ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 544 ปีศาจประจำถิ่นช่างขวัญกล้านัก
บทที่ 544 ปีศาจประจำถิ่นช่างขวัญกล้านัก
………………..
“แล้วพวกเรายังต้องเดินต่อไปอีกหรือไม่”
เจ้าแมวเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีอำพันที่ใสกระจ่างดุจแก้วมณีจ้องมองนักพรตหนุ่มไม่กะพริบ
“ไม่ไปต่อแล้ว”
“เช่นนั้นพวกเราจะกลับกันแล้วหรือ”
“ก็คงเป็นเช่นนั้น”
ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงมองนาง “พวกเราควรเดินกลับด้วยทางอีกสาย”
“ทางอีกสายหรือ!”
“ใช่แล้ว…”
แดนตะวันตกนั้นกว้างใหญ่เกินไป
ผืนแผ่นดินที่กว้างขวางเท่ากับแคว้นนับสิบรวมกัน มีอาณาจักรบริวารนับสิบแห่ง หากเดินเพียงเส้นทางเดียวมาย่อมไม่อาจเชื่อมโยงเรื่องราวได้ทั้งหมด ขนาดซ่งโหยวเดินทางผ่านดินแดนมานับหลายแคว้น ก็ยังต้องเดินย้อนไปมาตามเส้นทางสองสายที่แตกต่างกัน
แดนตะวันตกยิ่งแล้วใหญ่
ต่อให้เดินกลับด้วยเส้นทางที่ต่างกัน ก็มิอาจร้อยเรียงทุกสิ่งเข้าด้วยกันได้ครบถ้วน แม้จะยอมเดินอ้อมไปบ้าง อย่างมากที่สุดก็เพียงได้ไปเยือนอาณาจักรบริวารทุกแห่ง แต่ก็ต้องจำใจละทิ้งทัศนียภาพอีกมากมาย ทว่าฟ้าดินไร้ขอบเขตแต่เวลาของมนุษย์มีจำกัด ช่วงเวลายี่สิบปีดูเหมือนจะนาน แต่หากพูดกันตามจริงก็มิได้ยาวไกลนัก ย่อมต้องเลือกและตัดใจบ้าง
จึงทำได้เพียงวนเป็นวงกลม แล้วเดินทางกลับจากอีกฟากหนึ่ง
“แม่นางสามสีพักผ่อนพอหรือยัง”
“แม่นางสามสีพักผ่อนพอแล้ว”
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวค้ำไม้เท้าไผ่แล้วเริ่มก้าวเท้าลงจากภูเขา
ขุนเขาฟากนี้ช่างดูเขียวชอุ่มและนุ่มนวลนัก ลาดเขาปราศจากความแหลมคมหรือส่วนที่ยื่นออกมา เส้นโค้งนั้นช่างเรียบเนียน บนยอดเขาก็ไร้ซึ่งโขดหินหรือซากหินระเกะระกะ ทุกหนึ่งชุ่นล้วนถูกปกคลุมด้วยยอดหญ้าฤดูใบไม้ผลิ มองจากไกลๆ ช่างดูราบเรียบสม่ำเสมอ ทอประกายสีเขียวล้อแสงแดด นอกจากยอดหญ้าแล้ว สิ่งเดียวที่เติบโตอยู่คือต้นสนเข็มที่ตั้งตรงตระหง่าน บ้างก็รวมตัวเป็นผืนป่า บ้างก็ยืนต้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ถึงกระนั้นยอดไม้ก็งอกงามชี้นภา
เจ้าม้าดูจะมีความสุขที่สุด
ยอดหญ้าเขียวขจีทั่วทั้งขุนเขายามนี้กำลังอ่อนนุ่มน่ากินที่สุด มันเดินไปเล็มไป ทั้งเสียงถอนหญ้าและเสียงเคี้ยวหญ้า ฟังแล้วชวนให้รู้สึกรื่นรมย์ยิ่งนัก
การได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ย่อมต้องเงียบสงบและดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเป็นแน่
ซ่งโหยวคิดไปพลางเดินลงจากเขาไปพลาง
คณะเดินทางค่อยๆ เยื้องกรายลงจากเขาเขียวชอุ่ม
ภูเขาลูกนี้จะสูงสักเท่าใดกันเชียว จะไปสูงเทียมเมฆได้อย่างไร
