ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 548 ไปสู่สุคติเสียแต่วันนี้
บทที่ 548 ไปสู่สุคติเสียแต่วันนี้
………………..
ซ่งโหยวยังคงค้ำไม้ไผ่ก้าวย่างไปพลาง พิเคราะห์มองดูใบหน้าเหล่านั้นไปพลาง
ราวกับกองทัพเกรียงไกรเพิ่งเดินทางมาถึงที่นี่เมื่อวานนี้เอง รูปร่างหน้าตาและสีหน้าแววตาล้วนดูราวกับมีชีวิต ร่องรอยการสึกหรอและรอยบุบสลายบนชุดเกราะล้วนดูสมจริงยิ่งนัก นี่คือกองทัพที่ผ่านศึกเหนือเสือใต้มานับร้อยสมรภูมิอย่างแท้จริง
ทว่าก็เป็นกองทัพนี้นี่เอง ที่ในยามซึ่งเจ้าเมืองเหว่ยหลันเปิดประตูเมืองประกาศยอมจำนนแล้ว กลับมิเพียงไม่รับไมตรี แต่ยังลงมือฆ่าล้างบางคนทั้งเมือง จับกุมเชื้อพระวงศ์เหว่ยหลันเป็นเชลย กวาดล้างทรัพย์สมบัติในวังหลวงและเมืองหลวงจนสิ้นซาก เรียกได้ว่าทุกคนในทัพนี้ล้วนมีโลหิตเปรอะกาย ในดินแดนตะวันตกยุคนั้น เรื่องพรรค์นี้มิใช่เรื่องแปลกประหลาด แม้แต่ในยามปัจจุบัน ก็มักมีแม่ทัพชายแดนแห่งต้าเยี่ยนที่หวังเพียงความดีความชอบ เบาหน่อยก็ฆ่าคนนับพันนับหมื่น หนักเข้าก็ทำลายเมืองล้างแคว้น เสร็จศึกก็ป้ายความผิดให้ตามใจชอบ ทรัพย์สินที่ปล้นมาได้ก็เก็บเข้าคลังของตน หัวที่ตัดมาได้ก็นำไปขอความดีความชอบ มิได้แยแสไยดีต่อความเป็นตายของคนต่างเผ่าพันธุ์เลยแม้แต่น้อย
บัดนี้ผู้คนเหล่านี้ถูกแช่แข็งไว้ที่นี่ ดูไปแล้วคล้ายปีศาจออกอาละวาด ทว่าดูอีกทีก็คล้ายผลกรรมตามสนองที่ยุติธรรมยิ่งนัก
เรื่องราวบนโลกช่างซับซ้อน ยากแท้จะพรรณนา
เพียงแต่ปีศาจตนนั้นก็มาเพราะเห็นแก่ทรัพย์สมบัติเช่นกัน การกระทำอันชั่วช้ามิได้ต่างจากที่กองทัพนี้เคยทำไว้ในอดีต คนจำนวนมากถูกแช่แข็งไว้ที่นี่มานานนับร้อยปี นับว่าชดใช้กรรมมาเพียงพอแล้ว
ซ่งโหยวเดินไปอย่างช้าๆ
เมื่อเขาเลิกเปิดหีบสมบัติใบใหม่ เจ้าแมวก็ไม่มีอะไรให้ดูอีก นางได้แต่คาบเหรียญทองเหรียญหนึ่งที่มาจากอาณาจักรแดนตะวันตกอันไกลโพ้นไว้ในปาก ตีหน้าเคร่งขรึม ก้าวเท้าถี่ตามหลังเขาไป
ฝ่ายใต้เท้าจางนั้นยิ่งมายิ่งมิเข้าใจ จึงก้าวตามมาติดๆ
“ท่านนักพรตกำลังมองหาสิ่งใดอยู่หรือ”
“ข้ากำลังมองหาว่า ศพของใต้เท้าจางอยู่ที่ใดกันแน่” ซ่งโหยวตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงใจขณะเดียวกันก็ยังคงก้าวเดินต่อไป
เบื้องหลังพลันเงียบกริบดุจป่าช้า
ครั้นซ่งโหยวเดินต่อได้อีกสองก้าว จึงค้ำไม้เท้าไผ่ไว้แล้วเหลียวหลังกลับไปมอง เห็นรถม้าคันหนึ่ง ใต้เท้าจาง ผู้ติดตามสองนายและขุนนางหนุ่มอีกหนึ่งคน ต่างนิ่งอยู่กับที่ ทุกคนมองมาที่เขาด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันไป
“ท่านนักพรตมองออกได้อย่างไร”
ใต้เท้าจางทอดถอนใจ เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน
“ได้ยินมาว่าผู้ที่ถือตราตั้งเป็นราชทูตตัวแทนแผ่นดิน ย่อมรอบรู้ทั้งดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ มีปัญญาเฉลียวฉลาดและวิสัยทัศน์กว้างไกล ใต้เท้าจางเองก็เป็นบุคคลเช่นนั้น” ซ่งโหยวกล่าวพลางส่ายหน้ายิ้มบางๆ “ทว่าใต้เท้าเดินทางจากฉางจิงมาถึงดินแดนตะวันตก ไม่ว่าจะมาด้วยภารกิจตรวจการหรือเจริญสัมพันธไมตรี กลับไม่ทราบถึงชื่อเสียงของพวกข้าเลยแม้แต่น้อย”
“ท่านนักพรตมีชื่อเสียงโด่งดังปานนั้นเชียวหรือ”
“ในช่วงปีหลังๆ มานี้ ก็นับว่าพอมีชื่อเสียงในฉางจิงอยู่บ้าง”
มิใช่ว่าทุกคนในฉางจิงจะเคยได้ยินชื่อของเขา ทว่าการกลับเข้าไปอาศัยในเมืองหลวงถึงสามครา ชื่อเสียงย่อมขจรไปไกล แม้แต่ในหมู่สามัญชนก็มักมีคำเล่าขานถึงเขา เพียงแต่อาจจะเรียกขานนามไม่ถูกก็เท่านั้น
พ่อค้าที่มาจากฉางจิงอาจไม่เคยได้ยินชื่อเขา ขุนนางหรือขุนพลธรรมดาก็อาจจะนึกไม่ออกในทันที ทว่าบุคคลที่ทำหน้าที่ทูตตัวแทนแห่งต้าเยี่ยน ผู้อยู่ในสายงานนี้โดยตรง ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะไม่เคยได้ยินชื่อเขา และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่แม้เคยได้ยินแล้วจะนึกไม่ออก
ซ่งโหยวสังเกตเขามาตลอดทั้งวัน
คำพูดหลายอย่างของใต้เท้าท่านนี้ล้วนเป็นความจริง
ภูตผีปีศาจทั่วไปมักไม่กล้าปลอมตัวเป็นขุนนางราชสำนัก ประการแรกอาจจะทำให้ราชสำนักกริ้ว ประการที่สองขุนนางหาใช่ตำแหน่งที่ใครจะปลอมแปลงได้ง่ายๆ หากแสดงไม่เนียนย่อมถูกจับพิรุธได้โดยง่าย
ใต้เท้าท่านนี้คือผู้ตรวจการตัวจริงเสียงจริง
อย่าว่าแต่ปีศาจเลย ต่อให้ท่านไปหาใครมาแสดงแทน ก็ยากที่จะเลียนแบบราศีและกลิ่นอายเที่ยงธรรมเช่นนี้ได้ สิ่งนี้ย่อมตบตากันไม่ได้
เพียงแต่เขาไม่ใช่ผู้ตรวจการในยุคปัจจุบัน
และไม่น่าจะเป็นคนที่ดำรงตำแหน่งเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว เพราะหากเพิ่งตายได้ไม่กี่ปี ย่อมไม่มีทางมีตบะบารมีแก่กล้าถึงขั้นนี้
“เจอแล้ว”
ซ่งโหยวหยุดฝีเท้า เงยหน้าขึ้นมอง
เบื้องหน้าปรากฏรูปปั้นน้ำแข็งหลายร่าง
