นหิมะบนพื้นและกระโดดตะครุบเกล็ดหิมะที่ร่วงจากฟ้า ทว่าพอนานเข้าก็เริ่มเบื่อหน่ายและขยาดต่อความหนาวเย็น มักจะซุกตัวอยู่ในย่ามผ้า โผล่หัวเปรอะเกล็ดหิมะที่กำลังโปรยปรายออกมาจ้องมองนักพรตที่เดินอยู่ข้างนอก
ยามที่หิมะตกลงมาหนักที่สุด แม้แต่นกนางแอ่นก็ยังสยายปีกบินไม่ไหว ได้แต่เกาะหลังม้า ปล่อยให้ร่างของมันค่อยๆ ถูกหิมะขาวโพลนปกคลุมจนมิด
คณะเดินทางทิ้งรอยเท้าลึกเป็นทางยาวเห็นได้ชัดเจนอยู่เบื้องหลัง
พวกเขาจาริกผ่านป่าสนและทุ่งหญ้าเขียวขจีบนขุนเขาสูง เข้าสู่ท้องทุ่งรวงทองของนาข้าวสาลี แล้วย่างกรายเข้าสู่ม้วนภาพฤดูใบไม้ร่วงที่ดารดาษไปด้วยใบไม้สีแดงฉาน จนกระทั่งเข้าสู่ทะเลทรายอีกแห่งหนึ่ง หากแต่ทะเลทรายแห่งนี้ไร้ซึ่งภัยแล้งและความร้อนระอุ มีเพียงความหนาวเหน็บที่กัดกินเข้าถึงกระดูก
บางครา ฟ้าดินช่างกว้างใหญ่ไพศาลจนสุดลูกหูลูกตา
บางครา กลับเกิดหมอกหนาปกคลุมจนพร่าเลือน ราวกับหลงเข้าไปในแดนเซียน รอบกายมีเทือกเขาหิมะทอดยาวต่อเนื่อง มวลหมอกหนาทึบดั่งมหาสมุทร นักพรตหนุ่มและคณะประหนึ่งกำลังเดินทอดน่องอยู่บนสรวงสวรรค์ โดยมีภูผาหิมะและทัศนียภาพอันตระการตาตั้งตระหง่านอยู่บนฟากฟ้า ช่างงดงามยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยาย
วัฒนธรรมและประเพณีของที่นี่แตกต่างจากต้าเยี่ยนอย่างสิ้นเชิง ภาษาที่ใช้ก็ยากจะสื่อสาร แม้จะพบเจอพ่อค้าชาวตะวันตกที่ฟังภาษาต้าเยี่ยนออกอยู่บ่อยครั้ง หรือพบปะกับเหล่าพ่อค้าวาณิชที่เดินทางมาจากต้าเยี่ยน ขุนนางที่มารับตำแหน่งใหม่ ชาวต้าเยี่ยนที่ย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ หรือแม้แต่เศรษฐีผู้ดีท้องถิ่นที่พูดภาษาต้าเยี่ยนได้ ทว่าความลำบากคลุกคลานก็ยังมีอยู่มาก
ไม่ว่าจะเป็นการจดบันทึกสิ่งที่พบเห็น การพบปะผู้คน หรือแม้แต่การจับจ่ายซื้อของ ล้วนยุ่งยากซับซ้อนขึ้นหลายเท่าตัว
ดังนั้นในการจาริกครั้งนี้ ส่วนใหญ่จึงเป็นการเดินทางที่อ้างว้างเพียงคณะเดียว เฝ้ามองแผ่นดินตะวันตกอันกว้างขวางและแสวงหาวิถีการบำเพ็ญตนท่ามกลางความสันโดษ
ว่ากันตามหลักแล้ว ที่นี่อยู่ห่างไกลจากแดนจงหยวนออกไปทุกที รอบด้านเต็มไปด้วยอาณาจักรน้อยใหญ่ที่กำลังระส่ำระส่าย อำนาจราชวงศ์แห่งจงหยวนเบาบางลงทุกที เหล่าภูตผีปีศาจจึงปรากฏกายให้เห็นไม่ขาดสาย