เพียงแต่ซ่งโหยวมิอยากจะขัดนางก็เท่านั้น
เส้นทางเบื้องหน้าถูกกำหนดให้เป็นการพเนจรอันยาวไกลอีกครั้ง
การเดินทางจากซาตูมาถึงที่นี่กินเวลานานหนึ่งปี จากที่นี่วนกลับไปยังซาตู อย่างน้อยที่สุดก็ต้องใช้เวลาอีกหนึ่งปี
ยังดีที่ซ่งโหยวนั้นมีความเพียรพยายามยิ่ง
คณะเดินทางข้ามผ่านเขาเทียนซาน จากทิศเหนือมุ่งสู่ทิศใต้ และจากทิศตะวันตกมุ่งสู่ทิศตะวันออก จากวสันตฤดูล่วงเข้าสู่คิมหันตฤดูอีกครา ทุ่งหญ้าใต้เขาทลายฟ้าดารดาษไปด้วยดอกผักกาดน้ำมัน โลกทั้งใบกลายเป็นมหาสมุทรสีทองอร่าม ต้องแสงตะวันทอแสงแวววาว กลิ่นหอมหวานสดชื่นของดอกไม้พลันติดอยู่ที่ปลายจมูก
แผ่นดินแถบนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก ทุ่งดอกผักกาดน้ำมันสีทองทอดไกลออกไปอย่างไร้ขอบเขต ไกลออกไปมีทิวทัศน์เขาเทียนซานเป็นพื้นหลัง เทียบกับทิวทัศน์ดอกผักกาดน้ำมันที่แดนอื่นแล้ว ที่นี่ช่างดูแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง
ที่อื่นมักมีขุนเขาและสายน้ำดั่งภาพวาด ประดับประดาด้วยสะพานเล็กและสายน้ำไหลเอื่อย หรือบ้านเรือนผนังขาวหลังคามุงกระเบื้องเขียว เป็นภาพวาดผืนน้อยอันวิจิตรบรรจง เน้นความงดงามละเมียดละไม ทว่าที่นี่กลับใช้ทั้งฟ้าดินเป็นม้วนภาพ เหนือศีรษะมีเพียงนภาสีคราม เบื้องล่างมีเพียงมวลบุปผา ตรงจุดที่ฟ้าดินบรรจบกันที่ห่างไกลออกไป มีเพียงเทือกเขาเทียนซานที่ทอดตัวยาวไร้จุดสิ้นสุด ภาพที่เห็นช่างสะอาดตา ทว่ากลับดูยิ่งใหญ่อลังการและกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
ท่ามกลางทุ่งดอกผักกาดน้ำมันมีเพียงทางดินสายเดียว สองข้างทางเต็มไปด้วยยอดหญ้าเขียวขจี ดูแล้วกลมกลืนกับม้วนภาพนี้อย่างไม่มีที่ติ
นักพรตหนุ่มจูงม้าค่อยๆ เดินผ่านไป
ก็ดูมิขัดตาแม้แต่น้อยเช่นกัน
หากมิเห็นกับตา ย่อมไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า ที่แดนตะวันตกยังมีทัศนียภาพเช่นนี้อยู่ และทิวทัศน์นี้ คือสิ่งที่ตนเองแลกมาด้วยการก้าวผ่านแดนทะเลทรายและภัยแล้ง
สิ่งเดียวที่ดูจะขัดหูขัดตาไปบ้างก็คือแม่นางสามสี
ในทุ่งดอกไม้มักมีผึ้งอยู่มากมาย รวมถึงคนเลี้ยงผึ้งด้วย แม่นางสามสีวิ่งกระโดดโลดเต้นมาตลอดทาง คอยจับผึ้งเล่นไปพลาง ทำให้ภาพวาดที่ควรจะสงบเงียบนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง ทว่าเมื่อสายลมพัดผ่านทุ่งดอกน้ำมันนับหมื่นหมู่จนพวกมันพากันเอนลู่ลม ร่างที่กระโดดไปมาของนางก็กลับไปกลมกลืนกับมวลไม้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“แม่นางสามสี ระวังอย่าให้ผึ้งต่อยเอาเล่า” ซ่งโหยวเดินไปเอ่ยเตือนนางไป “เดี๋ยวหน้าจะบวมปูดเป็นหัวหมูนะ”
“ไม่หรอก!”