รถม้าไม้หอมคันหนึ่ง เหมือนกับคันที่อยู่ข้างหลังนี้มิมีผิดเพี้ยน เนื่องจากถูกน้ำแข็งปกคลุม จึงทอประกายเย็นเยียบภายใต้แสงวัน ขุนนางผู้หนึ่งมีดวงตาดุจดาริกา คิ้วเข้มดุจคมกระบี่ ที่เอวห้อยกระบี่ล้ำค่า พร้อมกับขุนนางหนุ่มและผู้ติดตามอีกสองนายที่แม้จะมิได้สวมเกราะทว่าก็มีท่วงท่าไม่ธรรมดา ธนูขาวประดับเอว และกระบี่คมกริบที่พร้อมถูกชักออกมาจากฝักทุกครา
ซ่งโหยวประสานมือทำความเคารพรูปปั้นเหล่านั้น
“เฮ้อ…”
เสียงทอดถอนใจดังมาจากเบื้องหลัง
“ดูท่าตบะของท่านนักพรตจะเหนือล้ำกว่าที่พวกเราคาดการณ์ไว้มากนัก เป็นตัวข้าเองที่มีตาหามีแววไม่” ใต้เท้าจางประสานมือคารวะตอบ ก่อนจะกล่าวว่า “ปีนั้นข้าได้รับบัญชาให้เป็นทูตมายังดินแดนตะวันตกเพื่อตรวจการตามด่านชายแดน จึงได้พบว่ากองทัพภายใต้การนำของแม่ทัพหลิวนั้นโหดเหี้ยมไร้เมตตา ฆ่าล้างคนทั้งเมืองเพียงเพื่อสนองตัณหาตนเอง จนทำให้แว่นแคว้นในแดนตะวันตกต่างขวัญหนีดีฝ่อ หากปล่อยไว้เช่นนี้ เกรงว่าจะทำลายเกียรติภูมิของต้าเยี่ยนในใจของชนเผ่าต่างๆ เสียสิ้น ด้วยเหตุนี้หลังจากข้าแยกตัวออกจากกองทัพ จึงตั้งใจจะเร่งกลับเมืองหลวงเพื่อกราบทูลความจริง ทว่าเดินทางไปได้เพียงครึ่งทาง ก็ได้ยินข่าวว่ากองทัพทั้งทัพกลับกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งอยู่กลางหุบเขา”
ใต้เท้าจางชะงักไปครู่หนึ่ง
“กองทัพนี้ต่อจะโหดร้ายเพียงใด ก็ยังเป็นกองทัพของต้าเยี่ยน เป็นเหล่าทหารกล้าลูกหลานชาวต้าเยี่ยนที่กินเบี้ยหวัดของราชสำนัก ตัวข้าจึงจำต้องวกกลับมาเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ ทว่านึกมิถึงว่าสุดท้ายตนเองก็ต้องมาทิ้งร่างไว้ที่นี่ ตายไปแล้วไม่เพียงแต่ไม่อาจกลับคืนสู่มาตุภูมิ แม้แต่จะไปสู่สุคติก็ยังทำไม่ได้”
ใต้เท้าจางกล่าวพลางถอนใจอย่างอาลัย
“ทว่าที่แห่งนี้อยู่ไกลจากฉางจิงเกินไป อีกทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ฟังดูน่าสยดสยองยิ่งนัก ราชสำนักส่งคนมาตรวจสอบเพียงคราเดียวแล้วก็มิเคยมาอีกเลย แม้แต่เทพเจ้าก็ยังเอื้อมหัตถ์มาไม่ถึงที่นี่ มีเพียงทูตจากในวังสองนายที่เคยเป็นตัวแทนราชสำนักมาเยือนที่นี่เพียงครั้งเดียว ทว่าพอพวกเราปรากฏกาย ยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูดด้วยเขาก็ขวัญหนีดีฝ่อปางตาย วิ่งหนีลงเขาหัวซุกหัวซุนแล้วไม่วกกลับมาอีกเลย เมื่อข่าวแพร่ออกไป แม้แต่เส้นทางสายนี้ก็ถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครกล้าสัญจรผ่านอีก บางคราพวกเรายังแอบคิดว่า ราชสำนักคงลืมเลือนพวกเราไปแล้ว”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…”