มิหนำซ้ำ ปีศาจในแถบนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้รับการสั่งสอนเรื่องจารีตประเพณี ซ้ำยังไม่มีผู้ใดเข้ามาปราบปรามพวกมัน ไม่มีแม้ราชสำนักอันเข้มแข็งที่คอยสะกดพวกมันไว้ พวกมันแต่ละตนจึงเหิมเกริมยิ่งนัก และได้กลายเป็นเครื่องมือฝึกปรือวิชาอาคมให้แก่แม่นางสามสีไปเสียสิ้น
ฤดูใบไม้ผลิ รัชศกต้าอันปีที่สอง
ในที่สุดซ่งโหยวก็หยุดฝีเท้าลง
ไกลออกไป เห็นขุนเขาเขียวชอุ่ม บนยอดเขามีต้นสนต้นซีกายเรียงรายตั้งตรงขนานกัน ดูแล้วสดชื่นสบายตายิ่งนัก
“พวกเราเดินทางมาถึงสุดขอบแดนตะวันตกแล้ว” ซ่งโหยวค้ำไม้เท้าไม้ไผ่ สีหน้าสงบนิ่ง เขาก้มลงเอ่ยกับแมวสามสีว่า “แม่นางสามสีรู้หรือไม่ว่าที่นี่ห่างจากฉางจิงเท่าใด”
“ไม่รู้ซี”
“แม่นางสามสีพอจะจำได้หรือไม่ว่า ที่นอกประตูเมืองทิศตะวันตกของฉางจิง มีศิลาจารึกตั้งอยู่แผ่นหนึ่ง”
“คล้ายจะจำได้”
“บนศิลานั้นเขียนไว้ว่าอย่างไร”
“จำไม่ได้แล้ว” เจ้าแมวตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พออยู่บนภูเขาสูงๆ เท่ากับชั้นเมฆ แมวจะฉลาดน้อยลงนะ”
“เขียนไว้ว่า…ห่างจากประตูทิศตะวันตกของนครฉางจิงเก้าพันเก้าร้อยลี้*”
“ไม่เห็นเข้าใจเลย…”
“ก็หมายความว่า หากเดินทางจากฉางจิงมาทางทิศตะวันตก ก็เท่ากับว่าเดินได้มาเก้าพันเก้าร้อยลี้แล้ว” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง “ยามนี้พวกเราก็น่าจะยืนอยู่บนจุดที่ว่านั่นแล”
“เก้าพันเก้าร้อยลี้!”
“เดินทางมาจากฉางจิง เก้าพันเก้าร้อยลี้ หากนับจากเย่ว์โจวก็หมื่นกว่าลี้ พวกเรามักจะเดินทางอ้อมไปมา อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะเดินมาแล้วสองหมื่นลี้” ซ่งโหยวก้มมองแมวสามสี พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื้นตัน “อ่านตำราหมื่นเล่ม มิสู้เดินทางหมื่นลี้ ยินดีกับแม่นางสามสีด้วย เจ้าเดินทางมาครบสองหมื่นลี้แล้ว”
“…”
เจ้าแมวฟังแล้วก็ยิ่งสับสน
อาจเป็นเพราะขุนเขาแห่งนี้สูงชันเกินไปจนหายใจไม่ค่อยสะดวก ในยามนี้แมวอย่างนางย่อมมีสติเลอะเลือนไปบ้างเป็นธรรมดา นางจึงได้แต่เงยหน้าจ้องมองนักพรตหนุ่มตาปริบๆ รู้สึกเพียงว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นฟังดูแล้วช่างเก่งกาจเหลือเกิน
นางนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตากลับมามองภูเขาเบื้องหน้า แล้วโพล่งออกมาบ้าง
“ภูเขาลูกนี้ขนลุกไปหมดแล้ว!”
“…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางยกยิ้มบาง
เมื่อหวนนึกถึงเส้นทางที่ผ่านมา ก็รู้สึกว่ามันช่างงดงามยิ่งใหญ่อลังการเหลือเกิน
………………..