เจ้าแมวตอบโดยไม่หันกลับมามอง
เบื้องหน้ามีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ตั้งเด่นอยู่กลางแผ่นดินอันกว้างขวางเพียงลำพัง เป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่ค่อยพบเห็นในต้าเยี่ยนนัก เป็นพรรณไม้เขียวขจีทอดเงาร่มรื่นผืนเล็กๆ ลงบนผืนดินกลางแสงตะวัน
นักพรตหนุ่มจึงเอนกายลงนอนใต้ร่มไม้นั้น
เขาวางย่ามไว้ข้างกาย ปล่อยให้เจ้าม้าได้เป็นอิสระ เล็มหญ้าอ่อนริมทางดินไปตามอัธยาศัย
แม่นางสามสีจึงยิ่งได้ใจ ไล่จับผึ้งอย่างย่ามใจยิ่งขึ้น
แม้จะเป็นกลางฤดูร้อน แต่ความรู้สึกสัมผัสยังคงมีความเย็นสบายอยู่บ้าง สายลมโชยพัดเอากลิ่นหอมมาให้ การได้เอนกายพักสายตาอยู่กลางม้วนภาพอันกว้างใหญ่เช่นนี้ ช่างรื่นรมย์ยิ่งนัก
ความเสรีในยามนี้ เปรียบไปก็คงมิต่างจากเทพเซียน
ทว่าในยามที่เอนกายจวนจะหลับใหล พลันได้ยินเสียงกระพือปีกหนักแน่นยิ่งกว่าจะเป็นนกนางแอ่นนัก มันมาหยุดเกาะอยู่บนกิ่งไม้เหนือศีรษะ ซ่งโหยวเองก็พลันสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมา
เขาลืมตาขึ้นมอง
บนต้นไม้คือนกประหลาดตัวหนึ่ง ขนาดตัวเท่าฝ่ามือ ใบหน้าดูคล้ายลิงจมูกแหลม ไร้ซึ่งจะงอยปากนก มีดวงตากลมโตคู่หนึ่ง มีมือมีเท้า บนแผ่นหลังมีปีกคู่หนึ่ง มันยืนอยู่บนกิ่งไม้พลางเอียงคอจ้องมองนักพรตหนุ่ม
พอเห็นว่านักพรตมองมา มันก็เอ่ยปากขึ้นทันที
“นี่พวกคนจากต้าเยี่ยน! มีอะไรให้กินบ้างไหม”
ซ่งโหยวย่อมไม่หวาดกลัว อย่างมากก็แค่รู้สึกแปลกใหม่ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหนื่อยใจเล็กน้อยที่มันมารบกวนการนอนกลางวันของเขา แต่เขาก็มิได้โกรธเคือง กลับถามกลับด้วยความอดทนว่า
“ท่านผู้นี้คือ…”
“มีอะไรให้กินไหม”
“ยังมีแป้งหนางอยู่สองแผ่น”
“แป้งหนางหรือ แข็งจะตาย ข้าเคี้ยวไม่ได้! เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเสีย!”
