ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 547 ขุมทรัพย์กลางป่าลึก
บทที่ 547 ขุมทรัพย์กลางป่าลึก
………………..
“ข้ารู้ว่าเจ้านี่คือปีศาจชนิดใด”
ใต้เท้าจางปรายตาเย็นเยียบไปเบื้องหลัง แฝงรอยยิ้มเย้ยหยันพลางเอ่ยกับผู้ติดตามและนักพรต “ปีศาจพวกนี้หนังหนานัก ฟันแทงไม่เข้า ฆ่าไม่ตาย รับมือได้ยากยิ่ง ทว่าความจริงแล้วพวกมันหาได้มีฤทธิ์เดชอันใดมากนัก มันชอบลอบโจมตียามดึกสงัดในช่วงที่ผู้คนหลับใหล หากคนไม่ยอมหลับ มันก็จะเฝ้ารออยู่ข้างๆ จนกว่าคนจะเคลิ้มหลับไป อย่าได้เห็นท่าทางที่ดูไร้พิษสงของมันในยามนี้เชียว เพียงท่านเผลอสัปหงกวูบเดียว มันก็เข้าถึงตัวท่านแล้ว”
ผู้ติดตามทั้งสองได้ยินดังนั้นจึงถามว่า “จะให้พวกข้าขับไล่มันไปเสียเดี๋ยวนี้เลยหรือไม่ขอรับ”
“ยามนี้พวกเจ้าคงยังรับมือมันไม่ไหว” ใต้เท้าจางส่ายหน้า “ยามราตรีคือยามที่อาคมของมันแก่กล้าที่สุด ไม่ต้องรีบร้อน ขอเพียงพวกเราไม่หลับเป็นพอ ข้ามีวิธีจัดการกับมันอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้ติดตามทั้งสองจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ก็ยังมิคลายความระแวดระวัง มือยังคงมิห่างจากด้ามกระบี่และคันศร ต่างรวบรวมสมาธิจ้องมองกองไฟด้วยความเงียบงัน
ทางด้านนักพรตหนุ่ม เจ้าแมวสามสีที่หมอบอยู่ข้างกายเหลือบมองซ่งโหยวทีหนึ่ง มองไปยังกลุ่มคนที่รอบกองไฟทีหนึ่ง และสุดท้ายก็จ้องไปยังปีศาจที่อยู่วงนอกกองไฟ ขณะที่นางกำลังจะขยับตัวลุกขึ้น มือของนักพรตก็ทาบลงบนแผ่นหลังของนางเบาๆ ลูบไล้ให้นางกลับลงไปหมอบที่เดิม ก่อนจะลูบหลังนางต่อไปโดยไม่เอ่ยคำใด
“เมี้ยว”
เจ้าแมวอดมิได้ที่จะฉงนใจ นางเงยหน้าขึ้นมองเขา ใบหน้าบวมเป่งดูขบขันยิ่งนัก
นักพรตเพียงยิ้มบางๆ ไม่เอ่ยสิ่งใด
เขาใคร่รู้นักว่าใต้เท้าผู้ตรวจการท่านนี้จะมีวิธีปราบปีศาจอย่างไร
ใต้เท้าจางเองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
คนทั้งกลุ่มต่างไม่มีใครข่มตานอน
ปีศาจตนนั้นเงยหน้ามองพวกเขาเป็นพักๆ ดูเหมือนความกระวนกระวายจะเริ่มเกาะกินใจมัน มันชันตัวลุกขึ้นจ้องมองพวกเขาอยู่หลายครา คล้ายความอดทนมาถึงขีดสุด ทว่าเมื่อเห็นไอเลือดและราศีเที่ยงธรรมที่แผ่ซ่านออกมาจากขุนนางและผู้ติดตามทั้งสอง อีกทั้งยังมีอาวุธครบมือ มันก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
รัตติกาลดึกสงัด
คนทั้งกลุ่มยังคงไม่หลับ
กลับเป็นเจ้าแมวสามสีที่นั่งสัปหงก หัวบวมๆ โน้มต่ำลงเรื่อยๆ บางครั้งก็โงนเงนจนเกือบจะล้มพับไป ทว่าก็ยังฝืนตัวกลับมานั่งตัวตรงได้ใหม่ ส่วนปีศาจที่นอนอยู่วงนอกกองไฟนั้นก็ดูเหมือนจะเริ่มง่วง ดวงตาเริ่มหรี่ลงทุกที
คาดว่าความอดทนของปีศาจตนนั้นคงใกล้จะหมดลงเต็มทน
ในจังหวะนั้นเอง ใต้เท้าจางใช้กิ่งไม้เขี่ยลูกสนลูกหนึ่งในกองไฟ แล้วสะบัดส่งมันไปยังทิศทางที่ปีศาจตนนั้นนอนอยู่
