ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 549 ราตรีนี้จะพักพิง ณ แห่งใด
บทที่ 549 ราตรีนี้จะพักพิง ณ แห่งใด
………………..
ซ่งโหยวไม่ได้ย้อนกลับทางเดิม ทว่ายังคงมุ่งหน้าต่อไป
เขาเดินเลาะเลียบไปตามขบวนทัพนี้ ตั้งแต่ท้ายขบวนจนถึงหัวขบวนสุด เบื้องหน้ายังมีเนินเขาอีกแห่งหนึ่ง
ครั้นนักพรตพาม้าเดินขึ้นสู่ยอดเนินเขา กลิ่นอายอัปมงคลที่เคยปกคลุมทั่วผืนฟ้านี้ก็พลันมลายหายไปจนสิ้นซาก หิมะที่เคยโปรยปรายก็หยุดลง อุณหภูไม่พุ่งสูงขึ้นจนเริ่มสัมผัสได้ถึงไออุ่นแห่งคิมหันตฤดู เมื่อเหลียวหลังกลับไปมอง โลกแห่งน้ำแข็งเบื้องหลังกำลังพังทลายและละลายอย่างรวดเร็ว มวลน้ำที่เกิดจากหิมะละลายไหลบ่าราวกับกระแสน้ำเชี่ยว คืนสู่สภาพเดิมในพริบตา
เจ้าแมวหยุดยืนอยู่ข้างกายเขา พลางเหลียวมองกลับไปเช่นกัน
“เงินทองเยอะแยะเลย!”
“ก็เป็นเพียงดินทรายเท่านั้น”
มนุษย์เราก็เป็นเช่นนั้นมิใช่ สุดท้ายล้วนต้องหวนคืนสู่ผืนพสุธาดังเดิม
เมื่อน้ำแข็งละลายไปจนสิ้น นักพรตที่ยืนอยู่บนยอดเขาเพียงกวัดแกว่งไม้เท้าไผ่ในมือ ชั่วพริบตานั้นแสงทิพย์พลันสว่างวาบขึ้น ก่อเกิดแรงสั่นสะเทือนปานภูเขาถล่มแผ่นดินทลาย มวลดินและหินพุ่งทะยานม้วนตัวดุจเกลียวคลื่น
ครืน…ครืน…
เสียงดังสนั่นราวกับแผ่นดินไหวกึกก้องไปทั่วหุบเขา
เจ้าแมวเบิกตาโพลง ภาพที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของนางราวกับมหาพิบัติภัยจากสรวงสวรรค์
เพียงชั่วอึดใจเดียว โครงกระดูกทั้งหมดหากไม่ร่วงหล่นลงในรอยแยกของแผ่นดิน ก็ถูกมวลมหาปฐพีทับถมกลบฝัง ส่วนทรัพย์สมบัติเหล่านั้น แม้ชิ้นที่ไม่ได้จมลงสู่ทะเลสาบ ก็ล้วนถูกฝังจมอยู่ใต้พิภพจนสิ้น
พริบตาเดียว ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ก็อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง โครงกระดูก หรือขุมทรัพย์ เหลือเพียงผืนดินและโคลนตมที่ปกคลุมทั่วแผ่นดิน
แมวสามสีมองภาพนั้นอย่างตะลึงลาน
“ไปกันเถิด”
เสียงของนักพรตดังขึ้นข้างกาย
เจ้าแมวสามสียังคงเอี้ยวคอเหลียวหลังมอง ทว่าฝีเท้ากลับก้าวเดินตามท่านนักพรตไปโดยสัญชาตญาณ
เส้นทางสายนี้ไร้ผู้คนสัญจร คาดว่าคงไม่มีใครผ่านทางนี้มานานนับร้อยปีแล้ว แม้ใต้เท้าจางจะคอยนำทางผู้กล้ามาที่นี่ตลอดร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ทว่าอย่างมากที่สุดก็เดินมาถึงเพียงทะเลสาบน้ำแข็งเท่านั้น ซึ่งใต้เท้าจางย่อมมั่นใจว่าจะคุ้มครองความปลอดภัยให้พวกเขาได้ เพื่อให้คนเหล่านั้นกลับไปเล่าขานเรื่องราวให้ชาวโลกได้รับรู้ และบอกให้รู้ว่ายังมีดวงวิญญาณชาวต้าเยี่ยนอีกสี่หมื่นตนที่ไม่อาจไปสู่สุคติ ทว่าหากล่วงล้ำลึกเข้าไปกว่านั้น นอกจากจะไร้ประโยชน์แล้ว ยังทวีความอันตรายยิ่งขึ้นด้วย