“…”
ซ่งโหยวอดไม่ได้จะถอนหายใจด้วยความจนปัญญา
ที่แท้นอกจากแม่นางสามสีแล้ว แม้แต่ภูตที่พบเจอริมทาง ก็ยังไม่เห็นแป้งหนางอยู่ในสายตาเลยสินะ
“นอกจากขนมปังย่างแล้ว ก็เห็นจะมีปลาไหลตากแห้งสองตัว กับหนูนาตากแห้งอีกหลายตัว…”
“คนต้าเยี่ยน! แบ่งให้ข้าหน่อยน่า!”
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นชาวต้าเยี่ยน แล้วเหตุใดจึงพูดภาษาต้าเยี่ยนได้เล่า”
“ข้าดูออก! ข้าเรียนมาจากพวกมนุษย์น่ะ!”
“นั่นก็นับว่าเก่งกาจนัก”
“ข้าขอปลาไหลตากแห้ง!”
“ออกจะชวนลำบากใจอยู่บ้าง…”
“ประการแรก ปลาไหลและหนูนาตากแห้งเหล่านี้คือเสบียงของแม่นางสามสี ทั้งนางยังเป็นผู้ลงมือทำด้วยตนเอง ในฐานะผู้ดูแล ข้าคงมิอาจถือวิสาสะยกให้ใครได้ตามใจชอบ” ซ่งโหยวกล่าว “ประการที่สอง ท่านกับข้าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อมาถึงนอกจากจะไม่แนะนำตัวแล้ว ยังไม่บอกกล่าวจุดประสงค์ จู่ๆ ก็อ้าปากขอของกินช่างดูเสียมารยาทไปเสียหน่อย”
“แล้วต้องทำอย่างไรเจ้าถึงจะให้”
“ท่านมีนามว่าอะไร”
“พวกคนต้าเยี่ยนเรียกข้าว่านกหน้าลิง!”
“นกหน้าลิง…”
ซ่งโหยวพิจารณามันพลางยิ้มบางๆ “ช่างเป็นชื่อที่เหมาะสมนัก”
“แถวนี้ปีศาจชุกชุม ชอบมาหลอกคนตามถนนหนทาง อันตรายสุดๆ ถ้าเจ้าแบ่งของกินให้ข้า ข้าจะช่วยชี้ทางให้ว่าที่ใดมีปีศาจน้อยกว่า แล้วจะบอกวิธีจำแนกพวกปีศาจให้ด้วย”
“เรื่องนั้นคงไม่จำเป็นหรอก”
“หืม หมายความว่าอย่างไร”
“หากท่านหิว ข้าก็พอจะแบ่งปันให้ได้บ้าง เพียงแต่เสบียงที่พวกเราพกมามีไม่มากนัก แม่นางสามสีไม่ค่อยชอบกินแป้งหนาง ข้าคงแบ่งให้ท่านได้เพียงเล็กน้อย…”
“ข้าขอเยอะกว่านี้!”
เจ้าภูตตนนี้ช่างไม่เกรงใจกันเสียเลย ทั้งยังไม่รู้เรื่องมารยาท นึกจะขอก็ขอออกมาดื้อๆ ช่างน่ารำคาญใจไม่น้อย
ทว่าซ่งโหยวตอบรับคำไปแล้ว เขาเพียงส่ายหน้าอย่างใจอ่อน มิได้ถือสาหาความนัก เขาจึงลุกขึ้นไปหยิบปลาไหลตากแห้งออกมาจากย่ามของแม่นางสามสีตัวหนึ่ง จับส่วนหางไว้แล้วออกแรงหักเบาๆ
ปลาไหลตากแห้งที่แม่นางสามสีทำนั้นดีเยี่ยมยิ่งนัก ทั้งแห้งทั้งกรอบ ราวกับถูกทอดจนสุกเกรียมและย่างจนกรุบกรอบ เพียงได้ยินเสียง กร๊อบ ส่วนหางของปลาไหลก็ถูกหักออกมาแล้ว
เจ้านกหน้าลิงบนกิ่งไม้เริ่มเผยสีหน้าคาดหวัง
ทว่าในจังหวะนั้นเอง บนถนนดินเบื้องหน้าก็ปรากฏร่างของแมวสามสีตัวหนึ่ง
มิรู้ว่าก่อนหน้านี้แอบไปวิ่งเล่นที่ไหนมา นางคงได้ยินเสียงสนทนาทางนี้เข้าจึงวิ่งกลับมาดูด้วยความสงสัย ยามนี้กำลังชะโงกหน้าออกมาจากหลังกอหญ้า เอียงคอจ้องเขม็งมาทางนี้ตาไม่กะพริบ
“แมวนี่นา!”