ฟึ่บ…
ลูกสนพุ่งทะยานออกไปทันที
ปีศาจตนนั้นกำลังเคลิ้มหลับ ดูเหมือนมันจะไม่ใช่ปีศาจที่เฉลียวฉลาดปราดเปรียวเท่าใดนัก จึงไม่ทันสังเกตเห็น ลูกสนนั้นตกลงกลางอกของมันพอดี ทว่าผ้ากลางหน้าอกกลับรองรับลูกสนไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ
สมกับที่เป็นปีศาจหนังหนา ลูกสนที่แดงโชนปานนั้นตกลงบนอก มันกลับไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่รับรู้ถึงแรงสะเทือนบางอย่างจึงลืมตาขึ้นมองกลุ่มคนที่กองไฟ เมื่อเห็นว่าทุกคนยังคงไม่นอน มันก็เกาหัวแกรกๆ แล้วหลับตาลงต่อ
ลูกสนค่อยๆ เผาไหม้อยู่ในอกเสื้อของมัน กระทั่งเริ่มมีกลุ่มควันลอยกรุ่นออกมา
ทุกคนรวมถึงเจ้าแมวสามสีต่างหันไปจ้องมองปีศาจตนนี้เป็นตาเดียว
ใต้เท้าจางเผยสีหน้าราวกับว่าทุกอย่างเป็นตามที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ผู้ติดตามทั้งสองเบิกตาโพลงด้วยความตะลึง ส่วนซ่งโหยวก็เผยรอยยิ้มออกมา ดูท่าทางเขาก็เห็นเป็นเรื่องสนุกอยู่ไม่น้อย
ชั่วอึดใจต่อมา เสียงคำรามแหบพร่าก็ดังสะท้อนก้องหุบเขา
“อ๊าววว!”
ปีศาจตนนั้นกระโดดตัวตัวโยน พลางใช้มือตบหน้าอกอย่างบ้าคลั่ง ประกายไฟกระเซ็นลงมาประดุจห่าฝน
ยามนี้กลุ่มควันขโมงลอยออกมาจากอกของมัน คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อไม้ประหลาดล้ำ
ใต้เท้าจางจึงเอ่ยปากขึ้นว่า “พวกเราไม่คิดจะนอนอีกแล้ว ด้วยฝีมือเพียงเท่านี้ เจ้าย่อมไม่อาจทำอะไรพวกเราได้หรอก จงรีบไสหัวไปเสีย อย่าได้หาเรื่องใส่ตัวอีกเลย!”
ใต้เท้าจางจ้องมองมันด้วยสายตาเย็นชาจนกระทั่งเงาร่างนั้นหายลับไป จึงได้ละสายตากลับมาพร้อมแค่นเสียงเหอะเบาๆ ก่อนจะเติมฟืนเข้ากองไฟต่อไป
รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่งโหยวดูจะลุ่มลึกขึ้นอีกหลายส่วน
เพียงมองปราดเดียวก็รู้ถึงที่มา ล่วงรู้ทั้งนิสัยและเจตนา จากนั้นค่อยๆ บั่นทอนความอดทนของอีกฝ่าย เลือกจังหวะที่ดีที่สุด ใช้เพียงลูกสนลูกเดียวและคำพูดประโยคเดียวก็ขับไล่มันไปได้
สมกับที่เป็นองครักษ์เสื้อปัก
ยามนี้คงล่วงเข้าสู่ยามห้าแล้ว
เมฆหมอกในหุบเขาหนาทึบยิ่งนัก
ใต้เท้าจางและผู้ติดตามทั้งสองยังคงมิกล้านอน ทว่าซ่งโหยวกลับเอนหลังพิงย่ามสัมภาระของตน ดวงตาหรี่ปรือลงพลางเอ่ยว่า “ใต้เท้าจางช่างมีสง่าราศียิ่งนัก ในเมื่อปีศาจถูกขับไล่ไปแล้ว ข้าเห็นว่าคงไม่มีตนใดกล้ามาอีก ข้าขอตัวงีบหลับสักตื่น พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางต่อ”
“ท่านนอนตามสบายเถิด พวกข้าจะคอยเฝ้ายามให้เอง”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น ทว่าทุกคนก็อดมิได้ที่จะหันมามองเขา