แต่จะว่าไปแล้ว เส้นทางนี้ก็ไม่ได้ถูกทิ้งร้างเสียทีเดียว เพราะยังมีเหล่าปีศาจและวิญญาณสัญจรผ่านอยู่เนืองๆ ทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นผิวถนนเพียงแต่ขาดการซ่อมแซม ทว่าไม่ได้ถูกวัชพืชกลืนกินจนหายไป
บัดนี้ มีแขกเหรื่อมาเยือนอีกคราแล้ว
กรุ๊งกริ๊ง…กรุ๊งกริ๊ง…
เสียงกระดิ่งม้าใสกระจวานดังสะท้อนหุบเขา แว่วไปไกลแสนไกล
ในราวป่ามักมีเงาปีศาจแอบลอบจับจ้องอยู่เสมอ
ทว่าแรงสั่นสะเทือนราวแผ่นดินถล่มเมื่อครู่ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศอย่างกะทันหัน ดูเหมือนจะข่มขวัญพวกมันจนสยดสยอง ยามนี้พวกมันจึงได้แต่หลบซ่อนอยู่ในมุมมืดลอบสังเกตการณ์ ไม่กล้าปรากฏกายออกมา
ทว่าซ่งโหยวไม่คิดจะปล่อยพวกมันไป
เหล่าปีศาจเหล่านี้ หากตนใดไม่ได้มีไออัปมงคลชั่วร้ายก็ช่างเถิด อาจจะเป็นปีศาจฝ่ายดี หรือฝ่ายร้ายที่ยังไม่เคยเบียดเบียนผู้ใด ทว่าตนใดที่มีไอชั่วร้ายสถิตอยู่ ย่อมหมายความว่ามันเคยลงเขาไปเข่นฆ่าทำร้ายคนมาแล้วอย่างแน่นอน
“ตัวข้าต้องเดินทางไกลในป่าเขา รู้สึกเหนื่อยล้ายิ่งนัก เช่นนั้นคงต้องรบกวนแม่นางสามสีและเยี่ยนอัน ช่วยข้าผดุงธรรมแทนฟ้าทีเถิด”
“ได้เลย!”
“ขอรับคุณชาย…”
ทันใดนั้น นกนางแอ่นก็กระพือปีกโผบินขึ้นสู่เวหา ขนสีดำนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมา กลายร่างเป็นนกนางแอ่นนับร้อยพันตัวเช่นเดียวกับเขา ขนของพวกมันทอประกายโลหะงดงามภายใต้แสงตะวัน พวกมันคอยเสาะหาปีศาจที่มีไอชั่วร้ายในขุนเขา พร้อมกับทำหน้าที่นำทางให้แก่เจ้าแมวสามสีบนพื้นดิน
ฝ่ายแมวสามสีก็เรียกฝูงเสือและหมาป่าปีศาจออกมา นางยังคงใช้กลวิธีฝูงหมาป่ารุมล้อมโจมตี และยังคงใช้เจ้าเสือตัวแรกที่นางผูกไมตรีเป็นพาหนะ ควบทะยานไปกำจัดมารร้ายทั่วป่า
สำหรับปีศาจทั่วไปในป่าแห่งนี้ เพียงขบวนรบชุดนี้นับว่าเพียงพอแล้ว อย่างมากที่สุดแม่นางสามสีก็เพียงพ่นไฟใส่ พวกมันก็มลายกลายเป็นเถ้าถ่าน ส่วนตัวใดที่มีตบะแก่กล้าขึ้นมาหน่อย นางก็จะเรียกปีศาจหมีและหมูป่าขนดกตัวมหึมาปานภูเขาเลากาออกมาจากธง เพียงเท่านี้ก็นับว่านางสามารถท่องไปทั่วทั้งขุนเขาได้โดยไร้คู่ต่อสู้
ด้วยเหตุนี้ ในหุบเขาแห่งนี้จึงปรากฏภาพอันประหลาดพิสดาร
นักพรตในชุดเก่าๆ เดินทอดน่องค้ำไม้เท้าไผ่ไปตามถนนดินรกร้าง จูงม้าขนแดงตัวหนึ่ง ฝีเท้าเชื่องช้าเนิบนาบ เสียงกระดิ่งม้าดังกังวานอย่างรื่นรมย์ ทว่าในป่าเขาข้างกายกลับเกิดลมพายุพัดกระหน่ำ ปีกนกนางแอ่นกรีดผ่านอากาศ แมวขี่เสือพุ่งชนกิ่งก้านแมกไม้ ไล่ล่าเหล่ามารร้ายไม่หยุดหย่อน มีเสียงเสือคำรามและหมาป่าหอนสลับกับเสียงต่อสู้อันดุเดือดแว่วมาเป็นระยะ