ครั้นนกหน้าลิงที่กำลังจะบินลงมารับส่วนหางปลาไหลเห็นเงาร่างของแม่นางสามสี ก็รีบกระพือปีกบินกลับขึ้นไปบนยอดไม้ทันที
ประจวบเหมาะกับที่มีแว่วเสียงรถม้าดังมาจากทางดิน
เสียงกีบเท้ากระทบพื้นดั่งระฆังใส รถม้าส่งเสียงโยกเยกโคลงเคลง
ยามนี้ดอกน้ำมันยังสูงไม่มากนัก ซ่งโหยวและโหวเหนี่ยวเพียงเหลียวหน้าไปเล็กน้อย ก็มองเห็นคนขี่ม้าสองนายและรถม้าหนึ่งคันกำลังมุ่งหน้ามาตามถนนดิน
คนขี่ม้าทั้งสองแม้จะมิได้สวมเกราะคลุมศีรษะ ทว่ารูปร่างกำยำล่ำสัน ที่เอวสะพายดาบตรงและซองธนูพร้อมกระบอกลูกศร บนหลังม้ายังแขวนทวนยาวไว้ กลิ่นอายไอสังหารคละคลุ้งรุนแรง
ดูจากการแต่งกายแล้ว คล้ายกับผู้ติดตามขุนนางบู๊ของทางราชสำนักต้าเยี่ยน
ผู้ที่ทำหน้าที่ขับรถม้าอยู่ด้านหลังคือบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่ง ท่วงท่าการแต่งกายดูไม่ธรรมดา จากนั้นก็มีคนเลิกม่านหน้าต่างรถม้าออกมามองภายนอก
“พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…”
เจ้านกหน้าลิงคล้ายจะสัมผัสได้ว่าคนกลุ่มนี้หาใช่ผู้ที่ควรไปตอแยด้วย หรืออาจจะเกรงกลัวธนูที่เอวของผู้ติดตามทั้งสอง จึงตัดสินใจทิ้งหางปลาไหลแล้วบินจากไปโดยไม่ลังเลทันที
นกชนิดนี้มีน้ำหนักมาก จึงบินได้ค่อนข้างช้า
“หยุดรถก่อน…”
เสียงหนึ่งดังออกมาจากภายในรถม้า
“หยุด!”