จะมีสักกี่คนที่สามารถนอนหลับได้ลงในสถานที่เช่นนี้ เดิมทีพวกเขาคิดว่านักพรตผู้นี้เพียงแค่จะพักสายตาครู่หนึ่ง หรืออาจจะอยากนอนแต่คงนอนไม่หลับ ทว่าเพียงครู่เดียว พวกเขาก็ได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอ แผ่นอกที่ขยับขึ้นลงเป็นจังหวะบ่งบอกว่าเขาได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปเสียแล้ว
นึกจะนอนก็นอนหลับไปได้ง่ายๆ จริงเชียว
ผิดกับเจ้าแมวข้างกายที่กลับเบิกตาโพลง ประเดี๋ยวก็มองใต้เท้าจาง ประเดี๋ยวก็มองผู้ติดตามทั้งสอง และบางคราก็มองฝ่าเข้าไปในความมืดมิดรอบทิศ ทั้งที่เมื่อครู่ยังดูง่วงงุนแทบแย่ แต่พอเจ้านายล้มตัวลงนอน นางกลับตื่นตัวขึ้นมาทันที ประหนึ่งกำลังทำหน้าที่เฝ้ายามแทนนักพรต
ขอบฟ้าทิศตะวันออกเริ่มทอแสงรำไร
เมื่อแสงสว่างปรากฏ นกนางแอ่นตัวหนึ่งพลันกะพรือปีกบินมาเกาะบนหลังม้า มันสบตากับเจ้าแมวครู่หนึ่ง เจ้าแมวจึงค่อยยอมขดตัวหลับไป กลายเป็นเจ้านกนางแอ่นที่ยืนตระหง่านอยู่บนหลังม้าแทน คอยไซ้ขนและใช้ดวงตากลมโตสีดำขลับมองกวาดไปรอบบริเวณ
ราวกับเป็นการผลัดเปลี่ยนเวรยาม
ครั้นฟ้าสว่างโล่ นักพรตตื่นขึ้น พวกเขาก็ตื่นขึ้นเช่นกัน
เห็นเพียงใต้เท้าจางชักกระบี่ ถือคบเพลิง นำผู้ติดตามทั้งสองเดินหายเข้าไปในป่าลึก ราวกับกำลังตามหาบางสิ่ง
ในที่สุด ภายใต้การนำทางของเจ้าแมว พวกเขาก็ได้พบต้นไม้โบราณต้นหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากที่พักแรมเมื่อคืนราวหนึ่งลี้ บนลำต้นมีโพรงไม้อยู่หลายจุดดูคล้ายกับใบหน้ามนุษย์ และที่ด้านล่างมีรอยดำไหม้คล้ายถูกไฟลวก ร่องรอยนั้นยังดูใหม่เอี่ยม และยังคงส่งกลิ่นหอมของเนื้อไม้ประหลาดล้ำออกมาจางๆ
ยามนี้อาการบวมบนใบหน้าของเจ้าแมวได้ทุเลาลงจนหมดสิ้น เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง ทำเอาพวกเขาถึงกับอุทานด้วยความทึ่งว่าเจ้าแมวตัวนี้ช่างมีรูปโฉมงดงามถึงเพียงนี้
จากนั้นใต้เท้าจางก็มิรอช้า สั่งให้ผู้ติดตามทั้งสองรวบรวมลูกสนมาจุดไฟในที่นั้นทันที รอจนกระทั่งมันไหม้ ก็นำไปยัดใส่ในโพรงไม้ใหญ่คล้ายปากบนต้นไม้โบราณจนเต็มทุกรู
เพียงชั่วพริบตา กิ่งก้านของต้นไม้โบราณพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง พร้อมกับมีเสียงโหยหวนแว่วมา
“เหอะ…”
ใต้เท้าจางยังคงแค่นเสียงเย็นชา จ้องมองต้นไม้ต้นนั้นที่กำลังถูกกองเพลิงแผดเผาอยู่นานครู่ใหญ่ จึงค่อยหันกลับมาประสานมือคำนับซ่งโหยว “ทำให้ท่านนักพรตต้องหลุดขำเสียแล้ว…”
ดูเหมือนเขาจะมองออกแล้วว่า ด้วยตบะบารมีของบุคคลเบื้องหน้านี้ ปีศาจจำพวกนี้คงมิใช่สิ่งที่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงเลย
“มิกล้า มิกล้า” ซ่งโหยวประสานมือรับคารวะ “ใต้เท้าอาศัยเพียงกำลังของปุถุชน ก็สามารถกำจัดมารร้ายได้อย่างง่ายดายประหนึ่งพลิกฝ่ามือ นับเป็นวาสนาของข้าที่ได้เปิดหูเปิดตาโดยแท้”