พวกเขายิ่งเดินก็ยิ่งไกลออกไป
เส้นทางสายนี้ทอดยาวราวหนึ่งร้อยลี้เศษ เดิมทีเป็นทางข้ามเขา ทว่าหลังจากเหตุการณ์กองทัพถูกแช่แข็งอันน่าสะพรึงกลัวจนผู้คนพากันขยาดและทิ้งร้างไป จึงได้มีการถางทางเส้นใหม่ขึ้นมาแทน
เมื่อพ้นระยะหนึ่งร้อยลี้นี้และข้ามผ่านขุนเขาไป ก็จะไปบรรจบกับทางสายใหม่
ซ่งโหยวใช้เวลาเดินทางอยู่สองวัน
ในสองวันนี้เอง เขาคงได้มอบความประทับใจอันไม่อาจลืมเลือนไว้ให้กับเหล่าปีศาจในหุบเขาแห่งนี้แล้วเป็นแน่
สองวันต่อมา ยามโพล้เพล้
ซ่งโหยวเดินมาถึงเชิงเขาอีกฟากหนึ่ง เขาหยุดฝีเท้าแล้วมองไปเบื้องหน้า “ดูเหมือนข้างหน้าจะเป็นทางเข้าสู่ถนนสายหลักแล้ว”
ซ่งโหยวเริ่มเห็นผู้คนควบม้าผ่านไปมาบ้างแล้ว
เนื่องจากเป็นยามเย็น และอากาศก็ดูไม่สู้ดีนัก คนขี่ม้าจึงเร่งฝีเท้าควบตะบึง เพราะเกรงว่าฝนจะตก ซ้ำยังกลัวความมืดมิด
แมวสามสียังคงเดินตามติดอยู่ที่ข้างเท้าเขา เมื่อได้ยินเสียงนางก็เพียงเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่งโดยไม่ได้เอ่ยคำใด นางหลุบตาลง ท่าทางดูเหมือนแมวบ้านทั่วไปที่เหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งเล่นมาตลอดทั้งวัน
นกนางแอ่นก็เกาะหลังม้านิ่ง ดวงตากลมโตดำขลับจ้องมองไปข้างหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “น่าเสียดายที่ไม่เจอจอมมารตนนั้นนัก”
เจ้าแมวก้มหน้าเลียอุ้งเท้า พลางครุ่นคิดว่าจอมมารตัวไหน
“บางทีมันอาจจะเพียงแค่เลือกขุนเขาแห่งนี้เป็นที่ลงทัณฑ์ ทว่าตัวมันไม่ได้พำนักอยู่ที่นี่” ซ่งโหยวกล่าวพลางยิ้มบางๆ ไม่ได้คิดคาดคั้น ก่อนจะเอ่ยกับภูตน้อยทั้งสองว่า “สองวันนี้ลำบากพวกเจ้าทั้งสองแล้ว”
เจ้าแมวได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้น แล้วใช้คำพูดของนักพรตกล่าวกับตนเองบ้าง “ขอบคุณแม่นางสามสี”
ส่วนนกนางแอ่นตอบว่า “ไม่ได้ลำบากเลย”
“ขอบคุณแม่นางสามสี และขอบคุณเยี่ยนอันด้วย” ซ่งโหยวกล่าวพลางแหงนหน้ามองฟ้า เห็นเมฆครึ้มก่อตัวหนาแน่น จึงเริ่มก้าวเดินต่อ “มุ่งหน้าต่อไปเถิด ฝนใกล้จะตกแล้ว เราต้องหาที่กำบังให้ได้ก่อนที่ฝนจะตก”
กล่าวจบท่านนักพรตก็ค้ำไม้เท้าไผ่ก้าวเดินไปข้างหน้าทันที
เจ้าแมวอ้าปากหาวหวอดพลางบิดขี้เกียจชุดใหญ่ มันเหลียวกลับไปมองขุนเขาลึกเบื้องหลังคราหนึ่ง ก่อนจะฝืนความเหนื่อยล้า เร่งฝีเท้าตามไปให้ทัน
“แม่นางสามสีเหนื่อยหรือไม่”
“แม่นางสามสีไม่เหนื่อย!”