ซ่งโหยวพยักหน้า “สิ่งที่ท่านทำไปทั้งหมด ก็เพียงเพื่ออยากให้ผู้คนอย่าได้ลืมเลือนพวกท่านอย่างนั้นหรือ”
“คือราชสำนักต่างหาก”
ใต้เท้าจางยืนประจันหน้ากับดวงตะวัน สบตากับเขาพลางกล่าวว่า “หวังเพียงราชสำนักอย่าได้ลืมเลือนพวกเรา อย่าได้ลืมว่ายังมีทหารอีกสี่หมื่นนายติดค้างอยู่ในป่าลึกแดนตะวันตกแห่งนี้ ดวงวิญญาณมิอาจไปสู่สุคติได้ ในหมู่พวกเขานั้น ต่อให้จะมีคนโหดเหี้ยมไร้ธรรมอย่างแม่ทัพหลิวอยู่ด้วย ทว่าก็ยังมีเหล่านายกองและพลทหารที่บริสุทธิ์อีกมากมาย ตัวข้าก็อยู่ที่นี่ด้วย บางทีราชสำนักในอดีตอาจจะทอดทิ้งพวกเราไปแล้ว ทว่าแผ่นดินย่อมมีการผลัดเปลี่ยน ฮ่องเต้ขึ้นครองบัลลังก์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ย่อมต้องมีสักพระองค์ที่ไม่ทรงหักพระทัยปล่อยให้พวกเราต้องเร่ร่อนมิอาจไปสู่สุคติในต่างแดนเช่นนี้ หวังเพียงถึงเวลานั้นราชสำนักจะส่งยอดฝีมือมา ไม่หวังถึงขั้นให้นำกระดูกกลับไป เพียงขอให้พวกเราได้ไปสู่สุคติเสียที เท่านี้ก็พึงพอใจยิ่งแล้ว”
“ด้วยเหตุนี้ พวกท่านจึงมักจะลงเขาไปเล่าเรื่องราวของที่นี่ให้ผู้คนฟัง และพากันมาดูที่นี่อย่างนั้นหรือ”
“หากวิญญาณมีตบะบารมี ตัวข้าคงนับได้ว่ามีตบะแก่กล้าที่สุดแล้ว ทว่าถึงกระนั้นก็ยังมิอาจปลีกตัวไปจากที่นี่ได้ไกลนัก ครั้นจะบอกกล่าวผู้อื่นตรงๆ ก็เกรงว่าจะทำให้เขาขวัญหนีดีฝ่อ จึงได้แต่เลือกใช้อุบายเช่นนี้”
ใต้เท้าจางเอ่ยอย่างจนใจ
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวพยักหน้า พลางกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ “ทว่าหากปรารถนาเพียงการไปสู่สุคติ ก็มิจำเป็นต้องพึ่งพาราชสำนักหรอก”
“ท่านนักพรตหมายความว่า…”
“ข้าพอจะรู้วิชาอาคมอยู่บ้าง”
นักพรตหนุ่มกล่าวพลางเงยหน้ามองเขา “นามจริงของใต้เท้าคือจางวั่งชวนจริงหรือ”
“แม้ม้วยมลายก็ไม่คิดเปลี่ยนนาม”
“การได้พบกับใต้เท้า นับเป็นวาสนาในการเดินทางครั้งนี้ของผู้น้อยแท้ๆ”
“มิกล้า มิกล้า”
“หากเดินทางไปทางทิศตะวันออกเพื่อจะไปจากดินแดนตะวันตก เข้าสู่เขตแดนซาโจว ย่อมมียมทูตคอยรับช่วงต่อ ท่านสามารถติดตามพวกเขาต่อไปทางทิศตะวันออก หรือจะเดินทางไปยังเฟิงโจวด้วยตนเองก็ได้ ที่นั่นมีเมืองผี เป็นสถานที่ที่ท่านจะได้สำแดงฝีไม้ลายมือได้อย่างเต็มภาคภูมิ”
ซ่งโหยวประสานมือทำความเคารพอีกครา เมื่อกล่าวจบเขาก็ปักไม้ไผ่ลงบนพื้นแล้วหันหลังเดินจากไป