“ท่านยังคิดจะเดินทางต่อหรือไม่”
“แน่นอน”
ดังนั้นทั้งหมดจึงกลับไปเก็บสัมภาระ แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ขุนเขาตามเส้นทางเก่าแก่สายเดิม เส้นทางที่กองทัพทหารสี่หมื่นนายเคยผ่านมา
ยิ่งถลำลึกเข้าไปในขุนเขา อุณหภูมิก็ยิ่งลดต่ำลง
ม้าเริ่มเดินช้าลงเรื่อยๆ
ครั้นเดินทางถึงใจกลางป่าลึก ทั้งที่เป็นช่วงกลางฤดูร้อนและระดับความสูงยังห่างไกลจากเขตหิมะนัก ทว่ากลับมีหิมะโปรยปรงลงมาอย่างไม่ชอบมาพากล บนพื้นดินจากเดิมที่มีเพียงน้ำค้างแข็งปกคลุม ก็เริ่มกลายเป็นหิมะทับถมหนาเตอะ
“อยู่ข้างหน้านี่เอง”
ใต้เท้าจางเอ่ยกับซ่งโหยว
ซ่งโหยวมิได้ตอบคำ เพียงค้ำไม้เท้าไผ่เดินไปข้างหน้า
เมื่อข้ามผ่านเนินเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง ภาพเบื้องหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นโลกแห่งน้ำแข็งและหิมะทันที
หิมะพรายพร่างกลางคิมหันตฤดู เมฆครึ้มเหนือศีรษะส่งผลให้ท้องฟ้าดูขุ่นมัวยิ่งนัก เบื้องหน้าซึ่งควรจะเป็นทะเลสาบกลับกลายเป็นทุ่งธารน้ำแข็งขนาดเล็ก บนพื้นมีน้ำแข็งเกาะหนาและมีเสาน้ำแข็งงอกเงยขึ้นมา ถัดจากธารน้ำแข็งคือขบวนทัพที่ทอดยาวเป็นสาย บ้างควบม้า บ้างเดินเท้า บ้างขับรถม้า บ้างก็กำลังลำเลียงเสบียงกรังหรือขนย้ายสมบัติล้ำค่า ทว่าทั้งหมดกลับกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็ง ถูกตรึงไว้ในชั่วพณะสุดท้ายก่อนสิ้นใจ ทุกร่างดูราวกับมีชีวิต แม้แต่สีหน้าแววตาก็ยังคงถูกรักษาไว้เช่นเดิม
ศพทหารสี่หมื่นนาย ถูกฝังไว้ ณ ที่แห่งนี้
บางร่างมีสีหน้าฉงนฉงาย มิทราบเลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ชีวิตก็ถูกพรากไปเสียแล้ว บางร่างดูเหมือนจะรับรู้ถึงภัยพิบัติ จึงมีแววตาตื่นตระหนกสุดขีด ศพทั้งสี่หมื่นร่างได้สรรค์สร้างขุมนรกน้ำแข็งกลางขุนเขาขึ้นมา
มิน่าเล่า ทูตจากในวังที่ถูกส่งมาถึงได้พากันขวัญกระเจิงปางตาย
“ท่านนักพรต…”
ใต้เท้าจางหันไปมองนักพรตหนุ่ม
ทว่าเห็นนักพรตหาได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เพียงค้ำไม้เท้าไผ่ก้าวย่างไปข้างหน้า
เมื่อเดินเข้าไปในขุมนรกน้ำแข็งแห่งนี้จึงได้พบว่า ผู้ที่ถูกตรึงไว้มิได้มีเพียงเหล่าทหาร แต่ยังมีชาวตะวันตกปะปนอยู่ด้วย ดูจากท่วงท่าที่ถูกตรึงไว้เดาได้ว่าพวกเขาน่าจะตามมาภายหลัง คงได้ยินกิตติศัพท์ว่ากองทัพนี้กวาดต้อนทรัพย์สมบัติมาจากทั่วอาณาจักรเหว่ยหลัน และถูกปีศาจแช่แข็งไว้ที่นี่ จึงเกิดความโลภหมายจะมาช่วงชิง ทว่าเพียงมือสัมผัสโดนหีบสมบัติ ก็พลันกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งทิ้งร่างไว้ที่นี่ กลมกลืนไปกับกองทัพและขุมทรัพย์ที่พวกเขาหมายปอง
ซ่งโหยวยกไม้ไผ่ขึ้น ชี้ไปยังหีบสมบัติใบหนึ่ง
“ท่านนักพรต!”