“ไม่เหนื่อยจริงหรือ”
“ก็แค่…อยากหลับตานอนนิดหน่อย”
“เช่นนั้นขึ้นหลังเจ้าม้ามาดีหรือไม่”
“แม่นางสามสีเดินเองได้!”
“…”
เสียงสนทนาพึมพำแว่วไปตามทางมุ่งสู่ที่ห่างไกล
เบื้องหน้าคือขุนเขาเขียวขจี ลำธารไหลเชี่ยว ต้นไม้แต่ละต้นล้วนเติบโตตั้งตรงตระหง่าน อีกทั้งยังขึ้นรวมกลุ่มกันจนเผยให้เห็นทุ่งหญ้าสีเขียวสดผืนใหญ่ เป็นความงดงามหมดจดที่หาดูได้ยากนัก
ครืนน!
เสียงอสนีบาตแผดก้องเหนือศีรษะ ดังสนั่นหวั่นไหว
ประหนึ่งเป็นการประกาศบอกพวกเขาว่า
ยามนี้คือช่วงกลางฤดูร้อนโดยแท้
สุดท้ายเจ้าแมวก็กลับขึ้นไปอยู่บนหลังม้าจนได้ นางซุกตัวอยู่ในย่ามพาดหลังม้า เผยให้เห็นเพียงศีรษะกลมๆ เหลียวกลับไปมองนกนางแอ่นบนหลังม้าทีหนึ่ง แล้วแหงนมองท้องฟ้าทีหนึ่ง พลางเอ่ยถามทั้งที่ยังหาวหวอดว่า
“เหลยกงก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ”
“ไม่อาจทราบได้” ซ่งโหยวตอบพลางก้าวเดินต่อไป “ทว่าความเกรงกลัวสายฟ้านั้นเป็นหนึ่งในความเชื่อดั้งเดิมและเก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ ดังนั้นในตำนานของแต่ละท้องถิ่น มักจะมีเทพสายฟ้าสถิตอยู่เสมอ”
“แล้วโจวเหลยกงอยู่ที่นี่ไหม” เจ้าแมวรีบโพล่งคำถามใหม่ทันที
“ไม่อาจทราบได้เช่นกัน” ซ่งโหยวยังคงตอบอย่างใจเย็น “คนแถบนี้ไม่นิยมนับถือเต๋า ไม่ทราบว่ามีมากน้อยเพียงใด และไม่ทราบว่าโจวเหลยกงจะมาที่นี่หรือไม่ ต่อให้เขาจะมา พลังเทพก็คงจะอ่อนกำลังลงมากแล้ว เผลอๆ หากโจวเหลยกงมาแถวนี้ก็อาจจะเก่งสู้แม่นางสามสีไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“!”
เจ้าแมวพลันชะงัก สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและจริงจังขึ้นมาทันที
แม่นางสามสี แมวน้อยนักบำเพ็ญกลับเก่งกาจกว่าเทพสายฟ้า!
แถมยังเป็นโจวเหลยกงผู้เกรียงไกรด้วย!
นี่มัน…นี่มัน…
เป็นสิ่งที่เจ้าแมวไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลย
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่ากัมปนาทดังสนั่นประหนึ่งผ่าลงเหนือศีรษะ ปลุกเจ้าแมวให้ตื่นจากภวังค์แห่งความเพ้อฝัน
นางอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองอีกครา พลางหดคอลงด้วยความหวาดกลัวต่อสายฟ้าตามสัญชาตญาณ ซึ่งช่วยดึงสติออกมาจากความคิดฟุ้งซ่านที่ว่าภูตแมวเก่งกาจกว่าเทพสายฟ้าได้ในทันที
ขณะเดียวกันก็เกิดความฉงนขึ้น “ในเมื่อที่นี่ไม่มีเทพสายฟ้า แล้วใครเป็นคนทำเสียงฟ้าร้องเล่า”
“แม่นางสามสีเข้าใจผิดแล้ว” นักพรตหนุ่มยังคงเอ่ยขณะก้าวเดินอย่างมีขันติธรรม นับเป็นการคลายความเงียบเหงาในระหว่างเดินทางได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อมาถึงแถบนี้ที่ภาษาแตกต่าง การเดินทางย่อมจืดชืดขึ้น บางคราเดินไปนับร้อยลี้ ผู้เดียวที่สนทนากับเขาได้ก็มีเพียงเจ้าแมวตัวนี้เท่านั้น “ต้องมีสายฟ้าเกิดขึ้นก่อน จึงค่อยมีเทพสายฟ้า ต่อให้ไม่มีท้าวสายฟ้า ฟ้าก็ยังร้องได้ และโดยปกติแล้วเทพสายฟ้าไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ฟ้าร้อง ฟ้าร้องเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติบนหมู่เมฆและผืนฟ้า เทพสายฟ้าเป็นเพียงผู้ใช้สายฟ้าและเชี่ยวชาญในการยืมอานุภาพแห่งสายฟ้ามาใช้เท่านั้นเอง”
“ถ้าอย่างนั้นแม่นางสามสีฝึกเรียกสายฟ้าได้ไหม”
“อาคมสายฟ้า”
“อาคมสายฟ้า!”