ใต้เท้าจางฟังแล้วยังมิตกตะกอนความคิด ได้แต่ยืนงุนงงจ้องมองตามหลังเขาไป ทว่าในจังหวะนั้นเอง พลันเห็นจุดที่ไม้ไผ่ของนักพรตสัมผัสพื้นกลับทอแสงทิพย์เจิดจ้า แสงนั้นแผ่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วบนพื้นน้ำแข็งที่ดูราวกับผลึกแก้ว
ชั่วพริบตานั้น แสงแดดดูเหมือนจะอบอุ่นขึ้นมาหลายส่วน
ทะเลสาบน้ำแข็งที่อยู่ไกลออกไปพลันเกิดรอยร้าว รอยนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็วลามไปทั่วประดุจใยแมงมุม
เปรี๊ยะ…ครืน…
เสียงน้ำแข็งแตกแว่วมามิขาดสาย
ดูเหมือนน้ำแข็งทั่วทั้งทะเลสาบกำลังพังทลายลง
จากนั้น เสาน้ำแข็งบนผิวน้ำก็เริ่มหักโค่นลงเป็นอันดับแรก บ้างก็เพราะพื้นน้ำแข็งรับน้ำหนักไม่ไหว บ้างก็หักกลางลำต้น ตกลงสู่ผืนน้ำดั่งเสียงกัมปนาท ก่อให้เกิดมวลน้ำสาดกระเซ็นไปทั่วสารทิศ
น้ำแข็งพันปีบนฝั่งที่มิเคยละลายก็เริ่มมลายหายไปอย่างรวดเร็ว
ความเร็วในการละลายนั้นประหนึ่งถูกเปลวเพลิงแผดเผา
ใต้เท้าจางตะลึงลาน เขาอดไม่ได้ที่จะเอียงตัวจับจ้องไปยังนักพรตที่เดินค้ำไม้เท้าจากไปอย่างเอื่อยเฉื่อย
ยามนี้เขาจึงได้พบว่า นักพรตเดินไปถึงแห่งหนใด น้ำแข็งที่แข็งแกร่งบนพื้นดินก็จะละลายหายไปที่นั่น เหล่าทหารกล้าและม้าศึกต่างเผยร่างเดิมออกมา เมื่อต้องแสงตะวันก็พลันกลายเป็นโครงกระดูกสีขาวร่วงหล่นลงบนพื้นทันที
ส่วนเจ้าแมวสามสีนั้นยังคงคาบเหรียญทองไว้ในปาก ก้าวเท้าถี่ตามหลังนักพรตไปติดๆ ทว่ากลับยังเหลียวหลังมาจ้องมองวิญญาณของคนทั้งกลุ่มไม่วางตา
แววตานั้นเหมือนกับเมื่อวานมิมีผิดเพี้ยน
คนทั้งกลุ่มจึงเพิ่งตระหนักได้ว่า
ที่แท้ตั้งแต่แรกพบเมื่อวานนี้ เจ้าแมวก็มองออกเสียแล้วว่าพวกตนมิใช่มนุษย์
โครม…ซ่า…
รถม้าล้มคว่ำลงบนพื้นอย่างแรง หีบสมบัติบนรถก็เทกระจาดออกมา เงินทองเครื่องมุกหยกล้ำค่าเกลื่อนกลาดเต็มพื้น ทว่าส่วนใหญ่กลับร่วงหล่นลงไปในทะเลสาบ
“เมี๊ยว”
แมวสามสีชะงักงัน
เพียงแค่อ้าปาก เหรียญทองที่คาบอยู่ก็หล่นลงพื้น แต่นางอดมิได้ที่จะเหลียวหลังไปมองหีบสมบัติที่ร่วงหล่นลงพื้นหรือจมดิ่งลงสู่ก้นทะเลสาบน้ำแข็งอันไกลโพ้น จ้องมองสมบัติล้ำค่าที่กระจายลงมา นี่คือทรัพย์ศฤงคารที่ชีวิตนี้นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน และเป็นภาพที่นางไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง ยามนี้มันปรากฏแก่สายตาอย่างแจ่มชัด จิตใจอันบริสุทธิ์และเยาว์วัยของนางพลันสั่นคลอนตามไปด้วย
“เงินเยอะแยะเลย!”