ใต้เท้าจางที่อยู่เบื้องหลังร้องห้ามทันที
“ไม่เป็นไร”
ซ่งโหยวชะงักมือครู่หนึ่งก่อนจะบอกเขา จากนั้นจึงยื่นไม้ไผ่ออกไปต่อ สะเดาะกุญแจหีบและเปิดฝาออก
หัวใจของใต้เท้าจางแทบจะกระดอนขึ้นมาติดอยู่กลางลำคอ
ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ซ่งโหยวเปิดหีบติดต่อกันอีกหลายใบเพื่อตรวจดูของล้ำค่าข้างใน
เป็นจริงดังว่า ภายในหีบส่วนใหญ่เป็นเงินทองเครื่องมุกหยกล้ำค่า
ทว่าก็มีเพียงสิ่งเหล่านั้น
ส่วนของล้ำค่าประหลาดพิสดารดังที่ใต้เท้าจางกล่าวถึงนั้น ซ่งโหยวไม่เห็นแม้แต่ชิ้นเดียว จะเห็นก็เพียงหีบใบเล็กที่ซ้อนอยู่ในหีบใบใหญ่ ซึ่งดูเหมือนของข้างในจะได้รับการดูแลดีกว่าทองเงินพวกนี้ ทว่าหีบใบเล็กเหล่านั้นกลับว่างเปล่าไปนานแล้ว ประหนึ่งถูกใครบางคนชิงไป
“ต้องเป็นจอมมารตนนั้นที่เอาไปแน่!” ใต้เท้าจางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ปีศาจตนนี้ช่างเลือกมากนัก!”
“อาจจะเป็นเช่นนั้น”
สีหน้าของซ่งโหยวยังคงราบเรียบสงบนิ่ง เขาก้าวเดินต่อไปพลางเหลียวมอง สบตากับใบหน้าของผู้คนจากเมื่อร้อยกว่าปีก่อนทีละคนๆ
ฝ่ายเจ้าแมวสามสีกระโดดขึ้นลงบนรถลากไม่หยุด จ้องมองทองเงินมุกหยกในหีบเหล่านั้นจนตาแทบมิอาจละไปทางใดได้ แต่เนื่องจากมีคนนอกอยู่ด้วย จึงทำได้เพียงหันไปส่งเสียงร้องใส่นักพรต ทว่าเขากลับทำเป็นมิรู้ความ
“กองทัพนี้แม้จะโหดเหี้ยมทารุณเพียงใด ทว่าต่อให้เป็นโทษประหาร ก็ควรจะให้ราชสำนักต้าเยี่ยนเป็นผู้พิพากษา ไฉนเลยจะยอมให้ปีศาจมาเข่นฆ่าตามใจชอบเช่นนี้” ใต้เท้าจางทอดถอนใจพลางส่ายหน้าอยู่เบื้องหลัง “หากจะลงทัณฑ์เพราะความป่าเถื่อน ฆ่าให้ตายก็ถือว่าสิ้นเรื่องไป ทว่าคนเราตายแล้วก็ควรให้จบสิ้นไป ทหารมากมายเพียงนี้ตายลงที่นี่ แต่จอมมารกลับไม่ยอมให้พวกเขาได้ไปสู่สุคติ กลับแช่แข็งพวกเขาไว้ประจานอยู่เช่นนี้นับร้อยปี ช่างเกินไปจริงๆ”
น้ำเสียงของใต้เท้าจางเต็มไปด้วยความจนใจและเวทนา “ตัวข้าไม่มัวคิดเรื่องจะล้างแค้นปีศาจตนนี้อย่างไร เพียงแต่คิดว่า เมื่อใดทหารเหล่านี้จะได้ไปสู่สุคติเสียที…”
ซ่งโหยวเพียงยกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
ก็คือวันนี้แล
………………..