“เอาไว้ก่อนเถิด”
“เอาไว้ก่อนเถิด~”
เจ้าแมวยังคงเลียนคำพูดของนักพรต ทว่าน้ำเสียงกลับเบาลงกว่าปกติมาก
ดูท่าว่าสองวันที่ผ่านมานี้จะทำให้นางเหนื่อยล้าจริงแท้
แปะ…
หยาดฝนหยดแรกตกลงมา เม็ดใหญ่ปานเมล็ดถั่ว กระทบพื้นจนแตกกระจายเป็นดอกดวง หยาดน้ำโอบอุ้มฝุ่นผงบนถนนดินอันแห้งผากไว้ ทว่ายังไม่ทันได้ซึมลงสู่เนื้อดิน หยาดฝนขนาดเท่ากันก็ร่วงพรูลงมาดั่งห่ากระสุน เสียงฝนกระทบพื้นเริ่มถี่รัวขึ้นทุกที
ยอดหญ้าถูกซัดจนลู่ต่ำก่อนจะดีดตัวกลับ กิ่งไม้เริ่มไหวเอนรุนแรง เพียงชั่วอึดใจ ฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วง เสียงฝนดังอึงอลไปทั่วหล้า แสดงถึงอานุภาพแห่งคิมหันตฤดูอย่างเต็มพิกัด
ซ่าา…
ซ่งโหยวมีเวลาเพียงแค่สวมหมวกโต่วลี่และเสื้อคลุมกันฝน ภายในโสตประสาทถูกเติมเต็มด้วยเสียงอึกทึกเช่นนี้เสียแล้ว
ฝนที่นี่ดูจะมาเร็วกว่าและรุนแรงกว่าทางภาคกลางนัก ราวกับมีคนเทน้ำลงมาจากฟากฟ้า แม้จะสวมหมวกอยู่ ก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงหนักหน่วงเหนือศีรษะ
หากไม่สวมหมวกไว้ คงถูกฝนกระแทกจนเจ็บหนังศีรษะเป็นแน่
ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะหันไปมองม้าข้างกาย
เขาเผยยิ้มกว้าง แล้วก้าวเดินต่อไป
ขณะเดียวกัน ท้องฟ้าก็มืดสลัวลง
“ค่ำคืนนี้จะพักพิง ณ แห่งใด”
“เห็นทีคงจะอยู่เบื้องหน้านั่นแล”
นักพรตหนุ่มพึมพำกับตนเอง เสียงของเขาถูกกลบหายไปในเสียงฝนแทบจะทันที เพียงพริบตาเดียวพื้นดินที่เคยแห้งผากก็แปรเปลี่ยนเป็นโคลนตม เขาจึงก้าวย่ำไปบนมวลน้ำมุ่งหน้าต่อไป
ทางด้านนกนางแอ่นที่เหนื่อยล้าจากการกำจัดมารร้ายไม่ต่างกัน กลับขยับปีกโผบินขึ้นท่ามกลางพายุฝนคะนองเช่นนี้ บินฝ่าห่าฝน ทะยานผ่านสายฟ้า พุ่งขึ้นสู่มวลเมฆอัปมงคลเพื่ออาบหยาดพิรุณใหม่ บินไปไกลเพื่อชมมวลเมฆฝนที่เทน้ำลงมาดั่งม่านน้ำตก ขยับปีกร่อนไปมากลางเวหา แสดงออกถึงความเสรีและสุนทรีย์อันหาได้ยากยิ่ง จนทำให้นักพรตเบื้องล่างต้องหยุดฝีเท้า แหงนหน้ามองตามด้วยความชื่นชม
………………..