ทว่าในขณะที่จ้องมองะงินทองเหล่านั้น นางก็เห็นรูปปั้นน้ำแข็งนับหมื่นที่มลายไป เผยให้เห็นโครงกระดูกและดวงวิญญาณนับไม่ถ้วนที่ยืนสงบนิ่งคอยส่งตนเองไปสู่สุคติอยู่กับที่
ภาพที่เห็นช่างตราตรึงและสะเทือนอารมณ์ยิ่งนัก ทำเอานางลืมเก็บกวาดทรัพย์สมบัติเหล่านั้นไปชั่วขณะ
กว่านางจะรู้สึกตัว ก็ได้ยินเสียงของนักพรตแว่วมาเสียแล้ว
“แม่นางสามสี อย่าได้ขนทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมมาเลย ปล่อยให้มันจมไปกับทะเลสาบเถิด”
“อื้อ”
เจ้าแมวเผยสีหน้าเคร่งขรึม
ทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมคืออะไรกัน
เงินทองทุกอย่างล้วนเป็นความชอบธรรมทั้งนั้น! จะมีที่ไม่ชอบธรรมได้อย่างไรเล่า
ทว่านางย่อมรู้ดีว่า นักพรตของนางบางคราก็มีนิสัยประหลาด เห็นเงินทองกองอยู่ตรงหน้ากลับไม่รู้จักเก็บ สิ่งนี้ต่างอันใดกับการเห็นหนูมายืดเส้นยืดสายอยู่เบื้องหน้าแล้วไม่จับกินเล่า
ช่างเลอะเลือนนัก
ช่างไม่ฉลาดเอาเสียเลย
แต่นางจะทำอย่างไรได้ นางก็เป็นเพียงแมวตัวหนึ่ง แมวที่นักพรตผู้นี้เลี้ยงไว้เท่านั้นเอง
แมวสามสีเหลือบมองดวงวิญญาณเหล่านั้นอีกครา เห็นบางคนประสานมือทำความเคารพ บางคนคุกเข่าลงข้างหนึ่งกับพื้น ส่วนนักพรตของนางก็เดินห่างออกไปเรื่อยๆ พื้นน้ำแข็งใต้เท้าเริ่มละลายลงแล้ว นางจึงรีบก้มลงคาบเหรียญทองนั้นขึ้นมา แล้วเร่งฝีเท้าตามไปทันที
ทองชิ้นนี้ได้มาตั้งนานแล้ว ย่อมถือว่ามีวาสนาต่อกัน
เป็นทรัพย์ตามวาสนา หาใช่ทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมเสียหน่อย
ทว่าก็น่าเสียดายนัก…
ยามนี้แม่นางสามพลันเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น
นางคิดว่าในอีกหลายปีต่อจากนี้ ยามนิทรานางคงจะฝันถึงสถานที่แห่งนี้และภาพเหตุการณ์ในวันนี้เป็นแน่
………………..