ขบวนเดินทางหยุดกะทันหันทันที
จากนั้นขุนนางหนุ่มก็เลิกม่านรถม้าออก ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งก้าวลงมา ที่เอวของเขาสวมกระบี่ไว้ คิ้วเข้มดั่งดาบดวงตาประดุจดวงดารา ทันทีที่ลงจากรถเขาก็เริ่มพินิจพิจารณาซ่งโหยว
“มินึกเลยว่าจะได้พบกับนักพรตผู้บำเพ็ญตนในสถานที่เช่นนี้”
เขากล่าวพลางเหลียวมองท้องฟ้าที่ห่างไกลครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้ามาหยุดห่างจากซ่งโหยวประมาณสองจาง ประสานมือถามด้วยมารยาทว่า “ท่านนักพรตคือชาวต้าเยี่ยนใช่หรือไม่”
“มิผิด”
ซ่งโหยวรีบเก็บหางปลาไหลกลับเข้าที่ ลุกขึ้นคำนับตอบ “ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว เดินทางมาจากอี้โจว ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอย่างไร”
“ข้าแซ่จาง…จางวั่งชวน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการควบตำแหน่งองครักษ์เสื้อปักแห่งต้าเยี่ยน” ใต้เท้าจางมองมาที่เขาแล้วเอ่ยถามต่อ “เหตุใดท่านนักพรตจึงมาถึงที่นี่ และเหตุใดจึงมาพักผ่อนอยู่ ณ ที่แห่งนี้เล่า”
“ที่แท้คือใต้เท้าจาง…”
ฟังดูแล้วคงเป็นขุนนางที่ต้าเยี่ยนส่งมาประจำการหรือปฏิบัติภารกิจในแดนตะวันตก
ตำแหน่งผู้ตรวจการ ปกติมีหน้าที่สอดส่องดูแลเหล่าขุนนางและขุนพล หากถูกส่งมาที่แดนตะวันตก ส่วนใหญ่จะเป็นการมาปลอบขวัญกองทัพชายแดนหรือสืบข่าวกรองทางการทหาร ส่วนตำแหน่งองครักษ์เสื้อปักนั้นเป็นตำแหน่งทูตของต้าเยี่ยน แสดงว่าเขานอกจากจะมาตรวจสอบกองทัพแล้ว ยังควบหน้าที่ด้านการทูตไปด้วย
“ข้าเดินทางมาถึงที่นี่ เห็นทัศนียภาพงดงามดั่งภาพวาด กว้างขวางไร้ขอบเขต ประจวบเหมาะกับมีร่มเงาไม้พอดี จึงได้แวะพักสายตายามบ่ายที่นี่”
“ท่านนักพรตช่างมีสุนทรียภาพนัก” ใต้เท้าจางหลุดหัวเราะออกมา “ทว่าแม้ทิวทัศน์ที่นี่จะงดงาม แต่ก็มักจะมีปีศาจวนเวียนอยู่ชุกชุม อย่างเช่นเจ้านกหน้าลิงตัวเมื่อครู่ มันชอบมาขอของกินจากคนเดินทาง หากคนไม่ให้หรือให้ไม่ถูกใจมัน เบาหน่อยมันก็จะถ่ายอุจจาระรดตัวท่าน หรือขว้างหินใส่ หนักเข้ามันจะล่อลวงท่านไปในที่ที่มีปีศาจดุร้าย จนอาจถึงแก่ชีวิตโดยไร้ที่ฝังกลบ”
“เจ้านกหน้าลิงตัวนั้นดันมาขอของกินจากข้าจริงๆ เสียด้วย”
“นั่นอย่างไรเล่า” ใต้เท้าจางกล่าวต่อ “นกหน้าลิงนั้นยังไม่เท่าไหร่ ระหว่างทางยังมีปีศาจตนอื่นอยู่อีกมาก ผู้ที่ไม่รู้ความหากไม่ระวังย่อมถูกล่อลวงให้เกิดภัย ท่านนักพรตเคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาก่อนหรือไม่”
“มิเคยได้ยินเลย”
“ปีศาจนั้นเชี่ยวชาญการแปลงกายหลอกลวงผู้คน ไม่แน่ว่าพวกข้าอาจจะเป็นปีศาจจำแลงกายมาเพื่อหลอกล่อท่านก็ได้นะ!”
ใต้เท้าจางเอ่ยด้วยรอยยิ้มหยอกเย้า
สองผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังก็เผยยิ้มออกมาเช่นกัน
ทว่าใบหน้าของนักพรตหนุ่มกลับมิได้มีความหวาดกลัวปรากฏเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ความลังเลสับสนก็ไม่มี กลับยิ้มตอบไป
“เช่นนั้นก็ถือว่าปีศาจท้องถิ่นแถบนี้ขวัญกล้ามิเบา”
เมื่อได้ยินดังนั้น คนทั้งกลุ่มต่างก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ
………………..